' รฤกรัก ' (Yaoi) สนพ. everY ในเครือแจ่มใส

ตอนที่ 8 : บทที่ ๖ : 'คืนนี้...ผีหื่น' (บทอัศจรรย์) [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50,601
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 222 ครั้ง
    23 ก.ย. 61

บทที่ ๖

‘คืนนี้...ผีหื่น'

 

 

            ไม่มีคำพูด ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพียงแค่มองสบตากันไกลๆ หัวใจของพ่อบัวตัวจ้อยก็เต้นแรงในอก เห็นสายตาคมๆ แบบนี้แล้วใจมันสั่นหวั่นไหว เมื่อไรกันหนอที่ผีเจ้ากรรมนายเวรตนนี้มีอิทธิพลต่อจิตใจบัวขนาดนี้

            เสียงเจ้ากี่วี่ สุนัขของอลินกับแอลมอนด์เห่าหอนไม่หยุดจากข้างนอก บัวไม่นึกสงสัยเลยก็ผีเล่นปรากฏตัวซึ่งหน้าอยู่ในบ้านแบบนี้ และคงเพราะเป็นผีเจ้ากรรมนายเวร... พี่สุดหล่อชานยอลถึงเข้านอกออกในติดมากับบัวโดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าที่เลย

            ร่างสูงเทียมยักษ์ปักหลั่นลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ ตรงรี่มาหาร่างน้อยที่กำลังนอนอยู่บนเตียงแล้วขึ้นคร่อมทับจนบัวใจหายใจคว่ำ

            “อึ๊ ฮึ...อะไร...อะไรเนี่ยพี่ชานยอล!”

            พ่อบัวตัวจ้อยร้องลั่นเมื่อจู่ๆ ก็ถูกพี่ชานยอลซุกไซ้ลงมาอย่างตะกรุมตะกราม เมื่อบัวผลักอีกฝ่ายออกสุดแรงก็เห็นแต่สายตาเร่าร้อนราวเปลวเพลิงของร่างสูงเท่านั้น ในนั้นเต็มไปด้วยเพลิงราคะ เพียงสายตาร้อนรุ่มก็ปลุกเร้าและเปิดเปลือยบัวจนหมดสิ้น ปกติพี่ชานยอลอบอุ่นและขี้เล่นไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            “พี่ชานยอล วันนี้พี่ชานยอลเป็นอะไรไป ปล่อยบัวก่อน"

            บัวสะบัดร่าง พยายามจะเจรจาให้รู้ความกับผีคนรักเมื่อชาติที่แล้วแต่ก็ถูกทาบทับไม่เลิกรา อีกฝ่ายล็อกแขนบัวเอาไว้จนบัวขยับไปไหนไม่ได้ สุดท้ายบัวก็ตัวแข็งไปเลยทั้งที่ดวงตายังเปิดอยู่ อาการแบบนี้มันคือการถูกผีอำโดยแท้

            ‘พี่รักน้อง พี่ต้องการน้องบัดเดี๋ยวนี้ ยอมพี่ดีๆ เสียเถิดแม่บัวเผื่อน'

            “บ้าเหรอ! บัวไม่ใช่โสเภณีนะที่พี่ต้องการแล้วก็ต้องได้ทันทีอ่ะ!”

            บัวร้องในใจเพราะไม่สามารถขยับปากขยับตัวได้ มันก็อยากจะยอมอยู่หรอกแต่มันต้องไม่ใช่แบบนี้ดิ นี่มาแบบโจรจะข่มขืนเลยใครมันจะไปโอเค

            บัวพยายามดิ้นเร่าแต่ก็ไม่เป็นผล รู้สึกได้ถึงมือสากหนาที่ลูบไล้เข้ามาในเสื้อนอนไล่ไปจนถึงส่วนที่บัวไม่อาจพูดออกมาได้เพราะกระดากปาก ก่อนสุดหล่อที่หล่อมากจะสอดศีรษะเข้ามาในเสื้อนอนของบัวแล้วเคลื่อนไหวใช้ปากดูดกลืนยอดอกทำรักอย่างจาบจ้วงดุเดือด บัวเชิดหน้าส่งเสียงครางผะแผ่ว อกแอ่นสะท้านเมื่อถูกปลุกเร้าอย่างเร่าร้อน ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองกำลังจะถูกผีปล้ำอย่างจริงจัง บัดนี้สภาพพ่อบัวดอกน้อยกระเจิดกระเจิงกลีบกระจายไม่เหลือชิ้นดี แม้ความร้อนแรงนี้จะทำให้บัวมีอารมณ์ขึ้นมาถนัด แต่ความรู้สึกต่อต้านในใจที่ตัวเองกลายเป็นอะไรไม่รู้มันมีมากกว่า สุดท้ายบัวก็รวบรวมพลังและสมาธิในอก เป็นแค่ผีอยู่กันคนล่ะภพไฉนเลยจะมาควบคุมบัวที่เป็นมนุษย์ได้ อย่าคิดเลยว่าบัวจะยินยอม

            ผลัวะ!

            คิดเพียงเท่านั้นบัวก็หลุดออกจากภวังค์ที่ถูกผีชีกออำจนลุกขึ้นมานั่งได้ แล้วร่างสูงของพี่ชานยอลก็หายไปเลย บัวรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายยังอยู่เพียงแต่บัวปิดสวิตช์ในการรับรู้ส่วนนั้นไม่ให้มองเห็นร่าง บัวจัดเสื้อผ้า ขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นจากเตียง หากทว่าก็เป็นอันต้องหงายล้มตึงลงไปไม่มีชิ้นดี

            ‘ไม่ให้ไป !

            สุรเสียงตวาดอันดุดันในความมืดมิดทำให้บัวสะดุ้งโหยง หากแต่บัวก็ไม่ยอมแพ้ บัวกัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทำอย่างไรก็ถูกผลักล้มลงไปบนเตียง เจ้าบัวดอกน้อยล้มๆ ลุกๆ เป็นตุ๊กตาล้มลุกอยู่แบบนั้น ราวกับทั้งคู่ต่อสู้กันในเกมที่ไม่มีใครยอมแพ้ใคร สุดท้ายบัวก็ลุกไม่ขึ้น หมดเรี่ยวหมดแรงจนแทบหอบ ได้ เอาแบบนี้ใช่ไหม ไม่ลุกก็ได้!

            พอลุกไม่ขึ้นเจ้าบัวดอกงามจึงคลานแทน บัวคลานสะเปะสะปะลงมาจากเตียงไปจนถึงประตูห้อง ไม่สามารถแม้แต่จะโงหัวขึ้นมาสูดอากาศเย็นฉ่ำข้างบน มือน้อยค่อยๆ ไต่ประตูหวังจะทรงตัวเพื่อลุกขึ้นยืน แต่ไม่ทันได้ยืนเต็มตัวด้วยซ้ำ ร่างน้อยก็ถูกกระชากผลักกระเด็นกลับไปบนเตียง

            ‘ไม่ให้ไป พี่ไม่ให้น้องไปที่ใดหรอก'

            “จะไป! จะไป! ผีบ้า!! ไอ้ผีบ้า!! ปล่อยบัวนะ ปล่อยบัว!!”

            แต่คุณพี่ของบัวไม่ยอมท่าเดียว ร่างสูงใหญ่ทั้งดึงทั้งกดอยู่อย่างนั้นจนบัวขยับไม่ได้ ยิ่งมองไม่เห็นร่างมันยิ่งยากที่จะสู้ แต่ถ้ามองเห็นก็แปลว่าบัวต้องเสร็จแน่นอน บทผีจะหื่นมันหื่นได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย อะไรก็ไม่ฟังทั้งนั้นจะเอาๆ ให้ได้ท่าเดียว

            ร่างสูงใหญ่ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งในความมืดสนิทเมื่อบัวหมดแรงจนไม่มีสมาธิควบคุมตัวเอง ดวงตาโตคมวาววับราวลูกแก้วลูกใหญ่ นั่งคร่อมทับร่างบัวอยู่อย่างนั้น เรียวปากหยักปรากฏยิ้มพรายที่หล่อร้ายเสียจนบัวใจสั่นขวัญแขวนในอก

            ...หล่อ...

            หื่น...

            ‘หากออเจ้ายังดื้อด้านเช่นนี้ จะกล่าวหาว่าผัวคนนี้รุนแรงจนกลีบเจ้าช้ำมิได้นะแม่บัว'

            “...!! อื้ออ!!!

           

                        ดังคลื่นซัดสาดดั่งพายุโหม

            พี่โอ้โลมนวลน้องเป็นผ่องศรี

            ทั้งคลึงเคล้าเร้ารุกจงกลนี

            แม้นเป็นผีก็เป็นผีที่เทียมทาน

                        เกี่ยวกระหวัดรึงรัดพันเจ้ากลีบสูง

            คล้ายดั่งจูงผ่านขอบฟ้าเกษมสานต์

            ซอนซบเนื้อนอนกลมเกลียวรัดเกี่ยวการ

            สังวาสเจ้าบัวพาลให้สิ้นลม

                        กอดเกื้อเนื้อนวลสวาทเสพสมร

            ฉะอ้อนอ่อนร้องครางครวญถูกสู่สม

            เปรียบเป็นสัตว์ก็ติดสัดแทบล่มจม

            เขยื้อนโยกกระโชกลมสุดลำแพง

                        ยิ่งเนตรน้อยฉ่ำน้ำเพราะลำรัก

            ยิ่งลอบลักกระทบดานเข้าฝั่งแฝง

            สวมจนสุดให้เสียวซ่านปานสิ้นแรง

            จับตะแคงตะแลงเลียบจนกลีบมัว...

 

 

            “ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ...”

            ร่างเปลือยเปล่าที่ถูกจับนอนตะแคงกรีดร้องไม่ขาดปาก บัดนี้เจ้าบัวดอกน้อยช้ำหนักจนกลีบร่วงเฉา หยดน้ำเอ่อคลอระริกอยู่ในเบ้าดวงตาเรียวรี ก่อนเสียงใสจะเปล่งเสียงกรีดร้องลั่นห้อง เมื่อไปสุดจนถึงวิมานฉิมพลีที่คนรักแต่เก่าก่อนได้พาไป...

            ...พี่ชานยอลจ๋า... ทำไมดุอย่างนี้

            บัวใจจะขาดอยู่แล้ว

 

 

 

 

- รฤกรัก -

           


            บัวสลบไสลไม่รู้ความ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกทีราวๆ ตีห้าครึ่งนั่นแหละ คนตัวเล็กกะพริบตาถี่ๆ ค่อยๆ ปรับสายตาในความมืด ก่อนจะได้ยินเสียงนุ่มทุ้มข้างๆ ตัว

            ‘น้องตื่นแล้วหรือ'

            น้ำเสียงยินดีของพี่สุดหล่อดังกระทบเข้าโสตประสาท บัวพลิกกายหันไปก็พบกับร่างสูงใหญ่ที่นอนกอดตนเองอยู่ พี่ชานยอลสวมเพียงโจงกระเบนช่วงล่างเผยให้เห็นรอยสักต่างๆ บนท่อนบนที่หนั่นแน่น ส่วนตัวบัวเองนอนหมดรูปล่อนจ้อนจนน่าอาย

            ‘อย่าได้อายไปเลย มิมีสิ่งใดที่น้องต้องอายพี่คนนี้ดอก' เสียงทุ้มพูดอย่างอ่านใจบัวออก และยังจุมพิตหัวไหล่นวลเนียนอย่างปลอบประโลม

            “พี่ชานยอล... กลับมาเป็นคนเดิมแล้วเหรอ"

            เสียงอ้อมแอ้มของบัวทำเอาร่างสูงอดยิ้มออกมาไม่ได้ ก่อนจะพยักหน้ารับ บัวรีบถามต่อเมื่อเห็นว่าอยู่ในระยะปลอดภัย

            “เมื่อวานมันอะไรกันน่ะจ๊ะ บัวตกใจมากเลย"

            ‘น้องตกใจมากเลยหรือ พี่ต้องขอโทษน้องด้วย'

            “ตกใจ... มากกกกกก!” บัวร้องเสียงดัง ยังงุนงงไม่หาย คือมันส์อ่ะก็มันส์อยู่หรอก แต่มันช็อกด้วย "มันเพราะอะไรกันน่ะ พี่อธิบายให้บัวฟังที"

            'ก็หาได้มีสิ่งใดพิสดารไม่ เพียงแต่เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อวานเป็นวันโกน’

            บัวเงียบไปพลางนึกถึงสิ่งที่เคยคุยกับแม่ตอนเด็กๆ วันโกนคือวันก่อนวันพระ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเป็นวันปล่อยผี มิน่าเล่า... พี่ชานยอลคนดีของบัวถึงได้เร่าร้อนหยาบเถื่อนดุดันขึ้นมาแบบนั้น ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง

            สมัยก่อนก็ด้วย ตอนที่ยังไม่รู้ว่าพี่ชานยอลเป็นใครและเป็นอะไร คืนก่อนวันพระทีไร บัวเป็นถูกผีเจ้านี้อำหนักทุกที

            “แล้วตอนนี้พี่หายแล้วเหรอจ๊ะ"

            ร่างสูงพยักหน้า

            ‘หายราวปลิดทิ้ง นี่วันใหม่แล้วจ้ะแม่ โหราศาสตร์ไทยนับวันใหม่ตอนย่ำรุ่ง หาใช่นับตอนหกทุ่มเยี่ยงฝรั่งมังค่าไม่'

            พูดจบพี่ชานยอลก็ถูปลายจมูกตัวเองกับปลายจมูกกลมๆ ของบัวอย่างแสนรักใคร่ราวกับบัวเป็นเด็กๆ

            “อ๋อ... เข้าใจแล้ว"

            บัวพยักหน้าพยายามคิดตามเวลาแบบโบราณขณะที่ถูกมือใหญ่ลูบไล้แผ่วเบาตามแขนไปด้วย ก่อนเจ้าบัวตัวน้อยจะถูกจับให้พิงกับอกกว้าง มันไม่ได้เป็นอกอุ่นเหมือนอย่างที่บัวเคยซุกซบอกมนุษย์ ทว่ามันก็ให้ความรู้สึกดีที่แตกต่างไปอีกแบบ

            “พี่สุดหล่อ"

            ‘จงว่าไป แม่บัว'

            “พี่มาอยู่เป็นผีตามบัวแบบนี้ พี่ไม่ทรมานเหรอจ๊ะ"

            คนถูกถามนิ่งไปอึดใจเล็กๆ ก่อนจะตอบ

            ‘ทรมาน แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับน้อง'

            พี่ทำแบบนี้มันแหกกฏฟ้า เดี๋ยวก็ไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรอก"

            ‘ถ้าบนสวรรค์ไม่มีน้อง พี่ก็ไม่ขออยู่'

            “...”

            บัวถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเจอคำตอบแบบนั้นเข้าไปแถมด้วยสายตาคมกริบที่มองมาอย่างจริงจัง เขินไหมก็เขิน กลัวไหมก็กลัว... มันเป็นความรู้สึกสั่นไหวในอกอย่างที่อธิบายไม่ถูก ส่วนหนึ่งในใจของบัวมีความสุขมาก แต่อีกส่วน... บัวก็รู้สึกสงสารคนตรงหน้าเหลือเกิน

            ‘พี่อยู่เพื่อปกป้องน้อง อยู่เพื่อรักน้อง อยู่เพื่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของน้อง ดุจดั่งคำสาบานที่พี่เคยให้ไว้ตั้งแต่วันที่เราแต่งงานกัน'

            “...”

            ‘ชายชาติทหาร พูดแล้วมิคืนคำดอก'

            มือน้อยของเจ้าบัวกลีบบางถูกยกมือขึ้นจุมพิตแผ่วเบาอย่างแสนรัก บัวเสหน้าหนีเพราะขวยเขินเกินกว่าจะทนได้ไหว มันรู้สึกสะท้านเนื้อสะท้านตัวไปหมด คนโบราณนี่เขาโรแมนติกกันจริงๆ

            “แล้ว...แล้วพี่เคยไปนรกไหมอ่ะ"

            ‘...เคย'

            “...”

            ‘นรกทรมาน แต่ก็ไม่ทรมานเท่ากับการอยู่โดยไม่มีน้อง'

            “...คนบ้า"

            บัวเขินจนบิดเป็นเลขแปด แล้วเอาศีรษะซุกอกของอีกฝ่ายซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำไม่ให้ใครเห็น

            ‘เจ้านี่ขวยเก่งจริงนะแม่บัว' เสียงนุ่มทุ้มหัวเราะในลำคอเบาๆ ‘ยามน้องทำกิริยาเช่นนี้ หวนให้พี่นึกถึงอดีตนัก'

            บัวที่รับฟังคลายปากที่เม้มเข้าหากันแล้วถาม

            “ชาติก่อนบัวเป็นคนยังไงอ่ะ"

            ‘เรียบร้อยมาก เวลาพูดก็พูดเบาๆ'

            โห... นั่นไม่ใช่นายสาโรชแน่ๆ

            “สงสัยพี่จะมาเป็นผีตามผิดบัวแล้วล่ะ บัวนั้นคงไม่ใช่บัวนี้แน่ๆ เลย"

            ‘บัวนี้นี่แหละ' นิ้วเรียวยาวเคาะหน้าผากบัวเบาๆ ยังคงยิ้มละไม 'ชื่อผู้ชายอย่างอื่นมีเป็นหมื่นแสน มิสงสัยเหตุไฉนไยเจ้าถึงชื่อบัว... ก็เพราะพี่ดลใจแม่เจ้าให้ตั้งนามนี้'

            “โหหห มีแผนนนนนนน"

            ‘ชื่อบอใบไม้ยังมีอีกมากมาย เสาะหาไปก็คล้ายเม็ดทรายบนชายหาด น้องเกิดมาเป็นชาย แต่ก็ยังได้ชื่อบัว'

            “ก็เพราะพี่สุดหล่อไง"

            คนฟังยิ้ม ‘ถูกต้องแล้ว'

            บัวพยักหน้าหงึกหงัก พลางคิดว่าคนสมัยก่อนนี่เขาพูดจากันเพราะจังเลย พูดแล้วเว้นจังหวะจะโคน มีคำคล้องจองคำสร้อยในรูปประโยค ไม่พูดรัวๆ เร็วๆ กระโชกโฮกฮากเหมือนภาษาไทยสมัยนี้ เวลาพี่ชานยอลพูดทีไร...บัวฟังแล้วใจสั่นไปหมด เสียงก็นุ๊มนุ่มราวกับเสียงสวรรค์

            นัยน์ตาของร่างสูงฉ่ำเยิ้ม ก่อนจะประคองใบหน้าบัวขึ้นมา แล้วกดจูบบางเบาไล่ตั้งแต่หน้าผากมน ไปยังเปลือกตาทั้งสองข้าง...จวนไปจบที่ปลายจมูกน้อย มือเล็กๆ ของบัวกำผ้าห่มในมือแน่นเมื่อรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

            ‘มาเถิดแม่คุณของพี่ มาให้ผัวของน้องชื่นใจอีกสักทีก่อนฟ้าสาง อย่าปล่อยให้พี่ทรมานเช่นนี้เลยแม่บัวเอ๋ย...’

 


 

- รฤกรัก -

                        

 

            เกลียดมัน...

            เป็นคำเดียวที่ลอยอยู่ในหัวเดย์ขณะที่มองนางสาวพราวฟ้า คีตาบวรกำลังแด๊ะแด๋อยู่กับแผนกไอทีให้มาซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ตัวเอง เจ้าหล่อนแอ่นตัวจนหน้าอกหน้าใจแหวกออกทำเอาบรรดาหนุ่มๆ แผนกไอทีจ้องกันตาเป็นมัน เดย์เบ้ปาก กูไม่มีนมบ้างให้มันรู้ไป ทำงานสักแต่เอาเต้าไต่แบบนี้จะไปได้สักกี่น้ำ

            “ใจเย็นๆ เดย์ พี่เข้าใจนะว่ามันน่าโมโหที่ถูกขโมยผลงานไปซึ่งหน้าแบบนั้น"

            “ครับ...”

            เดย์ตอบแค่นั้นขณะที่พี่น้อยหน่า พี่ร่วมแผนกคนหนึ่งปลอบใจ เดย์ทำผลสำรวจนั้นแทบตายแถมยังแปลข้อมูลเป็นภาษาเกาหลีหลังขดหลังแข็งอยู่เกือบเดือน กลับถูกเอาความดีความชอบไปแบบนั้นจนแทบกระอักเลือด เดย์คิดว่าที่ตัวเองยังทนใจเย็นอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว

            วันก่อนไปดูดวงกับไอ้หาญ ไอ้หาญก็บอกว่าช่วงนี้เขาดวงดีขาขึ้น และกำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ อีกประเดี๋ยวจะรุ่งทั้งงานทั้งรัก มิหนำซ้ำยังย้ำซ้ำซากว่าเนื้อคู่เดย์กำลังจะมาเร็วๆ นี้แน่นอน เป็นคนต่างชาตินั่นนี่ๆ หน้าตาดีมากแล้วก็รวยมาก เดย์ฟังแล้วก็ได้แต่ปัดเรื่องไปอย่างไม่สนใจ ที่สนตอนนี้คือเรื่องงานอย่างเดียว

            ไหนไอ้หาญบอกว่าชีวิตช่วงนี้ขาขึ้นไง นี่ดิ่งเอา ดิ่งเอา จนจะลงเหวตายอยู่แล้ว ทำนายมั่วชัดๆ ไอ้หมอเดาเอ๊ย

            “เดย์เก่งกว่ายัยฟ้าตั้งเยอะ ยังไงสักวันบอสจางก็ต้องเห็นความดีในตัวเดย์ อย่าเพิ่งท้อนะ"

            เดย์พยักหน้ารับส่งๆ แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ หยิบหูฟังมาเสียบเพื่อตัดรำคาญจากเสียงแจ๋นๆ ของยัยพราวฟ้าที่ดังอยู่ได้ งานการไม่ทำเอาแต่ลอยไปลอยมาอ่อยผู้ชาย เห็นแล้วรำคาญตา

            “ฟ้า เดี๋ยววันนี้บอสให้เธอไปดูแลผู้อำนวยการคนเกาหลีที่จะส่งมาดูแลสาขาที่ไทยใช่ไหมน่ะ เห็นว่าเครื่องเขาลงสองทุ่มคืนนี้นี่"

            “อู๊ยยยย ใช่แล้วล่ะ" พราวฟ้าตอบ "อย่างนี้แหละน้า คนมันทำงานดีเข้าตานาย มีโอกาสอะไรดีๆ เขาก็ต้องให้ก่อน"

            เดย์เบ้ปากเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจพูดเสียงดังขนาดนั้นเพื่อให้เขาได้ยิน บริษัทนี้คนที่ภาษาเกาหลีอยู่ในระดับดีถึงดีมากก็มีแค่เดย์กับพราวฟ้าเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็รู้กันอยู่ว่าเดย์เหนือกว่าทุกทักษะ

            “เห็นว่าเป็นลูกชายแท้ๆ ของคุณคิมนี่ เพิ่งจบโทมาจากอเมริกาหยกๆ คุณคิมส่งลูกมาดูเองเลยอ่ะ พวกเราต้องขยันแล้วแหละ คนเกาหลีก็ยิ่งเฮี้ยบๆ อยู่ด้วย ปกติคุณคิมมาดูงานที่ไทยเดือนล่ะครั้งก็เกร็งจะตายอยู่แล้ว นี่ส่งลูกมาอยู่ดูทุกวันเลย"

            “ก็นั่นน่ะสิจ๊ะ แต่ฉันน่ะคิดว่าตัวเองทำงานดีอยู่แล้ว ยังไงก็จะไม่ลดมาตรฐานลงหรอก"

            เดย์อยากจะอ้วกกับสิ่งที่อีกฝ่ายพร่ำพรรณนา แต่ก็ทำเป็นไม่ได้ยินไปเสียก่อนจะเร่งเสียงเพลงในหูฟังให้ดังขึ้นจนไม่ได้ยินเสียงภายนอกอีกต่อไป

            “...ดินชี่... บาดินชี่!!” (คุณบดินทร์)

            เน!!?” (ครับ!!?)

            เดย์สะดุ้งโหยงขานรับเสียงบอสของตัวเองดังลั่นเมื่อจู่ๆ บอสจางก็เรียกชื่อเขาเสียงดังลั่นจนทะลุหูฟังเข้ามา พราวฟ้าหัวเราะคิกคักกับความเด๋อของเดย์อย่างไม่ปิดบัง ก่อนเจ้านายจะขมวดคิ้วแล้วพูดเกาหลีใส่เดย์

            “อะไรของคุณ ผมเรียกตั้งนานสองนานแล้ว เหม่อลอยอะไรอยู่"

            “ขะ...ขอโทษด้วยครับบอส พอดีเปิดเพลงเสียงดังไปหน่อยตอนพิมพ์งานน่ะครับ"

            บอสจางพยักหน้าแบบไม่พอใจนัก ก่อนจะเอ่ย

            “เคลียร์โปรเจ็กต์นี้เสร็จแล้วก็ส่งมาให้ผม เสร็จแล้วก็เอาเอกสารไปแปลเพิ่มหน่อย ทำเร็วๆ นะ"

            “ครับ"

            เดย์ก้มหัวให้เจ้านายอย่างรับคำ

            “บาดินชี่ ผมจำเป็นต้องให้ฟีตแบ็คกับคุณ ช่วงนี้มาตรฐานการทำงานคุณต่ำลงไปนะ งานล่าสุดเพาฟ้าชี่ทำได้ดีมาก...” (เพาฟ้าชี่ = พราวฟ้าชิ แปลว่าคุณพราวฟ้า ออกเสียงไม่ชัด) “...ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ ผมจำเป็นต้องรายงานไปยังสาขาแม่"

            แล้วหลังจากนั้นก็เป็นรายการแร็ปด่าภาษาเกาหลีระรัวใส่เดย์ต่อหน้าทุกคน เดย์กำหมัดแน่นจนกระทั่งบอสจางถอยกลับเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง เพียงเท่านั้น เสียงหัวเราะแหลมสูงคิกคักแบบนางร้ายก็ดังให้ได้ยินทันที เพราะหล่อนเป็นเพียงคนเดียวที่ฟังคำด่าเหล่านั้นออก

            “อู๊ยยย น่าสงสารจังเลยพวกที่ทำดีเท่าไหร่เจ้านายก็ไม่เห็นเนี่ย ไปกินข้าวเที่ยงกันดีกว่าแอน เดี๋ยววันนี้ฉันเลี้ยงเอง มีความสู๊ขข มีความสุข"

            “อะไรเหรอฟ้า เมื่อกี้บอสจางเขาพูดว่าอะไรบ้างเหรอ"

            “เดี๋ยวไปแปลให้ฟังตอนกินข้าวนะ จะได้เจริญอาหาร คิกๆ"

            ก่อนสองสาวจะเกาะแขนกันแล้วเดินจากไป ทิ้งความรู้สึกแย่เหลือบรรยายให้เดย์

            “เดย์... เป็นอะไรไหม โอเครึเปล่า"

            “...ผมชินแล้วล่ะครับพี่น้อยหน่า"

            “เดย์ต้องไปอธิบายให้บอสฟังนะว่างานนั่นน่ะเดย์เป็นคนทำแล้วยัยฟ้ามาใช้ลิ้นปั้นเรื่องขโมยไป นี่มันชักจะเกินไปแล้ว หน้าด้านอะไรขนาดนี้ เอางานเขาไปยังจะมาลอยหน้าลอยตาอีก"

            “ช่างมันเถอะครับ เดย์พูดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก"

            เดย์เอ่ยแล้วทำงานต่อ ข่มความน้อยใจเจ้านายให้อยู่ในอก ยังไงผู้หญิงสวยๆ ก็ย่อมได้เปรียบในที่ทำงานที่เจ้านายเป็นผู้ชาย เดย์ทำอะไรไปก็เป็นได้เพียงหมาหัวเน่าเท่านั้น

            “เฮ้อ สวดมนต์เยอะๆ นะลูก บุญบารมีจะช่วยเดย์ได้"

            “ครับ ขอบคุณนะครับพี่"

            “ไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกลางวันกันดีกว่า ไปเดย์ อย่าคิดมาก"

            เดย์พยักหน้าแล้วลุกตามพี่ๆ ในแผนกไปรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะกลับมาในเวลาที่ตรงเป๊ะชนิดไม่ให้ใครมาจับผิดเอาไปฟ้องเลียเจ้านายได้เลย

            เดย์นั่งทำงานไปจนกระทั่งเป็นเวลาห้าโมงเย็นอันเป็นเวลาเลิกงาน เดย์กดเซฟไฟล์งานแล้วปิดคอมพิวเตอร์ เขารอบคอบตั้งพาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์ตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวิบัติขึ้น เดย์ยังจำได้ดีถึงวันนั้นที่เขาเข้าออฟฟิศเร็วแล้วเจอพราวฟ้ากำลังสุ่มรหัสคอมพิวเตอร์ของเขาอย่างบ้าคลั่ง เจ้าหล่อนหวังจะลบไฟล์งานที่เขาทำไว้อย่างเลิศหรูเพื่อกลั่นแกล้ง เมื่อถูกจับได้หล่อนก็หน้าเสียและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับ แต่เหตุการณ์นั้นทำให้บอสจางโมโหมากทีเดียว วันนั้นเจ้าหล่อนกอดแข้งกอดขาเจ้านายร่ำไห้ ขอร้องขอโอกาสไม่ให้เขาไล่เธอออก สุดท้ายบอสจางก็ใจอ่อนเพราะเห็นว่าเป็นความผิดครั้งแรก จึงเพียงแจก Warning letter ให้เท่านั้น นั่นเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่วันที่เดย์มีชัยชนะเหนือพราวฟ้า

            “บาดินชี่! บาดินชี่อย่าเพิ่งไปนะ!”

            “เน?”

            เสียงของผู้เป็นเจ้านายที่ถลันออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวอย่างรีบร้อนทำให้เดย์ที่กำลังเก็บข้าวของต้องหันไปตอบรับก่อน จางดงอูดูร้อนรนเป็นอย่างมาก

            “เพาฟ้าชี่ไม่สบายมาก"

            “ฮะ ครับ? พราวฟ้าไม่สบายเหรอ?”

            “ใช่แล้ว เธออาหารเป็นพิษ อาเจียนแล้วก็ถ่ายท้องอยู่ในห้องน้ำตั้งแต่เมื่อเที่ยงแล้ว นี่ก็เพิ่งจะห่ามกันเข้าโรงพยาบาลไปเมื่อกี้"

            “อ๋อ มิน่า...”

            ถึงว่าเดย์ไม่เห็นพราวฟ้าเลยในตอนบ่าย แต่เดย์ก็คิดเสียว่าดีแล้ว ไม่รกหูรกตาเลยไม่ได้ให้ความใส่ใจ

            “ผมอยากให้บาดินชี่ไปรับลูกชายคุณคิมที่สนามบินแทนเพาฟ้าชี่หน่อย"

            “หา! ผมเหรอครับ" เดย์ชี้หน้าตัวเองแบบงงๆ

            “ใช่สิ ไม่ใช่คุณแล้วจะเป็นใครล่ะ บริษัทนี้เราก็มีแค่คุณสองคนที่พูดภาษาเกาหลีได้เท่านั้น ผมก็ติดงานแต่งงานของลูกสาวคู่ค้ารายใหญ่ของเราอีกในคืนนี้ คุณก็รู้... ขอร้องล่ะบาดินชี่ ผมไม่มีทางเลือกแล้วนะ"

            บอสจางที่ไม่เคยอ้อนวอนเดย์เลยบัดนี้ดูราวกับจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ เขาถึงกับยกสองมือขึ้นมาถูกันคล้ายๆ การไหว้ของไทย

            “ผมจะให้เบี้ยเลี้ยงพิเศษ คุณเอารถบีเอ็มของบริษัทไปรับลูกประธานคิมได้เลย รถคุณทิ้งไว้ที่นี่ก่อน เสร็จแล้วก็พาเขาไปเลี้ยงอาหารไทยอร่อยๆ วิวดีๆ เป็นการต้อนรับ อ่ะนี่สองหมื่นบาท ผมเอาจากเพาฟ้าชี่มาให้คุณแล้ว ช่วยผมหน่อยเถอะนะ" จางดงอูยัดซองใส่เงินเข้ามือเดย์แบบไม่ให้ปฏิเสธ

            “ตะ -- แต่ผมไม่ได้เตรียมสูทมาเลยนะครับ งานสำคัญขนาดนี้!"

            “ไม่เป็นไรหรอก ผมมีให้คุณยืม เดี๋ยวเข้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำส่วนตัวผมก็ได้ เครื่องเขาจะลงตอนสองทุ่มนี่แล้ว รีบขับไปสุวรรณภูมิเร็วเข้าบาดินชี่ เวลานี้กรุงเทพฯ รถติดอย่างกับอะไรดีคุณก็รู้ ช่วยบริษัทหน่อยนะ ได้โปรด"

            “ครับๆ ได้ครับบอส"

            “ขอบคุณมากบาดินชี่ ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณจริงๆ ต่อไปนี้ลูกชายคุณคิม ผู้อำนวยการคนใหม่ของเราเป็นหน้าที่ของคุณแล้วนะ พรุ่งนี้ก็ช่วยขับไปรับผู้อำนวยการคิมที่คอนโดฯ ด้วย ต่อจากนี้ผมอนุญาตให้คุณเข้างานสายได้สองชั่วโมง แต่ต้องอยู่ทำล่วงเวลาตอนเย็น"

            “ครับๆ"

            “รีบไปอาบน้ำใหม่ตอนนี้เลยบาดินชี่ ไปเลย!”

 

 

 

- รฤกรัก -

 

 

           

            กรรมสมัยนี้มันติดจรวดโดยแท้ เดย์ไม่ทันได้ลงมือทำอะไรยัยพราวฟ้า ยัยนั่นก็อาหารเป็นพิษทั้งอาเจียนทั้งท้องร่วงจนถึงกับต้องแอดมิทให้น้ำเกลือเข้าโรงพยาบาลไปแล้วก็พลาดงานสำคัญที่หวังมือมาแทบตาย ใครๆ ก็ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันมานักต่อนักว่าลูกชายของประธานคิมผู้เป็นเจ้าของบริษัททั้งหล่อทั้งสูง มารยาทงามการศึกษาก็ดี เรียกว่ารูปหล่อพ่อรวยโดยแท้ แล้วแน่นอนว่ายัยพราวฟ้าก็หวังจะจับผู้อำนวยการหนุ่มคนนี้ให้อยู่หมัด เจ้าหล่อนกรี๊ดลั่นตอนที่ได้รับมอบหมายให้ไปรับคุณเขาแล้วพาไปเลี้ยงข้าวต่อ เดย์ได้ยินยัยนั่นพูดบัดสีกับแอนถึงขนาดที่ว่าจะมอมเหล้าเขาแล้วพาขึ้นคอนโดฯ จากนั้นก็พูดเรื่องใต้สะดืออย่างถึงพริกถึงขิง เดย์ยังจำได้ว่าคำพูดหยาบโลนต่ำตมพวกนั้นมันระคายหูเขาแค่ไหน

            เดย์ขับรถแบบซิ่งนรกแตกฝ่ารถติดมาถึงสุวรรณภูมิก็เป็นเวลาหนึ่งทุ่มยี่สิบ แต่กว่าจะหาที่จอดรถได้โอ้แม่เจ้า ล่อมาหนึ่งทุ่มห้าสิบ เดย์วิ่งกระหืดกระหอบพร้อมช่อดอกกุหลาบในมือไปยังจุดรอรับผู้โดยสารขาเข้าประเทศที่คุณคิมคนลูกจะออกมา ยิ่งบินชั้นธุรกิจแบบนี้ก็จะได้รับสิทธิพิเศษให้ออกจากเครื่องบินมาก่อนพวกชั้นประหยัด หวังว่าเดย์จะไม่สายนะ

            เดย์ยืนหอบกุมซี่โครงอยู่สักพักก็ยืดตัวขึ้น ว่าแต่... ลูกชายคุณคิมนี่หน้าตาเป็นยังไงนะ... เอาแล้วไงกู รีบมากจนลืมถามบอสจางเลย แล้วแบบนี้เดย์จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนไหน ป้ายอะไรก็ไม่ได้ทำมา อ้อ คิดได้ดังนี้แล้วก็ทำซะสิ จะรอช้าอะไรอยู่เล่า

            เดย์เดินไปหยิบป้ายโบชัวร์แถวนั้นแล้วพลิกข้างหลัง เขียนชื่อบริษัทตัวเองลงไปพร้อมกับชื่อคนที่ต้องมารับ เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย มันเป็นป้ายที่ดูเน่าที่สุดในทศวรรษนี้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรมายืนยันเลยล่ะน่า

            เดย์ตั้งสติแล้วพยายามยืนหลังตรงให้สง่างามที่สุด มือหนึ่งถือช่อดอกกุหลาบ อีกมือถือป้ายที่เพิ่งทำเสร็จ จะให้เจ้านายคนใหม่มาเห็นเดย์ในสภาพดูไม่ได้ไม่ได้เด็ดขาด ผมเผ้าบอสจางก็อุตส่าห์ใส่เจลแถมยังไดร์ร้อนหวีจัดทรงให้ซะเกาหลีจ๋า ชุดสูททันสมัยนี่ก็พอดีตัวเดย์พอดี ฉะนั้นเดย์มั่นใจว่าวันนี้ตัวเองดูดีมาก

            เดย์ยืนรอแล้วรอเล่าก็ยังไม่พบชายที่น่าจะเป็นผู้อำนวยการคนใหม่ หรือว่าเครื่องบินจะดีเลย์ ก็ไม่นี่... เดย์เห็นบนตารางว่ามันแลนด์ลงตรงเวลาดี

            ไม่ทันได้นึกสงสัยไปมากกว่านี้ร่างสูงสง่าที่งามจับตาร่างหนึ่งก็เดินโผล่พ้นออกมาจากจุดรอรับผู้โดยสารขาเข้า แม้เขาจะปะปนมากับฝูงชนมากมายแต่กลับมีออร่าโดดเด่นแบบที่ทำให้ใครต่อใครต้องมองเหลียวหลัง ทั้งลาดไหล่แข็งแรงและลำแขนที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแบบพอเหมาะพอเจาะ ไหนจะขายาวๆ ที่พอสวมกางเกงยีนส์สีขาวยี่ห้อแพงแล้วทำให้ดูดีเกินจะอธิบาย ว้าว นี่ถ้าแมวมองกางเกงยีนส์ลีวายส์อยู่แถวนี้ เห็นทีจะต้องรีบคว้าจับพ่อหนุ่มคนนี้ไปเซ็นสัญญาเป็นแน่แท้ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวมีลวดลายดอกไม้ รังสีเซ็กซี่มาดแมนเปล่งประกายไปทั่วทุกสารทิศ ผิวสีแทนนั่นยิ่งเร้าใจเป็นบ้า เดย์ถึงกับกลั้นหายใจยามที่มองตาม ถึงแม้ว่าเดย์จะเป็นคนไม่สนเรื่องความรัก สนแต่งานแตกต่างกับไอ้บัวเพื่อนรักราวฟ้ากับเหว แต่มาเจอคนหน้าตาดีขนาดนี้แน่นอนว่าก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้

            ใบหน้าของชายที่เดย์ลอบมองอยู่คมสัน สันกรามเหลี่ยมเข้ากับจมูกที่โด่งและเนื้อเยอะ บ่งบอกว่าเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ริมฝีปากอวบอิ่มทำให้เขาดูเซ็กซี่ ยิ่งประกอบกับดวงตาเจ้าเสน่ห์คู่นั้น มันยิ่งทำให้เดย์ละสายตาไปมองที่อื่นไม่ได้เลย

            ชายคนนั้นกวาดตามองเพื่อหาคนที่มารับ ก่อนจะสะดุดเข้ากับป้ายที่ใช้เพียงปากกาลูกลื่นเขียนชื่อเขากับชื่อบริษัทเอาไว้ เขาเดินตรงเข้าไปหาหนุ่มน้อยหน้ามนแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม

            “จากบริษัท J’adore Pacific ใช่ไหมครับ?”

            “โอ้!” เดย์สะดุ้งเฮือกจนตัวลอย ไม่คิดว่าหวยจะมาลงที่ตัวเองอย่างแรงเมื่อหนุ่มที่แอบมองดันมาเป็นเจ้านายคนใหม่ แถมยังหล่อเซ็กซี่มากกกกก หนุ่มน้อยหน้ามนรีบเก็บกระดาษยัดใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง ก่อนจะก้มโค้งตัวลงเก้าสิบองศาตามมารยาทเกาหลีแท้ๆ "ยินดีต้อนรับสู้ประเทศไทยครับคุณคิมซึงมิน วอนจังนิม (ผู้อำนวยการ) คนใหม่ของสาขาเรา --โอ๊ย!

            ช่อดอกกุหลาบที่ยังถืออยู่ในมือซ้ายตีหน้าผากเดย์เต็มๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นเรียกเอาเสียงหัวเราะจากผู้อำนวยการคนใหม่ เดย์อายจนหน้าขึ้นสีจัดแต่ก็ต้องเก็บอาการ เพราะมาทำงานจะหนีไปดื้อๆ ไม่ได้

            “ครับ ขอบคุณครับ"

            ข้อมือแกร่งเอื้อมมารับช่อดอกกุหลาบไปจากหนุ่มน้อย ก่อนเดย์จะรีบเอื้อเฟื้ออย่างกระตือรือร้น

            “เดี๋ยวผมยกกระเป๋าให้นะครับวอนจังนิม"

            “ไม่ต้องหรอกครับ ผมทำเองได้ อีกอย่าง คุณก็ตัวเล็กกว่าผมตั้งเยอะ"

            “ผมตัวเล็กแต่แรงเยอะนะครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก" เดย์อวดอ้างสรรพคุณ

            “คุณจอดรถแถวนี้เหรอครับถึงจะได้ยกกระเป๋าให้ผมเลย"

            “เอ่อ... เปล่าครับ ผมจอดไว้ที่ที่จอดรถ ตายล่ะวา ลืมได้ไงเนี่ย"

            ท่าทางเอ๋อๆ ของหนุ่มน้อยตรงหน้าเรียกเสียงหัวเราะจากผู้อำนวยการคนใหม่ได้อีกยก เดย์พยายามข่มอาการอายแล้วเอ่ยปากอย่างเป็นการเป็นงาน

            “เดี๋ยวผมไปวนรถมาตรงข้างหน้านะครับ แล้วเราค่อยมาขนกระเป๋ากัน"

            “ครับ ดีครับ...”

            แววตาของผู้อำนวยการสาขาคนใหม่ดูขี้เล่น รอยยิ้มของเขาอบอุ่นจนเดย์รู้สึกราวกับอีกฝ่ายเป็นตู้ไมโครเวฟ พ่อหนุ่มน้อยยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เก้อ ก่อนจะโค้งตัวลงอีกครั้ง

            “งั้นเดี๋ยวผมมานะครับ"

            “เดี๋ยวสิครับ ผมยังไม่ทราบชื่อคุณเลย จะให้ผมเรียกคุณว่าอะไรดี"

            “อ๋อ โอ้! ขอโทษด้วยครับ พอดีผมตื่นเต้นมากจนลืมแนะนำตัว ผมชื่อบดินทร์ครับ"

            “บา-ดิน ?” หนุ่มเกาหลีทวน เดย์พยักหน้า

            “ครับ แปลว่าพระเจ้าแผ่นดินน่ะครับ"

            “งั้นเหรอครับ" เขายิ้มกว้าง "ชื่อเพราะ ความหมายก็ดีมากครับ"

            ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...

            เดย์รู้สึกหัวใจในอกมันสั่นไหวแปลกๆ เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยอย่างนั้นแล้วยังมองมาด้วยสายตาแบบนั้น แต่เจ้าตัวก็รีบเปลี่ยนเรื่อง

            “งั้นเดี๋ยวพบกันนะครับ ผมขออนุญาตไปเอารถก่อน วอนจังนิมรอสักครู่เดียว"

            “ครับ"

            เพียงไม่ถึงสิบนาทีเดย์ก็ขับรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูของบริษัทมาจอดตรงหน้าเกท จากนั้นก็ลงมาช่วยผู้อำนวยการสุดหล่อลำเลียงสัมภาระทั้งหลายขึ้นท้ายรถ ทั้งๆ ที่เดย์เป็นคนที่ถูกมอบหมายงานให้มาช่วยดูแลความสะดวกสบายของคุณซึงมินแท้ๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับเรียกได้ว่าแทบจะจัดการทุกอย่างเองโดยที่เดย์ได้แต่มองเฉยๆ มาถึงช่วงขับรถนี่แหละที่นายบดินทร์จะได้ลงไม้ลงมือทำงานจริงๆ เสียที

            เดย์เปิดประตูเบาะท้ายให้เจ้านายคนใหม่ ทว่าร่างสูงกลับส่ายหน้าแล้วเดินไปยังประตูข้างคนขับ

            “วะ...วอนจังนิม! ทำไมไม่ไปนั่งข้างหลังสบายๆ ล่ะครับ"

            “คุณไม่ใช่คนขับรถนี่ครับ เมื่อกี้ตอนขนกระเป๋าคุณก็บอกอยู่ว่าคุณทำงานแผนกการตลาด"

            “ก็... ก็ใช่ครับ...” เดย์อึกอัก ทำตัวไม่ถูก

            ซึงมินยิ้มละไม "เพราะอย่างนั้นผมถึงอยากจะนั่งข้างบาดินชี่มากกว่าครับ"

            “...”

            “เอาล่ะ เราไปกันดีกว่าครับ"

            “เอ่อ ครับๆ"

            เดย์รีบกระโดดขึ้นไปขับรถ กดเปิดวิทยุเปิดเพลงเกาหลีเอาใจเจ้านายคนใหม่ขณะที่อีกฝ่ายกำลังเยี่ยมชนวิวของประเทศไทยที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก

            “ตอนแรกผมคิดว่าคนที่มารับเป็นผู้หญิงเสียอีก"

            “อ่อ ใช่ครับ แต่พอดีเธอไม่สบายมาก บอสจางเลยส่งให้ผมมาดูแลคุณแทน หวังว่าจะไม่เป็นไรนะครับ" เดย์เอ่ยเสียงแผ่วเบา เข้าใจแหละว่ายังไงผู้ชายก็คงอยากได้ผู้หญิงสวยๆ มารับมากกว่า เป็นเขามารับมันคงไม่สดชื่นจรรโลงใจเอาเสียเลย

            “ดีออกครับ ผมดีใจที่เป็นบาดินชี่ที่มารับผม"

            “...”

            รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้ทำเอาใจน้อยๆ ของเดย์แกว่งหมุนติ้ว ก่อนคนขับรถจะรีบเปลี่ยนเรื่องให้พ้นตัว

            “วอนจังนิมอยากเข้าคอนโดฯ ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนไหมครับ หรือว่าอยากจะไปรับประทานอาหารเย็นก่อนดี ผมจองโต๊ะไว้แล้วที่ร้านบ้านกลางกรุง เป็นอาหารไทยซีฟู้ดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา วิวดี รสชาติก็รับประกันว่าดีแน่นอนครับ"

            ชายหนุ่มผิวแทนสวยส่ายหน้า "บาดินชี่... เรียกผมห่างเหินจังเลยนะครับ"

            “ก็... ก็คุณเป็นผู้อำนวยการนี่ครับ" เดย์ยิ้มแหย ทำตัวไม่ถูกไปหมดแล้ว "ไม่ให้ผมเรียกอย่างนี้แล้วจะให้เรียกยังไง ผมไม่กล้าตีตนเสมอท่านหรอก"

            “เรียกซึงมินดีไหมครับ"

            “...”

            “เรียกฮยอง (พี่) ก็ได้"

            “...”

            “ฮ่าๆๆๆ ล้อเล่นน่ะครับ ล้อเล่น อย่าทำหน้าเหมือนเห็นผีอย่างนั้นสิครับ"

            “...อ่อ ครับ ฮ่าๆๆๆ" เดย์หัวเราะแห้งๆ ไม่เก็ตกับมุกตลกของตาเกาหลีนี่เลยสักนิดเดียว

            “บาดินชี่นี่ ปกติเป็นคนจริงจังแบบนี้ตลอดเลยเหรอครับ"

            จะตอบยังไงดีวะ...

            “ก็... ผมตั้งใจเต็มความสามารถเพื่อบริษัทเราน่ะครับ"

            “เหรอครับ"

            "ครับ"

            "บาดินชี่นี่น่ารักดีนะครับ"

         เอี๊ยดดด!!

            เดย์แทบจะเหยียบเบรกที่ถูกชมซึ่งหน้า ถึงขนาดขับรถเซไปกินเลนข้างๆ ดีที่กลับมาทัน คนตัวเล็กปั้นหน้าดำคร่ำเครียดขับรถอย่างจริงจังที่สุด ก่อนจะจำเป็นต้องหยุดรถลงเมื่อติดไฟแดงจนได้

            “แล้วตกลงบาดินชี่นี่...”

            “...”

            เดย์หันไปมองร่างสูงที่มองตนอยู่ก่อนพร้อมรอยยิ้มละไมบนหน้า ก่อนเสียงนุ่มทุ้มจะเอ่ยออกมาช้าๆ แต่ทำเอาใจคนฟังตีลังกาหมุนคว้าง

            “จะเรียกผมว่าฮยองได้รึเปล่าครับ?”

           

 

            “มึงกำลังจะเจอคู่ บอกได้แค่นี้แหละ"

            “ฮะ!”

            “เออ! ถ้าไม่แม่นให้กลับมาเหยียบหน้าได้เน้อ"



 

 

- รฤกรัก -

           

 

 

            “บัว ไหวรึเปล่าจ๊ะ ไม่สบายรึเปล่า ทำไมหน้าตาอิดโรยแบบนั้น"

            มิ้นต์เอ่ยถามน้องเขยที่กำลังช่วยเธอเช็ดจานอยู่ในครัว บัวหันไปยิ้มให้พี่สะใภ้

            “ไหวครับพี่มิ้นต์"

            “ให้พี่หมอตรวจอาการเราหน่อยดีไหม พี่เห็นบัวหน้าซีดหน้าเซียวแบบนี้มาหลายวันแล้วนะ" มิ้นต์หมายถึงสามีของตัวเอง เธอติดเรียกเขาว่าพี่หมอมาตั้งแต่คบหากันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว จนตอนนี้ก็ยังเรียกอย่างเดิม

            บัวส่ายหน้า “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับพี่มิ้นต์ บัวโอเค"

            “แต่บัวดูไม่เป็นอย่างนั้นเลยนะ" มิ้นต์ยังคงปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปไม่ได้ เธอดูอย่างไรก็เห็นว่าสภาพน้องเขยน่าเป็นห่วงเต็มที เธอไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น บัวมาอยู่บ้านหลังนี้ชั่วคราวได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว เธอก็ทำอาหารดีๆ ให้รับประทานทุกวัน และบัวก็นอนเต็มอิ่มทุกคืน หากทว่าบัวกลับยิ่งดูซูบลงๆ "ถ้าไม่ไหวก็ยกเลิกน้องที่ต้องไปสอนพิเศษวันนี้เลยนะ แล้วไปโรงพยาบาลกับพี่"

            “โหย บัวไม่เป็นอะไรหรอกครับพี่มิ้นต์ สงสัยน้ำที่เปิดล้างจานมันเย็นเฉยๆ พี่มิ้นต์ก็รู้บัวขี้หนาวจะตาย"

            “อืม... ก็จริง" มิ้นต์ยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่น้องเขยพูดนัก บัววางจานลง

            “เดี๋ยวบัวขอไปสอนพิเศษพวกน้องๆ ก่อนนะครับ แล้วคืนนี้บัวจะกลับมา"

            “จ้า พี่ไปส่งที่บีทีเอสนะ รอครู่เดียว"

            “ได้ครับ"

            พี่มิ้นต์ขับรถมาส่งบัวตรงสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้บ้านที่สุด จากนั้นบัวก็ต่อรถไปสยาม สอนพิเศษน้องๆ จนถึงเกือบหนึ่งทุ่มทั้งคนสอนคนเรียนก็หมดแรง

            “โอ๊ยย พี่บัว พอแล้ว พ๊อออ สมองหนูจะระเบิดแล้ว"

            “ปาสเส่ กอมโปเส่ (Passé Composé) มันก็แบบนี้แหละ พวกเราต้องผันแว๊บ (Verb) ให้แม่นๆ พี่จดทริคไว้ให้ล่ะ กลับไปอ่านทบทวนกันเองด้วยนะ"

            “ค่า~” กลุ่มสาวๆ ตอบรับติวเตอร์หนุ่มเสียงใส แล้วจึงเอ่ยชวนกันขึ้นมา

            “ไป พวกเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า พี่บัวไปด้วยกันไหม"

            “เอาดิ พี่ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกัน" บัวพยักหน้าหลังมองนาฬิกาข้อมือ

            “งั้นกินโคโค่ดีป่ะ? อยากกินแกงกะหรี่อ่ะ"

            “เอา ไปๆๆๆๆ"

            จากนั้นทั้งคณะก็เคลื่อนย้ายกันไปรอคิวรับประทานแกงกะหรี่ญี่ปุ่น รอไปเมาท์ไปราวๆ ยี่สิบนาทีก็ได้โต๊ะนั่ง บัวสั่งเมนูเดิมที่รับประทานบ่อยๆ ขณะที่พวกเด็กสาวกำลังเลือกระดับความเผ็ด จากนั้นก็รออาหารมาเสิร์ฟ

            “โอ๊ยย หอม ท้องร้องจ๊อกเลย"

            เสียงเด็กสาววี้ดว้ายกันไปตามประสา บัวหยิบช้อนขึ้นมาตักแกงกะหรี่ราดข้าวสวยญี่ปุ่นแล้วจึงตักเข้าปาก

            “อุบ อึก"

            “พี่บัว เป็นอะไรไปคะ"

            “ปะ...เปล่าๆ"

            “พี่บัวสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่แรกแล้วอ่ะ" เด็กสาวมัธยมอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง "พี่ไหวไหมเนี่ย"

            “ไหวๆ ไม่เป็นไรหรอก" บัวรีบโบกมือหย็อยๆ ให้คนถามสบายใจ "นี่ มีใครอยากกินไก่คาราเกะไหม เอาของพี่ไปสิ"

            “อ้าว พี่บัวไม่กินแล้วเหรอ"

            “อือ อยู่ดีๆ พี่ก็รู้สึกอิ่มยังไงไม่รู้อ่ะ เอาไปเถอะ จานนี้พี่จ่ายเอง"

            พูดจบบัวก็ทิ้งตัวนั่งพิงกับพนักเก้าอี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวันแต่ทำไมความอยากอาหารถึงไม่มีเลยก็ไม่รู้ มันหนักถึงขนาดรู้สึกเหม็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่เคยชอบกิน หรือว่าบัวเป็นโรคกำลังจะผอม

            หลังๆ มานี้บัวมีอาการแปลกๆ กินอะไรก็กินได้แค่คำสองคำเท่านั้น ยิ่งพวกขนมหวานที่เคยชอบกินอย่างเค้ก คุกกี้ ไอศกรีม บัวได้กลิ่นเป็นไม่ได้เลยมันรู้สึกหวานฉุนแสบคอไปหมด

            “บัว เป็นยังไงบ้างน่ะ มิ้นต์บอกว่าเราไม่สบายเหรอ"

            พอบัวกลับเข้ามาในบ้านหลังงามก็เจอเข้ากับพี่บุญที่รอท่าอยู่ทันที บัวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

            “บ้าา บัวสบายดี"

            “สบายดีอะไรล่ะ หน้าซีดแบบนั้น ไหนมาให้พี่ดูหน่อยซิ"

            “ไม่เอาาา! พี่บุญอ่ะ บัวเหนื่อย จะไปอาบน้ำนอนแล้ว"

            “หยุดนะอย่ามาดื้อกับพี่เป็นเด็กๆ แบบนี้" บุญวิ่งไปดักหน้าน้องชาย "อายแอลมอนด์กับอลันไหม มานั่งนี่ให้พี่ตรวจซะดีๆ ไม่อย่างนั้นพี่จะจับเราไปโรงพยาบาลเลย"

            “โห พี่บุญอ่ะ เอ้า ก็ได้ๆ"

            บัวยอมทิ้งตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ตรงข้ามกับพี่ชาย บุญไม่ทันได้ลงมือตรวจด้วยซ้ำ เสียงท้องเจ้ากรรมของบัวก็ร้องโครกครากดังลั่น

            “อะไรเนี่ยบัว ไม่ได้กินข้าวมาเหรอ ทำไมปล่อยให้ตัวเองหิวจนท้องร้องแบบนี้"

            “ฮะ... อะไร แต่บัวไม่หิวเลยนะพี่บุญ"

            “ไม่หิวอะไร ท้องร้องดังแบบนี้"

            “นั่นสิพี่หมอ มิ้นต์ทำอะไรให้กินหลังๆ น้องบัวก็กินแค่คำสองคำ ไม่รู้ไดเอ็ทอยู่หรืออะไร"

            “เปล่านะครับ บัวไม่ได้ไดเอ็ทอยู่ มันก็แค่ไม่อยากกินอะไรเลย"

            บุญหรี่ตามองน้องชายอย่างไม่เข้าใจ อย่างบัวเนี่ยนะจะไม่อยากกินอะไรเลย ปกติบัวกินอย่างกับยัดทะนาน ชีวิตนี้บุญไม่เคยเห็นบัวคิดแม้แต่จะลดน้ำหนักด้วยซ้ำ น้องชายของเขาเป็นพวกเอ็นจอยอีทติ้งที่แท้จริง

            หรือว่า... บัวจะอกหักแล้วไม่อยากบอกเขา

            “บัว... อดข้าวอดน้ำแบบนี้น่ะไม่ดีหรอกนะ ไม่ว่าบัวจะคิดอะไรในหัวก็เถอะ มิ้นต์ไปตักซุปครีมเห็ดแชมปิญงมาให้บัวกินหน่อยสิ ที่พี่ซื้อมาขากลับจากคลินิกน่ะ"

            “ค่ะ เดี๋ยวมิ้นต์อุ่นให้เลย" จากนั้นร่างบางก็หายเข้าไปในครัว

            “พี่บุญพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรอ่ะ บัวไม่ได้คิดอะไรในหัวเลยนะ มันก็แค่ไม่หิวเฉยๆ" บัวพูดใส่พี่ชายอย่างไม่เข้าใจ บุญถอนใจ

            “เอาเถอะ นั่งกินซุปให้พี่ดูแล้วพี่ก็จะปล่อยบัวไป โอเคนะ"

            “อืมๆ"

            เจ้าบัวจอมแก่นยอมพยักหน้า สักพักพี่สะใภ้คนสวยก็ยกถ้วยซุปสองหูแบบฝรั่งเข้าห้องรับแขกมา ก่อนจะวางถ้วยนั่นลงบนโต๊ะตรงหน้าบัว

            "เอ้า กิน" บุญออกคำสั่ง บัวขมุบขมิบปากด่าพี่ชาย แล้วก็หยิบช้อนขึ้นมาตักซุปครีมเข้าปาก

            “อุบ อึก อ้วก!"

            “บัว!!”

            สองเสียงร้องอุทานอย่างตกใจเมื่อเพียงแค่ซุปเข้าปากไปนิดเดียวเท่านั้นบัวก็ทำท่าขย้อนราวกับจะอาเจียนให้ได้ บัวถอยกรูดจากโต๊ะที่มีถ้วยซุป ยกมือปิดจมูกขณะที่ลงไปนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น

            “ไม่ไหวแล้วพี่บุญ ซุปอะไรเนี่ย เหม็นมาก"

            “เหม็นอะไร นี่ซุปเห็ดจากร้านโปรดของบัวเลยนะ ที่เราเคยกินกันตั้งแต่สมัยเด็กไง"

            “ไม่จริงอ่ะ มันเหม็นมาก รสชาติก็ประหลาด บัวกินไม่ได้ แค่ได้กลิ่นก็จะอ้วกแล้ว"

            บุญหันไปมองหน้าภรรยาที่ก็มองหน้าเขาอยู่ก่อนอย่างประหลาดใจ ก่อนทั้งคู่จะหันไปมองบัวที่ตัวสั่นระริกอยู่บนพื้น นี่ถ้าเกิดว่าบัวไม่ได้เป็นผู้ชายล่ะก็... บุญจะต้องคิดว่าน้องชายแพ้ท้องแน่ๆ แต่นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย อาการบัวดูเหมือนคนป่วยไข้ใกล้ตายจนเขานึกกลัว

            “เอาล่ะๆ ใจเย็นๆ นะ ทำไมบัวต้องตัวสั่นขนาดนั้นด้วย บัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ไหม"

            “บัว... บัวไม่รู้...”

            “บัวใจเย็นๆ นะ" บุญเข้าไปประคองน้องชายให้ลุกขึ้น "งั้นบัวอยากกินอะไร บัวบอกพี่ได้ไหม เดี๋ยวพี่ให้มิ้นต์ทำให้กิน"

            “บัวอยากกินแกงเหงาหงอด...”

            ฮะ!?

            บุญกับมิ้นต์ร้องอุทานออกมาพร้อมกัน

            “บัว แกงอะไรนะ?” มิ้นต์เอ่ยถามอีกครั้งเพราะคิดว่าตัวเองฟังผิดไป

            “...แกงเหงาหงอด"

            บัวเอ่ยทวนอีกครั้งด้วยเสียงเบาบางที่ฟังดูหลอนหูไม่น้อย ดวงตาเหม่อลอยไปข้างหน้า ราวกับเจ้าตัวตกอยู่ในภวังค์อะไรสักอย่าง

            “แกงอะไรน่ะบัว ทำไมพี่ไม่เคยได้ยิน" บุญถาม บัวส่ายหน้า

            “บัว... บัวก็ไม่รู้... บัวก็ไม่เคยกินเหมือนกัน"

            “บัว แล้วบัวจะไปอยากกินของที่ชีวิตนี้บัวไม่เคยกินได้ยังไง"

            “...บัวไม่รู้... บัวไม่รู้จริงๆ"

            บัวได้แต่ส่ายหน้าอยู่อย่างนั้น ไม่เข้าใจตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น อยู่ๆ ชื่อแกงชนิดนี้ก็โผล่เข้ามาในหัว และเพียงเอ่ยชื่อ บัวก็รู้สึกว่าอยากรับประทานมากจนน้ำลายสอ ส่วนกับซุปครีมเห็ดแชปิญงที่เคยชอบนักชอบหนา ตอนนี้บัวไม่อยากแม้แต่จะเห็นหน้าตามันด้วยซ้ำ

            “พี่บุญ บัวหิวจังเลย ตอนนี้บัวหิวขึ้นมาแล้ว"

            “แล้วบัวจะให้พี่ทำยังไง สามทุ่มกว่าแบบนี้ พี่ไปหาไอ้แกงเหงาหงอดอะไรนั่นมาให้บัวกินไม่ได้หรอก"

            “...แต่บัวเหมือนได้กลิ่นน้ำพริกกะปิ ใช่ไหม?”

            บุญหันไปมองหน้าภรรยาเพราะเห็นบัวมองไปทางเธอ มิ้นต์พยักหน้า

            “มี ป้าสายแกทำไว้เมื่อบ่ายแล้วก็แบ่งส่วนหนึ่งกลับไปบ้าน" มิ้นต์กล่าวถึงแม่บ้านที่จ้างเช้าไปเย็นกลับ "อีกส่วนอยู่ในตู้เย็น กลิ่นมันแรงมาถึงนี่เลยเหรอ พี่ไม่เห็นได้กลิ่นเลย"

            “บัวขอกินได้ไหมครับ"

            “บัว แต่บัวไม่กินกะปินะ” บุญเน้นย้ำ "แกงเลียงบัวก็ไม่กิน อะไรที่เป็นกะปิใส่กับข้าวนิดเดียวบัวก็ไม่เอาแล้ว"

            บัวส่ายหน้า

            “แต่บัวหิวมาก เอามากินก่อนก็ได้ พี่มิ้นต์ มีข้าวสวยเหลือไหม ขอบัวกินหน่อย"

            “มี บัวตามพี่มาในครัวก็แล้วกัน"

            จากนั้นบัวก็รีบตามพี่สะใภ้เข้าไปในห้องครัว ทิ้งให้พี่ชายยืนสับสนงุนงงคล้ายถูกค้อนทุบอยู่ในห้องรับแขกอย่างนั้น ก่อนบุญจะตั้งสติได้ แล้วจึงตามทั้งคู่เข้าไปในห้องครัว แล้วก็ต้องถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเห็นบัวกำลังใช้มือกินข้าวกับน้ำพริกผัดสดราวกับคนโบราณ บัวใช้มือเปิบอย่างคล่องแคล่วราวกับกินแบบนี้มาทั้งชีวิตทั้งที่ตลอดมาบัวเคยแต่กินข้าวด้วยช้อนส้อมและตะเกียบ

            ม้แต่มิ้นต์เองยังพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นบัวกำลังกินข้าวกับน้ำพริกกะปิและผัดสดผักลวกอย่างเอร็ดอร่อยเสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่วันที่ผ่านๆ มาบัวรับข้าวได้แค่มื้อล่ะคำสองคำก็เอาแต่บ่นว่าอิ่มจนกินอะไรไม่ลง

            บุญมองน้องชายอย่างประหลาดใจถึงขีดสุด และยังเป็นห่วงขึ้นมาเอาดื้อๆ บัวกำลังทำให้เขาคิดไปไกลแล้วว่าบัวกำลังมีปัญหาทางสภาวะอารมณ์่กระทบกระเทือนใจมาทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบนี้ เพราะปกติแล้วบัวไม่แม้แต่จะชอบทานอาหารไทยปกติด้วยซ้ำ ก็แค่กินได้ บัวชอบทานอาหารฝรั่งแล้วก็พวกอาหารวัยรุ่นที่เขาขายกันนอกบ้าน แต่เมื่อกี้บัวกลับบอกว่าอยากกินแกงเหงาหงอดอะไรนั่น บุญไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องไปได้ชื่อเมนูนี้มาจากไหน แล้วตอนนี้ บัวก็กำลังเพลิดเพลินกินน้ำพริกกะปิที่เป็นของที่บัวเกลียดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย

            “บัว...”

            “ครับพี่บุญ โห อร่อยเป็นบ้าเลย"

            “บัวเป็นอะไรรึเปล่า"

            “เป็นอะไร? บัวเนี่ยนะจะเป็นอะไร" พอข้าวเข้าปากเจ้าตัวเล็กก็หัวเราะร่วน "ก็บอกแล้วไงว่าบัวสบายดี พี่บุญอ่ะคิดมาก"

            บุญพูดอะไรไม่ออก แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ เอ่ยปากเสียงแผ่วเบา

            “พี่... แค่คิดว่า... บัวผอมไปมากเลยนะ"

            “ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ จะได้ผอมเพรียวไง"

            “ไม่ใช่ บัวดูซูบ"

            “สงสัยเพราะช่วงนี้ทำงานหนักไปหน่อย เด็กๆ ใกล้สอบกัน เอาเป็นว่าบัวจะนอนพักผ่อนเยอะๆ นะครับ แล้วถ้ารู้สึกไม่สบายจริงๆ บัวจะให้พี่บุญดูคนแรกเลย"

            “อืม" บุญพยักหน้า บางทีเขาอาจจะคิดมากไปก็ได้ พอโตขึ้นสิ่งที่เคยเกลียดตอนเด็กๆ ก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วเสมอไป บัวอาจจะโตขึ้นแล้วกินอาหารได้หลากหลายโดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเอง "ตอนนี้บัวดีขึ้นก็ดีแล้วล่ะ พี่เห็นกินข้าวกินปลาได้ก็โล่งใจนะ"

            “ครับ พี่มิ้นต์กับพี่บุญไปอาบน้ำนอนกันก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวบัวล้างจานให้เอง"

            “จ้ะ"

            “พี่หมอไปอาบน้ำเถอะ มิ้นต์อาบแล้ว เดี๋ยวมิ้นต์อยู่เป็นเพื่อนบัว แล้วจะได้พาน้องไปส่งขึ้นห้องนอนด้วย หน้ายังดูซีดอยู่เลย"

            “ก็ดีจ้ะ งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ"

            “พี่มิ้นต์อยู่กับบัวก็ดีครับ เผื่อจะได้เมาท์ๆ กัน"

            บุญพอคิดได้อย่างนั้นก็สบายใจจึงขึ้นชั้นสองของบ้านไปอาบน้ำ ปล่อยให้ภรรยาและน้องชายอยู่คุยกันไป ส่วนบัวเองเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก็ล้างจานให้เจ้าของบ้านเสร็จสรรพ จากนั้นก็เดินไปคุยไปกับพี่สะใภ้ขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านบ้าง

            “พี่มิ้นต์รอบัวอาบน้ำแป๊บนะครับ เดี๋ยวออกมาเมาท์ด้วย รู้ว่าพี่มิ้นต์มีเรื่องพี่บุญจะเผาเยอะ"

            “คิกๆ จ้า เดี๋ยวนั่งรอบนเตียงเนี่ยแหละ"

            บัวเปิดประตูเข้าไปพลางถอดเสื้อผ้าจนร่างกายเปลือยเปล่า เหลือบไปมองสบู่ครีมจอห์นสันที่วางทิ้งไว้แล้วก็คิดว่าวันนี้แหละที่บัวควรจะใช้มันอาบน้ำ ผิวจะได้เนียนนุ่ม เพราะจู่ๆ บัวก็เป็นบ้าอะไรไม่รู้ บัวไม่สามารถทนกลิ่นสังเคราะห์ของพวกสบู่แชมพูครีมนวดได้เลย เป็นเอามากขนาดที่ต้องทนอาบน้ำเปล่าเฉยๆ ไปสองวัน แล้วจากนั้นบัวถึงไปซื้อสบู่นกแก้วกลิ่นโบราณมาใช้ อาการอะไรถึงได้ดีขึ้น แต่สบู่นกแก้วก็มีข้อเสียตรงที่ทำให้ผิวแห้งขาดน้ำ วันนี้บัวจึงคิดว่าอยากจะกลับมาใช้สบู่ครีมจอห์นสันอันเดิม อีกอย่าง ไอ้สบู่นกแก้วนั่นมันเชยมาก ไม่เข้ากับตัวบัวเลยสักนิด ขืนบอกเพื่อนๆ ไปว่าใช้สบู่นกแก้วอยู่มันได้หัวเราะกันตายแน่ อย่างกับคุณยายแถวบ้าน

            มือเล็กเอื้อมไปกดปั๊มสบู่ครีมจอห์นสันใส่ฝ่ามือ เพียงเท่านั้นกลิ่นเหม็นก็ตีขึ้นจนบัวหน้ามืด

            อุก อ้วกกกก!!

            “บัว!! บัวเป็นอะไรน่ะ บัว!!”

            อ้วกกก อ้วกกกก!!!

            มิ้นต์รีบเปิดประตูห้องน้ำเมื่อได้ยินเสียงผิดประหลาด แล้วก็ต้องพบกับร่างของน้องเขยที่อาเจียนไม่หยุดอยู่กับพื้น

            “บัว!! บัวเป็นอะไรไปบัว!!”

            “บัวเหม็นสบู่ บัวเหม็นสบู่มาก อ้วกกก!!

            “เหม็นสบู่มันเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอบัว! บัว!!”

            “พี่มิ้นต์ พี่มิ้นต์ ช่วยบัวด้วย! แหวะ อ้วกกกก!!

            ร่างน้อยอาเจียนจนหมดรูป อาเจียนจนกระทั่งน้ำดีสีเขียวอ่อนออกมาจากปากแล้วสลบขาดสติไปบนพื้นห้องน้ำ มิ้นต์กรีดร้อง

            “กรี๊ดดด พี่หมอ!! พี่หมอมาดูน้องบัวเร็วเข้า!! พี่หมอช่วยน้องบัวด้วย พี่หมออ!!!”







** บัวไม่ได้แพ้ท้อง เจคไม่แต่ง mpreg เจ้าค่ะ

อ่านดูดีๆ ก็จะรู้ว่าอาการบัวมันเป็นอะไร เกี่ยวกับของอะไร มันมีรายละเอียดมากกว่านั้นให้ใส่ใจ

ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องท้องเทิ้งเลย **


*** แกงเหงาหงอด เป็นอาหารโบราณตำหรับกรุงศรีอยุธยา ลองไปกูเกิ้ลหากันเองนะจ๊ะ ไม่ยาก อิอิ



อุ๊บ น่ากลัววววว TT-TT



---------------------------------------------

ตั่วเจ้เจค

40% วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2017 เวลา 8:00 PM

60% วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2017 เวลา 11:53 AM

100% วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2017 เวลา 5:02 PM

  

เอาไปจ้าาาา ฉากอัศจรรย์ที่พวกเจ้าฝันหา T///T นี่แหละโว้ย NC ผีกับคนของแม่นางเจคคคคค

 

จะให้มาเป็นภาพรูปรสกลิ่นเสียงแบบเรื่องก่อนๆ ก็ไม่ได้นะคะ ผีกับคนอ่ะ ผีอยุธยาด้วย 5555 ขอมีความสละสลวยโบราณนิสนึง เห็นแบบนี้นี่แต่งไปบิดไปไม่แพ้แต่ง NC ปกติ แถมแต่งยากกว่าด้วยนะเออ T///T หนูเก่งไหมคะแม่ หนูทำได้จริงๆ ด้วย แต่งเองค่า แต่งเอง เจคเป็นเด็กจบนานาชาติทำงานอยู่เมืองนอกใช้แต่ภาษาอังกฤษที่รักการแต่งกลอน

 

หวังว่าจะถูกใจกันนะคะ ตั้งใจมากๆ จริงๆ แบบมากๆๆๆๆๆ ถ้าใครเก่งภาษาตีความได้ลึกๆ หน่อยจะรู้ว่ามันโป๊มาก 555 กลัวกบว. มาเซนเซอร์เว่อร์  ... ว่าแต่ทำไมวันนี้พี่ชานยอล หล่อ หื่น ดุ เยี่ยงนี้ล่ะจ๊ะ ปกติพี่ไม่เป็นแบบนี้นี่นา... ปกติพี่ออกจะขี้เล่นอบอุ่นแสนดี มันเกิดอะไรกันขึ้นนนนนนนนนนนนน


นั่นล่ะคะ แล้วคำตอบก็มาในบท มันคือวันโกนนั่นเองงงง

เจคเคยได้ยินจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยๆ ค่ะว่าวันโกนคือวันปล่อยผี เลยเอามาใส่สร้างกิมมิคสีสันให้นิยาย


ส่วนหนูเดย์ เจอคู่แล้ววี้ดวิ้ววววว T////////T ชีวิตต่อจากนี้จะขาขึ้นรัวๆ ล้าวววววววววว



มีใครคิดถึงน้องซันไหมเอ่ย หายไปนานเลยพ่อสจ๊วต สงสัยบินจนชาวบ้านที่บ้านลืมหน้าแล้ว 55555 บินหนักเหมือนคนแต่งเลยค่า


เพิ่มเติมนิดหนึ่ง ... สิ่งที่หาญแลงเคยพูดไว้ มันเริ่มมาแล้วค่ะ ... เรามารอดูกันนะคะว่าต่อไปน้องบัวจะเป็นยังไง



 

อ่านจบแล้วอย่าลืมสกรีมแท็ก #รฤกรัก เป็นกำลังใจให้เจค แล้วคอมเมนต์ให้ด้วยน้าาา

 

แต่งยากมากกกกกก ตั้งใจแต่งมากกกกกกกกก ขอพลังให้นักเขียนหน่อยนะคับ อย่าเงียบกันเลยเด้ออออ

 

 

รักเสมอค่า จุ๊บๆๆๆๆๆ



ปล. ใครไม่เข้าใจกลอนก็บอกได้นะคะ 5555 ไว้เผื่อเจคจะทำแปลให้เหมือนตอนที่เคยแต่งบทอัศจรรย์อย่างนี้เรื่อง พยัคฆ์คว่ำกวาง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 222 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17,232 ความคิดเห็น

  1. #17218 DaylightLA (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 10:34

    เขินการบรรยายเป็นกลอนของไรท์ อ่านแล้วเห็นภาพเลย รุนแรงจนแทบเป็นลม//และแล้วสิ่งที่เรากลัวก็เริ่มเกิดขึ้นแล้วสินะ น้องบัวจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย ก็รู้อยู่ว่าคนกับผีมันฝืนธรรมชาติ ไม่น่าเลยน้องบัว//คิดถึงน้องซัน หาญแลงก็คงคิดถึงเช่นกัน รีบพาน้องซันมาคืนหาญแลงเร็วๆเลยนะคะไรท์ พรากผัวพรากเมียเค้าไปนานๆไม่สงสารเค้าหรอคะ ให้ผัวเค้าบินนานบินบ่อยขนาดนี้เมียเค้าคิดถึงไม่รู้เหรอคะ//น้องเดย์มีคู่ซะที เตรียมตัวฟินล่วงหน้าแล้วค่ะ คู่นี้จะต้องมากระตุ้นต่อมอิจฉาของเราอีกแน่ๆ ผู้ดีทุกคู่จนน่าอิจฉาจริงๆ

    #17,218
    0
  2. #17185 Midories (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:58
    สงสัยหน่องบัวเด้อออ พี่สงสารน้องไหม ไปเกิดเสียเถิดอย่าอยู่กันแบบนี้เลย มันผิดธรรมชาติ

    กรี้ดกับเดย์ หนุ่มหล่องานดี ยินดีกับนางด้วยเด้อ มาแล้วช่วงงานรุ่ง ความรักเริ่ด
    #17,185
    0
  3. #16987 HaggerMyy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 08:19
    ปลดล็อคทีค่ะ แงงงงง อยากอ่านมากๆๆๆๆๆ😭😭😭 แบบๆๆมันดีอ่ะแงงงงง พลีสสสส
    #16,987
    1
  4. #16870 ❤ Little "B" ❤ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 14:53

    เพราะบัวมีอะไรกับพี่ชานยอลใช่ไหม เหมือนคล้ายๆโดนสูบพลังชีวิตงี้ไหมอ่ะ

    #16,870
    0
  5. #16805 mook (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 17:44

    พี่ชานยอลยอมไปเกิดใหม่เถอะเผื่อชาติหน้าจะเกิดเป็นคนมาคู่กันอีกเราสงสารบัวมากเลยอ่ะตอนนี้กลัวบัวตาย

    #16,805
    0
  6. #16782 fairylu_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 17:45
    คุณจงอินแซ่บมากค่าาา บัวเป้นอะไรร เกี่ยวกับชานยอลแน่ๆ
    #16,782
    0
  7. #16657 susehun (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 02:21
    กลอนของไรท์นี่สุดยอดเลยครับยิ่งกว่านึกภาพออกอีก55555
    #16,657
    0
  8. #16620 Hunbyun (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 11:33
    พี่ชานไปเกิดใหม่เถอะ สงสารน้อง รักแค่ไหนแต่นั้นแหละ ผีกับคนมันอยู่เวยกันไม่ได้ นี้ได้ยินมาเหมือนกันว่า มันจะเหมือนผีเจ้าอ่ะอาจจะป่วยตายไปเลย ชอบหาญกับซันมาก เปน ผัวเมียที่ตลก เหมือนภาคต่อจากพยัคฆ์คว่ำกวางเลย พูดแล้วก็คิดถึง
    #16,620
    0
  9. #15785 jjjkmyg (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 19:49
    อย่าเป็นอะไรนะะะะฮรืออ
    #15,785
    0
  10. #15771 jjjkmyg (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 19:00
    อย่าเป็นอะไรนะะะะฮรืออ
    #15,771
    0
  11. #15507 CBKSJMDYS (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2561 / 20:39
    บัวอาการบ่ดีแล้วเน่อ
    #15,507
    0
  12. #13112 lOoK_wAh (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 12:13
    ชอบความชื่อนี้ของพี่ท่านมากกกกค่าาาา พี่ชานหมากกกกก
    #13,112
    0
  13. #12898 baekbow (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 14:07
    บัวกำลังจะตายหรือป่าวอ่ะ ฮืออออออออ แต่ไม่หรอก น้องอาจจะแค่กลับไปเป็นบัวคนเก่า แต่มันก็น่ากลัวอยู่ดีถ้าเป็นแบบนั้น อย่างเช่นตอนกิน ถ้าบัวกลับไปเป็นแบบนั้น แล้วชีวิตประจำวันจะเป็นยังไงล่ะ แล้วมันมีวิธีแก้ไหมเนี่ย ปรึกษาหาญด่วน!!! // กรี๊ดกับ nc ฉบับกลอนมากกกกก คือเราชอบไรท์แต่งกลอนมากอ่ะ คือมันสละสลวย อ่านแล้วชอบมากกกกกก ศัพท์ก็แบบ กรี๊ดดดดด อธิบายไม่ถูก รู้แค่แซ่บมากกก 5555 // เนื้อคู่เดย์มาแล้ว สมน้ำหน้าชะนี คิดแล้วยังแค้นเป็นเราคงมีดักตบบ้างแหละ ขโมยงานคนอื่นแล้วยังมีหน้ามาลอยหน้าลอยตา หน้าไม่อาย
    #12,898
    0
  14. #12851 [ZillO] (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:10
    ตอนแรกนึกว่าท้องง กำลังจะกรี๊ดด แต่พอมาคิดดูดีๆ มันแปลกๆ... อาจจะเป็นอีกอย่าง เพราะคนท้องไม่ผอมซูบ
    #12,851
    0
  15. #12702 TOKI_FALIKIT (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:23
    จงอิ๊นนนนนนนนน พอดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆนี่ชักจะกลัวแล้วเน้อ
    #12,702
    0
  16. #12667 หมี่กะทิ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:24
    เลี้ยงผีหรอเคยได้ยินเหมือนกัน นึกตามก็จนลุก
    #12,667
    0
  17. #12666 หมี่กะทิ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:23
    บทอัศจรรย์เป็นอะไรที่หวาบหวามมาก ไรท์แต่งเก่งน้าทำเราจินตนาการได้เป็นฉากๆ555555555 อ่านแล้วมันวูบวาบกว่าบรรยาย
    #12,666
    0
  18. #12576 Ja123 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:24
    เดย์ งื้ออชั้นชอบคู่นี้ บัวรีบไปหาหาญเถอะเราว่าเริ่มไม่ดีแล้วอ่ะ โดนวิญญาณดูดพลังกายแล้วอ่ะ
    #12,576
    0
  19. #12231 noo_parekapoom (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มกราคม 2561 / 17:29
    คู่เดย์ดีเวอร์ แต่นี้เป็นห่วงน้องบัวอ้าา
    #12,231
    0
  20. #12217 boombayah (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มกราคม 2561 / 23:15
    ยัยบัว ฮื่ออออ
    #12,217
    0
  21. #11180 Kondiao ~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 21:46
    บัวเป็นอะไรเริ่มกลัวแล้วนะ
    #11,180
    0
  22. #10936 KesKetsarinYotin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 19:34
    อื้อหื้อออ จงอินละมุนมากกกก.
    บอสจาง ใช่พี่อี้ป้ะค้ะ555
    #10,936
    0
  23. #10864 Monbiwty (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 / 11:36
    พี่หมอคือพี่อี้ พี่มิ้นคงไม่ใช่เฮียคริสในร่างหญิงสาวหรอกใช่มั้ย แค่คิดก็ขำท้องแข็งหมดแล้ว 5555
    #10,864
    0
  24. #10061 ;เซฮาน △ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 04:10
    จงอินนน ฮืออ ละมุนมากกก บัววต้องไม่เป็นไรนะ
    #10,061
    0
  25. #8737 Mistyblack (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2560 / 12:02
    สิ่งที่หาญกังวลป่าว ฝืนธรรมชาติ
    #8,737
    1
    • #8737-1 Mistyblack(จากตอนที่ 8)
      5 ธันวาคม 2560 / 12:04
      เค้าว่ากันว่าถ้าสมสู่กับผี เราจะตาย แบบค่อยๆตายอะ ร่างกายอ่อนแรง ซูบผอม บางคนไหลตาย กลัวบัวเป็นแบบนั้น
      #8737-1