[เต้ตี๋] บ้านไร่อุ่นไอรัก [จบ]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 10,432 Views

  • 98 Comments

  • 127 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    690

    Overall
    10,432

ตอนที่ 11 : ฮีโร่ของน้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 340
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    25 พ.ย. 61



Cr. OnlyTEe


     "น้องตี๋รอพี่ด้วย อย่าวิ่งไปตรงนั้นมันอันตราย" เด็กชายดาวิชญ์ที่นั่งแกว่งขาเล่นอยู่ริมน้ำหันไปมองตามเสียงของคนสองคนที่เดินทุลักทุเลกันมาตามทางเดินที่มีแต่กรวดหิน เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นเจ้าเด็กคนกรุงคนนั้นเดินเตาะแตะมาพร้อมห่วงยางรูปเป็ดในเอวเล็กๆ ของตัวเอง สงสัยว่าจะมาเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน...แต่เขาไม่เห็นคุณอาธนาธรตามมาดูแลด้วยเหมือนทุกที มีแค่ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ชื่อทัพเดินตามมาไม่ไกลเท่านั้น
     "อ้าวเต้! อยู่นี่ด้วยเหรอ ดีจัง!" ทัพพูดพลางเดินจูงมือเด็กตัวน้อยให้เดินมาหาเขาด้วยกัน แต่คนเด็กกว่าอีกคนไม่ยอมพูดทักทายด้วย สงสัยว่าจะยังโกรธเรื่องที่เมื่อวานเขาเผลอทำมะม่วงตกใส่หัวน้องไม่หาย
     "น้องตี๋อยากเล่นน้ำแล้ว ขอน้องตี๋ไปเล่นน้ำตรงนั้นนะครับ" เสียงเล็กเจื้อยแจ้ว
     "ได้ครับแต่ห้ามไปเล่นไกลฝั่งนะ พี่เองก็ว่ายน้ำไม่แข็งด้วย"
     "ครับผม น้องตี๋ไปเล่นไม่ไกลหรอก" เด็กน้อยรับคำพลางวิ่งลงไปเอาเท้าจุ่มน้ำเย็นเฉียบแล้วยืนสั่นอยู่อย่างนั้นเกือบนาทีก่อนจะทำใจกล้าลงไปนั่งแช่ในน้ำตื้นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีห่วงยางเพื่อช่วยพยุงตัวด้วยซ้ำ เด็กชายยกยิ้มมองคนเด็กกว่า...อยากเข้าไปเล่นด้วยแต่เขารู้ตัวดีว่าน้องไม่ชอบเขา ถ้าเขาไปหาจะทำให้น้องโกรธเปล่าๆ มีแต่ทัพคนเดียวที่น้องยอมคุยยอมเล่นด้วย
     "เต้ไปเล่นน้ำด้วยกันมั้ย" ทัพร้องถาม เด็กชายจึงทำเพียงส่ายหน้าน้อยๆ และหยิบก้อนกรวดแบนๆ มาขว้างให้มันสะท้อนไปบนผืนน้ำสามสี่ครั้งก่อนจมสู่ใต้ลำธารไป "อาทิตย์หน้าฉันก็กลับกรุงเทพแล้วนะ"
     "แล้วน้องล่ะกลับไปด้วยหรือเปล่า"
     "ไม่รู้อ่า ต้องไปถามคุณอาธนาธรเขา แต่ฉันไม่อยากกลับเลย อยู่ที่นี่สนุกจัง ส้มก็อร่อย" แต่สำหรับเขามันกลับเป็นฤดูร้อนที่รู้สึกเหงามากกว่าปกติ
     "ปีหน้านายก็มาอีกสิ" ผู้เป็นลูกเจ้าของไร่เสนอ
     "มาได้เหรอ ฉันจะลองขอพ่อดูให้พามาอีก"
     "มาได้ตลอดที่นายอยากมานั่นแหละ ลุงสมบอกว่าปีหน้าส้มจะอร่อยกว่านี้อีก"
     "โห ดีจัง" คนเป็นลูกพี่ลูกน้องพูดอย่างตื่นเต้นพลางคิดถึงฤดูร้อนปีหน้าที่น่าจะสนุกกว่าเดิม
     "ทัพ น้องตี๋ไปไหน" เต้หันไปถามอย่างตื่นตระหนก ทีแรกเขามั่นใจว่าตัวเองคอยมองน้องอยู่ว่าน้องจะไม่ลงไปเล่นตรงที่น้ำลึกเนื่องจากน้องว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตอนนี้น้องกลับหายไปเหลือแค่เพียงห่วงยางเป็ดที่เคลื่อนไปมาอยู่กลางน้ำ
     "หะ ก็อยู่ตรงนั้น อ้าว...หายไปไหนแล้วอะ"
     "ทัพ น้องว่ายน้ำไม่เป็นนะโว้ย" เด็กชายโวยวายแล้วรีบไปที่ริมฝั่ง ไม่เห็นแม้แต่เงาของเด็กน้อยด้วยซ้ำ
     "ฮือ ทำไงดี น้องหายไปแล้ว" เด็กชายทัพเริ่มงอแงด้วยความกลัว เขากับน้องตี๋แอบพวกผู้ใหญ่มาเล่นน้ำกัน ถ้าน้องหายไปต้องแย่แน่ๆ แม้ลำธารนี้จะไม่ได้ลึกอะไรมากแต่มันก็มากพอที่จะทำให้เด็กเล็กๆ จมได้ง่ายๆ
     "น้ำแรงซะด้วยสิ"
     "นั่นไง น้องอยู่ตรงกลางน้ำนั่น!" เมื่อหันไปตามทิศที่คนเป็นญาติชี้ก็เห็นเด็กน้อยกำลังถูกพัดไปตามกระแสน้ำก่อนจะค่อยๆ จมหายไป เต้ใช้เวลาคิดเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกระโดดตามลงไปในน้ำ ใช้เวลาปรับตัวอยู่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชินกับอุณหภูมิน้ำที่เย็นเฉียบและความแรงของกระแสน้ำที่คอยพัดเข้ามาหาตัวไม่หยุด เขาว่ายไปจุดที่ที่เคยเห็นน้องแต่ตอนนี้น้องคงถูกพัดไปไกลแล้วจนหาไม่เจอแล้ว
     "เต้ขึ้นมาก่อนเดี๋ยวจมมม!" เด็กชายที่อยู่บนฝั่งตะโกนลงมาแต่เขาก็ยังคงดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำจนกระทั่งรู้สึกว่ามือกระทบเข้ากับอะไรบางอย่าง เขาไม่รอช้าที่จะดำลงไปอีกรอบก่อนจะเห็นเด็กตัวน้อยที่หมดสติไปแล้วกำลังจะจมลงไปข้างล่าง เขาใช้มือรั้งคอเสื้อผู้เป็นน้องขึ้นมาให้โผล่พ้นผิวน้ำและใช้แขนโอบรอบบริเวณช่วงไหล่เล็กเพื่อพาขึ้นฝั่งไปพร้อมกัน กว่าจะถึงฝั่งก็เล่นเอาแทบหมดแรง
     "ทำไมน้องไม่ตื่น!" ทัพถามอย่างตกใจ เด็กชายที่ตัวเปียกปอนจึงเริ่มทำการปฐมพยาบาลคนเด็กกว่าอย่างคล่องแคล่ว นึกขอบคุณพ่อตัวเองที่สอนให้เขารู้จักว่ายน้ำและฝึกช่วยคนจมน้ำตั้งแต่ยังเล็ก
     "แค่กๆ" เด็กน้อยสำลักและสูดอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่เมื่อได้สติ ผู้เป็นพี่ทั้งสองจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เป็นทัพที่เข้าไปช่วยประคองน้องให้ลุกขึ้นนั่ง ส่วนอีกคนนั้นยืนสูดอากาศหายใจพักเหนื่อยอยู่ได้ไม่นานก็หันไปพูดกับทัพด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
     "ทัพ นายดูน้องก่อนนะ ฉันจะวิ่งไปตามคุณพ่อ"
     "อื้อ รีบๆ มานะ! น้องตี๋ไม่เป็นไรแล้วนะ" ร่างเล็กพยักหน้าอย่างมึนงงพลางสำลักน้ำออกมาไม่หยุด
     แม้เหตุการณ์ในวันนั้นจะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นแต่ก็ทำให้ทั้งเต้และทัพไม่ได้เจอน้องชายตัวน้อยอีกเลย
     "น้องเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมน้องไม่กลับมา" เต้ถามกับผู้เป็นพ่อที่มีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ชัยโรจน์รู้สึกว่าตัวเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ที่ปล่อยให้ทั้งทัพและน้องตี๋ออกไปเล่นซนจนเกิดอุบัติเหตุเข้า
     "น้องปลอดภัยแล้วแต่ต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลสักพัก”
     "แล้วน้องจะกลับมาที่ไร่เราอีกมั้ยครับ"
     "พ่อว่าคงไม่แล้วล่ะ ใกล้จะเปิดเทอมแล้วด้วย คุณอาธนาธรคงพาน้องตี๋กลับไปรักษาตัวที่กรุงเทพทีเดียวเลย เราเองไม่ต้องเป็นห่วงนะเต้ น้องต้องไม่เป็นอะไรมาก พ่อเชื่ออย่างนั้น"
     "ครับ" เด็กชายตอบรับแม้จะยังมีความกังวลอยู่เต็มอกก็ตาม...



     "วู้ฮู้ววววว เย็นจังเลย" ใครจะไปคิดว่าไอ้เด็กที่ผมเคยช่วยชีวิตไว้ในวันนั้นจะกลายเป็นคนบ้าในวันนี้
     ผมมองตี๋ที่เดินย่ำน้ำไปมาไม่หยุดพลางหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปลงไอจี
     "ระวังงูล่ะ" ผมร้องเตือน
     "มันไม่มาหรอก วันนี้มันหยุด" ตี๋ตอบกลับมา พอวันนี้ผมให้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษก็ดูอารมณ์ขึ้นมาทันที
     ผมจำใจต้องให้หยุดเพราะมีบางคนกำลังงอแงเรื่องที่คนทั้งไร่รู้ว่าเราสองคนคบกัน (หลอกๆ) แล้วก็มาพาลหาว่าผมเป็นคนปล่อยข่าว...ซึ่งผมไม่ได้ทำสักหน่อย ก็แค่บอกป้าสายคนเดียวเพราะกะจะให้ป้าแกไปแกล้งแซวตี๋เล่นๆ ใครจะคิดว่ามันจะไปไกลเกินกว่านั้น มีคนเดียวในไร่ที่ไม่รู้ก็คือพ่อผม...และคงไม่มีใครกล้าพูดด้วย
     แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ทำให้ไอ้ทัพเชื่อสนิท...มันก็เลยเริ่มมีระยะห่างกับตี๋ขึ้นมาบ้าง แต่มาปั้นปึ่งกับผมแทนเนี่ยสิ มันคงคิดว่าทำไมผมไม่บอกมันตั้งแต่แรกล่ะมั้งว่าคบกับตี๋อยู่…เอาจริงผมก็ไม่อยากให้เราผิดใจกันหรอกยังไงก็พี่น้องกัน แต่ลึกๆ แล้วผมก็ไม่ชอบที่มันฉวยโอกาสกับตี๋แบบนั้นเหมือนกัน วิธีนี้อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วก็ได้
     “ดีจัง วันนี้อากาศไม่ร้อน” ผมได้ยินร่างบางพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี
     "คุณหนูมานั่งนี่มาเดี๋ยวแกว่งชิงช้าให้" ผมจับเชือกชิงช้าไว้แล้วกวักมือเรียกให้เขามานั่ง
     "มีชิงช้าด้วย" เขาว่าอย่างดีใจเมื่อเห็นชิงช้าทำจากไม้แผ่นยาวๆ กับเชือกอย่างหนาแขวนไว้กับกิ่งต้นไม้อยู่ริมน้ำ "ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีเลย"
     มันจะไปมีได้ยังไงก็ผมพึ่งมาทำเมื่อวาน...เห็นเขาร่ำร้องอยากไปคาเฟ่ริมน้ำนักหนาแล้วแถวนี้มันก็มีแต่ไร่แต่สวนของพวกชาวบ้าน ค่อนข้างห่างไกลจากสถานที่ท่องเที่ยว ผมก็เลยจำลองขึ้นมาให้ใกล้เคียงที่สุด อย่างน้อยเจ้าตัวจะได้มีรูปไปอัพลงไอจีให้ฟอลโลเวอร์ดูแบบที่เขาชอบทำประจำ
     "บรรยากาศแบบนี้หาที่อื่นไม่ได้นะ ชอบมั้ยล่ะ"
     "ชอบมาก แต่นายต้องระวังงูให้ฉันด้วยนะ" ที่แท้ก็ยังแอบกลัวอยู่นี่เอง "แล้วไหนบอกจะพามาคาเฟ่ริมน้ำ คาเฟ่ก็ต้องมีกาแฟสิ"
     "นี่ไง กินซะจะได้หายงอแงสักที" ผมหยิบแก้วกาแฟสตาร์บัคคอลเลคชั่นฤดูร้อนอะไรของเขาออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งไปให้เจ้าตัวงอแงที่กำลังทำตาวิบวับเมื่อเห็นเครื่องดื่มที่ผมเตรียมมาให้
     "เฮ้ย แถวนี้มีสตาร์บัคเหรอ"
     "เหอะ กาแฟซองทรีอินวัน ชงมาจากบ้านแต่ใช้แก้วนาย"
     "โธ่...ปกติฉันกินแต่ Grande hot latte with non fat milk, 1 pump toffee nut เท่านั้นนะ" ผมมองเขาอย่างงงงวยราวกับเขาพึ่งพูดภาษาต่างดาวออกมา แต่ผมเดาเอาว่าไอ้ประโยครัวๆ ข้างต้นคงเป็นชื่อเมนูนั่นแหละ
     "ลองกินก่อนค่อยบ่น" ร่างบางจึงยอมรับแก้วไปถือ
     "...ก็อร่อยดี อร่อยเพราะบรรยากาศนะ”
     "ก็ดีแล้ว" ผมยืนแกว่งชิงช้าให้เขาเบาๆ นานๆ ทีจะเห็นเขายิ้มสดใสอย่างนี้ นี่ผมคิดว่าผมใจดีกับเขามากกว่าแต่ก่อนเยอะละนะ ให้วันหยุดพิเศษแถมยังพามานั่งเล่นจิบกาแฟอีก ทั้งๆ ที่ตัวต้นเรื่องกุว่าเราคบกันเป็นเขาแท้ๆ ถ้ายังไม่หายงอนผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
     “น้ำตรงนั้นลึกมั้ย” คนร่างบางที่นั่งแกว่งขาอยู่บนชิงช้าร้องถามพลางชี้ไปยังกลางลำธารตำแหน่งตรงที่เขาเคยจมน้ำนั่นแหละ...เรื่องนี้ก็ผ่านมาเป็นสิบกว่าปีได้มั้ง
     “น่าจะประมาณเมตรกว่าๆ เกือบสองเมตร”
     “งั้นก็ยืนถึงน่ะสิ”
     “ช่าย แต่สำหรับเด็กคงยากแถมน้ำยังไหลแรงด้วย”
     “เด็กเหรอ...ฉันจำได้ว่าเคยจมน้ำที่ไร่นี้หรือว่ามันจะเป็นลำธารนี่” เขาทำหน้าตกใจ ผมก็เลยส่งเสริมความช็อคของเขาด้วยการพยักหน้าให้ “จริงอะ ตรงนี้เลยเหรอ” เขาถามย้ำ
     “อืม ตรงนั้นเลยกลางลำธาร ตอนนั้นฉันนั่งคุยกับไอ้ทัพอยู่ พอหันมาอีกทีนายก็ผลุบหายลงไปในน้ำแล้ว”
     “โอ้มายก็อด แต่ตอนนั้นฉันกลับไม่กลัวเลยนะ สงสัยจะยังเด็กมาก”
     “แต่ฉันน่ะตกใจแทบตาย อยู่ดีๆ นายก็ลงไปทำอะไรกลางน้ำก็ไม่รู้” ถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งจะให้ก้นลายเลยทีเดียว ชอบทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงนัก
     “ไม่รู้อะ ฉันคงเล่นน้ำเพลินมั้ง จำไม่ค่อยได้แต่คุ้นๆ ว่าพี่ทัพเป็นคนช่วยฉันขึ้นมาจากน้ำ”
     อ้าวเฮ้ย ทำไมกลายเป็นไอ้ทัพไปได้วะ...นี่ผมมโนไปเองว่าเป็นคนช่วยเขาหรือเขามึนกันแน่
     “ไหนพูดอีกทีสิว่าใครช่วยนายขึ้นมา”
     “พี่ทัพไง ก็ตอนนั้นพี่ทัพพาฉันมาเล่นน้ำ พอฉันจมน้ำ ลืมตาขี้นมาก็เจอพี่เขาคนแรกเลย” ขอยาดมผมด่วน! 
     “ไอ้ทัพมันเด็กกรุงมันว่ายน้ำเป็นที่ไหน”
     “หือ ไม่เป็นเหรอ แล้วใครช่วยฉันอะ” นางไม้มั้ง!
     “ยังจะมาถามอีก ก็ฉันไง” ผมชี้ตัวเอง เขาเลิกคิ้วมองผมอย่างไม่เชื่อ
     “นายเป็นคนช่วยฉันจริงๆ เหรอ”
     “อืม ไม่เชื่อก็ลองไปถามไอ้ทัพดูสิ”
     “…ฉันก็คิดมาตลอดเลยว่าพี่ทัพเป็นคนช่วย” ร่างบางพูดเสียงอ้อมแอ้ม
     จะโทษเขาก็ไม่ถูกเพราะตอนนั้นเขายังเด็กมาก แถมพอผมช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำเสร็จผมก็วิ่งไปตามพ่อกับคุณอาธนาธรปล่อยให้ไอ้ทัพเป็นคนดูแลตี๋อีก…มันก็เลยกลายเป็นความเข้าใจผิดที่ยาวนานจนมาถึงตอนนี้ ผมใช้มือแกว่งชิงช้าให้เขาเบาๆ เกิดความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างเราเป็นเวลานานทีเดียวกว่าเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
     “โกรธหรือเปล่า” ผมเลิกคิ้วให้กับคำถามที่ไม่มีที่มาที่ไปนั่น
     “เรื่อง?”
     “ที่ฉันจำผิดไง ฉันจำว่าพี่ทัพเป็นคนช่วยฉันมาตลอด ก็เลยพยายามดีกับพี่ทัพมาก..."
     “ไม่ได้โกรธหรอก แค่เห็นนายไม่เป็นอะไรแถมโตมาสติสตังครบถ้วนฉันก็โอเคแล้ว”
     “ฮือ แต่ฉันรู้สึกผิดอะ”
     “เอ้า แล้วจะมารู้สึกผิดอะไร นายไม่ได้ทำไรผิดนิ” ผมเดินอ้อมไปยืนมองคนที่นั่งทำหน้าจ๋อย ดูผิดไปจากเดิมที่ชอบต่อปากต่อคำกับผมไม่หยุด "ไม่ต้องคิดมากหรอก"
     “ก็ถ้ารู้ฉันก็คง…ทำดีกับนายมากกว่านี้ไง”
     “ทำดีกับฉันเหรอ เช่นยังไง” ผมถามพร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมุมปาก
     “อืมมม...แล้วนายอยากให้ฉันทำไรอะ ฉันทำให้ได้ทู้กกกอย่างเลย” เขาทำท่าคิดพอคิดไม่ออกก็วกกลับมาถามผมแทน
     “เอาจริงๆ แค่นายไม่สร้างความเดือดร้อนให้ไร่ฉันก็พอแล้ว" ถ้าขอให้เขาเลิกดื้อเลิกเอาแต่ใจอาจจะยากเกินไปหน่อย คนอื่นน่ะอาจจะดื้อเงียบแต่ตี๋คือดื้อออกมาโต้งๆ เลย แล้วก็จะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการด้วย ตอนแรกผมก็ไม่โอแต่ตอนนี้ชักเริ่มชินแล้ว...ถือว่าเป็นสีสันในชีวิตอย่างนึง
     "ฉันไปสร้างความเดือดร้อนตอนไหนกัน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!" เขารีบแก้ตัว แบบนี้สิค่อยสมเป็นตี๋หน่อย
     "ใช่ ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง" ผมว่าพลางหัวเราะ ก็เขามันจอมอู้ เผลอเป็นไม่ได้หนีไปถ่ายรูป ไปคุยโทรศัพท์ ไปเล่นเฟสบุ๊คบ้างล่ะ
     "น้อยๆ หน่อย ผักกาดฉันโตขึ้นตั้งเยอะแล้วนะรู้ยัง นายจะมาหาว่าฉันไม่ทำอะไรไม่ได้นะ"
     ทีแรกผมก็แค่จะแหย่เล่นเท่านั้นเองแต่พอเห็นเขาแสดงสีหน้ามุ่งมั่นพร้อมโชว์รูปต้นผักกาดในมือถือให้ดูก็อดไม่ได้ที่จะขำในใจ...ทำไปทำมากลายเป็นหวงแปลงผักกาดยิ่งกว่าใครเลยนะเนี่ย
     "ฉันเห็นแล้ว เก่งมาก" ผมเอื้อมมือไปลูบหัวเขาเบาๆ ตอนแรกเขาก็ผงะหนีเพราะคิดว่าผมจะแกล้งอะไรล่ะมั้งแต่พอเห็นว่าผมไม่ได้จะทำอะไรก็ยอมนั่งเฉยๆ แล้วส่งยิ้มสดใสมาให้...เนี่ย ทำตัวน่ารักอย่างคนอื่นเขาก็เป็นนี่
     ยอมรับว่ามีบางจังหวะที่ผมเผลอใจเต้นไปกับดวงตากลมโตและรอยยิ้มสวยๆ ที่คนตรงหน้าส่งมาให้ แต่เขาก็สบตาผมเพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้นก่อนจะเสหน้าไปมองทางอื่น ...พอไม่ตีกันอย่างที่เคยเป็นแล้วบรรยากาศมันก็แปลกๆ ไปทันทีแต่มันไม่ใช่ความอึดอัด มันเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างกำลังเคอะเขินกันอยู่มากกว่า
     "เอ้อ...เย็นแล้วเนอะ กลับบ้านกันมั้ย" แล้วจู่ๆ คนที่นั่งอยู่บนชิงช้าก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พูดเองเออเองเสร็จสรรพก็เดินฉับๆ กลับไปทางเดิมที่มาทันที "ตามมาเร็วๆ สิ ไปกินข้าวเย็นกัน"
     "อืม...นายนี่ขาสั้นแต่ก็เดินเร็วเหมือนกันนะเนี่ย”
     "นายว่าใครขาสั้น!" พอเห็นอีกฝ่ายหันมาแยกเขี้ยวใส่ก็ค่อยรู้สึกว่าบรรยากาศมันกลับไปเป็นเหมือนเดิมหน่อย ผมเดินตามเขาไปพลางรีบกอบโกยสติที่ฟุ้งซ่านให้เข้าที่ รู้ดีว่าถ้าคิดอะไรไปมากกว่านี้คงโดนตี๋เหวี่ยงออกจากวงโคจรเหมือนไอ้ทัพอีกคน...สถานะระหว่างเราที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว...มั้ง


_________________

สงสัยพี่เต้คงต้องเปลี่ยนจากปลูกต้นส้มไปปลูกต้นรักแทนซะแล้วมั้ง ♥









  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #54 ked (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 17:23

    พี่เต้ ว่าน้องได้แต่อย่าแรง น้องไม่ใช่คนบ้า น้องแค่ร่าเริงเกินกว่าคนปกติเอ้งงงง 55555

    #54
    0
  2. #41 Peachy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 14:53

    ปลูกต้นรักแทนก็เป็นความคิดที่ดีนะ อิ อิ

    #41
    0