Ghost girl รักคนละโลก [Yuri]​

ตอนที่ 1 : บทที่หนึ่ง แขกไม่ได้รับเชิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 215
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    20 เม.ย. 63

บทที่หนึ่ง แขกไม่ได้รับเชิญ

 

ท้องฟ้าที่สดใสกลับกลายเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นอย่างรวดเร็ว จากลมอ่อนๆ พัดโชยกลับเป็นลมพายุ ฝนตกลงมาจนแทบมองไม่เห็นทาง รถจากที่กำลังขับเคลื่อนด้วยความเร็ว เป็นต้องชะลอตัวลง

 

หญิงสาวคนหนึ่งหรี่ตามองหาทางเดินผ่านสายฝนที่เทลงมายังกับยืนอยู่ใต้น้ำตก เธอเปียกปอนไปทั้งตัว

 

“ตะวันทางนี้” เพื่อนสนิทของเธอที่สวมเสื้อกันฝน วิ่งไปฉุดเธอเข้ามายังตัวอาคาร “ไปยืนตากฝนทำไมวะ!”

 

“ก็มันมองไม่เห็นทางนี่หว่า แว่นก็มัวไปหมด” หากจะให้เธอถอดแว่นออกก็คงมองไม่เห็นทาง ไม่ต่างอะไรกับใส่แว่นที่เต็มไปด้วยหยดน้ำ เธอถอดแว่นออกมา ใช้ปลายเสื้อเช็ดเลนส์ให้พอมองเห็น

 

“ท่าจะอีกนาน” น้ำอิงแหงนหน้ามองฟ้าหม่น “ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดห้องฉันก่อนแล้วกัน ใกล้จะมาแล้วด้วย” น้ำอิงดูเวลา อีกไม่กี่นาทีรายการโปรดของเธอใกล้ฉาย ‘รายการตามล่าหาผี’

 

ตะวันเข้าห้องกันของน้ำอิงก็ย่นจมูกทันที “นี่แกยังไม่เก็บห้องอีกเหรอวะ นี่มันที่อยู่คนหรือรังหนู” คราวก่อนเธอที่เธอมาค้างที่นี่เพราะต้องอยู่ทำงานกลุ่มก็บ่นเรื่องเก็บห้องให้น้ำอิงฟัง จนวันนี้ทุกอย่างก็ยังคงวางระเกะระกะเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

 

“เออน่า เก็บไปเดี๋ยวก็เหมือนเดิม วางไว้แบบนี้แหละ ฉันจะได้หาของได้ง่ายๆ ด้วย” น้ำอิงเดินไปเปิดโทรทัศน์รอเวลาของรายการ “ผ้าขนหนูกับชุดนอนแกอยู่ในตู้”

 

“แล้วไอ้เจนมันไม่คิดจะอยู่ห้องบ้างเลยเหรอ สงสัยทนความสกปรกของแกไม่ไหวแน่ๆ” ตะวันหมายถึงเมทร่วมห้องของน้ำอิง

 

“มันยกห้องให้ฉันแล้ว มันไปอยู่กับแฟนโน่น”

 

หลังจากตะวันอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วก็เห็นน้ำอิงนั่งดูรายการผีอย่างใจจดใจจ่อ เธออยากเดินไปปิดทีวีทิ้งเสียนี่ เธอไม่ได้กลัวผีหรอกนะ เพียงแต่ใครเขาดูกันดึกๆ ดื่นๆ กัน

 

“แกมานั่งนี่เร็ว พี่ดิวสัมผัสจิตกำลังจะท่องบทสวดอัญเชิญแล้ว”

 

“ไม่เอาไม่ฟัง” ตะวันกระโดดขึ้นเตียง ยกมือขึ้นอุดหูแต่ก็ไม่ช่วยให้ได้ยินเสียงน้อยลงเลย มันกลับดังก้องกว่าเดิม

 

“โธ่ ป๊อดวะ สนุกจะตาย ดูเอาบันเทิงน่า ผีเผลอมีที่ไหน”

 

“ไม่ได้กลัว แต่มันมืดแล้ว” เธอเถียง

 

“นั่นแหละเขาเรียกว่ากลัว”

 

(....ขออัญเชิญผีเร่ร่อน วิญญาณพเนจรหรือสัมภเวสี หากท่านได้ยินและรับรู้ กรุณาปรากฏตัวด้วย พวกเรามิได้ลบหลู่ท่านแต่อย่างใด....)

 

ไม่ลบหลู่บ้าลบหลู่บอสิ!

 

“แกว่าจะมีใครเห็นอะไรปะ” น้ำอิงถามขึ้นพร้อมกับจ้องจับผิดภาพในจอ “หรือเขาจะจัดฉากวะ”

 

“ไม่รู้ ฝนหยุดพอดี ฉันกลับห้องดีกว่า” ฝนที่ตกอย่างกับพายุเข้า บัดนี้ได้สงบลงเปลี่ยนเป็นตกปรอย ๆ และขืนเธออยู่ต่อคืนนี้คงนอนไม่หลับเพราะในหัวเอาแต่สร้างมโนให้ตัวเองหลอน “ยืมร่มนะ”

 

“เออ ๆ ถึงห้องแล้วแชทมาบอกด้วย” น้ำอิงเป็นห่วง กลัวว่าจะมีใครฉุดไประหว่างทาง

 

“โอเคจ้ะน้ำอิง”

 

ตะวันกางร่มสีเหลืองอ่อนเดินกลับหอพักของตัวเอง เธอเป็นนักศึกษาปีสามพักอยู่หอในตั้งแต่ปีหนึ่ง ปรกติหนึ่งห้องจะมีนักศึกษาพักสองคนต่อห้อง แต่ของเธอโชคดีเป็นพิเศษที่ได้อยู่คนเดียว เนื่องจากเพื่อนร่วมห้องซิ่วย้ายหนีไปมหาวิทยาลัยอื่นแต่จ่ายค่าเช่าห้องทิ้งล่วงหน้าไว้เป็นปี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาห้องนี้จึงกลายเป็นห้องส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย

 

ในขณะที่ตะวันกำลังเดินกลับหอนั่น เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนตามหลังมา ตะวันหยุดเดินรีบหันไปมองข้างหลัง ซึ่งพบแต่ความว่างเปล่า ตะวันมองไปรอบ ๆ แสงให้ทางสีส้มไฟสลัว ๆ กวาดสายตาไปทั่วบริเวณ เมื่อไม่มีอะไรจึงเดินหน้าต่อ แต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

 

ตะวันกำด้ามจับร่มแน่น สูดลมหายใจเข้าสุดปอด หันไปมองที่เดิมช้า ๆ เธอชำเลืองซ้ายและขวา ยืนนิ่งมองสายฝนที่ตกกระทบกับแอ่งน้ำบนพื้นถนน ทันใดนั้นความคิดต่าง ๆ แล่นเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ตะวันหันขวับรีบวิ่งแปดคูณร้อยเมตรอย่างไม่คิดชีวิต ไม่ห่วงว่าน้ำขังบนพื้นจะดีดขึ้นมาเปื้อนเสื้อผ้าแต่อย่างใด

 

“ว๊ายยยยย” ด้วยความที่ใส่รองเท้าแตะคู่เก่าไร้ซึ่งดอกยาง จึงทำให้เธอลื่นไถลล้มก้นจ้ำเบ้า “โอ๊ย” ตะวันตรวจสอบแผลถลอกตามร่างกาย โชคดีที่ไม่มีแต่ข้อมือกลับเจ็บแปลบ เพราะใช้มือค้ำเอาไว้ไม่ให้ใบหน้าถูไปกับพื้น เมื่อยืนตั้งหลักได้ที่แล้วจึงวิ่งต่ออย่างไม่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อครู่อีกครั้ง

 

แฮ่กๆ ตอนนี้ตะวันยืนหอบอยู่หน้าประตูห้อง เธอหุบร่มลงและไขประตูเข้าห้องด้วยความโล่งใจ

 

“เฮ้อ!” ตะวันถอนหายใจ เอี่ยวตัวสำรวจเสื้อ กางเกงก่อนถอดและอาบน้ำเปลี่ยนชุดนอนใหม่ทั้งหมด

 

เรื่องนี้เธอจะไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำอิง ไม่อย่างนั้นคงโดนล้อหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิต ดูรายการผีแล้วเกิดหลอนไปเอง วิ่งกลับห้องจนลื่นล้ม

 

[ถึงห้องแล้วนะ] ตะวันไม่ลืมที่จะรายงานให้น้ำอิงรับรู้ว่าตัวเองถึงห้องอย่างปลอดภัย

 

บรู๊ววววววววว

 

ใจสงบไม่ทันไรก็เกิดระแวงขึ้นอีกรอบหลังจากเสียงหมาเริ่มหอนรับต่อกันเป็นทอดๆ ตะวันรีบเปิดไฟทั่วห้อง ปิดม่าน กระโดดขึ้นเตียง เอาผ้าห่มคลุมโปง

 

“สงสัยหมามันหอนหาคู่ น่าจะเป็นช่วงผสมพันธุ์ของมัน” ตะวันพูดปลอบใจตัวเองทั้งที่เธอรู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่เดือนสิบสอง

 

“ผิด! มันหอนเพราะเห็นผีต่างหาก”

 

“หอนเพราะหาคู่ต่างหาก!!” เมื่อเธอตอบก็พลันนึกได้ว่าเธออยู่คนเดียว ล-แล้วใครกันที่เป็นคนพูดเมื่อกี้?? จะแกล้งหลับไปเลยดีไหมหรือจะเปิดผ้า เผื่อเป็นโจร แต่ก็ไม่น่าจะใช่โจร

 

“จะนอนแล้วทำไมเปิดไฟทั่วห้องเลยล่ะเนี่ย ที่บ้านทำการไฟฟ้ารีไง เปลืองนะรู้ไหม”

 

เสียงปริศนายังคงดังต่อเนื่อง แถมต่อว่าเธอเรื่องสิ้นเปลืองพลังงานโลกซะด้วย

 

“เอาก็เอาวะ” ตะวันค่อยๆ เลื่อนผ้าที่ปิดหน้าออกช้าๆ ก็พบผู้หญิงผมยาวประบ่าในชุดนักศึกษาตัวโคร่งเหมือนฮิปฮอป นั่งอยู่ข้างเตียงอยู่ห่างเธอไม่เกินเอื้อมมือกำลังส่งยิ้มหวานกะพริบตาปริบๆ ให้กับเธอ

 

“กริ๊ดดดดด ผี! ผี! ผี!!!” ตะวันสะบัดผ้าห่มทิ้ง ก่อนใช้สองเท้าถีบเข้ากลางลำตัว แต่เท้าทั้งสองก็ทะลุร่างโปร่งแสงนั่นออกไปก่อนจะตกเตียงเสียงดังสนั่น

 

“ไหน! ผีอยู่ไหน” ผู้หญิงปริศนาร่างโปร่งกระโดดลงมานั่งคุดคู้อยู่ข้าง ๆ เจ้าของห้องคนปัจจุบัน

 

“เธอนั่นแหละผี กริ๊ดดดดด! อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ ออกไปๆ” ตะวันหันข้าง เมื่อเห็นว่าร่างโปร่งแสงนั่งติดกับเธอจนเนื้อแนบเนื้อ ถึงจะทะลุร่างเธอก็เถอะ ตะวันก็รู้สึกเย็นวาปบริเวณต้นแขนที่ชนกัน เธอกระโดดถอยไปติดกำแพง เปิดลิ้นชักควานหาสร้อยพระและบทสวดมนต์

 

“นั่นน่ะสิ ฉันเป็นผีนี่น่า” เธอชี้เข้าหาตัวเองก่อนยักไหล่ขึ้นอย่างลืมตัว

 

มือหนึ่งกำพระไว้แน่น ส่วนอีกมือรีบกางหาบทสวด เธอยกมือขึ้นพนมเหนือหัว หลับตาปี๋ “นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ........” ตะวันตั้งนะโมฯ สามจบก่อนจะตามด้วยพระคาถาชินบัญชร

 

ระหว่างที่สวดไปก็รู้สึกว่าห้องเริ่มเงียบ บรรยากาศในห้องเริ่มกลับไปเป็นปรกติ ตะวันค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้า มองตรงไปข้างหน้าก็ว่างเปล่า ด้านซ้ายก็ว่างเปล่า หันไปข้างหลังก็เงียบสนิท

 

คงจะไปแล้วสินะ แต่เพื่อความชัวร์ควรสวดให้จบ แต่อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเดิมดังมาทางด้านขวา ที่หนักไปกว่านั้นเสียงนี้ดันสวดนำเธอเสียด้วย

 

“ฮือออออ สวดได้ด้วยเหรอ ไม่กลัวเหรอ” ตะวันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ใจดีสู้เสือถามออกไป

 

“อืม สวดทุกคืนเลยนะ...ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” ว่าจบวิญญาณตนนี้ก็สวดต่อ

 

“ส-สวดทุกคืนด้วย? ฉันมีพระนะ” ตะวันยื่นมือข้างที่กำสร้อยพระออกไปไว้ตรงหน้าผีสาวที่กำลังตั้งใจสวดมนต์

 

เธอชำเลืองมองเล็กน้อยว่าอีกฝ่ายยื่นอะไรมาให้ดู เมื่อเห็นแล้วก็ไม่ได้ตื่นตกใจกลัวอะไร “สวดแล้วต้องสวดต่อให้จบสิ จะมาครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้นะ หยุดกลางคันมันไม่ดี”

 

ในใจก็กลัวแต่ตะวันก็สวดตามที่วิญญาณตนนี้บอก ทำอะไรไม่ได้แล้วนี่ ผีถึงขั้นสวดมนต์นำแถมคล่องแคล่วขนาดนี้ หากขัดเธอก็กลัวจะโดนจับหักคอ มิหนำซ้ำยังโดนด่าเสียอีก

 

ตะวันปล่อยให้เธอตนนั้นนำ ส่วนเธอเองเป็นฝ่ายตามด้วยน้ำเสียงที่สั่นและท่องถูกบ้างผิดบ้าง เนื่องจากไม่ชินกับบาลีสักเท่าไหร่

 

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงทั้งคนและผีก็ก้มลงกราบสามครั้ง

 

“สวดจบแล้ว ยังไม่ไปที่ชอบๆ อีกเหรอ” ตะวันถามเชิงไล่

 

“ไล่เหรอ แต่ดวงดาวชอบที่นี่”

 

“แต่ฉันไม่ชอบ ธ-เธอจะไปไหนก็ไปเถอะนะ” ตะวันยกมือขึ้นไหว้ขอร้อง

 

“ก็ไม่อยากอยู่กับคนรังเกียจดวงดาวเท่าไหร่นักหรอก แต่มันไปไม่ได้”

 

“ท-ทำไมล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันทำบุญไปให้นะ เธอชื่อดวงดาวใช่ไหม ฉันจะเอ่ยชื่อเธอส่งตรงให้เลย”

 

“อื้ม ตกลง...โอ๊ย!” ดวงดาวยอมรับข้อตกลงก่อนจะเดินทะลุกำแพงออกไป แต่ทว่าจู่ๆ ร่างก็กลับกระเด็นเข้ามาในห้องเหมือนเดิม

 

“เกิดอะไรขึ้น!!” ตะวันเห็นดังนั้นแววตาก็เต็มไปด้วยความสงสัย เธอเดินเข้าไปใกล้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนที่ร้องด้วยความเจ็บไม่ใช่คน

 

“ทำไมออกไปไม่ได้” และแล้วดวงดาวก็พยายามเดินออกไปอีกครั้งและอีกครั้ง วิญญาณสาวหันมามองเจ้าของห้องช้าๆ พลางทำปากจู๋แสดงสีหน้าให้เห็นว่าเสียดายสุดๆ “ไปไม่ได้อะ สงสัยต้องรอเธอทำบุญให้ก่อนล่ะมั้ง งั้นคืนนี้ขออยู่ด้วยคนนะ”

 

ดวงดาวนั่งลงตรงปลายเตียงหลังจากพยายามเดินออกจากห้อง ความจริงเธอรู้อยู่แก่ใจว่าให้ตายยังไงก็ไม่สามารถออกไปจากตรงนี้ได้อยู่แล้ว นอกเสียจากว่าตะวันจะออกไปด้วย แต่เรื่องนี้ค่อยไว้บอกพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ขืนบอกไปตอนนี้มีหวังเธอคงได้เห็นคนเป็นลมสลบล้มพับไปแน่ๆ อยู่ด้วยกันสักคืนให้รู้สึกชินแล้วค่อยบอกความจริงออกไปก็แล้วกัน

 

“ไม่นอนเหรอ พรุ่งนี้ไม่มีเรียนเหรอ” ดวงดาวถามตะวันที่ยังคงยืนชิดติดมุมห้องไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

 

ตะวันไม่ตอบ เธอทำเพียงส่ายหน้า

 

“ไม่มี? แล้วไม่นอน?”

 

หลายนาทีผ่านไปจากที่ยืนอยู่มุมห้องก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นนั่งและจ้องผีสาวที่นั่งอยู่ปลายเตียงเธออย่างไม่วางตา

 

“ไม่ง่วงจริงๆ เหรอ งั้นดวงดาวนอนก่อนแล้วกัน ไหนๆ เธอก็ไม่นอนอยู่แล้ว ขอนะ” ดวงดาวชี้ไปที่เตียง “เตียงนุ่มจังเลย สบ๊ายสบาย ฟูกกับหมอนนุ่มขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” ดวงดาวอ้างความนุ่มสบายของเตียงก่อนเหลือบมองคนที่นั่งสัปหงกอยู่มุมห้อง

 

เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น ดวงดาวหยุดยืนอยู่ตรงหน้าตะวัน เธอนั่งขัดสมาธิเอามือเท้าคาง ถ้าเธอหยิบจับสิ่งของได้ ป่านนี้คงห่มผ้าให้ไปแล้ว

 

“นี่เธอ เช้าแล้ว ไหนจะตื่นมาทำบุญให้ไง”

 

“ใส่บาตร!!” ตะวันสะดุ้งขึ้นก่อนจะกรีดร้องด้วยความตกใจ เพราะวิญญาณที่แทนตัวเองว่าดวงดาวนั่งอยู่หน้าเธอห่างกันไม่กี่คืบ “ผี! กริ๊ดดดด ผี!”

 

“รู้แล้ว โวยวายอยู่ได้” ดวงดาวลุกขึ้นและย้ายตัวเองไปอยู่สุดกำแพงซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับตะวัน “ไกลพอยัง”

 

“ถ้าจะให้ดีกว่านี้ควรออกนอกห้อง”

 

“ก็รู้นี่ว่าไปไม่ได้”

 

“อยู่ตรงนั้นห้ามขยับไปไหนนะ” ตะวันชี้นิ้วสั่งผี จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับตัวเองออกจากมุมห้องวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมซื้อของใส่บาตรทำบุญให้ดวงดาว

 

แต่ดวงดาวไม่ได้ทำตามคำที่ตะวันบอก เธอกลับเดินรอทั่วห้อง “เป็นระเบียบดีแฮะ” และทันใดนั้นเองประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออก ทั้งสองยืนประจันหน้ากันเข้าอย่างจัง

 

“กริ๊ดดดด! ก็บอกห้ามขยับไปไหนไง!” ดวงตาของตะวันเบิกกว้างอย่างตกใจ สิ้นเสียงของเธอ ดวงดาวก็หายตัวกลับไปยืนชิดกำแพงที่เดิมทันที

 

“ก็มันเบื่อนี่ ให้ยืนเฉยๆ”

 

“เดี๋ยวก็ไม่ทำบุญไปให้หรอก” ตะวันเริ่มที่จะกล้าขู่ เขาว่ากันว่าพวกนี้กลัวจะไม่ได้รับบุญ แต่กับผีตนนี้คาดการณ์อะไรไม่ได้จริงๆ

 

“ก็ตามใจเธอนะ ดวงดาวก็จะอยู่ด้วยตลอดไป”

 

“ทำแล้วทำแล้ว ไม่ขู่แล้ว”

 

ดวงดาวฉีกยิ้มอย่างผู้ชนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #5 THE BlACK ANGEL (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 07:30
    แลดูสุขสันต์จังเลยนะ ดวงดาว🤣
    #5
    0
  2. #1 sawadoru (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 02:44

    ดวงดาวน่ารัก มีผีแบบนี้อยู่ในห้องสัญญาจะไม่กรี๊ด รอตอนต่อไปอยู่นะคะ 🤣

    #1
    1
    • #1-1 น.นิรา(จากตอนที่ 1)
      8 พฤษภาคม 2563 / 01:28
      ขอบคุณค่ารีดดด เดี๋ยวไรท์จะรีบแต่งแล้วปล่อยตอนต่อไปน๊า ... .พอดีลงตอนแรกไว้เป็นน้ำจิ้ม ^^
      #1-1