[เต้ตี๋] บ้านไร่อุ่นไอรัก [จบ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 10,422 Views

  • 98 Comments

  • 128 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    680

    Overall
    10,422

ตอนที่ 28 : ข่าวฉาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    7 เม.ย. 62




     'อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่าจับมองในช่วงนี้ มีคนตาดีเขาไปเห็นดาราวัยรุ่นชื่อดังอักษรย่อตอเต่าเดินควงหนุ่มนอกวงการดูหนังกลางห้างดัง งานนี้เจ้าตัวยังไม่ออกมายอมรับหรือปฏิเสธแต่ก็คงเดาความสัมพันธ์กันไม่ยากนะคะท่านผู้ชมมมม สาวๆ ทั่วประเทศดูเหมือนจะอกหักกันไปเป็นแถวๆ เลยทีเดียว'

     รูปชัดขนาดนี้ไม่ต้องอักษรยงอักษรย่อแล้วมั้ง...
     ผมกดปิดคลิปข่าวที่ว่าอย่างกลัดกลุ้ม ถึงประเทศไทยเหมือนจะยอมรับความแตกต่างทางเพศ แต่พอคนนั้นเป็นนักแสดงหรือคนมีชื่อเสียงบทสรุปมันก็ดูจะจบไม่สวยเท่าไหร่ มีนักข่าวจับภาพของผมกับพี่เต้ตอนไปดูหนังรอบดึกกันได้ มองเผินๆ จะปฏิเสธว่าเป็นแค่เพื่อนพี่น้องกันก็ได้อยู่หรอกถ้าไม่บังเอิญว่าตอนนั้นเราดันกำลังจับมือกันอยู่พอดี ผมเองก็สะเพร่าที่คิดว่าจะไม่มีใครเห็นหรือแอบถ่ายภาพไปให้นักข่าวแบบนี้...
     แต่ที่ผมห่วงมากกว่าตัวเองก็คือพี่เต้ พอภาพหน้าพี่เขาหลุดออกไปในโลกออนไลน์ก็เริ่มมีคนขุดคุ้ยประวัติของพี่เขาขึ้นมา แล้วแฟนผมก็เป็นคนที่รักความส่วนตัวมากด้วยถ้ารู้ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นเขาต้องไม่ชอบแน่...ฮือ แล้วผมจะเอาหน้าที่ไหนไปบอกล่ะว่าตอนนี้พี่ดังแล้ววว คนทั่วประเทศรู้จักพี่กันหมดเลยยย! ชาวเน็ตนี่ก็จริงๆ ปล่อยให้พี่เขาอยู่อย่างสบายใจในป่าในเขาก็ไม่ได้
     "พี่แวว ตี๋ขอโทษที่ไม่ระวังนะครับ" ผมหันไปพูดกับพี่แววผู้จัดการของตัวเองอย่างรู้สึกผิด
     "ช่างมันเถอะน้องตี๋ มีข่าวพวกนี้กลับดีซะอีก เมื่อเช้านี้พี่รับโทรศัพท์งานอีเว้นท์มือเป็นระวิงเลยนะ"
     "มีงานอีเว้นท์มันก็ต้องมีนักข่าวสิพี่ แล้วอย่างนี้จะให้ตี๋ตอบว่าอะไร" ถ้าโดนนักข่าวรุมมากๆ ผมต้องพูดผิดพูดถูกแน่ๆ
     "ตีมึนไปเลยลูก บอกว่าเพื่อนพี่น้องอะไรก็ได้"
     "แต่ภาพมันมองยังไงก็เหมือนคนเป็นแฟนกัน"
     "ไม่ต้องไปสนใจหรอก เราปฏิเสธซะอย่างใครจะมาทำอะไรเราได้"
     "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่แวว"
     "แบบนั้นแหละจ้า นี่แหละช่วงเวลาโกบโกยของเรา รีบๆ ไปแต่งตัวได้แล้วเดี๋ยวไม่ทัน" ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจและยอมทำตามคำแนะนำของพี่แวว ยังไงพี่เขาก็อยู่ในวงการมานานคงจะรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ตอนนี้แหละมั้ง...
     พอผมแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยผมก็ขึ้นรถไปงานเลี้ยงของลูกค้าที่ผมเป็นพรีเซนเตอร์ให้อยู่ และก็เป็นไปตามคาด พวกนักข่าวคงดูตารางงานผมกันมาเรียบร้อยถึงได้มายืนออกันตั้งแต่ผมยังไม่ลงจากรถดีด้วยซ้ำ "ไม่ต้องกลัวหรอกน้องตี๋ แค่ปฏิเสธไปก็พอ เข้าใจมั้ย" พี่แววหันมากำชับและบีบมือผมเบาๆ
     "หรือเราควรบอกความจริงดีครับพี่แวว ตี๋ก็แค่มีแฟน ไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมายสักหน่อย" ผมเสนอ
     "โอ๊ย ทำแบบนั้นไม่ได้นะน้องตี๋ ถ้าแฟนคลับรู้ว่าเรามีแฟนแล้วแถมยังเป็นผู้ชายอีก เดือดร้อนกันหมดแน่ แล้วแฟนเราเองก็ดูจะไม่ชอบออกสื่อไม่ใช่เหรอ ดูสิ ขนาดอะไรๆ ยังไม่ชัดเจนแฟนเรายังโดนลากออกมากลางโซเชียลขนาดนั้น ขืนเปิดตัวแย่แน่ๆ" พี่แววทำหน้าเหมือนฟ้าจะถล่ม ผมก็เลยเริ่มเห็นด้วยจะยังไงก็ตามผมต้องเซฟพี่เต้ก่อน...
     "ก็จริงครับ..."
     "ทำตามที่พี่บอกนั่นแหละ ปฏิเสธไปก็พอ แล้วหลังจากนี้ก็ระวังตัวด้วยนะ"
     "ครับผม" ผมสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะก้าวลงไปจากรถพร้อมนักข่าวที่กรูกันเข้ามาถามคำถามจนผมแทบฟังไม่ทัน ผมที่คิดว่าเตรียมคำตอบเอาไว้ดีแล้ว ตอบคำถามตามที่พี่แววแนะนำเป๊ะๆ สุดท้ายก็...เละเป็นโจ๊ก
     หลังจากบทสัมภาษณ์พวกนั้นเผยแพร่ออกไป เสียงก็แบ่งเป็นสองฝ่ายทันที บางคนก็บอกว่าผมโกหก บางคนก็บอกเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน แต่จะยังไงก็แล้วแต่ มันกระทบกับงานของผมแน่นอน นี่ยังดี่ที่ลูกค้าเข้าใจและไม่ถอดผมออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์ ไม่งั้นพี่แววคงจะเดือดร้อนไปด้วย
     ตอนนี้ผมถึงได้เข้าใจคำเตือนของพี่เต้ที่บอกว่าการเป็นดารานักแสดง ทำอะไรใครก็จับตามองและมีสิทธิ์วิจารณ์ได้ แต่คอมเม้นท์ในเน็ตเบาๆ ซะที่ไหนล่ะ อ่านทีมีเจ็บจี๊ดไปถึงทรวง พวกชเขากระหน่ำกันเข้ามาคอมเม้นท์ใต้รูปภาพไอจีผมจนพี่แววต้องบอกให้เลิกอ่านไปก่อนเพราะมีแต่จะทำให้สุขภาพจิตแย่ลง
     พอจบงานเลี้ยงผมจึงรีบเผ่นกลับบ้านโดยไม่รอให้นักข่าวมาซักไซ้อีกรอบ พี่แววที่เป็นคนมาส่งบ้านก็บอกว่าให้ช่วงนี้ผมหนีไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ไกลๆ สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนรอจนกว่าข่าวจะซาค่อยกลับมารับงานใหม่ ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับแล้วเดินเข้าบ้านตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน...
     "มึง โอเคมั้ยเนี่ย" ผมส่ายหน้าพรืดพลางถอนหายใจ ไอ้เมษก็รู้ดีเหลือเกินหลังข่าวออกมันก็พุ่งตรงมาดักรอผมที่บ้านทันที มันลุกจากโซฟามานั่งข้างๆ ผมตรงปลายเตียงแล้วยื่นมือมาบีบนวดบริเวณบ่าผมเบาๆ อย่างพยายามเอาใจ
     "กูผิดเองอะ ไม่น่าชวนพี่เต้ออกไปดูหนังวันนั้นเลย"
     "มึงไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกแต่แค่มึงบังเอิญเป็นคนสาธารณะไง ใครๆ เขาก็อยากรู้อยากเผือกเป็นธรรมดา"
     "แล้วกูต้องทำยังไงต่อ"
     "ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจว่ะ รอเรื่องมันซาอย่างที่พี่แววบอก" เมษแนะ
     "อืม ก็ดีเหมือนกัน ทำงานติดๆ กันมาเป็นเดือนแล้ว จะได้พักสักที" ถึงผมจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ผมก็แอบเสียใจอยู่ไม่น้อย ตอนช่วงแรกที่ผมยังไม่ชินกับงานในวงการจึงรู้สึกว่ามันหนักแต่พอทำไปทำมาผมกลับชอบมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซะอย่างนั้น
     "มึงอยากไปช็อปปิ้งมั้ยเดี๋ยวกูพาไป" เมษถามแต่ผมส่ายหน้าก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าลากบนตู้เสื้อผ้าลงมาเมื่อคิดอะไรดีๆ ออก มีที่ที่นึงซึ่งผมสามารถหนีไปพักใจได้และเงียบสงบพอจนไม่ต้องเจอใครไปอีกสักพัก "จะเก็บกระเป๋าไปไหนวะ" เมษถามพลางเดินมาดูผมหยิบเสื้อผ้าลงกระเป๋า
     "สวนส้มกรีพลฤกษ์"


     "ฝากด้วยนะครับลุงสม"
     "ได้เลยครับ เอ๋ นายใหญ่กลับมาแล้วเหรอครับ ทำไมไฟในบ้านเปิด" ผมหันไปมองตามแสงไฟจากห้องนั่งเล่นในบ้านก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ
     "คงจะเป็นอย่างนั้นแหละครับ" ผมพูดก่อนจะแยกกับลุงสมขึ้นมาข้างบน อดแปลกใจไม่ได้ที่พ่อผมกลับมาจากต่างจังหวัดเร็วกว่ากำหนด แต่ความสงสัยก็คลี่คลายทันทีเมื่อเห็นเจ้าตัวดีนอนคุดคู้อยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาว ข้างๆ มีกระเป๋าเดินทางใบย่อมวางอยู่ ส่วนเจ้าของนั้นก็สลบเหมือดไม่ได้สติแม้ว่าผมจะเดินเข้าไปใกล้แล้วก็ตาม ไม่รู้ไปง่วงอะไรมากจากไหนแถมจะมาเที่ยวก็ไม่ยอมบอกก่อนอีกต่างหาก
     "มานอนอะไรตรงนี้" ผมสะกิดปลุกเขาเบาๆ เจ้าตัวก็เลยขยับเล็กน้อยแล้วลืมตาขึ้นมามอง พอเห็นว่าเป็นผมเขาก็ส่งยิ้มน่ารักมาให้ 
     "กลับมาแล้วเหรอ ตี๋รอตั้งนาน" เขาหาวหวอดๆ แล้วเอามือทุบไหล่ตัวเองแก้เมื่อย
     "เรามารอตั้งแต่กี่โมงเนี่ย"
     "สิบโมง"
     "หือ รอตั้งแต่เช้าแล้วนี่ ทำไมไม่โทรมาบอก พี่จะได้กลับมาหา" ช่วงนี้ผมก็งานยุ่งกว่าจะเสร็จงานก็ปาไปห้าหกโมงเย็นแล้ว ถ้ารู้ว่ามีคนน่ารักมานั่งๆ นอนๆ รออยู่ที่บ้านผมคงจะรีบเคลียร์งานให้เสร็จตั้งแต่เที่ยงแล้ว
     "ไม่เอา รู้ว่าพี่ทำงานอยู่ ไม่อยากรบกวน" เฮ้อ บทจะเป็นเด็กดีก็ดีจนน่าใจหายจริงๆ
     "ถ้าเข้าห้องไม่ได้ วันหลังไปเรียกป้าสายให้มาเปิดห้องก็ได้ นอนตากยุงแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นไข้เลือดออกพอดี"
     "คืนนี้ไปนอนห้องพี่ได้ปะ" น้องถามอย่างไม่ได้สนใจสิ่งที่ผมบ่นไปก่อนหน้านี้
     "จะไปนอนเบียดกันทำไมหืม เดี๋ยวเราก็บ่นปวดหลังปวดเอวอีก" เตียงห้องผมเป็นเตียงเดี่ยว เวลานอนสองคนก็จะอึดอัดหน่อยๆ แล้วยิ่งตี๋เป็นพวกนอนดิ้นด้วยแล้ว ผมจึงมีพื้นที่ให้นอนไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ
     "พี่ก็ซื้อเตียงใหม่สักทีสิ เอาแบบคิงไซส์เลยนะ"
     "งั้นก็มาแต่งงานอยู่บ้านพี่สิ แล้วเราจะเอาเตียงใหญ่แค่ไหนพี่จะจัดให้"
     "...ถ้าแต่งจริงอย่าเบี้ยวแล้วกัน" เจ้าตัวพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋ากางเกงผมอย่างอุกอาจ
     "เฮ้ย ทำอะไร!" ผมร้องอย่างตกใจแล้วพยายามถอยหนีแต่เขาเอามืออีกข้างมารั้งแขนผมไว้
     "จะเอากุญแจ นี่ไง" เขาหยิบมันออกมาแล้วโชว์ให้ผมดูก่อนจะเดินไปเปิดห้องผมหน้าตาเฉย
    "ถ้ายังไม่อยากเลื่อนสถานะเป็นเมียก็ให้มันเบาๆ หน่อย" ผมปรามที่เขาชอบทำอะไรไม่ระวังตัว พอผมทนไม่ไหวจับเขามาฟัดก็หาว่าผมหื่นอีก ทุกคนเห็นมั้ยใครกันแน่ที่ชอบเริ่มก่อน... เจ้าตัวยุ่งเดินดุ่มๆ เข้าห้องไปพร้อมกระเป๋าเดินทางโดยไม่สนใจผมที่ยืนหน้ายุ่งอยู่ พอผมเดินตามเข้าไปก็เห็นเขาจัดแจงหยิบของออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่รอช้า "คราวนี้จะอยู่นานใช่มั้ยถึงได้เอาของมาเยอะเชียว" ผมถาม คราวนี้จะได้ไม่ต้องวิดีโอคอลหากันแล้วมีน้องมาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้
     "อือ...อยากหนีมาสงบสติอารมณ์หน่อย" เขาตอบขณะเรียงเสื้อผ้าใส่ตู้
     "หนีมา...ที่นั่นมีอะไรหรือเปล่า" ผมทวนถามแต่เขาเงียบและหลบสายตา "ตี๋...บอกแล้วว่ามีอะไรอย่าปิดบัง มีเรื่องอะไรไม่สบายใจไหนบอกพี่ซิ" เมื่อเขาไม่ยอมตอบผมก็เลยดึงเอวบางลงมานั่งบนตักของตัวเองพลางกอดรัดเขาไว้แน่น ถ้าไม่ตอบก็อย่าหวังจะลุกหนีไปไหนได้เลยเจ้าตัวดี
     "ทำไมพี่ใส่แว่นล่ะ สายตายาวแล้วเหรอ" เขาหันมามองหน้าผมก่อนจะเอานิ้วมาจิ้มที่กลางจมูกผมเบาๆ อย่างพยายามให้ผมลืมสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้า
     "นี่ อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง" ผมเอ็ด
     "ก็ตี๋ไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจมาให้พี่นี่"
     "ถ้าเราไม่บอกพี่จะยิ่งไม่สบายใจ รู้มั้ย" ฝ่ายตรงข้ามถอนหายใจก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาเปิดข่าวบันเทิงให้ผมดูอย่างจำใจ ผมมองภาพที่ถูกแอบถ่ายพวกนั้นอย่างไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ เพราะจำได้ว่าคืนนั้นที่ผมกับตี๋ไปดูหนังกันมีใครสักคนพยายามเดินตามเรามาแต่ผมเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คงไม่ได้จะทำอันตรายอะไรก็เลยไม่ได้บอกตี๋และไม่ได้ระวังตัว แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะเล่นเราด้วยการเอาภาพไปขายแบบนี้
     "เรื่องนี้นี่เองที่ทำให้เราไม่สบายใจ"
     "ฮืออออ แล้วคนในเน็ตก็ขุดคุ้ยประวัติพี่กันใหญ่เลย ตี๋ขอโทษนะ" น้องพูดพลางน้ำตาร่วงเผาะๆ อย่างน่าสงสาร
     "ที่ร้องไห้นี่เพราะรู้สึกผิดกับพี่ใช่มั้ย"
     "อืออ แล้วตี๋ก็ไม่ชอบให้ใครมาว่าพี่หรือมายุ่งกับพี่ด้วย" น้องพูดเสียงสั่น
     "ถ้าเรื่องนั้นก็ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่ไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะคิดยังไง"
     "ต่อให้มีคนเอาเรื่องของพี่ไปโพสต์ในเน็ตแล้วด่าว่าพี่งั้นเหรอ"
     "อือ ทำไมพี่ต้องสนใจด้วยล่ะ คนพวกนั้นอาจจะพูดถึงพี่ก็จริงแต่แป๊บเดียวก็คงเลิกกันไปเอง แต่ถ้าพี่ออกไปตอบโต้เรื่องมันก็จะยิ่งบานปลายนะ" ผมอธิบาย ตี๋ก็เลยพยักหน้าแล้วปาดน้ำตาออกจากแก้ม "นี่งอแงมาตลอดทางเลยหรือเปล่าเนี่ย" ผมช่วยเอามือเกลี่ยน้ำตาออกให้ 
     "เปล่า พึ่งมาร้องเนี่ย"
     "ขี้แงเอ้ย" ผมรวบตัวเขามากอดปลอบแล้วโคลงตัวเขาไปมาเหมือนกำลังปลอบเด็กที่กำลังร้องไห้ เขาเกยคางไว้บนไหล่ผมแล้วสะอื้นเบาๆ "แล้วเราโอเคกับเรื่องที่เกิดขึ้นมั้ย มันกระทบอะไรกับงานเราหรือเปล่า"
     "ไม่ได้กระทบอะไรมากหรอกเพราะพี่แววบอกให้ปฏิเสธไปแต่ตี๋อึดอัด อยากจะบอกคนอื่นว่าพี่เป็นแฟนก็ทำไม่ได้"
     "จริงๆ พี่ก็เห็นด้วยกับผู้จัดการเรานะ ถ้าเรายังอยากทำตรงนี้อยู่บางทีปิดๆ ไว้มันอาจจะดีกว่า" ผมเองก็ไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรอยู่แล้วกับการที่เขาจะเก็บสถานะของเราไว้เป็นความลับ
     "ก็ตี๋หวงอะ มีสาวๆ มากรี๊ดพี่ด้วย ตี๋ไม่ชอบ"
     "เอ้า ตกลงที่ร้องไห้นี่เรื่องอะไรกันแน่เป็นห่วงหรือหวงพี่"
     "ก็ทุกๆ เรื่องรวมกันนั่นแหละ!" มีแฟนเด็กนี่มันก็เอาใจยากเหมือนกันแฮะ
     "เอางี้ดีกว่า พี่มีอะไรดีๆ ให้ดู" ผมพูดเพื่อดึงความสนใจ
     "อะไรเหรอ"
     "หลับตาก่อน"
     "จะแกล้งอะไรปะเนี่ย"
     "ไม่แกล้ง" ผมพูดแล้วจูงมือเขาออกไปข้างนอกระเบียง ตอนนี้ก็เกือบๆ หกโมงเย็นแล้วแต่ฟ้ายังสว่างพอที่จะเห็นภาพอีกฟากของสวนลางๆ ได้ ตี๋เดินหลับตาตามผมมาตามที่ผมบอก "โอเค ลืมตาดูสิ" ผมบอก เมื่อเรามายืนชิดราวระเบียงไม้ของห้องนอนผม
     "หือ พี่จะให้ตี๋ดูอะไรอะ"
     "เราลองมองไปไกลๆ ตรงพื้นที่ว่างข้างหลังนั่นสิ ที่เราเคยบอกว่าอยากให้พี่ปลูกดอกไม้ตรงนั้นอะ พี่ปลูกให้แล้วนะ" ตี๋หรี่ตามองก่อนจะเห็นทุ่งดอกไฮเดรนเยียตรงสุดุสายตา ดวงตากลมเป็นประกาย เผยรอยยิ้มขึ้นมาบนริมฝีปากน้อยๆ "ชอบมั้ย"
     "ชอบๆๆ พี่ปลูกให้ตี๋จริงเหรอเนี่ย" เขาถามเหมือนไม่เชื่อแต่สายตาเขาดูมีความสุขมากเวลามองดอกไม้พวกนั้น
     "อืม แต่ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้วมองไม่ค่อยเห็น ไว้พรุ่งนี้เช้าเราไปดูใกล้ๆ กัน" ผมพูดแล้วเอื้อมมือไปกระชับร่างบางเข้ามาในวงแขน
     "ดีจัง ตี๋ไม่เคยได้ดอกไม้เป็นสวนขนาดนี้เลยนะเนี่ย ปกติเวลาไปออกงานเขาให้กันเป็นช่ออะพี่" เขาพูดติดตลกแล้วเอนหัวมาพิงไหล่ผม "อยากเห็นแบบนี้ทุกวันเลย"
     "ก็บอกแล้วให้แต่งงานมาอยู่ด้วยกัน เวลาเราตื่นมาก็จะเห็นดอกไม้พวกนี้ทุกเช้าเลย"
     "พูดเรื่องแต่งงานอยู่นั่นแต่ไม่เห็นจะมาขอสักที"
     "ก็เรายังเด็กอยู่ ไว้โตก่อนจะให้พ่อไปขอแต่ไม่รู้ว่าคุณป๊าเราจะอนุญาตมั้ยนะ"
     "คุณป๊าต้องเอาปืนมาไล่ยิงพี่แน่ๆ" เขาพูดปนขำ
     "ขนาดนั้นเลยเหรอ"
     "ขนาดนั้นสิ คุณป๊าหวงตี๋จะตายถ้าเกิดตี๋จะแต่งงานขึ้นมาจริงๆ มีหวัง..." เขาเว้นไว้ให้ผมคิดเอาเอง
     "เฮ้อ สงสัยพี่ต้องเร่งทำคะแนนแล้วเดี๋ยวท่านไม่ยอมยกลูกชายให้"
     "คะแนนจากคุณป๊าอาจไม่เยอะแต่คะแนนจากตี๋พี่ได้เก้าสิบเก้าเต็มร้อยนะ" น้องพูดเจื้อยแจ้ว
     "หายไปไหนหนึ่งคะแนน"
     "ก็ทำตัวหล่อเกินหน้าเกินตา หล่อให้มันน้อยๆ หน่อยพี่ ตี๋หึง"
    "พี่สิต้องเป็นคนหึงไม่ใช่เรา" เห็นถ่ายละครร่วมงานกับดาราหล่อๆ สวยๆ ทั้งนั้น เห็นผมเงียบๆ ก็หึงเพียบนะครับ!
    "ไม่ต้องหึงตี๋หรอก ยังไงพี่ก็เป็นนัมเบอร์วัน เข้าใจมั้ยครับพี่ดำ" น้องพลิกตัวมาหาแล้วกอดผมเต็มรัก ช่างเป็นเด็กที่เปลี่ยนอารมณ์ไวดีแท้ เมื่อกี้ร้องไห้จนน้ำตาแทบท่วมบ้าน ยังมีคราบน้ำตาอยู่บนอกเสื้อผมเป็นหลักฐานอยู่เลย ตอนนี้ก็อ้อนผมซะจนผมเริ่มอยากวางแผนขโมยลูกชายคุณอาธนาธรมาอยู่บ้านตัวเองถาวรแล้วสิ




   

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #89 0881062835 (@0881062835) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 22:08
    ตี๋อ้อนได้น่ารักมากอ่ะ
    #89
    0