Behind Relations สัมพันธ์ลับ... ต้องซ่อนรัก

ตอนที่ 7 : :: CHAPTER 6 :: PART OF YOU [Re]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 844
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    29 มิ.ย. 60

pic via. @ifernweh



Those who are heartless, once cared too much.
คนที่ดูไร้หัวใจ จริงๆแล้วครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่แคร์มากเกินไป
cr. @minevith 

CHAPTER 6 :: PART OF YOU  |


Aek’s Part

 

 

          เฮ้ย เอก เย็นนี้ไปเตะบอลมะ

            “ไม่อ่ะ กูนัดถิงไว้แล้ว

            “อีกแล้วหรอ เออๆ ถ้าว่างแล้วก็โทรมาหากูละกัน

 

            ไอ้เคย์ เพื่อนผมพูดจบมันก็โบกมือลาไปพร้อมกับกระเป๋า ส่วนผมก็กดโทรศัพท์เตรียมจะโทรหาถิง

 

            Rrrrrrrrrrrrrrrrr

 

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมปรากฏรูปภาพและชื่อของผู้ที่โทรมาโดยยังไม่ทันจะได้กดโทร ทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะกดรับ

 

            “ฮัลโหล ถิงเลิกเรียนยัง เอกจะได้ไปรับ

            [เอ่อ..คือ เอก...]

            “หืม?” ผมตอบรับในลำคอ

            [ถิงคงไปกับเอกไม่ได้แล้วนะ เย็นนี้ พอดีมีธุระด่วนอ่ะ]

 

            อีกแล้ว….

 

            “ธุระอะไร สำคัญมากเลยหรอผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ พยายามข่มความหงุดหงิดไว้ในใจ

            [คุณแม่ของถิงเขาเพิ่งกลับมาจากอังกฤษวันนี้ ถิงขอโทษน้าที่ไม่ได้บอกเอกล่วงหน้า อย่าโกรธถิงนะเสียงหวานพูดจาออดอ้อนแบบนี้ ก็ใช่ว่าผมจะใจร้ายเสมอ

            “อื้ม ไม่เป็นไรหรอก พอดีเอกก็มีธุระเหมือนกัน

ผมโกหก ธุระอะไรที่ว่านั่น ไม่มีหรอก

เอกต้องไปแล้ว เดี๋ยวไว้จะโทรหานะพูดจบแค่นั้นก็กดตัดสายไปทันที

 

            หน้าจอโทรศัพท์ดับไปแล้ว ผมจ้องมันด้วยความว่างเปล่า ความจริงแล้วผมจะชวนถิงไปซื้อของขวัญให้หลานเป็นเพื่อนหน่อย แต่ก็นะ…. กี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ที่ถิงผิดนัดผม เธอมักอ้างว่ามีธุระด่วนมาตลอด ครั้งก่อนก็เช่นกัน  ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ ที่เป็นแบบนี้

 

            ผมคบกับถิง เราคบกันตอนอยู่ปี 1 โดยที่เธอเป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยทักทายผมก่อน เพื่อนผมกับเพื่อนถิงเป็นเพื่อนกัน ก็เลยพลอยพาให้ผมกับถิงได้รู้จักกัน ผมว่าเธอน่ารักดี ยิ้มสวย นิสัยเป็นกันเอง สนิทกับคนง่าย เราก็เลยคบกัน ตอนนี้ก็ 2 ปีแล้ว

 

            ก่อนหน้านั้นใช่ว่าผมจะไม่เคยมีแฟนมาก่อน ก็มาบ้าง แต่สุดท้ายก็เป็นฝ่ายถูกบอกเลิก นั่นก็เพราะช่วงตอนม.ปลาย ผมอยู่ชมรมฟุตบอล เป็นตัวแทนโรงเรียน และเป็นเด็กกิจกรรมด้วย เวลาส่วนใหญ่ต้องซ้อมทุกๆเย็น เลยไม่ค่อยมีเวลาให้เพียงพอ สุดท้ายก็เลยถูกบอกเลิก

 

            แต่กับถิง ผมมั่นใจ ว่าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด แม้อาจจะงานเยอะบ้าง ก็ยังคอยสละเวลาไปหาตลอด พาไปดูหนัง กินข้าวกันตามประสาคู่รักทั่วไปเป็นเรื่องปกติ พอขึ้น ปี 3 ผมได้รับหน้าที่เป็นฝ่ายระเบียบ เลยค่อนข้างงานยุ่งไปบ้างสำหรับการรับน้อง และจัดกิจกรรมต่างๆ แต่ก็ผมก็ยังตามดูแลไม่ห่าง ถึงแม้ตัวจะไม่อยู่ ก็จะฝากให้เพื่อนสนิทที่ไว้ใจดูแลถิงเสมอ

 

มึงแน่ใจหรอ ว่าเพื่อนมึงไว้ใจได้จริงๆ

 

          ประโยคที่เพื่อนคนนึงผมเคยพูดขึ้นมาลอยๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดจริงจังกับประโยคลอยลมนั่นขึ้นมาแล้ว

 

            ใช่ ผมกำลังสงสัย ว่าถิงกำลังนอกใจผม...

 

            สาเหตุที่ทำให้ผมเริ่มคิดแบบนั้น มันเริ่มมาจากเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ผมซื้อสร้อยเส้นนึง เส้นที่ถิงเคยพูดไว้ว่าอยากได้ เตรียมจะเซอร์ไพร์สสำหรับวันครบรอบ 2 ปีของเรา

 

 

 

            ในวันนั้น ผมก็แค่แกล้งทำเป็นจำไม่ได้ ว่านี่คือวันครบรอบของเรา ทำตัวตามปกติ ไม่พูดอะไรออกไป ตกเย็นก็พาถิงไปกินข้าวเสร็จแล้วก็มาส่งที่หอพัก พอมั่นใจว่าถิงอยู่ที่ห้องแล้ว ก็กลับคอนโดตัวเองไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมของขวัญ และช่อดอกไม้ดอกใหญ่ สำหรับเซอร์ไพรส์

 

            พอไปถึงก็รีบใช้คีย์การ์ดสำรองที่ถิงเคยให้ไว้ แสกนเข้าไปข้างใน และค่อยๆเปิดประตูอย่างแผ่วเบา...

 

            ผมถอดรองเท้าไปตรงที่วางแถวๆหน้าประตู สายตาเหลือบหันไปเห็นรองเท้าผ้าผู้ชายใบคู่หนึ่งที่คุ้นตามากๆ

 

ซึ่งมันไม่ใช่ของผม...

 

แกร๊ก

 

ถิงออกมาจากห้องน้ำพอดี บนตัวมีผ้าเช็ดตัวห่อหุ้มอยู่ ดูก็รู้ว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอทำหน้าตกใจมาก เมื่อเห็นผม ไม่รู้ว่าตกใจเพราะเห็นของในมือที่ผมเตรียมมาเซอร์ไพร์ส หรือตกใจที่ไม่คิดว่าผมจะโผล่เข้ามาในตอนนี้

 

อ..เอกมาได้ยังไงเนี่ย

ก็ถิงเคยให้กุญแจเราไว้ไง

 

ผมว่าแล้วชูให้เธอดู

 

ถิงรีบหันไปปิดประตูห้องน้ำอย่างลนลาน ผมยังไม่ทันได้ถามอะไรเธอก็ปรี่ตรงมาหา

 

นี่เอกเอามาเซอร์ไพร์สถิงหรอ ดีจัง นึกว่าจะลืมแล้วซะอีก

ไม่ลืมหรอก

น่ารักจัง ขอบคุณน้า แต่ถิงไม่มีอะไรจะให้เอกเลย เอกไม่โกรธถิงนะ’ เธอว่าแล้วทำหน้าเศร้าจนผมไม่กล้าว่าอะไร

 

สำหรับผม ถิง คือคนที่ผมรักจริงๆ และผมจะไม่มีวันนอกใจเธอเด็ดขาด

 

ไม่โกรธ เอกเต็มใจทำให้ถิงทุกอย่างแหล่ะ ผมว่าแล้วยิ้ม ก่อนจะหยิบกล่องของขวัญมาเปิด ชอบไหม?’

...นี่เอกซื้อให้ถิงจริงๆหรอ

อื้อ

ขอบคุณนะ ขอบคุณ ถิงรักเอก รักเอกที่สุดเลย

 

อีกฝ่ายโผเข้ามากอดผม ถึงแม้จะนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวแต่เธอก็ไม่อาย ก็ใช่ว่าไม่เคยเห็นมาก่อน มากกว่าเห็นก็เคยมาแล้ว ถิงดูภูมิใจกับสร้อยเส้นนั้นและช่อดอกไม้ที่ผมให้สุดๆ

 

ร่างบางผอมเพรียวของถิง เดินนำผมไปที่เตียง วางช่อดอกไม้ไว้บนหัวเตียงก่อนจะดึงให้ผมนั่งลงข้างๆกันบนเตียง

 

แกร๊ก

 

หูผมเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ยังไม่ทันที่จะหันไปมอง ก็ถูกฝ่ามือขาวนุ่มของอีกฝ่ายจับไว้ ให้หันไปมองใบหน้าหวาน

 

คืนนี้... ค้างที่นี่ไหม?’ เสียงหวานเอ่ยด้วยความเย้ายวน

 

แน่นอน ว่าผมไม่มีทางที่จะปฏิเสธหรอก

 

ถึงถิงจะดึงความสนใจผมไปที่อย่างอื่น แต่ผมก็รู้

 

ว่าเมื่อกี้มันคือเสียงปิดประตู...

 

ผมเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่บอกใคร มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าถิงกำลังนอกใจผมจริงๆ ไหม แต่ลึกๆ ก็รู้อยู่แก่ใจดี เพียงแต่หลอกตัวเองไปเรื่อยว่ามันคงไม่ใช่อย่างที่คิด อยากจะเล่าให้ใครฟังก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า สุดท้าย ก็ต้องออกไปดื่มคนเดียว และวันนั้นก็เป็นวันเดียวกันกับที่ผมได้เจอนิว

 

มือถือถูกปลดล็อคหน้าจออีกครั้ง ไหนๆก็ไม่ได้ไปเตะบอลกับพวกเพื่อนๆในคณะแล้วจะชวนใครไปซื้อของล่ะ ผมไม่ค่อยถนัดในการเลือกของขวัญให้เด็กผู้หญิงซะด้วย มือไล่เลื่อนกดดูเบอร์ไปเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่รายชื่อหนึ่ง

 

‘New’

 

พอเห็นชื่อนี้ ก็ทำให้นึกถึงเจ้าตัว นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นึกถึงสิ่งที่ผมทำลงไปกับเขา

 

ผมไม่รู้หรอก ว่านิวเป็นคนแบบไหน

 

ในตอนนั้น ผมเพียงต้องการแค่คนที่มารองรับความรู้สึก อยากระบายความอึดอัดในหลายๆ แต่การอธิบายให้ใครสักคนฟัง มันไม่ช่วยลดความอึดอัดที่มีทั้งหมดได้

 

อยากจะตะโกนบ้าคลั่งให้เหมือนคนบ้า

 

อยากจะทำลายมันทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เห็นอะไรมันก็ขัดหูขัดตาไปหมด

 

ถิงนอกใจผม ผมจะนอกใจถิงบ้างก็ทำได้ แต่ผมก็ไม่ทำ

 

วันนั้นที่ผมเจอนิวที่ร้านเหล้า ตอนแรกก็อยากจะไปหาใครสักคนมานอนด้วย เผื่อจะได้ลืมความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนี่ ผมจะนอนกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ กี่คนก็ได้ เพียงแต่ถิงต้องไม่รู้ และในตอนนั้นเอง นิวก็ดันกลายมาเป็นตัวเลือกไปโดยไม่รู้ตัว

 

เป็นผู้ชาย อย่างน้อยก็ไม่เสียหายอยู่แล้วนี่เนอะ? หรือบางทีอาจจะทำแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้วก็ได้ ใครจะไปรู้

 

ไหนๆก็ไม่รู้จะชวนใครไป ชวนเด็กคนนั้นมาก็ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องปั้นหน้ายิ้มเป็นคนดีให้ใครเห็น

 

หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้หลายวันแล้วที่ผมมีอะไรกับนิว จากนั้นเขาเป็นยังไงผมก็ไม่ได้สนใจ ความจริงแล้วในตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าในคืนนั้นที่ผมเมาจนเผลอมีอะไรด้วยเป็นใคร รู้แค่ว่าเป็นผู้ชาย แต่ก็เพิ่งมารู้ว่าเป็นนิวก็ตอนที่เขาเวลาเจอผมมักจะทำหน้าตกใจ เหมือนคนผิดที่มีชนักติดหลัง รู้สึกคุ้นๆ หน้าจนนึกออก เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า

 

            ส่วนเรื่องกระเป๋าตังผมหาย ผมคิดว่าเขาก็คงเป็นคนเอาไปนั่นล่ะ ในเมื่อคืนนั้นเขาเป็นคนชงเหล้าให้ผม และเป็นคนตามมาส่งจนถึงคอนโดขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใครล่ะ แต่มีสิ่งนึกที่ติดใจผมอยู่ พอจะมีอะไรกันอีกครั้ง ทำไมต้องทำเหมือนกลัวขนาดนั้น ทำอย่างกับว่าไม่เคย

 

ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่าภายนอกผมดูเป็นคนดี ไม่รู้อะไรทำให้คนอื่นคิดแบบนั้น แต่จริงๆแล้วผมก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปเท่าไหร่ ความคิดก็แบบนี้ละ ติดออกจะปากร้าย พูดอะไรไปแบบไม่คิดด้วย เพียงแต่ยังไม่เคยที่จะเผยด้านนี้ให้ใครเห็นก็เท่านั้น และโชคร้ายดันไปตกอยู่ที่นิว

 

            ยังไงวันนี้ก็โดนถิงผิดนัดแล้ว

 

เรียกอีกคนมาแทนซะก็จบ

 

End Aek’s Part

 



 

 

            “วันไหนก็ได้ พรุ่งนี้เลยมะ? จะได้เสร็จๆไป ไม่อยากดองงานอีก

            “พวกกูอ่ะ ได้หมด แต่ไอ้นิวอ่ะ ว่างหรือเปล่า

            “เออ นิว ละพรุ่งนี้ว่างมะ หรือมีงานอีก

            “…

            “นิว ไอ้นิว

            “….ห้ะ ว่าไงนะ

 

            เสียงพีมดึงผมออกมาจากห้วงความคิดของตัวเอง เมื่อกี้ว่ากันถึงไหนแล้ว ผมก็ยังไม่ทันได้ฟัง

 

            “กูถามว่าพรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า

            “พรุ่งนี้หรอ… ยังไม่แน่ใจอ่ะ แล้วงานถึงไหนละนะ?”

            “กูบอกว่าเดี๋ยวจะแบ่งเป็นส่วนๆ ตามนี้นะ พีมหาข้อมูล มึงทำไฟล์พรีเซนต์ ให้บุ๊คมันหารูปให้ ส่วนกูกับปัถย์พรีเซนต์ป่านอธิบายงานให้ผมฟังอีกรอบ

 

            มันคืองานกลุ่ม ในวิชาภาษาอังกฤษ ละคนที่ออกเสียงสำเนียงเป๊ะสุดก็ป่านกับปัถย์นี่ล่ะ ส่วนพวกผมก็เลยได้งานอื่นมาแทน

 

            “แล้วปัถย์มันไปไหนวะ มันจะรู้งานไหมเนี่ย

            “เดี๋ยวก็มา เห็นว่าโดนสโมฯเรียกตัว

            “เฮ้ยยย พวกมึงงง

 

            เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากข้างนอก คนที่กำลังวิ่งมาทางนี้ไม่ใช่ใครเลย คนที่ทุกคนกำลังพูดถึง ปัถย์นั่งลงบนโต๊ะแล้วกระพรือเสื้อที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ

 

            “เหี้ย ร้อนชิบหาย.. ว่าไง ถึงไหนแล้ว

 

            พอปัถย์มาถึงป่านมันก็อธิบายงานอีกรอบอย่างละเอียด และคราวนี้ผมก็ตั้งใจฟังอย่างดี

 

            “อ๋อ ได้ๆ แบบนี้ช้ะ เดี๋ยวขอถอดเนคไทก่อน ร้อนชิบหาย ประชุมทีสโมฯทีไรต้องถูกระเบียบตลอด ดูอากาศประเทศไทยด้วย แม่งเหมาะกับการใส่เสื้อแขนยาวติดกระดุมผูกไทไหม สัส

 

            ฟึ้บ

 

          เฮือก!!

 

          เฮ้ย นิว เป็นไร ลุกขึ้นไม?”

 

            เพราะเสียงรูดเนคไทเมื่อกี้ ทำให้ผมต้องใจจนผวาและลุกขึ้นถอยหลังอัตโนมัติ สายตาทั้งสี่คู่มองผมมาด้วยความงงงวยที่จู่ๆเห็นผมยืนขึ้น

 

            “อ่ะ..เอ่อ… เปล่า …ไม่มีไร

 

            ผมได้แต่ฝืนยิ้ม และนั่งต่อเหมืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พยายามกุมมือตัวเองที่อยู่ใต้โต๊ะ ไม่ให้มันสั่นกว่านี้ แค่เห็นปัถย์ถือเทคไท ก็ทำให้ผมนึกถึงคืนนั้นอีกแล้ว ยังดีที่รอยช้ำมันหายไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหน มันก็มีแต่ทำให้นึกถึงคืนเลวร้ายนั้นทุกที

 

            อาการผมหนักยิ่งกว่าตอนแรก เรื่องนี้ร่างกายผมรู้ดี มันตอบสนองไปกับทุกสิ่งเร้า หวาดกลัวไปหมดทุกสิ่ง แม้จะแค่จ่ายเงินซื้อของ ผมยังกลัวเลย

 

            “นิว มึงโอเคแน่นะ สีหน้ามึงไม่ดีเลยป่านมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง

            “นั่นดิ คราวที่แล้วก็หยุดไปเกือบอาทิตย์นึง ถ้ายังไม่หายก็น่าจะหยุดพักก่อน

            “ไม่เป็นไร ว่าต่อเลย

 

            ถึงผมจะบอกอย่างนั้น แต่พีมกับป่านมันก็ยังทำหน้าเป็นห่วงไม่เลิก

 

            ทั้งที่ตอนแรก ผมเกือบจะหายแล้วแท้ๆ ทำไมเขาต้องทำให้ผมกลับมาเป็นแบบนี้อีก

 

            ทุกวันนี้ เวลาจะหลับตานอน ก็ต้องผวาตื่นมาทุกครั้งจนไม่ได้หลับ ทำให้ต้องพึ่งยานอนหลับตลอด ทุกๆคืนผ่านไปเหมือนฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่หยุด ทำได้เพียงแค่ก้มหน้าแล้วยอมรับชะตากรรมอันน่าสมเพศของตัวเอง

 

            ไม่ควรเลย ไม่ควรไปรู้จักกับเขาเลย

 

            พอตกลงหน้าที่ และนัดวันทำงานกันเสร็จ แต่ละคนก็แยกย้ายกันไป ส่วนผม วันนี้ไม่มีงานตอนเย็น แต่มีงานที่ร้านตอนกลางคืน เลยกะจะกลับไปนอนพักสักหน่อย แล้วค่อยไปทำงาน

 

            Rrrrrrrrrrrrrrrr

 

            ผมหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าซอมซ่อที่กำลังสั่นในกระเป๋าตัวเองขึ้นมา เบอร์และชื่อที่ปรากฏทำผมตัวชาวาบ มือสั่นจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดจากมือ

 

          ‘พี่เอก

 

            เขา โทรหาผมทำไม

 

            มือผมค่อยๆกดรับอย่างสั่นเทา

 

            “..ฮัลโหล.. ” เสียงเบา จนราวกับเสียงกระซิบ ปลายสายก็ยังเงียบ พักนึงกว่าจะตอบกลับ

 

            […ตอนนี้นายอยู่ไหน]

            “อยู่ที่ตึกคณะครับ…” ผมว่าแล้วค่อยๆกลืนน้ำลายลงคอ พี่เอกโทรหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ….

            [มาที่หน้าตึกวิศวะ]

            “ห้ะอะไรนะครับ

            [มาหาพี่ตึกวิศวะ ตอนนี้เลย]

            ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมถามเขากลับไป

            “ละ..แล้วถ้าผมไม่ไป..

            […]

            “…”

            [ถ้าไม่อยากให้พี่ทำเรื่องแบบนั้นกับนายอีก นายก็ต้องมา ที่นี่ ตอนนี้ และเดี๋ยวนี้]

 

          ตึกตึก

 

          ใจผมสั่นระรัว ถ้าต้องเจอหน้าเขาตอนนี้ ผมต้องสติแตกแน่ๆ และผมจะไม่ยอมให้เขาทำเรื่องเลวร้ายใส่ผมอีกแน่ๆ!

 

            [อีกอย่าง พี่ไม่อยากจะเอาเรื่องนี้มาข่มขู่นิวหรอกนะถ้าไม่จำเป็น แต่ถ้าไม่อยากให้พี่เอาคลิปตอนเรามีอะไรกันไปเผยแพร่ ก็ทำตามที่บอกซะ]

            !!!!!!!!!!!!!!!

            [มาเร็วๆล่ะ]

 

            เขาว่าจบก็ตัดสายไปทันที ตาผมเบิกโพลงด้วยความตกใจ

 

            แค่บังคับทำเรื่องอย่างว่าไม่พอ เขายังถ่ายคลิปเอาไว้ด้วยจิตใจเขาทำด้วยอะไร แล้วทำไมถึงต้องจ้องที่จะทำร้ายผมแบบนี้ ผมกัดปากแน่น

 

            ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด แต่ลึกๆก็กลัว กลัวเขาจะทำเรื่องแบบนั้นอีก

 

ปลายสายตัดไปแล้ว ประโยคคำสั่งเมื่อกี้ดังก้องอยู่ในหัว ยิ่งการที่เขาเอาเรื่องในคืนนั้นมาพูดยิ่งช่วยตอกย้ำให้รู้ ว่าเขานิสัยเลวร้ายขนาดไหน ส่วนผมก็ทำได้แค่กำโทรศัพท์แน่น ทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำตามที่พี่เอกสั่ง

 

ระยะทางจากตึกคณะผมไปตึกคณะพี่เอก ไม่ใช่ใกล้ๆ สักเท่าไหร่ และยิ่งแดดร้อนแบบนี้ฆ่าคนตายได้ทั้งเป็น ทางที่ดีที่สุดคือการนั่งรถเมล์ฟรีที่มีอยู่ในมอไปลงที่หน้าตึก คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

"อ๊ะ! รอด้วยครับ!!!"

 

ยังไม่ทันจะไปถึงป้ายรอ รถเมล์ฟรีคันนั้นก็กำลังทำท่าจะเคลื่อนตัวออกแล้ว

 

ถ้าไม่ได้ขึ้นคันนี้ คันต่อไปจะมาตอนไหนก็ไม่รู้!!!

 

ผมวิ่งหอบกระเป๋าตัวเองอย่างสุดฝีเท้า ระยะทางจากตัวตึกถึงป้ายรถค่อนข้างไกลนิดนึง จะทันไหมเนี่ย...

 

กริ๊ง!

 

ตอนแรกผมจะถอดใจแล้ว เพราะคิดว่ายังไงเขาก็คงไม่จอดรอผมหรอก แต่ก็มีคนใจดีกดกริ่งไว้ก่อน ทำให้รถยังจอดรออยู่ พอวิ่งขึ้นรถได้ผมก็นั่งหอบอยู่ตรงบันไดทางขึ้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณคนที่กดกริ่งเมื่อกี้

 

"แฮ่ก..แฮ่ก ขอบคุณครับ"

 

คนนั้นจ้องหน้าผมพักนึง ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ ผมนั่งพักให้หายเหนื่อยพักนึง ถึงค่อยลุกมานั่งบนเก้าอี้ได้ตามปกติ ขอบคุณที่ยังมีคนมีน้ำใจกดไว้ให้ ไม่งั้นต้องรออีกพักใหญ่แน่ๆ รถคันใหญ่เคลื่อนตัวไปเรื่อย ผมก็นั่งมองวิวรอบๆไปด้วย

 

มหาลัยค่อนข้างกว้างพอสมควร จะไปไหนทีก็ต้องพึ่งรถกันทั้งนั้น ยังดีที่คณะผมอยู่ใกล้ๆหน้ามอ เวลาไปทำงานหรือกลับหอมันก็สะดวกในการไปรอรถ

 

รอบตัวผม หันไปทางไหนๆก็เห็นแต่คนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันหมด ไม่มีใครเงยหน้ามานั่งมองวิว มองทิวทัศน์รอบๆ แบบผมหรอก ก็จะให้ทำยังไงได้ โทรศัพท์ผมก็มี แต่มันก็ทำได้แค่โทรออก รับสายแค่นั้นในแบบที่มันควรเป็น

 

เงินที่ได้มาวันนั้น ผมโอนให้นาวไปหมดแล้ว สำหรับค่าเทอม ถึงแม้นาวจะเค้นถามผมว่าหาเงินมาจากไหน ผมก็ได้แค่โกหก บอกไปว่ายืมเพื่อนมา ไม่มีทางพูดออกไปหรอกว่าเงินที่ได้มา มันมาจากการใช้อะไรแลกมา...

 

นาวสมควรที่จะได้เรียน ส่วนผมก็ทำได้แค่หาเงินให้นาวได้เรียน ก็แค่นั้น...

 

รถเมล์ขับมาจนถึงตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผมเอื้อมมือไปกดกริ่งก่อนที่จะเลยป้าย รถค่อยๆ ชะลอจอด ผมถึงเดินลงมา และเหมือนคนที่เขากดกริ่งให้ในตอนแรกก็เดินลงมาพร้อมผมด้วยเหมือนกัน สังเกตดีๆ ถึงได้เห็นติ้งคณะที่เป็นรูปเกียร์ถึงได้รู้ว่าเขาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์นี่เอง

 

มองๆดูแล้ว คนๆนี้ก็หน้าตาดีเหมือนกัน สูงอย่างน้อยก็ร้อยแปดสิบอัพแน่ๆ ถึงแม้จะไม่ได้หุ่นดีแบบพี่เอกแต่ก็ดูดีไม่แพ้กัน ...แล้วทำไมผมต้องนึกถึงคนคนนั้นด้วย

 

พอมาถึงตึกคณะแล้วผมก็ไม่รู้จะไปไหน รอบข้างเต็มไปด้วยนักศึกษาใส่ช็อปมากหน้าหลายตา ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงยิ่งกว่าเดิม

 

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ผมเกลียดการอยู่กับคนหมู่มากไปโดยไม่รู้ตัว มันรู้สึกอึดอัดแบบบอกไม่ถูก

 

ผมเอากระเป๋าที่สะพายอยู่ขึ้นมากอดไว้แล้วกดโทรหาพี่เอก ถึงจะไม่ชอบเขา แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้ผมออกไปจากที่ที่คนเยอะแยะแบบนี้ได้ แต่ดันขึ้นสายไม่ว่าง พอวางสายแล้วกดโทรใหม่ก็เป็นแบบเดิม

 

มาเร็วๆสิ มาเร็วๆได้ไหม ขอร้อง ผมไม่อยากอยู่แบบนี้….

 

"เพิ่งเคยมาที่นี่หรอ"

 

เสียงทุ้มดังขึ้นข้างๆหู ผมเงยหน้าไปก็เจอกับคนเมื่อกี้ที่ผมเจอบนรถ กำลังยืนอยู่ข้างๆผมจนผมเผลอสะดุ้ง ถอยหลังเขยิบหนี เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้ตัวเลย

 

"เอ่อ...ครับ"

 

จะรุ่นพี่หรือรุ่นเดียวกันผมไม่รู้ อย่างน้อยก็ต้องสุภาพไว้ก่อน

 

 "แล้วจะไปที่ไหนหรือเปล่า จะได้พาไป..."

 

ผมยังไม่ทันตอบ ก็มีคนวิ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วกอดคอคนที่กำลังคุยอยู่กับผมเมื่อกี้

 

 "แฮ่ก แฮ่ก... เหนื่อยชิบหายเลย ไมไม่ขึ้นห้องวะ เดี๋ยวเขาก็เชคมึงสายหรอกไอ้กาย ไปเร็ว...อ้าว คนนี้...ใช่เพื่อนพีมป่ะ?"

 

ผมพยักหน้า คนที่วิ่งมากอดคอคนที่ชื่อกายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนพีมที่ชื่อปอนด์ คนที่ผมเคยเอาสมุดของพี่เดียร์ไปให้นั่นเอง

 

"รู้จักด้วยหรอ" คนที่ชื่อกายหันไปถามเพื่อนข้างๆ

"ไม่หรอก แต่รู้ว่าเป็นเพื่อนไอ้พีมมัน"

"พีม คนเตี้ยๆ ขาสั้นๆ ที่อยู่คณะมนุษย์ป่ะ"

 

ถ้าผมบอกพีมว่ามีคนว่ามันว่าเตี้ย มันต้องโกรธแน่นอน...

 

"ใช่ๆ นั่นล่ะ ว่าแต่... นายชื่อไรอ่ะ รู้จักกันไว้ก็ดีนะ เวลามีธุระอะไรเราจะได้ฝากนายถึงไอ้พีมมันได้ไง"

 

คนชื่อปอนด์ว่าแล้วยิ้มจนตาเหลือขีดเดียว แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามก็มีเสียงนึงดังแทรกขึ้นมาก่อน

 

"พวกคุณไม่มีเรียนกันหรอ"

 

ทั้งปอนด์ ทั้งกายถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วค่อยๆหันไปมองต้นตอเสียง ก็เห็นพี่เอกยืนกอดอกทำหน้าดุโหดประหนึ่งยักษ์วัดแจ้ง ใครที่ผ่านไปผ่านมาต่างก็ยกมือขึ้นไหว้เขาทั้งนั้น

 

"แหะๆ มีครับ ป่ะ ไปเถอะมึง ไว้เดี๋ยวเรามาถามใหม่นะ บาย" ปอนด์ว่าจบก็ลากเพื่อนตัวเองไปทันที ก่อนจะไปมีการมาโบกมือลาผมด้วย

 

ผมได้แต่ยืนจับกระเป๋าแน่น พี่เอกจ้องหน้าผม แต่ก็ไม่พูดอะไร แล้วเดินนำไปเหมือนเป็นการบอกกรายๆว่าให้ผมเดินตามเขาไปที่รถ

 

ขึ้นรถ

 

            เขาว่าสั้นๆ ผมก็เดินตามขึ้นรถอย่างว่าง่าย

 

            ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่เหงื่อเริ่มผุดซึมขึ้นมาตามร่างกายผม แอร์ในรถเย็นเฉียบแต่มือผมกลับชื้นเต็มไปด้วยเหงื่อ ไม่รู้ว่าครั้งนี้พี่เอกจะมาไม้ไหน ความรู้สึกวิตกถาโถมเข้าใส่ สายตาผมกวาดมองไปรอบนอกตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเขาจะพาไปที่ไหนหรือพาไปทำอะไร...

           

 

 

            “....”

 

            มือเรียวยกขึ้นมาขยี้ตาแล้วกระพริบตาถี่ๆดูให้แน่ใจ ว่าผมไม่ได้เข้าผิดร้านหรืออะไร...

 

            “อย่ามัวแต่ยืนเฉยสิ ช่วยเลือกหน่อย

 

            สายตากวาดไล่มองเหล่าของเล่นมากมายในร้าน Toys Shop กลางห้างหรู ที่เต็มไปด้วยของเล่นเยอะแยะมากมายหลากหลาย แต่ในโซนที่ผมกำลังยืนอยู่คือโซนของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิง ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตา และอุปกรณ์ทำขนมน่ารักๆเต็มไปหมด เกือบทุกอย่างล้วนเป็นสีชมพูสดใสเต็มไปหมด

 

            ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเลือกตุ๊กตาตัวโน้นที ตัวนี้ที มันดูตลกในสายใครหลายๆคนมาก เพราะมันโคตรไม่เข้ากับเขาเลย เหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวว่าถูกพนักงานในร้านหลายคนมองก็เลยเรียกผมไปด้วย

 

            “พี่เอกพาผมมาที่นี่ทำไม ผมยังไม่รู้เลย

            “แค่เห็นก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่หรอ มาร้านขายของเล่นจะให้มาซื้อเสื้อผ้าหรือไงเขาว่าแล้วเสยผมขึ้นลวกๆ ไหนบอกมีน้องสาวไง ช่วยเลือกของขวัญให้หลานพี่หน่อยไม่ได้หรอ

 

            บางทีพี่เอกเขาคงไม่ถูกกับอะไรแบบนี้ ถึงต้องหาใครสักคนมาด้วย โชคร้ายก็มาตกอยู่ที่ผมไง และถามหน่อย ผมจะช่วยได้หรอ?

 

            “แต่น้องสาวผมอายุสิบเจ็ดแล้ว

 

            พี่เอกทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เพราะผมเคยเล่าให้เขาฟังไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

            “งั้น... เด็กผู้หญิง ตัวประมาณเท่านี้ อายุ ห้าขวบ ควรจะซื้อของขวัญแบบไหนดี...พี่เอกว่าแล้ววาดมือกะความสูงข้างลำตัว และอธิบายรายละเอียดให้ฟัง

 

            ถ้าเป็นตุ๊กตา ซื้อไปมันก็ทำอะไรไม่ได้มาก ก็ได้แค่กอด ถ้าเป็นของเล่น น่าจะเอาแบบได้ประโยชน์หน่อยจะดีกว่า

 

            สายตาผมสะดุดกับชุดเครื่องครัวของเล่นที่ทำอาหารได้หลายแบบ มีทั้งสำเร็จรูปและปั้นด้วยแป้งโด แต่พอเห็นราคาตัวเลขสี่หลัก มือที่กำลังจะคว้าก็ชะงักทันที และเปลี่ยนไปหยิบคีย์บอร์ดไฟฟ้าเครื่องเล็กสีชมพูราคาไม่กี่ร้อยขึ้นมาแทน

 

            “แบบนี้... ได้ไหมครับ?”

 

            พี่เอกยืนจ้องของในมือผมแล้วหยิบมันวางลงที่เดิม ก่อนจะหยิบกล่องชุดเครื่องครัวขนาดใหญ่ขึ้นมาแทน

 

            “เมื่อกี้จะหยิบกล่องนี้ใช่ไหม

            “อ่า...ครับ แต่ราคามันค่อนข้าง..

            “งั้นเอากล่องนี้แหล่ะ

 

            ผมตาเบิกโพลง

 

            “ด..เดี๋ยว มันไม่แพงไปหน่อยหรอครับ

            “แพง แต่พี่มีเงินซื้อ

            พอได้ยินแบบนั้น ความคิดที่จะห้ามเขาก็ถูกพับเก็บลงไปในทันที

 

            นั่นสิ ผมลืมไปได้ยังไง เขามีเงิน... จะซื้ออะไรก็ได้ แค่มีเงินก็ทำได้ทุกอย่าง ขนาดผมยังถูกเขาซื้อด้วยเงินเลย...

 

            พี่เอกเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ พอซื้อของเสร็จเขาก็ขับรถมาส่งผม ทั้งๆที่พยายามปฏิเสธไปแลเว สุดท้ายก็มาส่งจนถึงหอผม

 

             "....ขอบคุณที่มาส่งครับ" ผมปลดเบลท์ที่คาดเอวออกและหยิบกระเป๋าตัวเอง

 

            หมับ

 

            มือหนาคว้าเข้าที่แขน ผมสะดุ้งและรับชักแขนหนีแต่ก็ถูกจับไว้แน่น

 

             "พี่ไม่รู้หรอกนะ ว่านายจะทำเรื่องแบบนั้นกับใครมาบ้าง แต่จำไว้ ตั้งแต่นี้ต่อไป ห้ามไปทำเรื่องแบบนี้กับใครอีก นายเป็นของพี่ ของพี่คนเดียว ส่วนเรื่องเงิน พี่จ่ายให้แน่ๆ..."

            "........"

            "เข้าใจไหม"

 

            ผมไม่ตอบแต่พยักหน้าเบาๆ ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาพูดก็เถอะ แล้วก็รีบลงจากรถมาทันที

 

            สรุปว่าวันนี้จบลงแค่การซื้อของแล้วกลับ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

 

 

 

 

 

To Be Continued…..



     Talk

          ฉลองที่วันนี้ GOT7 ชนะ The Show เลยมาอัพค่ะ อิอิ ไปปั่นวิวต่อแว้ววว 

          เชิญด่าพี่เอกได้ แต่อย่าแรง อ่านแล้วรู้สึกเหมือนบางทีกำลังโดนด่าซะเอง ฮา

          ขอเชิญไปช่วยปั่นวิวให้หนุ่มๆด้วยค่ะ >>CLICK<< สักวิวสองวิว ใกล้จะ 7 ล้านแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ //กราบบบ 

          ปล.ทุกความคิดเห็นเป็นกำลังใจให้คนเขียนเสมอค่ะ ♥

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

445 ความคิดเห็น

  1. #321 กอดหัวใจ (@fooflow) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 22:16
    สรุปเป๋าตังค์พี่เอกอยู่ไหน
    #321
    0
  2. #131 Deardearfinn (@dearwang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 03:00
    พี่เอกนี่ซบฆ่าเลยได้มั๊ย ขี้มโนนะ คิดเองเออเอง คิดแทนคนอื่น =='
    #131
    0
  3. #130 Deardearfinn (@dearwang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2559 / 03:00
    โลกกลมมากกกกกกกกกก ไรต์เป็นอากาเซ่เหมือนกันเลย 555555555555
    #130
    0
  4. #87 mwnbelle (@mwnbelle) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 20:51
    เฮ้อ!!!!เหนื่อยใจแทนนิว
    #87
    0
  5. #86 Tarn Ittipolpornchai (@taartn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 23:37
    ฉลาเสักทีเหอะพี่เอกนิวกลัวซะขนาดนี้แล้ว
    #86
    0
  6. #85 Pharam.ภารัมย์ (@rinchiyap) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 23:19
    มีมีดมั้ยจะเสียบพี่เอกให้มิดด้าม สติน้องมันจะไปอยู่ละ นี่โกรธมาก คนไรอ่ะ นิสัยไม่ดี!!!
    #85
    0
  7. วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 21:07
    ม่ายยยย ป้าจะ สตีลด่าอิพี่เอกต่อไป จนกว่าจะรู้สำนึก
    ปล.ป้าว่าอาการหวาดกลัวอิพี่เอกมันน่าจะเยอะกว่านี้อีกหน่อย เอาแบบอยู่ใกล้แล้วตื่นกลัวตลอดเวลา uncontrol ไปเลยยิ่งดี เอาให้พออิพี่รู้ความจริงแล้วรู้สึกผิดให้ตายไปเลย ^^
    #84
    0
  8. #83 Saki_zodiac (@Saki_zodiac) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 04:19
    โถ่สงสารนิวพี่เอกนี้ร้ายเกลือเกินมาต่อไว้ๆน่าค้างมาก
    #83
    0
  9. #82 ลีลีข้าวสาร- (@ponnapa123-) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 11:01
    ทำไมเป็นแบบนี้ ปล.กำลังปั่นเหมือกกันค่ะ อิอิ
    #82
    0
  10. #81 pupana (@pupana) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2559 / 00:58
    เอก!! ทำไมทำเงี้ยอ่ะ!?
    #81
    0
  11. #80 Tarn Ittipolpornchai (@taartn) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 23:06
    สงสารทั้ง2คนเลยยย
    #80
    0
  12. #79 mwnbelle (@mwnbelle) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 22:18
    สงสารนิวมากกว่าพี่เอก คิดได้ไงให้นิวเป็นที่ระบาย
    #79
    0
  13. #78 Pharam.ภารัมย์ (@rinchiyap) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 22:01
    ให้น้องเป็นที่ระบาย พี่เอกคิดไรอยู่ว่ะ
    #78
    0
  14. วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 20:41
    การที่เราโดนทำร้ายมันไม่ใช่เหตุผลที่จะให้เราไปทำร้ายคนอื่น ช่วยคิดสักนิดนะคุณพี่เอก แล้วก็คนที่ทำผิดจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามควรได้รับบทเรียนที่เหมาะสม
    #77
    0
  15. #76 Khwajirun (@foller24blue) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 20:23
    สงสารพี่เอกนะ แต่ไม่ชอบที่เห็นนิวเป็นที่ระบายอ่ะ
    #76
    0
  16. #75 -DIFFERET- (@Kannika2223) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2559 / 19:26
    ทำไมพี่เอกทำอย่างนี้ล่าาาาาาาา
    ฮือออออ สงสารนิว TwT
    #75
    0