ไขความลับแห่งเวลส์ ภาค ผจญภัยสู่ดินแดนเหนือนภา

ตอนที่ 5 : ต่างแดน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 พ.ค. 55


     สายลมที่อบอุ่นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา เสียงนกที่โผบินร่อนเร่ไปมาอย่างอิสระ บางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนที่อย่างเป็นจังหวะเท่ากันตลอดเวลาอย่างเชื่องช้า แสงแดดยามเย็นที่แสนอบอุ่นลอดผ่านเข้ามาจนทำให้ลูน่าต้องลืมตาตื่นขึ้นมา
     อุณหภูมิอุ่นๆของแดดรำไรกับพายุหิมะที่แสนหนาวเหน็บ มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ในยามที่ฤดูหนาวย่างเข้ากราย หมู่สัตว์ทั้งหลายต่างมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม
     ที่นี่มันที่ไหนกันนะ ลูน่ายันตัวขึ้นมาช้าๆ พร้อมกับนึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พลางมองไปรอบๆเพื่อนสังเกตสิ่งรอบตัว แผ่นไม้สูงขึ้นมาเป็นกำแพง มีผ้าสีน้ำตาลกางอยู่เหนือศีรษะของเธอปิดอยู่รอบๆ เพื่อป้องกันแสงแดด เสียงคนกำลังควบสัตว์อยู่ข้างนอก จึงยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าเธอกำลังอยู่บนสัตว์เทียม
     ภายในนั้นมีกล่องไม้ลังหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็พอที่จะบรรจุอุปกรณ์ต่างๆ หรือข้าวของสิ่งของเครื่องใช้ได้มาก อยู่ที่ริมของเกวียน ผ้าสีแดงผืนใหญ่ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวของเธอวางคลุมบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ อาจเป็นแค่กองผ้าเฉยๆก็ได้ เธอคิดเช่นนั้น

     เธอค่อยๆคลานออกไป ในใจก็งุนงงว่าที่นี่มันที่ไหน ที่บ้านเกิดของเธอในตอนนี้ต้องมีพายุหิมะที่แสนรุนแรงสิ
     เธอค่อยๆคลานเข่าไปช้าๆ ก้มตัวเล็กน้อยเพื่อจะได้ออกไปขอบคุณคนที่ได้ช่วยเธอเอาไว้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าใคร จะมาดีหรือมาร้ายก็ยังไม่ทราบดีแน่ชัด เธอจึงระวังตัวเป็นพิเศษ
     "อ้าว ตื่นแล้วหรือ" เมื่อลูน่าคลานออกมา ก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งกำลังควบม้าสีน้ำตาลอ่อนสองตัวอยู่ สีหน้าของเขาช่างดูห้าวหาญดั่งผู้ชาย แต่ก็มีความอ่อนโยนของผู้หญิงอยู่เช่นกัน
     "ค่ะๆ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันเอาไว้" ลูน่ารีบเอ่ยขึ้นพูดขอบคุณทันที พลางมองไปรอบๆอย่างงุนงง สงสัยเธอจะฝันกระมัง เธอยื่นมือไปหยิกแขนอีกข้างเบาๆ
     "คนที่ช่วยเธอไม่ใช่ฉันนะ แต่เป็นคนที่หลับอยู่ข้างในต่างหากล่ะ" หญิงสาวคนนั้นหันมาพูดกับเธออย่างเป็นกันเอง เขามีผมและดวงตาสีน้ำตาลเข้ม เสื้อแขนสั้นสีขาวถูกคลุมด้วยเสื้อแขนกุดสีน้ำเงินอีกที เส้นผมถูกมัดเอาไว้อย่างเรียบง่าย
     "ว่าแต่ คุณ กับคนที่ช่วยฉัน ชื่ออะไรหรือ" ลูน่าก็พูดกลับไปอย่างลำบาก เพราะยังรู้สึกมึนหัวอย่างมากๆ รู้สึกเหมือนกับมีคีมมาหนีบไว้ที่ขมับทั้งสองข้างของศีรษะเธอ
     "ฉันชื่อ เจนิกา ... ส่วนคนที่ช่วยเธอคือน้องชายฉันเอง ชื่อเอริคน่ะ" เจนิกา เอ่ยขึ้นพูดกับเธอ "ว่าแต่เธอชื่ออะไรเหรอ"
     หญิงสาววัยรุ่นได้หันมาถาม พลางควบม้าไปอย่างสบายมือ ดูท่าจะทำเช่นนี้จนชิน หรือที่เรียกว่า ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งก็เป็นได้
     "ลูน่าค่ะ"
     "ไม่ต้องพูดสุภาพก็ได้นะ เป็นกันเองก็ได้"
     เมื่อจบสิ้นการสนทนา ลูน่าก็ไม่พูดต่อ แต่ยิ้มให้เจนิกา ก่อนที่จะค่อยๆคลานกลับเข้าไปเพื่อจะได้ขอบคุณคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้ เธอหลบตาเมื่อเห็นเจนิกาส่งยิ้มกลับมาให้

     เมื่อคลานเข้ามาก็สังเกตเห็นว่าไม่น่าจะมีสิ่งใดบังสายตาไม่ให้เห็นได้ เพราะมีกล่องไม้เพียงไม่กี่กล่องกับกระเป๋าจำนวนสองใบวางพิงอยู่ จึงค่อยๆคลานช้าๆไปยังจุดที่คิดว่าคนที่ชื่อเอริคนั้นน่าจะอยู่
     นั่นก็คือ ผ้าสีแดงเลือดหมูคล้ำๆกำลังคลุมบางสิ่งบางอย่างอยู่เบื้องล่าง
     ลูน่าคลานมาจนอยู่ใกล้ๆผ้าคลุม จึงค่อยๆก้มลงไปจับปลายผ้าขึ้นช้าๆ เพราะกลัวว่าเอริคจะตื่นขึ้นมา เธอไม่อยากกวนใครเวลาตอนนอน
     เมื่อเปิดผ้าออก ลูน่าก็เห็นชายคนหนึ่งนอนเอียงตัวอยู่ เขานอนเอียงตัวมาข้างขวาซึ่งหน้าของเขาอยู่ข้างๆเข่าของเธอนั่นเอง ผมตรงตั้งตระหง่านสีน้ำตาลเข้มแกมน้ำตาลอ่อนเหมือนกับเม่นที่เธอเคยเห็นตอนไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว
     ลูน่าส่ายหน้าเบาๆเพื่อสลัดความคิดบ้าๆเหล่านี้ออกไปจากหัว
     ลูน่าคลี่ผ้าออกเบาๆก่อนที่จะห่มให้เอริคเหมือนเดิม เธอแอบตกใจเพราะกลัวจะเขาจะตื่นขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะคลานออกมาข้างนอกเพื่อพูดคุยกับเจนิกา ลูน่าค่อยๆเขยิบออกมาช้าๆ ถอนหายใจเสียเฮือกใหญ่
     เมื่อคลานออกมา ลูน่าก็มานั่งลงที่ขอบไม้พร้อมกับยื่นขาลงไปเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นพูด "อากาศดีจังเลย ว่าแต่ที่นี่มันที่ไหนกันหรือ เจนิกา"
     "แดนมิดการ์ดไง เธอความจำเสื่อมหรือ"
     "น่าจะใช่กระมัง" ลูน่าแกล้งทำความจำเสื่อม เพราะต้องสืบหาความจริงว่าเธอเข้ามาอยู่อีกโลกได้อย่างไร เธอนั่งคิดอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าเธอหรือเจนิกาที่เป็นบ้า หรือว่าจะเป็นความจริง แต่เธอก็ไม่อยากจะเชื่อ
     ลูน่าค่อยๆนั่งลงข้างๆเจนิกา เพื่อรับลมชมวิวไปพลาง สักพักเอริคน้องชายของเขาก็ได้ตื่นตามออกมา

...

     พระอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไป และมีพระจันทร์กลมสีนวลจันทร์ลอยล่องแทนที่ สัตว์ทั้งหลายเริ่มกลับเข้าที่อยู่ของตน แต่ก็ยังมีบางชนิดที่เพิ่งจะออกหากินยามค่ำคืน
     “ใกล้ถึงเมืองแล้วล่ะ” เจนิกาเอ่ยขึ้นพลางชี้นิ้วไปข้างหน้าสุดแขน
     แสงไฟดวงเล็กๆสีส้มอมแดงสว่างเป็นจุดๆทั่วเมืองอย่างเป็นระเบียบ กำแพงไม้ขนาดที่สูงประมาณสิบฟุตวางเรียงกันอย่างสวยงาม มีประตูกว้างขวาง เสียงผู้คนจ๊อกแจ๊กจอแจดังออกมา
     เมืองนี้ไม่ใหญ่มากจากที่สังเกตด้วยตาเปล่าจากระยะไกลนี้ แต่ก็ดูคึกคักมาก
     เมื่อเข้าหมู่บ้านมาแล้ว เจนิกาก็ได้กระตุกเชือกหลายครั้งเบาๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้ม้าเดินช้าลง เนื่องจากกฎของหมู่บ้านห้ามวิ่งม้าเร็ว นอกจากมีเหตุฉุกเฉิน หรือขออนุญาตเท่านั้น

     ตลอดทางตั้งแต่เข้าตัวหมู่บ้านมา รอบข้างทางก็เต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆมากมาย ซึ่งจะเป็นร้านอาหารเสียส่วนใหญ่ และโรงแรมจำนวนมากอยู่ จากการตกแต่งของผู้คนที่สัญจรไปมาเสียส่วนใหญ่นั้น ไม่ต้องทายก็รู้เลยว่าเป็นพ่อค้าแม่ค้าจากเมืองอื่น
     เจนิกาก็ได้ดึงเชือกค้างไว้ เพื่อเป็นสัญญาณให้ม้าหยุดเดิน เอริคก็รู้สัญญาณ กระโดดลงจากม้าเทียมอย่างรวดเร็ว ... ส่วนลูน่าก็ยังนั่งทำหน้าไม่เข้าใจอยู่เพียงคนเดียว
     “ลงมาได้แล้ว เราต้องไปซื้อของก่อนเข้าบ้าน” เอริคเอ่ยขึ้นพูดพร้อมกับยื่นมือขวามาให้ลูน่าจับตอนลง เนื่องจากม้าเทียมสูงจากพื้นเกือบสามฟุต
     ลูน่าก็ค่อยๆลงอย่างระมัดระวัง ปิดกระโปรงให้เรียบร้อย ยื่นมือซ้ายไปจับมือของ
เอริค
     เมื่อลงมา เจนิกาก็ได้พยักหน้าให้ทั้งสองคน ส่งยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนที่จะสะบัดเชือกพร้อมกับเตะขาเบาๆ เป็นสัญญาณให้ม้าออกเดิน ส่วนเอริคและลูน่าก็เดินเข้ามาบนทางเดิน เพราะถ้ายังยืนอยู่ตรงทางพาหนะ อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้
     ตามทางเดินถูกปูด้วยหินกรวดสีต่างๆขนาดเล็กใหญ่ ดูท่าจะมีมาก่อนตั้งหมู่บ้าน ... โชคดีที่ได้ดินมาคลุมทับ ไม่ทำให้มีแยกหินโผล่ออกมาทำให้บาดเจ็บ
     “ตามมาติดๆล่ะ คนเยอะแบบนี้ เดี๋ยวจะหลงทาง” เอริคหันมาพูดกับลูน่าพร้อมกับจับแขนของเธอแล้วดึงให้เธอเข้ามาใกล้ๆ ก่อนที่จะเดินนำไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ระวังนะ”
     จริงของเอริค ผู้คนเดินสวนทางเป็นแถวไปมาอย่างแน่นหนา ดูท่าจะไม่ใช่เพียงทางผ่านของพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น แต่รู้สึกว่าจะเป็นศูนย์กลางที่ต้องมา
     ร้านค้าร้านรวงยาวเป็นแถวๆ เรียงยาวไกลสุดสายตา ทางลาดลงไปก่อนที่จะข้ามสะพาน และมุ่งหน้าไปยังป่าไม้อันน่ากลัวในยามมืด ...
     จากที่เอริคและเจนิกาได้บอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านหรือเมืองแห่งนี้ รู้สึกจะเป็นสวนป่าอนุรักษ์ ซึ่งจะเป็นทางวกวนไปมา ... คนที่อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะหลงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
     ลูน่าเดินไป มองไปอย่างเพลิดเพลิน ที่นี่ดูแปลกตาไปมากกับที่โลกของเธอ ร้านค้าถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ผิดกับในจินตนาการที่เธอคิดไว้ว่าจะเละเทะ
     “นี่เป็นร้านที่ขายของสดที่มีของสด สะอาดที่สุดในหมู่บ้าน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้หรอก เพราะมีร้านขายของมากมาย” เอริคสาธยายถึงตลาดได้อย่างคล่องแคล่วผิดกับครั้งก่อนที่พูดจาเย็นชา ซึ่งกับทำให้ลูน่าแปลกใจ
     “นายพูดเยอะกว่าที่ฉันคิดนะนี่” เธอเอ่ยขึ้นแซว ก่อนที่จะหลุดขำไประยะหนึ่ง
     ทั้งสองต่างก็ไปซื้อส่วนผสมต่างๆ เวลาผ่านไปเล็กน้อย คนก็ยังเยอะเหมือนเดิม ไม่สิเยอะกว่าเดิมต่างหาก ลูน่าคิดอยู่ในใจ
     ข้าวของเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่สามารถจะจับชายเสื้อของเอริคได้อีกต่อไป ผู้คนก็หนาตัวขึ้นเรื่อยๆ แรงเบียดเสียดก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ และร้านรวงในตลาดก็ดูเหมือนจะเหมือนเดิมจนเริ่มตาลาย
     เมื่อปลายนิ้วมือขาดจากการสัมผัสกับชายเสื้อ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการขาดติดต่อ เอริคยังคงหาของจนเพลิน และไม่รู้ตัว ส่วนลูน่าก็พลัดหายไปกับฝูงชน
    

     ลูน่าเดินหาเอริคทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินออกจากตลาดจนแสงสว่างของตลาดก็ได้กลายเป็นจุดเล็กๆ จนเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังหลงทางอยู่
     หมู่ไม้ใหญ่รายล้อมไปทั่วอาณาบริเวณ ถึงแม้จะพอเห็นแสงไฟอันอยู่ห่างไกลลิบได้บ้าง แต่ต้นไม้ก็ทำเสียจนตาลาย
     ในตอนนี้รอบด้านมีแต่ความเงียบงันและความมืดที่ไร้แสงจันทร์เนื่องจากถูกกลุ่มเมฆปิดบัง เมฆสีเทาอมดำเกือบจะผสานกลมกลืนไปกับท้องฟ้ายามค่ำคืน
     ขวามือของเธอเป็นป่าไม้ขนาดใหญ่ที่กว้างขวางดูน่ากลัวยิ่งนัก ส่วนซ้ายมือคือแม่น้ำที่ไหลเอื่อยๆไปมาอย่างช้าๆ ส่วนด้านหน้าเป็นเพียงทางเดินที่ยาวไกลสุดสายตา มีไฟจากตะเกียงเล็กๆเพียงจุดสองจุดอยู่ห่างไกล และด้านหลังของเธอก็มีแต่แสงไฟสีแดงคล้ำๆอมส้มเล็กๆที่อยู่ห่างไกล เธอไม่รู้ว่าในตอนนี้เธออยู่จุดไหนของหมู่บ้าน
     ลูน่ามองไปรอบๆอย่างตื่นกลัว เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี พร้อมกับร้องไห้ออกมา จึงทำได้แต่เดินย้อนกลับไปยังตลาดอย่างรวดเร็ว ยิ่งรีบร้อน เวลาก็เหมือนยิ่งผ่านไปเร็วขึ้น
     สักพัก ไฟสีแดงคล้ำอมส้มจุดเล็กๆก็เริ่มหายสาบสูญไปทีละดวงๆ ลูน่าจึงรีบวิ่ง วิ่งไปให้ทัน ถึงแม้เธอจะล้มจนดินเลอะเต็มเสื้อผ้าไปหมด เธอก็ยังไม่สน รีบลุกและวิ่งต่อทันที เมฆก็พร้อมใจกันตกลงมา เธอวิ่งไปเรื่อยๆ เรี่ยวแรงใกล้หมดเต็มที่ หนทางที่ดูใกล้แต่ทำไมกลับไม่ถึงจุดหมายเสียที
     ฝนก็ยังพร้อมใจกันที่จะตกเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ... ท้องฟ้าเริ่มสีหม่นดำอย่างเป็นที่สุด ไม่มีใครทำนายได้เลยว่า พายุฝนนี้จะหยุดเมื่อไร
    
     แต่แล้วเธอก็ล้มลง ดินที่ผสมกับน้ำก็ได้กลายเป็นโคลนติดตามเสื้อผ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำฝนและหยดน้ำตา เธอเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่มีความหวัง ในตอนนี้เธอหมดทั้งแรงกายและแรงใจไปหมดแล้ว ไม่มีแรงที่จะเดินต่อได้แล้ว
     ลูน่าพยายามลุกขึ้น แต่ดูเหมือนไม่มีผล โคลนที่ติดตัวมันดูดไว้กับพื้นอย่างเหนียวแน่น แอ่งน้ำฝนก็เป็นใจให้เปียกชะโลม
     .
     .
     .
     ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก เสียงสิ่งดังขึ้นเรื่อยๆซึ่งกระทบกับแอ่งน้ำที่เกิดจากน้ำฝนไปกักขังในที่ลุ่ม
     เธอมองไปยังรอบๆ ว่าใครจะผ่านมาแถวนี้ ในยามเช่นนี้ ... แต่มันก็เป็นไปได้ เธอพยามยามมองไปรอบๆในขณะที่ทัศนียภาพในการมองเห็นเริ่มลดน้อยลง
     เสียงการย่ำเท้าเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ เงาคนลางๆที่อยู่ไกลนั้น เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจน
     “มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน” เสียงที่พูดออกมา ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ เธอค่อยๆยิ้มขึ้นอย่างหมดแรง
     เขาเข้ามาก้มตัวลงมาถามลูน่า ดูสภาพของลูน่าไม่มีเรี่ยวแรงจึงนำเธอมาไว้ที่หลัง
     “มีคนบอกว่าเห็นคนคล้ายเธอเดินมาทางนี้ เราจึงรีบตามมา ขอโทษจริงๆนะ” เอริคนั่นเองที่ได้มาช่วยเหลือเธอ
     ลูน่ารู้สึกใจชื้นดีใจขึ้นมาเล็กน้อย เธอค่อยๆหลับตาลงเพราะว่ารู้สึกเหนื่อยล้ามากเหลือทน
     ฉันต่างหาก ที่ต้องขอโทษ ... ลูน่าคิดในใจพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจ เธอเอนตัวพิงหลังของเอริค ก่อนที่จะหลับไป...


    
     เมื่อมาถึงบ้านของเจนิกา ลูน่าก็เดินโซเซเข้ามาพร้อมกับเอริค หลังจากที่เธอฟื้นตื่นขึ้นมาได้สักพักหลังจากที่หมดสติไป
     "อย่าบอกนะว่าพลัดหลงกัน" เจนิกาเดินเข้ามาถามไถ่อาการซึ่งน่าเป็นห่วงมาก แต่ละคนดูทรุดโทรมขึ้นมาปานกลาง "เห็นหรือเปล่า ตลาดเมืองเราใหญ่มากจนเกินไปแล้ว" เขาบ่นรำพึงรำพันกับตัวเอง
     ภายในบ้านนั้นดูเรียบง่าย เมื่อเข้าประตูบ้านมา ฝั่งขวาก็เป็นที่รับแขก มีโต๊ะไม้เล็กๆพร้อมกับโซฟาหนังขนาดย่อม 4 ตัว ส่วนฝั่งซ้ายก็เป็นห้องครัวกับห้องรับประทานอาหาร ส่วนห้องน้ำนั้นจะอยู่ข้างๆบันไดทางขึ้นไปชั้นต่อไป
     "เธอไปอาบน้ำสิ เดี๋ยวเป็นหวัดเสีย" เอริคบอกลูน่า พลางชี้นิ้วขึ้นไป "ห้องนอนอยู่ทางด้านขวา ส่วนห้องอาบน้ำจะอยู่ประตูกลาง ขึ้นไปจะเห็นเลย"
     ลูน่าก็ยินยอมทำตาม ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมามากพอแล้ว อยากจะนอนเต็มทีแล้ว จึงรีบขึ้นไปอาบน้ำ
     "งั้นฉันจะทำอาหารให้ก็แล้วกัน" เจนิกาพูดอาสา พลางหยิบข้าวของที่ถูกวางไว้ ไปจัดแจง "ลูน่า เสื้อผ้าของเธออยู่มุมซ้ายข้างในสุดของตู้เสื้อผ้านะ ฉันจัดเอาไว้ให้แล้ว!!" เขารีบเดินไปที่หัวมุมบันไดพลางตะโกนให้ลูน่าได้ยิน ก่อนที่จะรีบกลับมาทำอาหารอย่างเร่งมือ

     หลังจากนั้นทั้งสามคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเอง บ้างก็ทำอาหาร บ้างก็ทำธุระส่วนตัว ก่อนที่จะมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหาร

...

     หลังจากที่ทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยทุกคน เจนิกาก็ได้เรียกให้มาทานอาหารค่ำ โดยที่ทั้งสามคนไม่รู้ว่านี่จะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายหรือเปล่า
     เมื่อทานอาหารเสร็จ เจนิกาก็ได้สั่งให้ลูน่าและเอริครีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ก่อนที่จะขอตัวไปล้างจาน
     ส่วนสองคนที่เหลือต่างก็ทำหน้าที่ของตนอย่างดี พร้อมทั้งจัดเตรียมสัมภาระ
     “อีกกี่วันจะกลับมาที่นี่อีกหรือ” ลูน่าหยิบเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุดลงในกระเป๋าเป้สีน้ำตาลเข้มเสร็จก่อนใคร เนื่องจากมีชุดเพียงไม่กี่ตัว “สีหน้าดูไม่สบาย เป็นอะไรหรือ”
     เธอเอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิทานที่เก็บมาได้มาวางข้างๆกระเป๋า กลัวว่าจะลืม
     “ไข้กระมัง ตกน้ำมา ฝนก็ตก แถมยังตากแดดอีก ไม่เป็นสิประหลาด” เอริคหันมาตอบพลางหันไปเก็บเสื้อผ้าที่วางอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบ
     “เป็นไข้ไม่ดีนะ เดี๋ยวจะออกเดินทางไม่ได้” เจน หรือ เจนิกา พี่สาวคนเดียวของเอริค ได้เดินเข้ามาช้าๆ พลางพูดอย่างเป็นห่วง
    
     ลูน่าก็ได้เดินเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนที่จะเดินออกมาพร้อมกับถังไม้ขนาดเล็ก เหมาะมือพอดี ภายในมีน้ำใสสะอาดกับผ้าขาวอยู่
     “ใช่แล้วล่ะ ขอดูอาการหน่อยนะ” ลูน่าวางถังไม้ไว้ที่ข้างตัว คุกเข่าลง จับหน้าของเอริคที่หันอยู่มา ก่อนที่จะนำมือขวาไปแตะที่หน้าผากและต้นคอของเอริคตามลำดับเพื่อตรวจอุณหภูมิภายในร่างกาย ก่อนที่จะสรุปอาการ “มีไข้ไม่สูงนัก” เธอก้มลงไปหยิบผ้าขาวขึ้นมา บิดหมาดๆ ก่อนที่จะยื่นให้ “เช็ดที่หน้า คอ แขน ขา ช่วยได้”
     เอริคก็รับผ้ามาและทำตามที่เธอบอก “เหมือนแม่ของฉันเลย” เอริคเอ่ยพูดขึ้นมา “ตอนเด็กๆที่ฉันไม่สบาย แม่ก็มักจะทำให้แบบนี้”
     “ชมหรือต่อว่ากันแน่ แต่ช่างมันเถอะ ... ราตรีสวัสดิ์นะ”
     “ราตรีสวัสดิ์”
     “ราตรีสวัสดิ์นะ”
     เมื่อสิ้นเสียงของทั้งสาม ไฟดวงเดียวที่สว่างอย่างริบหรี่ๆในห้อง ก็ได้ดับมืดลง

...

thank for BG by
http://writer.dek-d.com/rose-toxic/writer/view.php?id=677008

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

158 ความคิดเห็น

  1. #155 กาก้า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 เมษายน 2556 / 18:43
    ควรลดคำว่า "ก็" ลงบ้างน้ะ

    มันเยอะไปเวลาอ่านเลยติดๆ

    แต่สนุกดีน้ะ ชอบจ้ะ จะติดตาม
    #155
    0
  2. #120 Yam_RolL (@yamroll-os) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2555 / 20:31
    เอริคเป็นพระเอกรึเปล่าาาา >//< 
    เดี๋ยวจะตามไปอ่านตอนต่อไปนะ อิอิ
    ตรงนี้ขอตินิดนึงค่าาา
    เจนิกาเป็นผู้หญิงใช่มั้ยคะ เพราัะงั้นสรรพนามเรียกแทนควรใช้คำว่า 'เธอ' หรือ 'หล่อน' มากกว่าคำว่า 'เขา' นะคะ เพราะบางคนอ่านๆ ไปเพลินๆ อาจจะคิดว่าเจนิกาเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายกันแน่
    ยังไงก็ลองปรับๆ ดูจา : D
    #120
    0
  3. #97 พoIพียง (@songpor) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2555 / 10:35
    ถ้าไม่บอกนึกว่าลูกน่าจะซักยี่สิบ
    ดูเป็นผู้ใหญ่จัง><
    #97
    0
  4. #64 N'kapook (@nongpook) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 / 15:11

    จ้าแนต จริงๆที่แต่งตอนแรก มันหวานกว่านี้หน่อย มีฉากให้หมั่นไส้เล่นนิดนึง แต่กลัวไม่เข้ากับนิยาย ก็เลยตัดออก 555+ ยังไงๆก็ แค่นี้ก็น่ารักละ 555+ หวานกันนิดนึง ให้พอกรี๊ดเล่น 555+

    #64
    0
  5. #58 Hoyloadhoydong'nat (@natnatnatty17) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 / 21:35


    ตอนนี้ดูมันส์มว่ากกกกกก (ขอวิบัตินิดนึง)
    ฉากนี้ มีแอบหวานนะเนี่ยย โรแมนติกก ><
    ว้ะว้าว พระเอกโผล่แล้ววใช่มั้ย ตื่นเต้นๆ!

    อ่านตอนนี้แล้วอร่อยกลมกล่อม 55

    #58
    0
  6. #35 White Ribbon (@emmi01) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 / 17:01
     ตรวจต่อนะคะ
    // นับจากบรรทัดสุดท้ายในส่วนที่ 2 นะจ๊ะ ข้างของเริ่มเยอะขึ้น
    // บรรทัดแรกในส่วนที่ 3 กำลังเดดิน 

    ตรวจบ่อยจนลืมชม :)
    เขียนได้ดีมากคะ อ่านแล้วเพลินมาก แบบว่าสนุกน่าติดตาม อย่าลืมปรับรูปแบบอักษรนะคะ
    แล้วจะกลับมาอ่านต่อนะ
    #35
    0
  7. #11 พัซเซิ้ล (@neptuneksr) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2555 / 14:07
    ตอนนี้ก็ โอเคดีครับ คำบรรยายเข้มข้นเห็นอย่างชัดเลยแหละ อ่านไปอ่านมาเหมือนหนังใหญ่ หรือไม่ก็ซีรี่ย์ชุดหนึ่งเลยแหละ แต่อ่านไปอ่านมามันก็ลายตาน่ะ ตัวหนังสือมันหนาและชิดกันมากเลย แนะนำอย่ากให้ตอนต่อไป ไปแต่ง ในไมโครซอฟเวิร์ด Angsana New ขนาด 18 แล้ว คัดลอกมาวาง น่ะนะมันจะได้อ่านง่ายขึ้นและไม่ลายตาด้วย ตอนแรกของ Puzzle เองก็หยั่งนี้แหละ แต่พอมาดู Comment จะติตรงตา่ลายมากก็เลยเปลี่ยน ก็แนะนำแค่นี้แหละนะ บาย
    #11
    0