THE GALAXIA

ตอนที่ 29 : Smell the Different

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,052
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    21 พ.ค. 58




 

“เฮ้อ...”

ผมทิ้งตัวลงนั่ง พร้อมทั้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด ด้วยความโล่งใจและความเหนื่อยล้า ผมกับทเวนออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อได้ยินเสียงคำรามของวิปไวน์ หรือเจ้าอารักษ์แห่งป่าที่ชาวชานเดร่าเรียก เพราะมันกำลังหัวเสียจากการถูกชิงเอาอัญมณีแห่งป่า หรือจริงๆ ก็คือดีของมันไป เชื่อเถอะว่าพวกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แค่ตามไปดูอย่างพวกผม ก็จะโดนร่างแหการอาละวาดครั้งนี้ของมันไปด้วยแน่

เราออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต จนในที่สุดก็กลับมายังป่าสนวินเทล่าจนได้ ผมทิ้งตัวลงนอนแผ่กับพื้น ไม่ต่างจากทเวน ในตอนนี้เองที่เราเพิ่งรู้ว่ากล้ามเนื้อทั่วร่างกายของเรากำลังเจ็บปวดอย่างหนัก โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้าง ยิ่งเมื่อได้หยุดพักแบบนี้ แรงจะขยับลุกเดินต่อไปแทบไม่มี ถ้าหากตอนนี้มีไฮ-ไวเดอร์โผล่มาสักตัวละก็ เราคงได้ตายคาเท้ามันอย่างไม่ต้องสงสัย

“น...นายว่า เรายังพร้อมผจญภัยบนเซคันด์เอิร์ธกันอยู่ไหมเนี่ย”

ทเวนถามเสียงแหบพร่า

“ฮ่ะๆ จากสภาพเราตอนนี้ ผมว่าไม่พร้อมอย่างแรง...”

ผมตอบ พยายามความหากระบอกน้ำดื่มในเป้หลัง ตอนนี้นอกจากร่างกายโดยเฉพาะขาจะขยับแทบไม่ได้แล้ว คอยังแห้งผาก แทบไม่มีแม้แต่น้ำลายเหลืออยู่ในปากสักหยด ถ้าไม่ได้ดื่มน้ำเข้าไปในเร็วๆ นี้ละก็ ผมกับทเวนจะต้องขาดใจตายก่อนแน่ๆ

อึก....

ฮ่า....

“ดื่มหน่อยไหม?”

ผมพ่นลมออกมาจากปากอย่างพอใจ หลังจากได้ดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ ก่อนจะยื่นไปให้กับทเวน ที่ยื่นมือมารับไปดื่มอย่างยินดี

“นายนี่อึดจังเลยนะ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ ก็คราวนี้เอง ยังมีเรี่ยวแรงดีอยู่ ทั้งที่ฉันแทบจะขาดใจตายตั้งแต่ตอนแรกที่ทิ้งตัวล้มลงแล้ว แถม...ฟื้นตัวเร็วมากซะด้วย ท่าทางไม่ค่อยมีอาการเหนื่อยให้ได้เห็นแล้วนี่”

ทเวนพูดขึ้น หลังจากได้ดื่มน้ำจนพอใจ แล้วนอนพักนิ่งๆ ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาดูเป็นกังวลเมื่อพูดเรื่องนี้

“อาจเพราะผมเคยลำบากมามากตอนอยู่บนโลกก็ได้ละมั้ง ที่นั่นก็ไม่ต่างจากที่นี่มากนักไม่ใช่เหรอ หากเราอ่อนแอหมายถึงตัวเราและคนที่คอยอยู่ข้างหลังจะต้องตายแน่ๆ”

ผมตอบด้วยรอยยิ้ม แม้จะรู้สึกติดใจในคำพูดของทเวนอยู่ก็ตาม

หากเทียบกัน ทักษะการต่อสู้และใช้อาวุธของทเวนดีกว่าผมมาก ราวกับได้ฝึกฝนมาจนชำนาญ แต่สภาพร่างกายของเขาที่ควรจะแข่งแกร่งกว่าผมกลับดูอ่อนแอย่ำแย่กว่าจนผมเองก็ยังรู้สึกได้ หากทเวนเคยได้รับการฝึกฝนมาแล้วจริง สภาพร่างกายของเขาก็ควรจะต้องแข็งแรง และแข็งแกร่งกว่าผม แม้ในยามพักพื้นร่างกายอยู่อย่างนี้ ผมกลับรู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้มากขึ้น และเริ่มหายใจได้เป็นปกติ แม้จะยังอ่อนเพลียอยู่บ้างก็ตาม แต่ทเวนตอนนี้เขาก็ยังคงพูดไปหอบไปอยู่เลย

“งั้นสภาพแวดล้อมบนโลกที่นายอยู่ ก็คงเลวร้ายมากเลยสินะ”

เขาหันมาถาม ยังคงขมวดคิ้วท่าทางจริงจัง

“ใช่ ผมทำงานในโรงงานรีไซเคิลขยะ ย่านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้กับสลัมราตรี นายรู้ใช่ไหมสลัมนั่นเป็นยังไง”

จากดวงตาจับผิดกับปมคิ้วขมวดมุ่นนั่น กลับกลายเป็นตื่นตกใจแทน เขาแทบจะเด้งตัวลุกขึ้นนั่งถ้าทำได้ เมื่อได้ยินว่าบ้านของผมบนโลกนั้น อยู่ไม่ไกลจากแหล่งเสื่อมโทรมสุดอันตรายแห่งหนึ่งในเอเชีย

“นายพูดจริงน่ะ สลัมราตรีมันโหดร้ายมากไม่ใช่เหรอ ยิ่งพวกกินเนื้อคน เขาว่าพวกมันอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย ร้านอาหารบางร้านในสลัมนั้นก็เสิร์ฟอาหารที่ทำมาจากเนื้อคนด้วย”

“โดนบุกขึ้นบ้านบ่อยๆ เลย มีมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังแบเบาะด้วยซ้ำ จนกระทั่งโตมา ก่อนจะขึ้นยานอูริเอลสองสามวันก็ยังโดนบุกขึ้นบ้านอยู่เลย”

ผมตอบ ทเวนอ้าปากค้างราวกับจะเข้าใจว่าความแข็งแกร่งของผม เกิดจากการต้องการป้องกันตัวจากพวกกินคน ที่ชอบบุกขึ้นบ้าน ลักพาคนไปชำแหละทำอาหารขายในสลัมราตรี ที่จริงมันก็มีส่วนจริงนะ ผมต้องปกป้องตัวเอง และน้าเจดาจากเรื่องพวกนี่บ่อยมาก จนมันกลายเป็นเรื่องเคยชินโดยไม่รู้ตัว ก็จะโทษใครได้ล่ะ เพราะเนื้อที่หากินง่าย และราคาถูกที่สุดบนโลกยามนั้นก็คือเนื้อมนุษย์ของเราเองนี่แหละ แต่เพราะการฆ่าคนยังถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง พวกนั้นจึงต้องลักลอบทำแบบนี้ แอบขึ้นบ้านแล้วลักพาตัวไปตอนหลับ หรือไม่ก็ตักตีหัวตรงซอยเปลี่ยวแล้วลากไปชำแหละ

“ว่าแต่นายเถอะทเวน สภาพแบบนี้ยังสู้กับไวด์เดอร์ แล้วตัดเขามันไปส่งที่มิชชั่นโพรเสสไหวอยู่ไหมเนี่ย โชคดีนะที่ผมทำมิชชั่นนี้เรียบร้อย รอแค่เอาไปส่งเท่านั้น”

“เฮอะ อย่ามาดูถูกกันนะ ขอพักสักหน่อยเดียว เดี๋ยวฉันก็กลับมาฟิตปั๋งเหมือนเดิมแล้ว!

“ฮ่ะๆๆ นั่นสินะ ลืมไปเลยว่านายมันบ้าพลัง แต่ว่าเรามานอนแผ่กลางพื้นโล่งแบบนี้จะดีเหรอ ตกเป็นเป้าเอาได้ง่ายๆเลยนะ”

ผมมองออกไปรอบตัว แม้ว่าตอนนี้ป่าสนวินเทล่าจะดูสงบร่มรื่นน่านอนแผ่ตีพุงเป็นที่สุด แต่ผมยังจำได้ดีว่าที่นี่มีตัวอันตรายอย่างไฮ-ไวด์เดอร์ ที่ชอบกินลูกสนวินเทล่าเอามากๆ เดินเพ่นพ่านอยู่ และการถูกไวด์เดอร์ตัวกระจ้อยรุมโจมตีนับสิบๆตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลยสักนิด โดยเฉพาะในเวลาที่เราไม่อาจปกป้องตัวเองได้เต็มที่แบบนี้

“นั่นสิ ไปแอบใต้ต้นสนสักหน่อยดีกว่านะ หลบสายตาพวกตัวใหญ่นั่นด้วย”

ผมหัวเราะเบาๆ กับข้อเสนอของเขา ความจริงผมมีแรงพอที่จะเอาที่พักนิรภัยออกมาแขวนได้ แต่ขืนทำแบบนั้นทเวนคงยิ่งสงสัยในตัวผมแน่ เพราะท่าทางเขาเองยังดูเหนื่อยหนักจนน่าจะหลับเป็นตายไปได้อย่างไม่ยากเย็น ส่วนตัวผมทำไมถึงสามารถฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าระดับนั้นได้เร็วนัก ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน จะเพราะสิ่งที่ผมต้องเผชิญตอนอยู่บนโลกทำให้ผมแกร่งกว่าจริงๆ หรือเพราะมีบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองที่ผมยังไม่รู้ ผมคงต้องรอถามจากเนนีร่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ คิดว่าเธอน่าจะมีคำตอบให้กับผมแน่

“เฮ้ เร็วสิเซวิล!

ทเวนร้องเรียกเมื่อเห็นว่าผมยังไม่ขยับตามเขาไป

“นี่ หรือว่านายแกล้งทำเป็นแข็งแรงขึ้นไปอย่างนั้นเอง ที่แท้ก็ยังไม่ฟื้นตัวสินะ โห ต่อหน้าฉันไม่ต้องโชว์แมนขนาดนั้นก็ได้ ฉันไม่กรี๊ดให้นายหรอก!

“ห๊ะ....”

ผมไม่เถียงกับเขาดีกว่า ให้เขาเข้าใจไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

 

“เขาน่าสนใจขนาดต้องย้อนกลับมาดูเชียวหรือหัวหน้า”

เสียงกระซิบแผ่วเบาของพรานสาวชาวชานเดร่า ส่งผ่านถึงหัวหน้าของเธอที่ยืนดูเหตุการณ์ระหว่างเซวิลกับทเวนอยู่บนกิ่งไม้สูง

“ไม่รู้สึกหรือ กลิ่นอายของหนุ่มมนุษย์คนนั้นน่ะ”

หัวหน้าพรานสาวพยักพเยิดไปทางเซวิล ดวงตาฉายแววสนใจในตัวเขาเป็นอย่างมาก

“หนุ่มมนุษย์คนนั้นหรือ ข้าเองก็คิดว่ากลิ่นของเขามีความเหมือนกับกลิ่นของดาวดวงนี้ ความใกล้ชิดในทางใดทางหนึ่งที่อธิบายไม่ถูก”

พรานสาวที่ยืนอยู่ข้างกันตอบด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“ขนาดว่านั่นเป็นเพียงข้อมูลที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่บนดาวดวงนี้นะ ความเข้มข้นที่แสนพิเศษนั้นยังส่งผ่านมาให้เรารู้สึกได้ เจ้าว่าถ้าเขาเหยียบย่างลงมาบนแผ่นดินนี้ ด้วยร่างแท้จริงของเขาละก็ มันจะเป็นยังไงกันนะ”

“หากเป็นจริง หนุ่มมนุษย์คนนั้นคงมีอันตรายใหญ่หลวงถึงชีวิตแน่ เจ้าลาซาลัสนั่นจะต้องฆ่าเขาแน่”

พรานสาวตอบหัวหน้าของเธออย่างเคร่งขรึม

“เราจะจับตาดูเขา ถ้าเขาคือคนที่ลาซาลัสตามหา เขาก็มีค่าคู่ควรที่เราจะจับตาดู อย่างน้อยๆ ก็อาจเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นที่ดีได้”

“หัวหน้า...”

“ไปเถอะ หน้าที่จับตาดูหนุ่มมนุษย์คนนั้นให้เป็นของทาราลัน หวังว่าเผ่าอื่นจะยังไม่รู้ถึงความพิเศษของเขานะ เพราะนั่นจะทำให้การแก้แค้นของเรายุ่งยากขึ้นมาทันที”

“หวังเช่นนั้นค่ะ”

สองพรานสาวพาร่างเคลื่อนหายไปในร่มเงาของป่าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทำให้เกิดเสียงใดๆ ระหว่างที่พวกเธอเคลื่อนไหวเลย จะเหลือไว้ก็แต่พรานสาวร่างเล็กสูงราว 180 เซนติเมตร หากเทียบกับมนุษย์แล้ว เธอถือเป็นสาวหน่วยก้านดีทีเดียว แต่กับชาวชานเดร่า เธอก็แค่คนแคระของเผ่าเท่านั้น หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งห้อยขาบนกิ่งไม้สูง คอยจับตาดูสองหนุ่มที่ตอนนี้ดูเหมือนกับตัวทากยักษ์กำลังคืบคลานไม่มีผิด

“คนพิเศษ แบบเดียวกับฉันสินะ เซวิล...”

หญิงสาวเอ่ยปากพูดเสียงเบา เบาเสียจนคำพูดนั้นลอยหายไปกับกระแสลมวูบหนึ่งที่พัดมาอย่างรวดเร็ว

 

“ฮ่ะฮ่าๆ เป็นไงล่ะ ในที่สุดฉันก็ล่าไวด์เดอร์ตัดเขามันได้สำเร็จ!

ทเวนหัวเราะชอบใจ ขณะชูเขาของไวด์เดอร์ที่เขาล่าได้ให้ผมดูอย่างภาคภูมิใจ ที่จริงเราพักกันค่อนข้างนานทีเดียวหลังจากเหตุการณ์การต่อสู้ของพรานสาวชาวชานเดร่า กับมอนสเตอร์คลาส C วิปไวน์ หรือชื่อที่พวกเธอเรียกก็คืออารักษ์แห่งป่า

“เออ เก่งๆ นายเก่งโคตรเลยทเวน แต่ว่าเราอยู่นี่นานไปหน่อยนะว่าไหม?””

ผมเอ่ยปากชมเขาแบบกวนๆ ทำให้หมอนั่นหน้าบึ้งเดินเข้ามาหาผม พร้อมกับเก็บเขาไวด์เดอร์ใส่เป้หลังไว้

“หึ ใช่สิ นายทำมิชชั่นนี้เรียบร้อยแล้วนี่ ถึงได้มาพูดประชดกันแบบนี้ ว่าแต่เวลามีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น มันก็ต้องสักเพลงสินะ”

“สักเพลง? นายนี่ปรับอารมณ์ไวจังนะ เมื่อกี้ยังงอนผมอยู่เลย”

“เฮ้ย ใครงอน ผู้ชายที่ไหนเขางอนผู้ชายด้วยกันบ้าง แค่พูดก็ขนลุกลjะ แต่ว่าสักเพลงนี่ฉันพูดจริงนะ เอาเป็นว่าฉันร้องเพลงเล่นกีตาร์ไป ระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองกันดีกว่า”

“ไม่ดีมั้ง ก็ระ...”

“ดีสิดี เอาล่ะ!

หมอนี่ไม่คิดจะฟังผมพูดให้จบเลยสักนิด ที่ผมจะเตือนก็คือเมื่อเราฆ่าไวด์เดอร์และเก็บชิ้นส่วนใหม่ๆ ของมันไว้ในกระเป๋า กลิ่นบางอย่างจากชิ้นส่วนนั้นหรือก็คือเขาของมันจะกระตุ้นให้ไวด์เดอร์ตัวอื่นๆ เข้ามาโจมตีใส่เรา แต่เอาเถอะ ถ้าหมอนี่อยากจะลอง ผมว่ายังไงเขาก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้วละ จริงไหม

“นี่คือบทเพลง วิถีลูกผู้ชายนายทเวน ผู้เข้าใจชีวิตรัก (รันทด) บทเพลงจากจิตวิญญาณ ชายหนุ่มผู้รู้ซึ้งถึงการอกหักสะบักสะบอม!

พูดจบหมอนี่ก็ดีดกีตาร์แต๊วๆ สองที แต่นั่นยังพออภัย ไอ้ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ จะเก็กหล่อไปทำไมไม่ทราบ นี่มันกลางป่านะไม่ใช่เวทีคอนเสิร์ต

“เป็นไง นี่ถ้าพูดบนเวทีคอนเสิร์ตนะ สาวๆ กรี๊ดตรึมแน่!

ทเวนหันมาพูดด้วยสีหน้ามั่นใจ แต่ผมทำได้แค่ยิ้มมุมปากกระตุกให้เขาดู

“เอาล่ะนี่เพลงออริจินัลอีกเพลงของฉัน นายได้ฟังคนแรกเลยรู้ไหม?”

เอาแล้วไง หมอนี่ร้องเพลงคัฟเวอร์ได้ดีอยู่หรอก ไม่สิ ดีมากทีเดียว แต่พอแต่งเองร้องเองดันบ้าอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเพลงก่อนหน้านั้น ที่ยกทัพเครื่องในมาเกือบหมด ผมละกลัวจริงๆ ว่าเพลงใหม่นี่มันจะมีอะไรเพี้ยนๆ แบบนั้นอีกไหม

“ยื่นมือมา~ ฉันคนนี้จะพาเธอลงจากคาน~”

นั่นไง ยังไม่ทันไร ทั้งที่เริ่มต้นเหมือนจะเข้าท่าแท้ๆ และผมก็ต้องทนฟังบทเพลงเกี่ยวกับคานทองที่เจ้าหญิงนางหนึ่งขึ้นไปอยู่ และมีเจ้าชายพายเรือมาช่วยเธอลงมาจากคานทอง และแล้วในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่าดนตรีของเขานั้น ดูเหมือนจะดึงดูดมอนสเตอร์ละแวกนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะแค่ร้องไปครึ่งเพลง เราก็โดนไวด์เดอร์ล้อมเอาไว้แล้ว

“อะไรเนี่ย ไม่ทันไรก็มีแฟนเพลงหนาตาขนาดนี้...”

“นายประชดใช่ไหมเนี่ย...”

ผมถามกลับ ในขณะที่ทเวนกำลังตะลึงกับเหล่าไวด์เดอร์ที่พาหันมาปิดล้อมทางหนีของพวกเราจนหมด แถมยังส่งเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคออยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก

“ฮ่ะๆๆ ก็ใช่นะสิ รู้หรอกน่าว่าศัตรูน่ะ!

ทเวนสลับโหมดให้กับกีตาร์ของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสาดกระสุนใส่เหล่าไวด์เดอร์ที่มายืนรายล้อมพวกเราอยู่ จนพวกมันหนีกระเจิง

“ไงล่ะ”

ทเวนหันมายิ้มยิงฟันให้ผมอย่างอารมณ์ดี

“ไม่ไงหรอก เพราะหลังจากฆ่าพวกมันแล้วเราต้องรีบเผ่นเลยล่ะ กลิ่นคาวเลือดกับกองซากศพ จะดึงดูดพวกกินเนื้อโหดๆ มาที่นี่”

ผมตอบพร้อมทั้งดึงเชนกันออกมายิงใส่ไวด์เดอร์บ้าง เพื่อเปิดทางหนีให้พวกเรา ก่อนที่จะโดนพวกมันที่กำลังโกรธรุมล้อมไปมากกว่านี้

“นายพูดแบบนี้ เคยมีประสบการณ์หรือไง?”

ทเวนขมวดคิ้วถาม ขณะที่ผมวิ่งนำไปยังทางที่ถูกเปิดออก เพื่อหนีไปจากการปิดล้อมของเหล่าไวด์เดอร์

“ก็ไม่เชิง”

ผมตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ ให้เขา ใครจะอยากบอกล่ะว่าเป็นเพราะผมฆ่าเหล่าไวด์เดอร์ตายเป็นเบือเพื่อหนีจากการถูกพวกมันปิดล้อมและรุมทำร้าย จนดึงดูดมอนสเตอร์สุดโหดตัวหนึ่งมาถึงที่ แถมผมยังวิ่งล่อเป้ามันกลับไปยังหนองน้ำรากูส ที่ที่การสังหารหมู่เหล่านักสำรวจหน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นด้วย

แต่ตอนนี้ทั้งกำลัง ความไว ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมากจากตอนนั้น อาจเป็นผลของการที่กล้ามเนื้อจดจำการเคลื่อนไหวต่างๆ และถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าอ่อนๆ จากเตียงนอนก็เป็นได้ ไม่รู้ว่าถ้าหากเรามายืนอยู่บนแผ่นดินเซคันด์เอิร์ธจริง ร่างกายจะยังจดจำการเคลื่อนไหวที่เราฝึกฝนไว้ในดิกาแล็กเซียได้หรือเปล่า

“อันตราย อันตราย มอนสเตอร์คลาส C กำลังมุ่งตรงมาทางนี้”

คอมเจ็นของทเวนร้องเตือน เราสองคนมองหน้ากันแบบตื่นๆ หลังจากเหตุการณ์ที่ต้องวิ่ง จนเหนื่อยแทบขาดใจ และยังมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อแทรกซ้อน พวกเราไม่พร้อมรับมือกับมอนสเตอร์คลาส C แน่ และที่แย่คืออาจรับมือไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่รู้ว่าเจ้าตัวที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามานั้น คงเป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้ายแน่ๆ

“ฮ่ะๆ วันนี้บีบอทของฉันขยันแฮะ”

ทเวนหัวเราะเสียงแห้ง

“วันนี้คงยังไม่ใช่วันตายของเราสินะ”

ผมตอบ จากนั้นก็กราดยิงใส่ไวด์เดอร์ทุกตัวที่ขวางทาง เพื่อที่จะหนีไปให้ไกลจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #316 ฝนธารา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 19:10
    สนุกดีจ้า
    #316
    0
  2. วันที่ 12 กรกฎาคม 2558 / 03:54
    ศวิลเป็นลูกครึ่งคนครึ่งมนุษย์ต่างดาวรึเปล่าเนี่ย อึด ทนทานจริงๆ 5555
    #255
    0
  3. #246 shinamon69 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 / 19:43
    ขอบคุณครับ
    #246
    0
  4. #245 เฉียนหลง (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2558 / 08:35
    เล่มสองออกยัง
    #245
    0
  5. #242 kimurakung (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 15:39
    ตัวอะไรกำลังจะมา...ทเวน นายมันตัวซวยจริงๆ
    #242
    0