『TeukHae area』❤

ตอนที่ 1 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 ม.ค. 53

[SF] Y๐u are my he♡rt 。。。ღஐ

Author :: Nongz

Paring :: Lee Teuk x Dong Hae

Type :: Romantic

Rate :: อนุบาล










...อยากให้เธอเชื่อฉันคนนี้...ว่ารักเธอ....




“ลีทงเฮใช่มั้ย”


ผมเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เห็นเป็นชายหนุ่มร่างสูง
ใบหน้าคมเข้ากันได้ดีกับดวงตาเรียวเล็กที่ดูยิ้มอยู่เสมอคู่นั้น
ผมพยักหน้าตอบกลับไปช้าๆ พ่อร่างสูงยิ้มกว้างกว่าเดิม


“ฉันปาร์คจองซูนะ เรียกว่าอิทึกก็ได้ เป็นรูมเมทของนาย ยินดีที่ได้รู้จัก”


ว่าแล้วเค้าก็ยื่นมือมาตรงหน้าผม ผมยื่นมือไปจับอย่างลังเล
มือใหญ่ที่ชื้นนิดๆเพราะเหงื่อ กลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
รอยยิ้มนั่นอีก ทำไมผมถึงสลัดภาพรอยยิ้มสวยๆนั่นไม่ออกนะ


ปาร์คจองซูเรียนคณะสถาปัตยกรรม ปีสอง อายุมากกว่าผมหนึ่งปี
เป็นคนร่าเริง แล้วก็ยิ้มง่ายซึ่งบุคลิกของเขาตรงข้ามกับตัวผมอย่างสิ้นเชิง
เท่านี้ล่ะมั้ง ที่ผมรู้เกี่ยวกับตัวเขา



*
.
.




“พี่เรียกนายว่าทงเฮได้มั้ย แล้วนายก็เรียกพี่ว่าพี่อิทึกนะ”


อิทึกถามขึ้นในขณะที่อาจารย์เลิกการบรรยาย
บังเอิญที่วิชานี้ทั้งคณะผมและพี่อิทึกต้องเรียนเหมือนกัน
แล้วก็บังเอิญอีก ที่ทั้งผมและเขาได้เรียนห้องเดียวกัน


“ทำไม”


“ก็จะได้สนิทกันไง นายน่ะ ไม่ค่อยคุยกับใคร ทำอะไรก็ดูเอื่อย”


ผมนึกฉุนอยู่นิดๆกับคำพูดของพี่อิทึก
คนที่ร่าเริงไม่เคยกลุ้มใจอะไรอย่างเขา ไม่เข้าใจความรู้สึกของผมหรอก
แต่ก็แปลก ที่ผมก็ไม่ได้นึกโกรธอะไรพี่อิทึกจริงจังนัก


“ก็ตามใจนายละกัน”

ผมว่าเรียบๆก่อนจะขนกองหนังสือออกไป


“อ้าว เดี๋ยวสิทงเฮ”

อิทึกทำท่าจะลุกตาม หากเสียงท้วงของเพื่อนร่วมห้องก็ดังขึ้น


“อย่าสนใจเลย เจ้าทงเฮมันก็เงียบๆแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”


“คงคิดว่าพ่อแม่ตัวเองได้ทุนวิจัยไปอเมริกามั้ง ก็เลยเชิดจนก้มหน้าไม่ลงแบบนั้นน่ะ”


“พวกลูกคุณหนูก็แบบนี้ล่ะ คนอะไรน่าหมั่นไส้เป็นบ้าเลย ว่ามั้ย”


เสียงหัวเราะดังขึ้นตามมาอย่างสนุกสนาน โดยไม่ทันสังเกตว่า....
ที่กำแพงด้านนอกของห้องเรียน.....ร่างเล็กได้แต่ยืนผิงผนัง
ปากบางเม้มเข้าหากันแน่น เชิดจนน่าหมั่นไส้งั้นเหรอ....


ที่เชิดเพราะพ่อแม่ได้ทุนวิจัยไปอเมริกาน่ะเหรอ ?
จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของเค้าบ้างหรือเปล่า
บ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยน่ะ.......มันเหงามากแค่ไหน


“นายเคยคุยกับทงเฮเค้าแล้วเหรอ ถึงได้บอกว่าเค้าหยิ่ง เค้าเชิดน่ะ”


ผมลืมตาโพลง เสียงนั่นถ้าจำไม่ผิด....เสียงของพี่อิทึกใช่มั้ย
ชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้องบรรยาย พี่เขากำลังพูดแก้ต่างให้ผมงั้นเหรอ


“อะไร ก็เชิดขนาดนั้น....”


“การที่ไม่พูดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนไม่ดีนี่ ถ้าไม่ลองคุยก็ไม่รู้หรอก”


อะไรของเจ้านั่นนะ.....ผมแอบคิดในใจ
รู้สึกตัวอีกที ผมก็เผลออมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงที่ยังเถียงกับคนอื่นแทนผมอยู่



ปาร์ค จองซู
พี่ก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ





.....อยู่คนเดียวมานานกับความเหงาใจ วันเวลาผ่านไปก็นานแสนนาน
ก็ในหัวใจของฉันเองก็ยังต้องการใครซักคน ที่คอยดูแลและห่วงใย....





*
.
.



เสียงกุกกักอยู่หน้าประตู ผมคิดว่าน่าจะเป็นพี่อิทึก
ผมละสายตาจากหนังสือขยับแว่นกรอบดำให้เข้าที่ มองไปยังประตู
ซักพักเจ้าตัวก็โผล่เข้ามาพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง

ผมยังคงมองพี่อิทึกหอบข้าวของไปเก็บอยู่ที่เดิม
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวผมจึงไม่ลุกไปช่วยพี่เขาเลยซักนิด
ผมก็เป็นของผมแบบนี้ ถ้าพี่อิทึกจะคิดว่าผมไม่มีน้ำใจก็เป็นเรื่องของเขา


“เฮ้อ เหนื่อยเป็นบ้าเลย จะสั่งงานอะไรเยอะแยะนะ”


หนุ่มยิ้มง่ายบ่นอุบพลางทิ้งตัวลงบนเตียงนอนในขณะที่ผมก็ยังนั่งมองเค้านิ่งๆอยู่ที่เดิม
สักพักใหญ่ๆ พี่อิทึกจึงชันศอกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนมองมาทางผม


“อ่านหนังสืออยู่เหรอ”


ผมไม่ได้ตอบอะไรไป นอกจากพยักหน้าช้าๆ
อีกฝ่ายยิ้มนิดๆให้ผม ก่อนจะพูดขึ้น


“งั้นเอานมอุ่นๆซักหน่อยมั้ย เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้”


ไม่รอคำตอบ เจ้าตัวก็ลุกไปยังครัวเล็กๆที่ทางห้องพักจัดไว้ให้
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะลุกเดินไปที่ยังครัว

แผ่นหลังกว้างของพี่อิทึกที่กำลังอุ่นนมให้ผมทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้
เพิ่งจะสังเกตว่าเพื่อนร่วมห้องของผมนอกจากจะมีความสูงเท่าๆผมแล้ว
แนวไหล่ก็ยังดูกว้างสมส่วน ไม่ดูบอบบางแบบผม


“ไม่ว่าผมเรื่องที่ไม่ช่วยนายยกของเหรอ”


ผมถามเสียงเรียบ อิทึกหันมามองผมก่อนจะยิ้มให้อย่างเคย
มือก็ส่งแก้วเซรามิคใบกลางสีเหลืองสดที่บรรจุนมร้อนๆมาให้ผม


“ไม่ใช่นาย...เรียกพี่สิ”


ผมยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้ทำตามที่พี่อิทึกบอกแต่อย่างใด
เรายืนมองกันพักใหญ่ คนโตกว่าจึงเป็นฝ่ายถอนหายใจออกมา


“แมว”


“อะไร”


“นายน่ะดื้อเหมือนแมว ทงเฮ”


“ยังไง”


“กับแค่เรียกชื่อพี่ มันยากมากเลยเหรอไง”


พี่อิทึกถามกลับด้วยรอยยิ้ม
และรอยยิ้มนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจว่าเขาไม่ได้โกรธผมจริงๆ
อีกฝ่ายเอื้อมมืออีกข้างมาขยี้หัวผมเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามผม


“ไม่ว่าหรอก ก็นายดูหนังสืออยู่ไม่ใช่เหรอไง”


อะไรกัน พี่ไม่เคยมองคนในแง่ร้ายบ้างเลยหรือไงนะ
ผมช้อนตาขึ้นสบกับดวงตารีเรียวนั่น ก่อนจะหลุบตาลงเหมือนเดิม


“ขอบคุณนะ...พี่อิทึก”


ไม่ต้องส่องกระจก ผมก็รับรู้ถึงความร้อนที่แล่นผ่านผิวหน้าของผม
จนตอนนี้แก้มผมต้องแดงแน่ๆ รู้สึกเขินนิดๆที่ต้องเรียกชื่อของเขา
และผมก็ต้องเขินมากขึ้นเมื่อเจ้านั่นหันมายิ้มกว้างพลางขยี้หัวเบาอีกครั้งก่อนจะเดินไป


ผมเผลอยกนิ้วขึ้นแตะเรือนผมของตัวเองเบาๆ ดูเหมือนรอยอบอุ่นจากมือใหญ่ยังติดอยู่
และเหมือน...รอยยิ้มอบอุ่นของเจ้าตัวจะเข้าไปประทับอยู่ในหัวใจของผม





“ดูหนังสือเสร็จไปหาอะไรกินกันนะทงเฮ”


พี่อิทึกพูดขึ้นทันที เมื่อผมเดินออกมาจากส่วนของห้องครัว
ผมเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ไปกินที่ไหน ไปกินกับใครงั้นเหรอ
และดูเหมือนพี่เขาจะเข้าใจผม ถึงได้ตอบคำถามที่ผมอยากรู้ได้หมด


“ไปกับเพื่อนที่คณะพี่เอง กินแถวนี้ล่ะไม่ดึกหรอก”


ผมส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ อีกฝ่ายขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
ทำเสียงงืดงาดในลำคอ ก่อนจะถามต่อ


“ทำไมล่ะ แป๊บเดียวเองไม่เสียเวลาเด็กเรียนอย่างนายอ่านหนังสือหรอก”


“ผมไม่ใช่เด็กเรียน”
ผมพูดห้วนๆ รู้สึกฉุนขึ้นมานิดๆ หากตัวการกลับยิ้มร่า


“ถ้าไม่ใช่งั้นก็ไปเหอะ ยังไม่ได้กินข้าวไม่ใช่เหรอนายน่ะ”


“เดี๋ยวเพื่อนพี่จะเสียบรรยากาศเพราะผม”


ผมมันคนเงียบ เพื่อนของอิทึกก็คงร่าเริงเหมือนกับตัวเค้า
เพื่อนของอิทึกคงไม่สนุกหรอก ถ้าผมจะไปร่วมโต๊ะด้วยน่ะ


“ไม่เสียหรอก เพื่อนที่คณะพี่เป็นคนดี ไม่ปากเสียเหมือนพวกในห้องนั้นหรอก”


ไม่พูดเปล่า พี่อิทึกยังคว้ามือผมไปจูง
หากผมก็ยื้อไว้ จนอีกฝ่ายต้องหันกลับมามองอีกครั้ง


“ผม...ไม่อยากไป”


“แล้วนายจะกินข้าวกับใคร”


“คนเดียว”


พี่อิทึกมองผมเหมือนคิดอะไรอยู่
ก่อนจะหยิบมือถือเครื่องเล็กออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์


“ฮัลโหล....ฮันคยองเหรอ ขอโทษทีนะ ฉันไม่ไปแล้วไว้วันหลังนะ.....ฝากขอโทษฮีชอลด้วยละกัน อืม เจอกัน”


ผมมองพี่อิทึกที่กดวางโทรศัพท์ลงอย่างงงๆ พี่เขาทำอะไรอีกล่ะเนี่ย
สักพักเจ้าตัวก็หันมายิ้มกว้างให้ผม ก่อนจะคว้ามือผมไปจูงเหมือนเดิม


“ไป...ไปกินข้าวกันได้แล้วเจ้าตัวยุ่ง”


“เดี๋ยว....ผมบอกว่าไม่อยากไปไงล่ะ พี่ไปกินเหอะ”


“ไม่ไปแล้ว อยู่กินข้าวเป็นเพื่อนแมวน้อยขี้เหงาดีกว่า”


เหลือเชื่อ...อย่าบอกนะว่าพี่อิทึกโทรไปยกเลิกนัดกับเพื่อน
เพื่อจะไปกินข้าวกับผมน่ะ บ้าไปแล้ว


“ใครขี้เหงากันเล่า”


ผมเผลอยิ้มออกมา
พี่อิทึกเลิกคิ้วมองผมอย่างแปลกใจ อะไรของเค้าอีกล่ะ


“ยิ้มได้ด้วย?”

“ผมคนนะ ก็ต้องยิ้มได้สิ”


“ก็ปกติมัวแต่ทำหน้านิ่งจนคนอื่นเขากลัวกันไปหมดแล้วน่ะสิเรา”


“ช่างปะไร ใครจะคิดยังไงก็ช่างเขา”


“ไม่ดีหรอก ก็ทงเฮไม่ใช่คนแบบนั้นนี่ ต้องแสดงให้คนอื่นเห็นซักหน่อย”

พี่อิทึกพูดเสียงจริงจัง ก่อนจะยกมือลูบต้นคอเล่น


“แล้วก็....เวลาทงเฮยิ้มน่ะ ดูน่ารักมากๆเลยนะ”


ผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นดวงตาเรียวมองมาที่ผมนิ่ง
แววตาจริงจังของอิทึกทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


“หิวแล้ว จะไปกินข้าวได้ยัง”


ผมพูดเสียงรวน รีบเดินนำพี่อิทึกไป
เพื่อจะซ่อนใบหน้าที่ตอนนี้รู้สึกว่าจะแดงขึ้นมาอีกครั้ง
....พี่อิทึกผมไม่เคยนึกเลย ว่าผมจะเป็นคนขี้อายได้ขนาดนี้



.....จนวันหนึ่งที่เธอได้ผ่านเข้ามา ความอ่อนล้าที่มีก็จางหายไป
คงเป็นเธอที่ทำให้ฉันเป็นคนใหม่ เธอคือหัวใจของฉันตั้งแต่นี้.....





*
.
.



ผมเดินเข้าตึกสถาปัตย์อย่างประหม่าเล็กน้อย วันนี้ผมจะมากินข้าวกลางวันกับพี่อิทึก
สาเหตุก็จากเมื่อเช้านั่นล่ะที่พี่เขาทั้งขู่ ทั้งขอร้องแกมบังคับให้ผมมากินข้าวกลางวันด้วย
ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธไปนี่ครับ ก็ในเมื่อผมเองก็อยากมากินกับอีกฝ่าย


พี่อิทึกบอกว่ามาถึงแล้ว ให้ผมนั่งรออยู่ที่โต๊ะหน้าตึกจะมีเพื่อนของพี่เขานั่งอยู่
ถึงผมจะยืนกรานขอนั่งคนเดียวยังไง อีกฝ่ายก็ไม่ยอมท่าเดียว แต่ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน

ผมเลือกนั่งตรงโต๊ะไม้ที่ไม่มีใครนั่ง เยื้องไปทางซ้ายมีโต๊ะหนึ่งดูท่าทางเฮฮา
และผมก็เดาว่า บนโต๊ะนั้นคงเป็นกลุ่มเพื่อนของพี่อิทึกจากบทสนทนานั้น


“เฮ้อ เสียดายเมื่อวานเนอะ อิทึกมันน่าจะไป”


“นั่นน่ะสิ ฉลองการเปิดร้านใหม่ของฮีชอลแท้ๆ ไม่ยอมมาอวยพรได้ไง”


บทสนทนาเหล่านั้นลอยมากระทบหูผมอย่างจัง ผมเผลอหันไปมองโต๊ะนั้นทันที
ฉลองเปิดร้านใหม่ของเพื่อน แต่พี่อิทึกกลับเลือกอยู่กินข้าวกับผม เพียงเพราะกลัวผมจะเหงางั้นเหรอ

ถึงจะเพิ่งมาอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่ผมก็พอจะรู้นิสัยคร่าวๆของพี่อิทึก
ว่าเจ้าตัวเป็นคนที่รักเพื่อน แล้วคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนแบบนั้น
...กลับเลือกคนที่ไม่เคยทำอะไรให้เค้าซักครั้งอย่างผม...


ซักพักคนที่ผมกำลังนึกถึงก็เดินออกมาจากตึก ในมือก็ถือกระดาษม้วนๆอยู่สองแผ่น
ผมคิดว่าคงเป็นงานของเขาอีกเช่นเคย พี่อิทึกเดินเข้าไปที่โต๊ะนั้น
ผมเดาไม่ผิดจริงๆ คนบนโต๊ะนั้นเป็นเพื่อนพี่อิทึก


ซักพักเจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมองซ้ายที ขวาทีและเค้าก็สังเกตเห็นผม
ถ้าผมมองไม่ผิด สายตานั่นเหมือนจะดุผมอยู่ในที และเค้าก็เดินมาหาผม


“นายนี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลยนะทงเฮ”


ว่าพลางเขกกำปั้นลงมาที่หัวบนเบาๆเป็นการลงโทษเด็กดื้ออย่างผม
ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงผมไปยังโต๊ะนั้น ยังไงผมก็หนีไม่พ้นใช่มั้ยเนี่ย


“นี่รูมเมทฉันเองนะชื่อลีทงเฮ”


ผมก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายเท่านั้น ไม่ได้มีคำพูดหรือรอยยิ้มส่งไปให้
และเพื่อนพี่อิทึกทุคนก็เป็นคนดีอย่างที่เจ้าตัวได้โฆษณาไว้จริงๆ
ทุกคนไม่ได้มองผมอย่างที่คนอื่นมอง พวกเค้ายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร


“แล้วนี่ก็เพื่อนๆฉันเองนี่ฮันคยอง ฮีชอล ชินดงแล้วก็คิบอม”


“ทงเฮหน้าหวานจัง จะหวานกว่าซองมินมั้ยวะ คิบอม”


ผมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อคนที่ชื่อคิบอมหันมามองทางผมอย่างสำรวจ
และพี่อิทึกคงสังเกตได้ เลยกระตุกมือผมเบาๆ และเมื่อผมหันไปมอง
พี่เขาก็ชี้ไปที่ริมฝีปากตัวเองที่กำลังยิ้มอยู่ คงจะบอกให้ผมยิ้มงั้นสิ


“ก็คงพอๆกับซองมินล่ะ”


ผมขมวดคิ้วหากันอย่างสงสัย ใครคือซองมินเหรอ
หากพี่อิทึกก็ไม่ได้ปล่อยให้ผมสงสัยอยู่นาน เขาก้มลงมากระซิบกับผมเบาๆ


“ซองมินเป็นแฟนเจ้าคิบอมมัน ไว้พี่จะแนะนำให้รู้จักนะทงเฮ”


ผมไม่ได้ตอบ เพียงแค่พยักหน้าให้เป็นเชิงรับรู้
พี่อิทึกคุยกับเพื่อนอีกสองสามคำ ก็ขอแยกตัวออกมา


“งั้นฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวปลาน้อยของฉันจะโมโหหิวซะก่อน”


ผมหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงทันที รู้สึกอายขึ้นมากับคำพูดของอิทึก
แต่ที่ผมอายน่ะ เพราะคำพูดที่ว่า ‘ผมโมโหหิว’ หรือ ‘ปลาน้อยของฉัน’ มากกว่านะ

เนื่องจากชื่อของผมแปลว่าทะเล พี่อิทึกเรียกผมเป็นปลา
โดยพี่เขาให้เหตุผลว่า ผมเหมือนปลาที่พอพี่เขาจะจับแล้วต้องว่ายหนี

...แต่นั่นล่ะ ผมก็รู้สึกอายอยู่ดี...



“ปาร์คจองซู!”


ผมเรียกเสียงห้วน รู้สึกร้อนๆที่แก้มอีกแล้วล่ะสิ
พี่อิทึกรีบหันมาหาผม ย่อตัวลงมาให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน ชูนิ้วก้อยไปมา


“คราวนี้ไม่เรียกพี่ เรียกชื่อพร้อมนามสกุลแทนเลยเหรอ ล้อเล่นนะ อย่าโกรธเลย”


ผมเหลือบตาขึ้นมองเขา แล้วก็ต้องหลบตาอย่างรวดเร็ว
ไม่ไหว คนอะไรลูกกะตายิ้มได้ด้วย แบบนี้ใครจะไปสบตาไหวล่ะ


“พี่มันบ้า”


ผมพูดได้แค่นั้น เพื่อนของพี่อิทึกก็หัวเราะกันเสียงดัง
และถ้าผมเดาไม่ผิด เสียงหัวเราะนั่นดูแซวๆยังไงก็ไม่รู้


“พอได้แล้ว พวกนายก็เลิกแซวอิทึกเค้าได้แล้ว”


หนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้นมา ดูเหมือนใครๆจะเรียกเค้าว่าฮีชอล
เค้าหันมามองผมอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มให้อย่างอ่อนโยน


“ไว้วันหลังมานั่งด้วยกันใหม่นะ ทงเฮ”


ผมยิ้มกลับไปบางๆ ก่อนจะหันไปมองอิทึก
พี่อิทึกเองยิ้มให้ผมอยู่แล้ว ผมก็เลยยิ่งยิ้มเข้าไปใหญ่
จากนั้นเจ้าตัวก็เอ่ยลาเพื่อนๆพลางโอบไหล่ผมเดินออกไป


“เฮ้อออ ฉันต้องรีบหาแฟนบ้างแล้วล่ะมั้งเนี่ย”


ชินดงพูดกับตัวเองอย่างเซ็งๆ คิบอมก็มีแฟนแล้ว เจ้าฮันคยองก็หวานกับฮีชอลเป็นปกติ
ขนาดอิทึกที่เคยคิดว่าคงไม่มีใคร ก็คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ซะแล้ว
ก็ดูใบหน้ากับสายตาแบบนั้น ไม่เคยเห็นอิทึกทำกับใครมาก่อนเลยซักครั้งนี่




“เมื่อกี้นายยิ้มให้ฮีชอลด้วยเหรอ”


พี่อิทึกถามผมในระหว่างที่เรากำลังเดินไปหาอะไรกินกัน
ผมส่ายหน้านิดๆ ก่อนจะตอบ


“ก็พี่อยากให้ผมยิ้มไม่ใช่เหรอ”


ก็ที่ยิ้มแล้วชี้ปากตัวเองน่ะ ไม่ใช่อยากให้ผมยิ้มหรือยังไง
เจ้าตัวหันมามองผมอย่างสนใจ คิ้วของเขาก็เลิกขึ้นด้วยเช่นกัน


“จำได้ว่า ทงเฮน่ะเป็นคนที่เวลาพี่บอกอะไรก็จะดื้อเสมอไม่ใช่หรือ ทำไมคราวนี้ยอมทำตามง่ายๆล่ะ”


ผมแกล้งเมินมองไปยังตึกอาคารต่างๆแทน
แกล้งเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถาม หากพี่อิทึกก็ยังถามต่อ


“เป็นเพราะพี่ขอไว้ใช่หรือเปล่า”


ผมรีบหันขวับมามองอีกฝ่ายทันที เม้มปากเข้าหากัน
ก่อนจะย่นจมูกให้อีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้


“ไม่ขอ พี่อิทึกสั่งต่างหาก แล้วผมก็ขัดขืนไม่ได้ไม่ใช่เหรอไง”


ผมกอดอกเชิดหน้ามองพี่อิทึกอย่างท้าทาย ให้รู้ซะบ้างว่าผมก็ยียวนเป็น
หากแทนที่จะแปลกใจ เจ้าตัวกลับอมยิ้มเหมือนพอใจอะไรซักอย่าง


“แต่พี่อยากให้นายยิ้มเพราะนายอยากยิ้มเอง ไม่ใช่เพราะใครนะ”


พี่อิทึกว่ายิ้มๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวผมอย่างเคย
ผมเอง ก็ชอบสัมผัสที่อบอุ่นจากมือใหญ่นั้นซะด้วย


“อีกอย่าง พี่สั่งใครไม่ได้หรอก ถ้าสั่งได้....พี่คงสั่งให้นายมาเป็นแฟนพี่แล้วล่ะ”


ประโยคสุดท้าย พี่อิทึกโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูผม
ลมหายใจอุ่นๆของเจ้าตัว ทำให้เลือดบริเวณผิวหน้าของผมทำงานได้เป็นอย่างดี


แล้วคำพูดนั่น หมายความว่ายังไง
ผมไม่ได้ถามหรือพูดอะไรออกไป นอกจากช้อนตามองพี่อิทึกอย่างขลาดเขิน
เจ้าตัวเองก็ไม่ได้พูดอะไร นอกจากฉีกยิ้มกว้างเลื่อนมือมากุมมือผมไว้เบาๆแล้วเดินไป



....เธอคือคนที่ฉันตามหามาแสนนาน และเป็นคนที่ฉันใฝ่ฝันในหัวใจ
แม้ชีวิตของฉันตอนนี้จะเป็นเช่นไร แต่อยากให้รับรู้เอาไว้....




*
.
.



“เฮ้อ ตกมาตอนนี้ก็แย่สิ”


คิบอมสบถขึ้นเสียงดัง ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง
น้ำฝนค่อยๆสาดใส่หน้าต่างและค่อยๆเปลี่ยนเป็นรุนแรงขึ้น ฝนตกงั้นเหรอ


ผมมองหน้าต่างบานใหญ่ที่มีละอองน้ำเกาะอยู่ โดยมีเสียงบ่นของคิบอมเป็นซาวน์ประกอบ
เห็นพี่อิทึกบอกว่าวันนี้คิบอมจะนัดคนชื่อซองมินไปดูหนัง แต่ฝนตกหนักแบบนี้แผนคงล่มสินะ


วันนี้พี่อิทึกพาผมมามาทำรายงานกันที่คอนโดของพี่ฮันคยอง
ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมพี่อิทึกถึงพาผมมาด้วย ทั้งที่รายงานก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม
และเมื่อผมถามถึงเหตุผลที่ชวนผมมา เขาก็หันมายิ้มกว้าง


‘ก็ไม่อยากให้นายคลาดสายตาไปนี่’


ใช่ ไม่อยากให้ผมคลาดสายตาไป
แล้วตอนนี้เจ้าของคำพูดล่ะ หายไปไหนแล้ว


“เฮ้อ ไม่อยากให้คลาดสายตาแต่เอาผมมาปล่อยไว้กับเพื่อนพี่เนี่ยนะ”


ผมได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
พี่อิทึก ไอ้คนบ้า ไอ้หน้าแมวผสมเป็ด ไอ้ปีเตอร์แพน ผมนึกด่าพี่อิทึกอยู่ในใจ


หลังจากวันที่ผมไปหาพี่อิทึกที่คณะ จนถึงวันนี้ก็สองเดือนแล้ว
ประโยคที่ว่าจะสั่งให้ผมเป็นแฟน พี่อิทึกก็ไม่เคยพูดถึงอีกเลย
คงเพราะว่า ... พี่เขาไม่ได้คิดจริงจังอะไรถึงพูดออกมาสินะ


คิดถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกเจ็บแปลกๆในใจขึ้นมาทันที
แบบนี้เค้าเรียกว่าอาการเสียใจหรือเปล่า
ถ้าใช่....แล้วทำไมผมต้องเสียใจ ก็แค่พี่อิทึกไม่ได้คิดอะไรกับผม


ผมก็ไม่สนใจ...ก็แค่รูมเมทคนหนึ่งที่เขาคอยดูแลเอาใจใส่ผมตลอด
พี่อิทึกก็แค่คนอวดดี ที่ทำเหมือนรู้ใจผมตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น
พี่อิทึกก็เป็นแค่คนที่ผมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เมื่ออยู่กับพี่เขา
พี่อิทึกก็เป็นแค่คนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าการมีเพื่อนไว้พูดคุยเล่าเรื่องและยิ้มให้กันก็ดีเหมือนกัน
มันก็แค่ความเคยชิน ที่ผมมองไปทางไหนก็จะเจอพี่อิทึกก่อนเสมอ


สำหรับผมแล้ว ปาร์คจองซูเป็นได้แค่นั้นจริงๆ............
...................ก็ได้ๆ ผมยอมรับ ว่าผมตกหลุมรักพี่อิทึกไปแล้ว




...แล้วไง?...
ยอมรับไปก็เท่านั้น ในเมื่อพี่อิทึกเค้าไม่ได้รักผม
โอเค ถ้าคิดแบบหลงตัวเองหน่อย พี่อิทึกอาจจะชอบผม ‘บ้าง’ ก็แค่นั้น
ผมถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะ


“ทำไมพี่ถึงท่าทางเป็นปกติได้ดีแบบนั้นนะ พี่อิทึก”




*
.
.




“ไม่กลับพรุ่งนี้เลยล่ะไอ้บ้า”

ฮีชอลทักขึ้น เมื่อร่างของอิทึกเดินกลับเข้ามาในห้อง
สองมือของเขาเต็มไปด้วยถุง และหนึ่งในนั้นก็มีถุงร้านเค้กชื่อดังมาด้วย


“ก็นายฝากฉันซื้อของกี่อย่างกันล่ะ”


อิทึกถามกลับยิ้มๆ วางถุงทั้งหมดลงบนโต๊ะ
เทน้ำใส่แก้วยกขึ้นดื่ม ก่อนจะถามขึ้นอย่างแปลกใจ


“ฮีชอล ทงเฮล่ะ”


ฮีชอลบุ้ยปากไปยังโซฟากลางห้อง และเมื่ออิทึกมองตาม
ก็เห็นว่าร่างบางนั้นกำลังหลับสนิท เขาเผลอยิ้มออกมา


“หลับไปสักพักนึงแล้วล่ะ เด็กจริงๆกินง่าย นอนง่ายดีจัง”


ฮีชอลว่าต่อ มือทั้งสองก็รื้อของออกจากถุงที่ฝากเพื่อนซื้อ
จนไปหยิบเจอกล่องเค้กจากร้านดัง ฮีชอลทำตาโต


“นี่นายซื้อเค้กมาฝากฉันด้วยเหรอ น่ารักที่สุดเลย~”


พูดอย่างดีใจก่อนจะลงมือแกะกล่องเค้ก
หากยังไม่ทันได้แกะ อิทึกก็แย่งกล่องเค้กนั่นกลับไปทันที


“ซื้อมาฝากปลาน้อยหรอก ไม่ใช่นางพญาแมวอย่างนาย”


ว่ายิ้มๆ จริงๆแล้วสาเหตุของการมาสายก็เพราะเค้กนี่ล่ะ
เค้กร้านอร่อย คนก็ต้องเยอะเป็นธรรมดาล่ะนะ


“แหม มีซื้อมาฝากด้วย....ถามจริงเหอะ นายคิดอะไรกับเค้าใช่มั้ย อิทึก”


ฮีชอลท้าวแขนไว้กับไหล่เพื่อนสนิท ถามอย่างแซวๆ
อิทึกไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยักไหล่เพียงเล็กน้อย


“แต่ฉันว่าน้องปลาเค้าต้องอะไรๆกับนายแน่ๆ ตอนนายไม่อยู่นี่หงอยเชียว”


อิทึกยิ้มออกมากับประโยคนั้น ก่อนจะเดินไปนั่งชันเข่าที่โซฟา
มือใหญ่ค่อยๆเกลี่ยปอยผมนุ่มอย่างเบามือ


“ฉันขอตัวก่อนนะ นึกได้ว่ามีธุระต้องไปทำ”


อิทึกกล่าวเพียงสั้นๆ แล้วก็อุ้มร่างบางที่ยังหลับอยู่ออกไปโดยมีสายตาหลายคู่คอยลุ้นอยู่ด้านหลัง
...หวังว่าเจ้าอิทึกคงไม่เอาทงเฮไปทำมิดี(สำหรับทงเฮ)มิร้าย(สำหรับอิทึก)หรอกนะ...







ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกหนาวๆเหมือนมีแอร์มาเป่า
ดวงตาเรียวปรือเล็กน้อย กระพริบตาถี่ๆอย่างแปลกใจ


“อ้าว ตื่นแล้วเหรอทงเฮ”


ผมหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของพี่อิทึก
ใบหน้าออกจะยิ้มนิดๆ ว่าแต่ผมมาอยู่บนรถของพี่เขาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย


“พี่อิทึก ผมหลับไปเหรอ”


“ใช่ แถมหลับลึกอีกต่างหาก นี่ถ้าโดนใครอุ้มไปข่มขืนคงยังไม่รู้สึกตัวเลยมั้งเนี่ย”


พี่อิทึกพูดพลางหัวเราะไปด้วย ผมรู้สึกหน้าร้อนๆขึ้นมาอีกแล้ว
เลยคว้าหมอนอิงแถวนั้นไปทุบที่ท่อนแขนนั่นอย่างหมั่นไส้


“บ้า”


“โอ๋ๆ ไม่เอาน่ะทงเฮ พี่ขับรถไม่ได้นะ”


พี่อิทึกว่ายิ้มๆพลางใช้แขนข้างเดียวบังคับพวงมาลัยรถยนต์
ส่วนแขนอีกข้างก็พยายามใช้กันหมอนที่ผมยังทุบไม่หยุด
จนรถยนต์เริ่มส่ายไปส่ายมา อีกฝ่ายเลยตัดสินใจเลี้ยวจอดเข้าข้างทาง


“เอาล่ะ พอได้แล้วๆ เลิกตีพี่ได้แล้ว”


มือใหญ่ของพี่อิทึกจับข้อมือของผมไว้หลวมๆ
ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังกลั้นยิ้มก็ทำปากยื่นใส่


“ก็ตัวเองทิ้งผมให้อยู่กับพวกคิบอมเองแท้ๆ ยังจะมาแช่งให้โดนข่มขืนอีก”


“ไม่มีทางโดนหรอก เพราะพี่จะคุ้มครองปลาน้อยเอง”


พี่อิทึกพูดเสียงจริงจัง แววตาก็ดูจริงจัง ไม่มีแววขี้เล่นเหมือนทุกที
แววตาของอีกฝ่ายทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ปากที่เตรียมจะพูดต่อก็ทำได้เพียงแค่ทำปากยื่นไว้อย่างเคย


“ทำปากยื่นเป็นเป็ดอีกแล้ว มันน่างับปากให้หายยื่นจริงๆ”


อิทึกโน้มหน้าลงมาพูดใกล้ๆ จนผมรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่ปากตัวเอง
ผมช้อนตาขึ้นมองสบตาพี่อิทึกอีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นของอีกฝ่ายจะทาบปิดลงมา
พี่อิทึกขบเม้มปากบางเบาๆ เคล้าคลึงอย่างอ่อนโยนและหวานล้ำ


ผมเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว มือทั้งสองข้างกุมเสื้อของพี่อิทึกไว้แน่น
เผลอจูบตอบไปอย่างลืมตัว จนสักพักใหญ่ อีกฝ่ายจึงถอนริมฝีปากออก


ใบหน้าผมร้อนจัดด้วยความอาย ใจก็เต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา
...พี่อิทึกงับริมฝีปากผมตามที่เค้าพูดจริงๆ…


“ทงเฮ”


พี่อิทึกเรียกผมเสียงหวาน มือทั้งสองประคองใบหน้าผมไว้
ผมมองใบหน้าคมนั่นอย่างหลงใหล


“รีบไปกันดีกว่านะ เดี๋ยวไม่ทัน”



- - -



“ถึงแล้ว ลงมาสิ”


ผมสะบัดหน้าหนีใบหน้าเปื้อนยิ้มนั่นอย่างหมั่นไส้
คนบ้าอะไร นึกจะจูบก็จูบ ไม่คิดถึงจิตใจคนอื่นบ้างเลย


เมื่อเห็นว่าผมยังนั่งอยู่ที่เดิม พี่อิทึกก็ถอนหายใจยาว
ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูรถฝั่งที่ผมนั่ง และจัดการช้อนตัวผมขึ้นไป


“ไอ้พี่อิทึกบ้า ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ พี่อิทึก”


ผมได้แต่ดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย แต่ก็ไร้ประโยชน์
แทนที่ผมจะได้ลงอย่างที่หวัง กลายว่าร่างผมที่แนบชิดกับอกกว้างนั่นเข้าไปใหญ่


“ดื้อนักนี่ บอกให้ลงดีๆก็ไม่ยอมฟัง”


“ไม่ดื้อแล้วๆ ปล่อยผมได้แล้ว”


ผมโวยวายกลบความเขิน พี่อิทึกจึงยอมปล่อยผมลง
ผมได้แต่เดินฮึดฮัดไปที่ชายหาดอย่างหงุดหงิด

แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ย้อมให้บริเวณนั้นเป็นสีส้มไปหมด
ทะเลที่เงียบไม่มีคน กับแสงสีส้มอ่อนๆทำให้ผมคลายความหงุดหงิดลง

ร่างของผมถูกรวบกอดจากด้านหลัง มือใหญ่กอดผมไว้แน่น
พี่อิทึกโน้มตัวลงมา ลมหายใจของเขาคลอเคลียอยู่แถวๆแก้มของผม


“ชอบที่นี่มั้ย”


ผมพยักหน้ารับเบาๆ ยกมือขึ้นเกาะแขนอิทึกอย่างลืมตัว
อีกฝ่ายประทับริมฝีปากกับเรือนผมนุ่มอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ


“แต่พี่ไม่ได้พานายมาแค่มาดูทะเลหรอกนะ”


กระซิบใส่หูเล็ก ก่อนจะผละตัวออก
ค่อยๆหันร่างบางนั่นให้กลับมาเผชิญหน้ากับเขา


“พี่รักนายนะ ทงเฮ”


ผมเงยหน้าขึ้นสบดวงตารีเรียวนั่น ก่อนจะหลุบลงด้วยความเขิน
ผมไม่ได้หูฝาด พี่อิทึกบอกรักผม เค้ารักผมเหมือนกันใช่มั้ย


“รักจริงๆเหรอ”


“โกหกมั้ง”


เขาตอบกลับอย่างยิ้มๆ ผมค้อนใส่อีกฝ่าย
ก่อนจะทำปากยื่นใส่อีกฝ่ายด้วยความเคยชิน


“โกหกก็ไปเลย ไม่ต้องมากอดเค้า”


ว่าพลางขืนตัวออกจากอ้อมกอดอีกฝ่าย นี่ผมกลายเป็นคนแสนงอนตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย
รู้แค่ว่า หากผมงอน พี่อิทึกก็จะเข้ามาง้อด้วยสารพัดวิธีที่ทำให้ผมยิ้มได้
...นี่อิทึกกำลังทำผมเสียนิสัยนะเนี่ย...


หากพี่อิทึกก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ กลับยิ่งรั้งให้เข้าใกล้มากขึ้น

“ล้อเล่นน่า ไม่รักทะเลนี้แล้วจะไปรักทะเลแถวไหนล่ะ”


ทงเฮเหล่มองใบหน้าคมเพียงนิด ก่อนจะเบะปากใส่อย่างแสนงอน
อิทึกแทบหัวเราะออกมา บททงเฮจะงอน ก็งอนได้น่ารักจริงๆ


“ทำปากยื่นอีกแล้ว มันทำให้พี่อยากจะจูบนายอีกแล้วรู้มั้ย”


ไม่รอรับคำอนุญาต ริมฝีปากร้อนผ่าวก็แนบกระชับกับปากบางทันที
สองแขนของอิทึกโอบกอดร่างบางไว้แน่น


“อือ”


ผมร้องครางออกมาเบาๆ เมื่อจูบนั้นทวีความเร่าร้อนมากขึ้น
รู้สึกได้ว่าร่างของผมนั้นสั่นด้วยความวาบหวาม


“ทงเฮ”


อิทึกกระซิบใส่ปากบาง


“พี่รัก...ทงเฮนะ”


อิทึกกระชับกลีบปากให้แน่นสนิทอีกครั้ง ใบหน้าหวานเงยหน้ารับจูบนั่นอย่างเต็มใจ
และในที่สุด อิทึกก็ถอนริมฝีปากออกจากปากบางแดงสดที่เริ่มบวมเจ่อขึ้น

ใบหน้าหวานแดงก่ำ ทงเฮซบหน้าลงกับอกกว้างของอิทึก
ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี


“พี่อิทึก หัวใจเต้นแรงจังเลย”


“นายนี่นะ พูดมากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย”


อิทึกถามขึ้นเสียงออกจะติดอายๆ ผมหัวเราะเบาๆ
... ทั้งที่เป็นฝ่ายจูบเขา แต่ดันมาใจเต้นแรงซะเองเนี่ยนะพี่อิทึก ...


ผมขืนตัวออกจากอ้อมกอดนั้น
เขย่งปลายเท้าขึ้นจูบปลายคางนั่นเบาๆ


“ก็ตั้งแต่เริ่มรักพี่อิทึกนั่นล่ะ”


ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะโดนอีกฝ่ายดึงตัวไปกอดอีกครั้ง
ผมยิ้มอีกครั้ง ซบใบหน้าลงกับอกกว้างนั่นอย่างมีความสุข


จากที่เงียบๆ และจมอยู่กับความเหงา
ก็ได้ความอบอุ่นของใครบางคนมาเติมจนเต็ม
................บางทีความรักของผมอาจเริ่มตั้งแต่แรกที่เราจับมือกันก็ได้.....




....อยากบอกว่ารัก....รักเธอเหลือเกิน แม้วันคืนล่วงเลยพ้นเป็นปี
แต่คืนนี้.......อยากบอกเธอนะคนดีอยากให้เธอเชื่อฉันคนนี้.....
........................................ฉันรักเธอ...................






THE END*

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #5 NightRay (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 / 09:15
    อ่านไปเขินไป รักคู่นี้จริงๆ
    #5
    0
  2. #3 sth (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มีนาคม 2553 / 14:56
    อ๊ากกกกกกก

    ไม่ไหวแล้ว

    น่ารักมาก

    อิจฉาอ่ะ

    อยากมีมั่ง

    มาอัพเรื่องอื่นอีกนะคะ
    #3
    0
  3. #2 rainy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มกราคม 2553 / 09:34
    อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย



    น่ารักเกินคำบรรยาย...น่ารักได้อีกอ่ะ



    พี่อีทึกกับน้องทงเฮ~~~



    แต่งมาอีกนะคะ...แต่งอีกนะคะขอร้องล่ะค่ะ รักคู่นี้มากมายจริงจัง
    #2
    0
  4. #1 seafour (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2553 / 19:40
    อ๊ากกกก



    น่ารักเกินไปแล้ว 555+



    ชอบมากอ่ะไรเตอร์



    แต่งอีกนร้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1
    0