[เต้ตี๋] บ้านไร่อุ่นไอรัก [จบ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 10,460 Views

  • 98 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    718

    Overall
    10,460

ตอนที่ 5 : ปรองดอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 384
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    27 ต.ค. 61




     "ตายแล้ว คุณเขาเป็นอะไรไปคะ" ผมยังไม่ตายแค่เป็นลมครับป้า
     ผมโดนนายดาวิชญ์อุ้มขึ้นมานอนบนเก้าอี้กลางบ้านไม่ใช่ห้องนอนตัวเองอย่างที่คิดไว้ ก่อนที่จะได้ยินเสียงป้าสายดังขึ้นมา น้ำเสียงติดจะตกใจมากไปนิด ส่วนคุณอาชัยโรจน์ก็คงออกไปทำธุระข้างนอกยังไม่กลับ บ้านก็เลยเงียบมากๆ
     "น่าจะเป็นลมแดดน่ะครับ ป้าสายช่วยไปเอาผ้าชุบน้ำเย็นมาให้ผมทีนะครับ" คนที่อุ้มผมมาหันไปบอกโดยที่ระหว่างรอเขาก็หาอะไรมาพัดๆ ให้ตัวผมเย็นขึ้นแล้วยังเอาหมอนมารองให้ผมนอนสบายๆ อีก
     เอ้อ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ สบายกว่าตากแดดทำงานตั้งเยอะ!
     "มาแล้วค่ะ"
     "ขอบคุณครับ"เขาพูดพลางใช้ผ้าเย็นๆ มาโปะตามใบหน้าและลำคอผมให้ 
     "น่าสงสารนะคะ คงไม่เคยตากแดดนานๆ ดูซิผิวแดงไปหมดแล้ว" ป้าแกพูดอย่างสงสาร
     “เมื่อเช้าผมก็บอกแล้วว่าอย่าใส่ขาสั้นแขนสั้นไปทำงานในไร่ก็ไม่เชื่อ ไม่รู้จักป้องกันตัวเองเอาซะเลย”
     “คนไม่รู้คือคนไม่ผิดนะคะคุณเต้ คุณคนนี้เขาพึ่งมาอยู่คงต้องใช้เวลาปรับตัวกันหน่อยล่ะค่ะ"
     “แต่คนที่ไม่ฟังคำผู้ใหญ่เตือนเนี่ยน่าตีจริงๆ นะครับว่ามั้ย”
     "เด็กก็อย่างนี้แหละค่ะ ป้าเองก็มีหลานคนนึง ตอนเด็กๆ ดื้อซนเหมือนแบบนี้เลยค่ะ แต่พอโตแล้วดันกลายเป็นเด็กเรียบร้อยไปซะอย่างนั้น"
     "แต่รายนี้คงแก้ไม่หายแล้วล่ะครับ" หนอย! คิดว่าผมไม่ได้ยิน นี่เม้าท์ใหญ่เลยนะนายดาวิชญ์ "ป้าสายไปทำกับข้าวต่อเถอะครับ ผมไม่รบกวนแล้ว"
     "ค่ะคุณเต้" แล้วนายนี่จะนั่งเฝ้าผมอย่างนี้ทั้งวันเลยหรือไง ผมอึดอัดแถมยังหิวน้ำอีก...หรือจะแกล้งทำเป็นสะลึมสะลือฟื้นขึ้นมาดีนะ...ไม่เอาดีกว่า เกิดหมอนั่นเห็นว่าผมดีขึ้นแล้วใช้ให้ไปทำงานต่อผมก็แย่สิ  สุดท้ายผมก็เลยต้องแกล้งไม่ได้สติต่อไปอย่างแนบเนียน...เนียนมากจนผล็อยหลับไปจริงๆ
     ตื่นมาอีกทีก็ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดนั่นแหละ ผมหรี่ตามองซ้ายมองขวาเมื่อไม่เห็นนายดาวิชญ์อยู่แถวนี้แล้วจึงรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู
     ไอ้เมษนี่เอง...
     (ไงจ๊ะเมียจ๋า) ไอ้เมษนี่มันต้องโดนผมฟาดเข้าสักวันจะได้เลิกเล่นไม่รู้เรื่องสักที
     "มึงหายไปไหนมา เมื่อวานกูโทรหามึงทั้งวัน" ผมกรอกเสียงลงไปอย่างเกรี้ยวกราดแต่ก็ต้องพยายามพูดให้เบาที่สุดเพราะกลัวคนแถวๆ นี้ได้ยิน
     ผมจำได้ว่าเมื่อคืนโทรหาไอ้เมษรัวมากแต่ก็มีเพียงเสียงตอบกลับมาว่าเลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ จริงๆ ผมก็ไม่ได้ไม่มีใครคบนอกจากมันหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด...ก็แค่มันเป็นคนที่ผมสามารถเล่าทุกอย่างในชีวิตให้ฟังได้เท่านั้นเอง
     (กูพึ่งถึงบ้านพักเอง จัดของเสร็จก็โทรหามึงเลยเนี่ย)
     "กูอยากกลับบ้านแล้ว!" ผมงอแงใส่มัน
     (เอาอีกละ ไหนตอนแรกว่าจะสู้ไง)
     "ฮือ ก็ตอนแรกกูไม่คิดว่ามันจะยากนิวะ ก็มึงอะกล่อมกูอยู่ได้ว่าให้คิดซะว่ามาตากอากาศ อากาศบ้าบออะไร"
     (เอ้า ก็ต่างจังหวัดก็อากาศสดชื่นไงมึงถือซะว่าพักผ่อน) พักผ่อนกับผีน่ะสิ
     "เออมันก็สดชื่นอยู่ แต่มีคนใจร้ายกับกูอีก เขาแกล้งทิ้งกูไว้กลางทางให้เดินตากแดดตั้งเกือบห้าโลแล้วนี่ยังหลอกกูไปอาบน้ำกลางป่าอีก เสร็จแล้วทีนี้เป็นไงรู้มั้ย เจองูจ้าาา งูมันเลื้อยมาบนน้ำอะมึงง ดีนะกูไม่โดนกัดตาย" ผมเล่าเรื่องบัดซบที่ผมเจอมาภายในหนึ่งวันให้เมษฟัง ปลายสายเงียบไปแป๊บนึงก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
     (ฮ่ะๆ ตลกว่ะ แอดเวนเจอร์ดีเนอะ) 
     "กูไม่ขำด้วยนะ กูอยู่ไม่ได้จริงๆ เมื่อวานเจองู พรุ่งนี้ไม่เจอเสือเลยเหรอวะ กลางป่าเขาแบบนี้"
     (เวอร์น่ามึง เสือมันก็ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่านง่ายๆ เหมือนหมาแมวปะ)
     จะว่าไปก็มีเสืออยู่ตัวนึง เสือดาวิชญ์ไง ชอบทำหน้าดุใส่ผมอยู่เรื่อย
     "กูขอตามมึงไปปารีสด้วยได้มะ"
     (กูก็อยากให้มึงมาอยู่หรอกแต่กูต้องย้ายเมืองตามพ่อไปเรื่อยๆ คงไม่สะดวกอะมึง)
     "งั้นก็ช่างมันเหอะ"
     (แล้วคนที่แกล้งมึงนี่ใคร ให้กูไปจัดการมั้ย)
     "พี่ดำ ลูกชายเจ้าของไร่ ตั้งแต่เด็กละเขาก็ชอบแกล้งกูแบบนี้อะ...กูอยากกลับบ้านแล้วเมษ" ผมพูดอย่างท้อแท้ ได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายกลับมา คิดว่ามันคงกำลังเหนื่อยใจกับผมอยู่เหมือนกันเพราะโทรไปทีไรผมก็เอาแต่บ่นเรื่องของตัวเองที่ไม่อยากมาอยู่เชียงรายทุกที
     (ถ้ามึงไม่มีความสุขขนาดนี้มึงก็กลับมาเหอะ เดี๋ยวกูจะช่วยคุยกับคุณป๊ามึงให้)
     "กูว่ายากว่ะ ถ้าคุณป๊าจะใจอ่อนก็คงใจอ่อนไปนานแล้ว ขนาดกูเว้าวอน ร้องไห้น้ำตาท่วมบ้านยังไม่ได้ผลเล๊ย"
     (งั้นมึงก็ต้องอดทนห้ามงอแงแล้วตั้งใจทำงานให้คุณป๊าดีใจ) นั่นฟังดูไม่ใช่ผมเลยสักนิด (แล้วนี่มึงทำไรอยู่ทำไมเสียงก้องๆ)
     "กูกำลังเป็นลมอยู่"
     (หะ! อย่าบอกนะว่ามึงใช้มุกแกล้งเป็นลมอีกแล้ว) ไอ้เมษร้องเสียงสูงจนผมต้องยกโทรศัพท์ห่างจากหู ไม่รู้มันจะโวยวายทำไม
     "มันก็ได้ผลดีไม่ใช่เหรอวะ ถ้าไม่แกล้งเป็นลมป่านนี้กูคงกลายเป็นปลาหมึกตากแห้งอยู่ในไร่ส้มนั่นจนเย็นอะ"
     (ดีห่าอะไร มึงจำไม่ได้เหรอตอนที่มึงแกล้งเป็นลมกลางวงรับน้อง สุดท้ายพี่ว้ากจับได้ โดนลุกนั่งกันเป็นร้อย)
     "เออว่ะ แต่ถ้าหมอนั่นจับได้มีหวังกูโดนลงโทษมากกว่าลุกนั่งร้อยครั้งแน่"
     ปั้ก! ผมหันไปตามเสียงกระแทกอย่างตกใจก่อนจะเจอนายดาวิชญ์ที่เป็นคนวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะไม้ที่ไม่ห่างจากเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ เขาเหมือนจะได้ยินทุกอย่าง...แต่ไม่ได้พูดอะไร สีหน้าก็ยังเหมือนเดิม
     แย่แล้วไอ้ตี๋เอ้ย มัวแต่คุยเพลินลืมดูลาดเลาว่าเสือมา!
     (ตี๋ เป็นไรทำไมเงียบไป)
     “แค่นี้ก่อนนะมึงเดี๋ยวกูโทรกลับ…” ผมกดวางสายแต่ไม่ทันจะอ้าปากพูดฝ่ายตรงข้ามก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
     "คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง" เขาพูดแค่นั้น...แล้วเดินลงจากบ้านไป
     


     "นาย ส่งทอดมันกุ้งให้หน่อย"
     "..."
     "ส่งทอดมันกุ้งให้หน่อยยย" ผมเพิ่มเสียงดังขึ้นให้คนที่นั่งอยู่อีกมุมโต๊ะได้ยิน แต่คนร่างสูงก็ก้มหน้าก้มตามองจานข้าวของตัวเองราวกับมันสวยงามจนละสายตาไม่ได้
     นอกจากขี้งอนแล้วยังเมินเก่งอีก!
     "..."
     "นี่!! เอาทอดมันกุ้งมา!" จะงอนก็งอนไปเลยแต่ผมต้องได้กินทอดมันกุ้ง เพราะไอ้ผักต้มกับน้ำพริกบ้าที่ตั้งอยู่ข้างหน้าผมนี่ผมกินไม่เป็น
     "ใจเย็นๆ นะน้องตี๋ เดี๋ยวอาตักให้" คุณอาชัยโรจน์ที่นั่งคั่นกลางระหว่างเราประหนึ่งผู้ไกล่เกลี่ยพูดพลางเอื้อมไปหยิบจานทอดมันกุ้งมาให้ผมพร้อมกับข้าวอื่นๆ ที่เผ็ดน้อยกว่าน้ำพริก
     "ขอบคุณครับ คุณอาใจดีจัง ไม่เหมือนคนบางคนแถวนี้"
     "แล้วตาเต้เป็นอะไรไปอีก ไม่ได้ยินน้องเรียกเหรอ"
     "ได้ยินครับแต่ไม่อยากคุยกับคนขี้โกหก" ฝ่ายนั้นพูดแล้วลุกจากโต๊ะอาหารไปเมื่อจัดการอาหารของตัวเองเสร็จ...คุณอาเจ้าของบ้านก็ได้แต่มองผมสลับกับคนที่ลุกไปแต่ไม่ได้ถามอะไร
     เขาไม่ยอมคุยกับผมมาหลายวันแล้ว ไม่มาปลุก ไม่เรียกไปทำงานที่สวน ผมก็เลยได้แต่นั่งๆ นอนๆ อยู่คนเดียวที่ห้อง ทีแรกมันก็สบายดีเพราะไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อย ไม่ต้องตื่นเช้าด้วยแต่พอวันท้ายๆ ก็เริ่มเหงา ไอ้เมษก็ไม่ค่อยว่างมารับโทรศัพท์ผม อยู่ในที่ที่หันไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ภูเขาแบบนี้ ถ้ามีใครสักคนให้คุยด้วยแม้จะไม่ใช่การคุยที่ดีเท่าไหร่มันก็ดีกว่าต้องอยู่คนเดียวจริงมั้ย...
     ...แต่ผมดันเป็นพวกหยิ่งในศักดิ์ศรีเสียด้วยสิ จะให้ผมไปง้อก่อนได้ยังไงกัน
     หลังมื้ออาหารผมเดินลงมานอนเล่นตรงเปลใต้ถุนบ้านจนเกือบๆ สิบเอ็ดโมงก็เริ่มเบื่อ ถ้าแถวนี้มีห้างให้ผมได้ซื้อของได้ใช้เงินบ้าง คงจะสบายใจขึ้นเยอะแต่บัตรเครดิตผมก็ถูกปิดอยู่นี่หว่า...เฮ้อ เป็นคนจนมันรู้สึกอย่างนี้นี่เอง
     แล้วนั่นจักรยานใคร…ออกไปปั่นเล่นแก้เซ็งสักรอบดีกว่า วันนี้แดดก็ไม่ได้ร้อนมากด้วย
     ปั่นไปปั่นมาผมก็มาโผล่สวนส้มที่เคยมาวันก่อน ผมจอดจักรยานไว้ตรงเพิงไม้ที่ไว้สำหรับนั่งพักและเดินไปเรื่อยๆ ตามแนวต้นส้มเพราะทางตรงนี้ไม่เรียบพอจะปั่นจักรยานต่อไปได้ อันที่จริง...ผมคิดว่าผมไม่ได้มาที่นี้เพื่อปั่นจักรยานเล่นเฉยๆ หรอก ก็แค่มองหาใครบางคนอยู่
     โอ๊ย แล้วไอ้แมลงบ้าพวกนี้มาจากไหนเนี่ย ทำไมถึงบินมาตอมผมไม่หยุด! ผมยกมือปัดอย่างรำคาญแล้วรีบเดินหนี ถ้าผมเดินไปอีกสักพักไม่เจอหมอนั่นผมก็จะกลับบ้านแล้ว...เหนื่อย!
     "โว๊ย รำคาญ"ผมหันไปตามเสียงหึ่งๆ ฟังดูไม่น่าไว้ใจแต่ก็ต้องชะงักมือที่กำลังจะยกขึ้นปัดเอาไว้
     "ผึ้งงงงงง! ช่วยด้วยยยย" ผมร้องลั่นขณะวิ่งหนีไอ้พวกผึ้งบ้าที่บินตามผมไม่หยุด ผมไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับรังมันสักหน่อยแล้วมันมายุ่งกับผมทำไมมม ผมวิ่งอย่างสติแตกจนชนเข้ากับแผ่นหลังของคนที่กำลังตามหาอยู่จนจมูกแทบยุบ
     "ผีเข้าหรือไง วิ่งโวยวายไปทั่วไร่เนี่ย" เขาหันมาเอ็ดพลางคลำหลังตัวเองด้วยความเจ็บ
     "ก็ผึ้งพวกนั้นมันบินตามฉัน" ผมรีบวิ่งไปหลบหลังหมอนั่น อย่างน้อยผึ้งมันก็ต้องเกรงใจเจ้าของไร่บ้างล่ะวะ
     "ผึ้งไหน"
     "นู่นไง!" ผมชี้ไปตรงทางที่วิ่งมาแต่พวกผึ้งก็หายไปแล้วอาจจะเพราะเสียงร้องของผมหรือไม่มันก็ต้องกำลังแกล้งให้ผมขายหน้าอยู่แน่ๆ ฮือ ขนาดพวกสัตว์ในไร่มันยังไม่ชอบผมเลย
     "ฉันรู้แล้ว ก็นายเล่นฉีดน้ำหอมมาซะฉุนขนาดนี้ พวกแมลงก็นึกว่าเป็นดอกไม้น่ะสิ"
     "ก็ฉันไม่คิดว่าพวกแมลงจะโง่แยกระหว่างดอกไม้กับน้ำหอมไม่ออกนี่"
     "แล้วนี่มาทำไม" เขาวนกลับมาเรื่องที่ผมมาปรากฏตัวเด๋อๆ อยู่ที่สวนส้มนี่ทำเอาผมทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ยังไม่ได้เตรียมคำพูดเลย!
     "มา...เอ่อ มาดู"
     "วันนี้ไม่มีงานอะไรให้ดู กลับบ้านไปได้แล้ว" 
     "ไม่ใช่สิ ฉันมาหานายต่างหาก"
     "มาหาทำไม เจอกันเมื่อเช้ายังไม่พออีกเหรอ"
     "คือฉัน..."
     "..."
     "ฉัน..."
     "ถ้ามาที่นี่แล้วไม่คิดจะทำประโยชน์ก็กลับไป อย่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน" คำก็ไล่สองคำก็ไล่ ฮึย อุตส่าห์มาง้อดันมาโดนด่าซ้ำซะนี่ คิดผิดแล้วมั้งไอ้ตี๋ที่มาน่ะ
     เขาทำท่าจะเดินไปทำงานต่อผมก็เลยต้องรีบวิ่งไปขวางหน้าอีกฝ่ายไว้ ไหนๆ ก็ปั่นจักรยานมาถึงนี่แล้ว ผมจะไม่กลับบ้านมือเปล่าเด็ดขาด
     "ฉันมาเจรจา"
     "ว่ามา" เขายืนกอดอกรอฟังแต่สีหน้ายังเรียบเฉยเหมือนเดิม
     "คือฉันขอโทษก็ได้เรื่องที่แกล้งเป็นลมอะ"
     "แล้วไงอีก"
     "ก็ไม่แล้วไง...นายก็อย่าเมินฉันมากนักสิ"
     "แต่นายเองก็ไม่อยากทำงานหนักๆ ไม่ใช่เหรอ นี่ไงฉันก็ไม่ได้เรียกให้นายมาทำอะไรตั้งหลายวันแล้ว ไม่ดีเหรอ" 
     "แต่ตอนนี้ฉันจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ดังนั้นฉันจะทำงานสักหน่อยก็ได้"
     "โอเค งั้นฟังให้ดี" ผมพยักหน้าหงึกอย่างจำยอม "เวลาฉันพูดฉันสอนอะไรให้ฟังแล้วจดตามเพราะนายไม่มีทางจำทั้งหมดได้ แล้วนายจะต้องตื่นตอนตีห้าครึ่งทุกวันอย่าให้ฉันต้องเสียเวลาไปปลุกยกเว้นเสาร์อาทิตย์ที่ฉันยกให้เป็นวันหยุด เวลาทำงานอย่าเล่นโทรศัพท์ ต้องตั้งใจทำงานเพราะงานในไร่ในสวนมันไม่ใช่ที่ๆ จะมาทำเล่นๆ แล้วก็..."
     "อย่าเยอะสิ ฉันจำไม่หมดหรอกนะ"
     "ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก" ฮึย ทำไมกลายเป็นผมต้องมาง้อเขาด้วยนะ หมอนี่ก็ขี้งอนชะมัด พอได้โอกาสก็ใส่ผมไม่ยั้งเลย
     สุดท้ายผมก็ต้องยืนฟังหมอนั่นร่ายเรื่องความตั้งใจในการทำสวนต่อจนเกือบหลับ ถ้ามีรางวัลเกษตรกรดีเด่นผมจะส่งชื่อเขาเข้าชิงคนแรกเลย
     "ฉันยอมรับกฏของนายแล้ว นายก็ต้องทำตามกฏของฉันเหมือนกัน" จนกระทั่งเขาเงียบไปผมถึงรู้ว่าถึงคิวผมบ้าง
     "จะต่อรองเหรอ"
     "ก็แหงสิ นายห้ามใช้แรงงานฉันเกินแปดชั่วโมง กรณีเป็นงานหนักๆ ในไร่ฉันให้ได้แค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น และนายเองก็ห้ามแกล้งอะไรบ้าๆ บอๆ กับฉันอีก เข้าใจมั้ย แล้วก็อย่าเอาเรื่องที่ฉันแกล้งเป็นลมไปบอกใครล่ะ"
     "ไม่บอกหรอกน่า แค่นี้ใช่มั้ย"
     "ตอนนี้ฉันยังคิดไม่ออกถ้ามีเพิ่มเติมจะมาบอกแล้วกัน" พอเขาพยักหน้าผมจึงยื่นนิ้วก้อยไปให้ อีกฝ่ายก็ได้แต่มองผมงงๆ...หมอนี่่ผ่านช่วงวัยเด็กมาได้ยังไงนะ ไม่เคยเกี่ยวก้อยกับใครเขาหรือไง
     "เอานิ้วก้อยนายมาสิ เราจะได้ไม่ผิดสัญญากัน"
     "ต้องเกี่ยวก้อยด้วยเหรอ"
     "ใช่ ไม่งั้นเดี๋ยวนายก็ผิดสัญญาอีก"
     "ใครกันแน่ที่จะผิดสัญญา" ร่างสูงมองเหมือนจะกล่าวหาทางสายตาว่าผมขี้จุ๊
     "คนอย่างฉันพูดคำไหนคำนั้น รู้ไว้ด้วย" พอฝ่ายนั้นยอมเอานิ้วก้อยมาเกี่ยวและใช้นิ้วโป้งประทับตราเสร็จเรียบร้อย ผมจึงเตรียมตัวจะเดินไปเอาจักรยานที่จอดทิ้งไว้เพื่อปั่นกลับบ้านเนื่องจากวันนี้วันเสาร์ ยังดีที่ผมได้หยุดอีกสองวันก่อนเริ่มงาน แต่จู่ๆ นายดาวิชญ์ก็เอาเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ของตัวเองมาวางบนไหล่ทั้งสองของผมแบบไม่ทันตั้งตัว
     "บอกแล้วว่าออกมาข้างนอกให้ใส่เสื้อแขนยาว เดี๋ยวผิวก็ไหม้อีก" 
     "...ก็ลืม" ผมจับเสื้อสำหรับใส่บังแดดที่ออกจะหลวมไปสักหน่อยให้เข้าที่พลางมองตามผู้เป็นเจ้าของสวนที่เดินกลับไปคุยงานกับพวกคนงานต่อและ
เริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร...มั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #22 ยุ้ย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 12:49

    อย่าต่อรองมากลูกตี๋ รอให้เฮียรักก่อนนะลูก จัดเต็มเลย

    #22
    0