THE GALAXIA

ตอนที่ 28 : Chandera 's Pride

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 พ.ค. 58




 

แปะ แปะ แปะ

เสียงปรบมือดังมาจากด้านหลังต้นสนวินเทล่าต้นหนึ่ง ไม่ไกลจากจุดที่เกิดการต่อสู้ ผมกับทเวนหันไปดูก็พบกับกลุ่มคนแต่งกายด้วยหนังสัตว์ มีอาวุธทำเองจากไม้ กระดูก และเหล็ก เรารู้ได้ทันทีว่าผู้มาใหม่คนนั้นคือชาวชานเดร่า ด้วยการแต่งกายและอาวุธที่ออกจะโดดเด่น และที่สำคัญคือความสูงใหญ่แบบที่มนุษย์เราเรียกกันว่ายักษ์นั่น เธอเป็นหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดง ถักเป็นเปียยาวลงมาจนถึงหัวเข่า ดวงตาสีเกาลัคจ้องมองเราสองคนไม่กะพริบ ริมฝีปากได้รูปสวยขยับเป็นรอยยิ้มส่งมาให้เรา ขณะที่เธอเดินเข้ามาใกล้

“เก่งนี่นา ขนาดตัวเล็กนิดเดียวแท้ๆ”

เธอกล่าวชมด้วยภาษาสากลของมนุษย์ แม้จะฟังดูแปร่งหูเล็กน้อย แต่ก็ค่อนข้างใช้ได้ทีเดียว

“ข...ขอบคุณครับ ไม่คิดว่าคุณจะอยู่แถวนี้ด้วย”

ผมตอบอย่างไม่แน่ใจ แต่ก็พยายามส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรที่สุดไปให้เธอ

“เด็กน้อย พวกเธอจะเอาปัญญาอะไรมารู้ อ่อนหัดขนาดนี้ ฉันยังตกใจเลยที่เอาชนะไฮ-ไวด์เดอร์มาได้”

หญิงสาวพูดด้วยภาษาที่เราฟังไม่ออก เธอยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของเราสองคน นั่นอาจเป็นความได้เปรียบหนึ่ง นอกจากฝีเท้าอันแผ่วเบา และทักษะที่ชาวชานเดร่าทุกคนมี เธอรู้ภาษาสากลของเรา แต่เราดันไม่รู้จักภาษาของเธอเลย

“ศิลปะการต่อสู้ของพวกเธอห่วยมาก มนุษย์”

เธอยิ้มและพูดอีกครั้งด้วยภาษาสากลของเรา

“ศิลปะการต่อสู้เหรอ?”

ทเวนทวนคำพูดของเธอ ความจริงพวกเราสู้อย่างไม่มีศิลปะเลยต่างหาก เพราะสิ่งที่ผมกับทเวนต้องการคือ การมีชีวิตรอดไปจากตรงนี้ให้ได้ต่างหาก การกระหน่ำยิงจนร่างของไฮ-ไวเดอร์สองตัวนั้นจนพรุน ก็เพื่อการนั้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง

“ฝีมือแบบนั้นไม่เรียกว่าศิลปะหรอกครับ เรียกว่าเอาตัวรอดจะดีกว่า ด้วยฝีมือของผมกับเพื่อน ถ้ามัวแต่ตั้งกระบวนท่าสวยงามอะไรแบบนั้น มีหวังได้ตายก่อนจะชักปืนออกมายิงได้ด้วยซ้ำ”

ผมตอบ คราวนี้เธอยิ้มกว้างกว่าเดิมราวกับพึงพอใจในสิ่งที่ผมพูด ก่อนจะดีดนิ้วทีหนึ่ง ทำให้ชาวชานเดร่าอีกสองสามคนที่ซ่อนตัวอยู่เดินออกมาจากที่ซ่อน อย่างเงียบเชียบและแผ่วเบา

“มาจาก...ไหนกันเนี่ย...”

ทเวนมีท่าทีตกใจเล็กน้อย ไม่ต่างจากผมนัก คิดดูว่าถ้าผมกับพวกเธอเป็นศัตรูกันล่ะก็ เราคงตายแบบไม่รู้ตัว ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอะไรเลยด้วยซ้ำ

“ตกใจเหรอ นี่คือพื้นฐานที่ดีของนักล่า เงียบเชียบ ว่องไว กลมกลืน ถ้าเป็นสมัยที่เรายังเป็นศัตรูกันอยู่ พวกเธอคงได้ตายโดยไม่ทันได้เห็นว่าใครเป็นคนลงมือแน่”

เธอยิ้มก่อนจะพูดคำหนึ่งออกมาในภาษาของพวกเธอ ทำให้พวกที่เหลือต่างพากันหัวเราะออกมา

“เจดา บันทึกการสนทนา”

ผมสั่งคอมเจ็นของผมเอง เพราะอยากรู้ว่าสิ่งที่พวกเธอพูดนั้นมีความหมายอย่างไร แม้ผมจะไม่มีโปรแกรมแปลภาษาระหว่างสนทนา แต่ผมมีโปรแกรมภาษาท้องถิ่นบนเซคันด์เอิร์ธอยู่ บันทึกคำพูดของพวกเธอไว้ แล้วให้เจดาเปรียบเทียบคำ และแปลให้ผมอ่านในภายหลังได้

“พวกเรากำลังออกล่า อยากจะมาดูไหมล่ะ ศิลปะการต่อสู้แบบชานเดร่าน่ะ”

หญิงสาวเอ่ยปากชวน

“แต่ว่าต้องตามให้ทันเท่านั้นนะ ถ้าไม่อยากไปเราก็ไม่บังคับ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามนุษย์จากดาวโลกขลาดเขลาเพียงใด”

ตอนแรกเราคิดว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะยังไงเสียพวกเธอก็ไม่ได้อยู่ในมิชชั่น และอีกอย่างเราก็เป็นเพียงชุดข้อมูล ไม่ได้มีตัวตนอยู่ที่นั่นจริงๆ อยู่แล้ว ตามไปก็ไม่แน่ว่าจะได้ประโยชน์อะไร แต่พอเจอกับคำพูดและรอยยิ้มถากถางนั่น มันก็ดันไปปลุกอาการรักศักดิ์ศรีโง่ๆ ขึ้นมาซะได้ และดูเหมือนเธอจะรู้ได้จากสีหน้าของพวกเรา

“ว่าไง จะตามมาไหม?”

เธอถาม ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าเธอรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“แน่นอน!

ผมกับทเวนตอบออกมาพร้อมกันอย่างหนักแน่น

“ตามให้ทันล่ะเจ้าหนู”

เธอพูดด้วยภาษาของตัวเอง แล้วส่งสัญญาณให้คนที่เหลือ ทุกคนออกวิ่งไปทางด้านซ้ายมือใกล้กับต้นสนวินเทล่าที่ยืนต้นตาย ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาว พวกเธอวิ่งเร็วมาก และแทบไม่มีเสียงฝีเท้าให้ได้ยิน ผมกับทเวนออกวิ่งตามไป พยายามไม่ให้พวกเธอทิ้งห่าง แต่มันช่างยากลำบากเหลือเกิน

ทั้งสภาพพื้นดินที่ขรุขระ เต็มไปด้วยเศษใบไม้กิ่งไม้ มีไม้พุ่มขึ้นสลับตลอดทาง พวกเราได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองชัดเจน และคิดว่ามันน่าจะดังไปไกลอีกหลายสิบเมตรแน่ ผมเห็นพวกเธอแอบยิ้มเยาะ แสดงว่าพวกเธอก็อาจจะได้ยินเสียงที่ชุดข้อมูลอย่างเราทำให้เกิดขึ้นในโลกดิกาแล็กเซียด้วยเช่นกัน

“บ้าจัง ทำไมพวกหล่อนวิ่งได้เงียบเชียบแบบนั้น แถมยังไวมากด้วย”

ทเวนบ่นอย่างหัวเสีย ลูกผู้ชายอกสามศอก (บนเซคันด์เอิร์ธนี่คงเป็นอกที่เล็กไปถนัดใจ) ฆ่าได้แต่ห้ามมาหยามกันเด็ดขาด ทว่าถึงจะพูดแบบนั้น แต่เราก็ถูกหยามซึ่งหน้าไปแล้วหลายรอบ

“เราคงต้องเรียนรู้จากพวกเธอแล้วล่ะเพื่อน”

ผมบอกเขา ที่จริงมันก็ไม่เลวนักหรอกกับการถูกสาวชานเดร่าดูหมิ่นเรื่องทักษะและฝีมือในการเอาชีวิตรอดเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเทียบกับสิ่งที่เรากำลังได้เรียนรู้จากพวกเธอ มันเป็นทักษะที่ดีที่จะช่วยให้เรามีชีวิตยืนยาวขึ้นบนโลกใบใหม่อันโหดร้ายนี้

“ฉันขอเรียนหลักสูตรมาตรฐานของกองทัพดีกว่า แบบนี้ไม่ทำให้ฉันเข้าร่วมกองทัพได้แน่ แต่กับนายที่อยากเป็นเรนเจอร์ละก็ไม่แน่!

ท่าทางของทเวนดูไม่ชอบใจอย่างเห็นได้ชัด

“นายไม่ชอบที่พวกเธอทำแบบนี้อย่างนั้นเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่านายชอบที่ถูกสาวๆ พวกนั้นมองเหมือนเป็นเด็กอ่อนหัดคนหนึ่งแบบนั้น เชื่อเถอะไม่ว่าผู้ชายหน้าไหน ก็ไม่อยากดูอ่อนด้อยในสายตาผู้หญิงทั้งนั้นแหละ!

ผมเข้าใจที่ทเวนพูดดี เพราะเป็นผู้ชาย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านเลยมากี่ศตวรรษ ก็ยังคงถูกสั่งสอนให้เป็นฝ่ายปกป้อง คุ้มครองผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าจะเป็นผมกับทเวน ที่วิ่งตามเหล่าพรานสาวชาวชานเดร่าแทบไม่ติดฝุ่น

ผมกับทเวนหยุดวิ่งเมื่อเห็นสัญญาณมือจากพรานสาวคนหนึ่งที่อยู่รั้งท้ายกลุ่ม ดูเหมือนพวกเธอจะเจอบางอย่างเข้า ท่าทางระวังตัวของพวกเธอทำให้พอรู้ว่าสิ่งที่พวกเธอเจอคงอันตรายไม่เบาแน่

“ซ่อน!

พรานสาวหันมาบอกผมกับทเวนที่ยังคงยืนหอบหายใจจนตัวโยน จากความเหนื่อยที่ต้องวิ่งตามให้ทันฝีเท้าของพวกเธอ ทุกคนแยกตัวกับหลบซ่อน คนแรกอำพรางตัวในพุ่มไม้ คนที่สองและสามปีนต้นไม้อย่างชำนาญขึ้นไปบนกิ่งที่สูงราวห้าเมตร คนหัวหน้าดึงดาบยาวที่ทำจากกระดูกและเหล็กกล้าสีฟ้าอมเทาออกมาถือไว้ทั้งสองมือ ยืนรอบางสิ่งอย่างแน่วหน้าเบื้องหน้าเรา

“เอาไงดี...”

ผมถามทั้งที่ยังหอบหายใจ เพราะเราวิ่งมาค่อนข้างไกลทีเดียว

“ทำตามที่พวกเธอบอกเถอะ ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้านี่นา”

ทเวนตอบ สภาพเราสองคนแค่กลับมาหายใจให้เป็นปกติตอนนี้ยังยาก ถ้าหากต้องสู้กับมอนสเตอร์อีก คงได้ตายอนาถอย่างไม่ต้องสงสัย

“หึๆ ทีนี้ละว่าง่ายเชียวนะ”

ผมแซวเขา ในขณะที่เราเดินออกมาหลบตรงพุ่มไม้ข้างทาง

“เหอะ นายเองก็เถอะ สภาพแบบนี้ ขืนยืนจังก้าอยู่แบบนั้นได้ตายกันพอดีน่ะสิ!

เขาหันมาสวนกลับตาขวาง ผมหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองดูหัวหน้ากลุ่มพรานสาวชาวชานเดร่าที่กำลังยืนรอคอยบางสิ่งอยู่อย่างใจเย็น

โฮกกกก!

เสียงคำรามดังสนั่นจนเราต้องยกมือขึ้นปิดหู สัตว์ป่าบริเวณโดยรอบต่างแตกตื่นพากันวิ่งหนี เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งปราดเข้ามาใกล้ตรงที่ผมกับทเวนซ่อนตัวอยู่อย่างรวดเร็ว ผ่านต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านของมันกำลังสั่นสะเทือน และวินาทีนั้นร่างของหัวหน้าพรานสาวก็กระเด็นถอยหลังห่างออกมาจากจุดที่เธอเคยยืนอยู่กว่าสิบเมตร

“อะไรน่ะ ดูไม่ทันเลย อะไรซัดเธอกระเด็นกันแน่!

ทเวนอุทานเสียงเบาด้วยความตื่นเต้น ผมเองก็เช่นกัน สายตาของผมยังคงจับจ้องอยู่ที่เธอ ซึ่งตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งกลับไปด้านหน้า เพื่อโจมตีใส่บางสิ่งที่เรายังไม่เห็นตัว

เฟี้ยวว

เคร้งง!

บางสิ่งคล้ายแส้หลายเส้นตวัดโจมตีใส่หัวหน้าพรานสาว แต่เธอก็รับการโจมตีนั้นไว้ได้ สีหน้าของเธอดูนิ่ง แต่กลับไม่ได้ตึงเครียดอะไร ในขณะที่ตวัดดาบยาวในมือ ซัดแส้เหล่านั้นกลับไป

หัวหน้าพรานสาวพุ่งตามแส้ขนาดใหญ่ที่เธอซัดกลับไปอย่างรวดเร็ว นาทีต่อมาเราก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของสัตว์ปริศนาโหยหวนด้วยความเจ็บปวด มันคงถูกเธอโจมตีเข้าให้แล้ว

“ฉันอยากเห็นการต่อสู้จัง”

ทเวนพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น จากที่เราซ่อนอยู่ตอนนี้ ไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ของหัวหน้าพรานสาวชาวชานเดร่า กับมอนสเตอร์ปริศนาตัวนั้นได้ ทเวนจึงลุกเดินออกไปจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว โดยที่ผมไม่สามารถห้ามเอาไว้ได้ทัน

“ทเวนเดี๋ยวสิ เธอสั่งให้เราซ่อนตัวนะ!

“อย่าปอดน่าเซวิล หรือว่าตอนนี้นายกลัวจนหัวหดไปแล้วล่ะ!

ทเวนหันมายิ้มยิงฟันให้ผม ก่อนจะรีบเดินไปเพื่อดูการต่อสู้ที่อยู่ห่างไปจนไม่อาจมองเห็นได้จากตรงนี้ ผมถลึงตาใส่เขาแล้วรีบวิ่งตามไป เช่นเดียวกับพวกพรานสาวที่ซ่อนตัวอยู่ พวกเธอเองก็เคลื่อนที่ตามไปยังจุดต่อสู้ด้วย แน่นอนว่าอย่างเงียบเชียบ และแผ่วเบา ต่างจากผมกับทเวนโดยสิ้นเชิง

“โอ้...แม่...เจ้า...”

ไม่มีคำใดจะอธิบายสิ่งที่เราเห็นได้ในตอนนี้ ลานกว้างเบื้องหน้ามีการปะทะกันของมอนสเตอร์ กับหัวหน้าพรานสาวชาวชานเดร่า มอนสเตอร์ตัวนั้นมีขนาดพอๆ กับร๊อคสล็อต ตัวเป็นหนังแข็งๆ คล้ายแรด ร่างกายเต็มไปด้วยมันกล้ามเนื้อแข็งแรง ใบหน้าคล้ายหมี มีแผงคอที่ยืดโจมตีศัตรูได้ราวกับเป็นแส้

“ตัวอะไรน่ะ ทเวน บีบอทของนายล่ะ?!

“ก็..เก็บไว้น่ะสิ มันไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรนี่นา”

“เอาออกมาสิ ให้มันไปสแกนดูว่าเจ้านั่นมันเป็นตัวอะไร”

“อืม นั่นสินะ แล้วบีบอทของนายล่ะ ไม่เห็นนายเอาออกมาเหมือนกันนี่นา”

“มันพังน่ะ เอาไปซ่อมแล้วเก็บไว้ ยังไม่ได้เอาออกมาเหมือนกัน เร็วสิทเวน!

ผมเห็นหมอนี่กลอกตา ก่อนจะล้วงหาบีบอทของตัวเองในเป้หลังออกมา แล้วสั่งให้มันไปสแกนมอนสเตอร์รูปร่างประหลาดที่กำลังสู้อยู่กับหัวหน้าพรานสาวชาวชานเดร่า

wipewine มอนสเตอร์คลาส C คะแนนการสังหาร 3,320 แต้ม”

คอมเจ็นของทเวนแจ้ง เมื่อบีบอทเข้าไปสแกนมอนสเตอร์ตัวนั้นได้สำเร็จ

“รายละเอียด”

ทเวนออกคำสั่ง

“วิปไวน์เป็นมอนสเตอร์หายาก อาศัยอยู่ในป่าอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะคล้ายไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ปกติจะอยู่นิ่งและดักจับสัตว์อื่นกินด้วยแส้เถาวัลย์รอบศีรษะ แต่เมื่อถูกคุกคามจะขยับเคลื่อนไหวและโจมตีใส่ศัตรูด้วยแส้เถาวัลย์นับสิบที่อยู่ตรงส่วนหัว วิปไวน์มีอีกชื่อหนึ่งว่า อารักษ์แห่งป่า”

“อารักษ์แห่งป่า ฟังดูน่าจะใจดีมากกว่าโหดนรกแตกอย่างนั้นนะ...”

ผมพูด สายตาจับจ้องไปที่การโจมตีของวิปไวน์ แส้เถาวัลย์ของมันฟาดใส่พื้นเสียงดังสนั่น ความรุนแรงของการโจมตีนั้น ถึงขนาดทำให้พื้นดินแตก ต้นไม้เล็กๆ หักโค่น และยังสร้างบาดแผลใหญ่เห็นได้ชัดไว้บนลำต้นของต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายสิบคนโอบนั่นด้วย

“มันคงเห็นพวกเราเป็นศัตรูแน่ๆ ล่ะ”

“อารักษ์แห่งป่าน่ะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของป่า อารักษ์ที่สมบูรณ์จะให้ยางไม้ที่เรียกว่า อัญมณีแห่งป่า แต่การเอามามันไม่ง่ายเลย การชิงเอาอัญมณีแห่งป่ามาได้โดยไม่สังหารอารักษ์แห่งป่า ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของพวกเราชาวชานเดร่า”

พรานสาวคนหนึ่งลงมายืนข้างพวกเราแล้วกล่าวขึ้น ดูเหมือนเธอจะพูดภาษาสากลของมนุษย์ได้คล่องกว่าผู้นำกลุ่มของเธอมากทีเดียว

“สุดยอดไปเลยนะครับ อารักษ์แห่งป่าทั้งดุร้าย ทั้งเกรี้ยวกราด แถมโจมตีไม่ยั้งแบบนั้น แค่เอาชีวิตให้รอดผมว่ายังเป็นไปได้ยากเลย”

ผมมองดูหัวหน้าพรานสาวที่สามารถหลบหลีกการโจมตี และตั้งรับได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ตนเองก็พยายามเข้าไปใกล้อารักษ์แห่งป่า เพื่อเอาอัญมณีแห่งป่ามาให้ได้ ความมุ่งมั่นและฝีมือของเธอ ที่สามารถต่อสู้เพียงลำพังกับมอนสเตอร์ระดับนั้น ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก ชาวชานเดร่าแข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วมนุษย์เราเอาชนะในสงครามมาได้ยังไงกันนะ

“ได้มาแล้ว!!

พรานสาวที่ดูสถานการณ์อยู่บนต้นไม้ร้องบอก ทุกคนต่างหันไปมองตรงจุดต่อสู้กันเป็นตาเดียว ภาพที่เห็นคือมือข้างหนึ่งของหัวหน้าพรานสาวที่ล้วงเข้าไปในส่วนหัวของวิปไวน์ แล้วดึงบางอย่างที่เรืองแสงสีเขียวสว่างจ้าออกมา ก่อนจะกระโดดถีบตัวออกมาให้ห่างจากวิปไวน์ ที่ดูเหมือนจะหยุดการเคลื่อนไหวไปเสียดื้อๆ

“ตอนนี้เรามีเวลาหนีราวสามสิบวินาที ก่อนที่อารักษ์แห่งป่าจะหายจากอาการมึนงง เพราะถูกดึงอัญมณีแห่งป่าออกมา เราแยกกันตรงนี้นะ รีบหนีให้ทันล่ะ เพราะเมื่ออารักษ์แห่งป่าฟื้นขึ้นมาจะอาละวาดใส่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่ใกล้ๆ”

พรานสาวแห่งเผ่าชานเดร่ากล่าวคำอำลาแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ผมกับทเวนยืนตะลึงอยู่กับคำพูดสุดท้ายของพวกเธอ ถึงแม้พวกเราจะเป็นเพียงชุดข้อมูลก็เถอะ แต่สมองก็รับรู้ถึงความเจ็บปวดจำลองที่เกิดขึ้นได้ ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทุกมัดขณะตาย และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราตื่นขึ้นจากดิกาแล็กเซียหลังการตาย มันทำให้เราอยากตายไปจริงๆ เสียเลยมากกว่า

“รออะไรล่ะ ไปเร็วสิ!

ทเวนเตือนสติ เราสองคนจึงหันหลังแล้วออกวิ่ง ด้วยกำลังขาทั้งหมดที่มีเพื่อพาตัวเองออกไปให้ไกลจากวิปไวน์ หรืออารักษ์แห่งป่าของชาวชานเดร่าให้มากที่สุด อย่างน้อยก็ไกลจากรัศมีการตามล่าของมันนั่นล่ะ

 



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #461 29212990 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 / 09:51
    ทำไมพระเอกไม่เก่งขึ้นเลย กากมากๆๆๆๆ
    #461
    0
  2. #398 แอปเปิ้ลแดง (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 / 19:16
    ทเวนนี่มันน่าตายหลายๆ รอบ ประมาทตลอด ไม่เคยจะจำเลยว่าพลาดมากี่ครั้งแล้วสติปัญญาอย่างนี้ไม่น่าเป็นทหารรับจ้างได้เลย ไม่มีสัญชาติญาณเอาตัวรอดเลย
    #398
    0
  3. #342 RoZenKreuZ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 14:01
    เอิ่ม
    กล้าหาญ กับไ บุ่มบ่ามไม่ใช้สมอง
    ขี้ขลาด กับ รู้จักถอย
    สองอย่างนี้ต่างกันมากเลยนะทเวน 
    #342
    0
  4. #241 kimurakung (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2558 / 15:33
    ชักไม่แน่ใจแระว่าทเวนเป็นสายลับ สายลับบ้าไรโครตบุ่มบ่าม ทำไรไม่ไตร่ตรองเลย
    #241
    1