[จบ] Paparazzi สืบข่าวป่วนหัวใจ [Yuri]​ [มีEBook MEB]

ตอนที่ 1 : บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 747
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    30 พ.ย. 62

บทที่ 1


 

ผู้คนมากมายต่างพากันมาจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่จำเป็นและต้องการ บ้างก็มาทานอาหารกับครอบครัว เพื่อน คนรักหรือแม้กระทั่งกับกิ๊ก!


 

ต่างพากันเพลิดเพลินโดยบางคนก็ไม่รู้เลยว่ามีคนกำลังแอบจับตามองหรือสะกดรอยตามอยู่


 

ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำตัวลับ ๆ ล่อ เหมือนว่ากำลังดักซุ่มสังเกตการณ์ใครบางคน หากคนทั่วไปมองผ่าน ๆ ก็คงไม่ได้ใส่ใจกับการกระทำและการแต่งกายของเธอมากนัก


 

แต่หากสังเกตและพิจารณาก็คงแปลกใจไม่น้อย


 

เธออยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ แต่ทะมัดทะแมง รวมผมเป็นหางม้า กางเกงยีนขายาว เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำด้านและหมวกแก๊ปไว้อำพรางใบหน้า


 

ในมือถือโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่การันตีกล้องว่าซูมได้ไกลที่สุดในบรรดาแบรนด์อื่น ๆ


 

เธอกำลังส่องดูบางคนจากกล้องมือถือตัวนี้ ที่เพิ่งถอยล่าสุดเพื่องานนี้โดยเฉพาะ


 

คงสงสัยว่าเธอทำงานอะไรถือได้ว่างตามส่องชีวิตของคนอื่นแบบนี้


 

เธอเป็นนักข่าวแต่เป็นนักข่าวกีฬา!


 

ย้อนไปสองอาทิตย์ก่อน


 

ฉันกำลังเลื่อนเม้าท์ไล่ดูหน้าเฟซบุ๊กเรื่อยเปื่อยด้วยความเบื่อหน่ายจนไปสะดุดกับโพสต์หนึ่งที่เพื่อนแชร์มาจนต้องไล่ย้อนขึ้นไปดู นั่นคือข่าวซุบซิบดารา


 

‘นางเอกดังหน้าตาใสซื่อ แต่!! ตัวจริงร้ายยิ่งกว่านางร้ายในละคร ล่าสุดมีข่าวเม้าท์มาว่านางเกรี้ยวกราด เหวี่ยงทุกคนในกอง ผู้กำกับหรือนักแสดงรุ่นใหญ่ต่างก็รู้กิติศักดิ์นางดีว่าเป็นอย่างไร คนมันดังแฟนคลับแน่นอะเนาะเลยมีงานเข้าเรื่อย ๆ เดี๊ยนก็ไม่รู้ว่านางจะดับเมื่อไหร่เหมือนกันนะงานนี้ คงต้องตามดูกันต่อไปจ้าาา’


 

“ข้าวทำไรอยู่ ทำไมดูตั้งอ่านจังเลย อ่านไร” เสียงของกนกเพื่อนร่วมงานดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง


 

“ข่าวดาราอ่ะ ว่าแต่แกรู้ปะว่าเป็นใคร”


 

ฉันใช้ขาดันเก้าอี้ล้อเลื่อนที่นั่งอยู่ออกนิดหน่อยให้ไม่บังหน้าจอและข้อความข่าวที่กำลังอ่านอยู่


 

กนกเป็นเพื่อนนักข่าวร่วมสถาบัน เธอเป็นนักข่าวสายบันเทิง และฉันรู้ว่าเธอกำลังตามงานนี้อยู่


 

“อ่อข่าวนี้เองเหรอ แกอยากรู้จริง ๆ เหรอ”


 

“อยาก อยากมาก!”


 

ต่อมเผือกฉันทำงานเมื่อเห็นหัวข้อข่าว ความจริงฉันก็ไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่าฉันมีเพื่อนสนิทเป็นดารา เป็นถึงนางเองดังเชียวนะ ก็เลยกลัวว่าข่าวนี่จะเป็นของเพื่อนฉันต่างหากล่ะ


 

“ก็มีเล็ง ๆ ไว้สองสามคน แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นคนไหนกันแน่ ข้าวแกสนใจสืบปะ”


 

“สน!” ฉันตอบแบบไม่ต้องคิดเลย ขอบอกก่อนเลยนะว่าไม่ค่อยอยากจะเผือกเท่าไหร่ แต่กลัวคนในข่าวเป็นเพื่อน จะได้เตือนได้ทัน


 

“แต่ฉันไปแย่งงานแกมันจะดีเหรอ”


 

“ดี พี่อนุญาต”


 

“พี่เอกวุฒิ”


 

ผู้ชายขาวตี๋ร่างท้วมดูสะอาดสะอ้าน พี่เอกวุฒิหัวหน้าที่คอยจัดสรรหน้าที่ต่าง ๆ ให้คนในบริษัทนั่นเอง


 

“เดี๋ยวตบปากแตก บอกให้เรียกเอก…”


 

“เอกชัย”


 

ฉันพูดขึ้นก่อนที่พี่เอกวุฒิจะพูดชื่อที่ตัวเองตั้งขึ้นใหม่


 

“ไม่ตบปากแล้ว แต่ไล่แกออกแทนดีไหม” พี่เอกวุฒิลดมือที่ง้างขึ้นเตรียมฟาดลง


 

“ไม่ดีค่ะ ถ้าออกแล้วข้าวจะมีกินเหรอคะ อีกอย่างถึงพี่จะไล่ข้าวข้าวก็ไม่ออก” ฉันส่งยิ้มยียวนกวนบาทา


 

โชคดีที่ฉันมีเจ้านายเป็นกันเอง ไม่งั้นฉันคงโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานแล้ว


 

“พี่เอกกี้หวัดดีค่ะ” กนกทักพี่เอกวุฒิด้วยชื่อที่คนฟังรู้สึกพึงพอใจ


 

“หวัดดีจ้ะน้องหนกพนักงานดีเด่นของพี่.. ไม่เหมือนยัยที่อยู่ตรงหน้าฉัน” พี่เอกวุฒิหันหน้ามาทำหน้ายักษ์แยกเขี้ยวใส่


 

ส่วนฉันก็ยิ้มหวานตอบ


 

“ไม่ต้องมายิ้ม เมื่อไหร่แกจะเรียกฉันให้เสนาะหูสักทีฮะใบข้าว”


 

ฉันว่าคงไม่มีวันนั้น ก็คนมันชินเรียกแบบนี้ไปแล้วนี่ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาฉันไม่เคยเรียกพี่เอกวุฒิว่าเอกกี้สักครั้งเดียว ครั้งเดียวก็ไม่มี


 

“พี่เอกวุฒิก็… ข้าวว่าพี่น่าจะชินได้แล้วน่า”


 

“แล้วที่พี่บอกว่า ‘ดี’ เมื่อกี้มันหมายความว่ายังไงเหรอคะ” ฉันรีบถามต่อ หากไม่รีบแทรกคงได้เถียงกันเรื่องชื่อยาวแน่


 

“พี่อยากให้เราช่วยน้องหนกของพี่ตามสืบตามเผือกข่าวซุบซิบหน่อยน่ะ”


 

“เอ้าแล้วงานของข้าวล่ะคะ ข้าวต้องไปคอยติดเกาะขอบสนามแข่งอีกตั้งหลายที่”


 

“คนของเราไม่พอน่ะสิ เรื่องพวกนี้มันมีมาไม่เว้นแต่ละวันเลย แถมมีแต่เรื่องน่าเผือกทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ”


 

ใช่ มันมีแต่เรื่องคนโน้นคนนี้มาไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังเป็นข่าวที่คนทั่วไปให้ความสนใจอย่างล้นหลามซะด้วย


 

“แต่ข้าวไม่ถนัด…” ฉันทันได้พูดจบพี่เอกวุฒิก็ตีหน้าเศร้าแล้วพูดต่อ


 

“บริษัทของเราคงต้องปิดลงในเร็ววัน บริษัทเล็ก ๆ จะไปสู้บริษัทใหญ่โตเหมือนสำนักอื่นได้ยังไง พนักงานของเราก็มีน้อย ทำข่าวได้ไม่ทั่วถึง ข่าวที่คนสนใจกันก็มีแต่ข่าวคนดังเนี่ยแหละ ถ้าข้าวไม่ช่วยพี่อีกแรง มีหวังพนักงานทุกคนของพี่คงต้องตกงาน เฮ้องานสมัยนี้ก็หาลำบากซะด้วย ไหนจะป้าแม่บ้าน แกแก่แล้วไปที่ไหนใครเขาจะจ้าง พี่ล่ะเป็นห่วงจริง ๆ ไหนจะยามหน้าบริษัทแล้วไหนจะ….”


 

“พอก่อนพี่เอกวุฒิ” ฉันรีบยกมือห้ามก่อนที่พี่แกจะอ้างเอาทุกแผนกมาพูด “ร่ายยาวยิ่งกว่าละครหลังข่าวอีก สรุปข้าวต้องทำ นี่บังคับทางอ้อมชัด ๆ”


 

บอกว่านี่คือคำสังตั้งแต่แรกก็จบ เล่นดึงดราม่าซะยาวเหยียดเชียว


 

“เออ! ก็รู้อยู่แล้วจะปฏิเสธให้เสียเวลาทำไม” พี่เอกวุฒิสลัดสีหน้าเมื่อครู่ทิ้งทันที


 

มงต้องลง รางวัลโนเบลต้องได้แล้วแหละ


 

“ให้ข้าวควบสองงาน มีอะไรให้ข้าวเปล่าพี่” ฉันหรี่ตามองพี่เอกวุฒิพลางถูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เข้าด้วยกัน


 

เงินน่ะเงิน มันต้องมีโอทีกันบ้าง


 

“เดี๋ยวสิ้นปีพี่จัดให้เลย โอปะ”


 

“โอ! เดี๋ยวข้าวรีบหาข้อมูลแล้วจัดการสืบเลย” ฉันรีบขยับตัวเข้าไปยังหน้าคอมก่อนจะลงมือหาข้อมูลเตรียมไว้


 

และทั้งหมดที่กล่าวมา ฉันจึงต้องมาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ในที่สาธารณะแบบนี้


 

แต่ที่กำลังตามสืบอยู่เนี่ยไม่ใช่เรื่องของนางเองสาวนะ พอดีเรื่องนั้นมันยังไม่มีจังหวะ


 

แต่เนี่ยข่าวใหม่ เขาว่ากันว่าดาราหนุ่มใหญ่ที่กำลังถูกฉันจับตามองอยู่เนี่ย ชอบลวนลามพนักงานเด็กสาววัยกรุบกริบที่อ่อนต่อโลก จะได้ไม่กล้าหือ


 

แต่ฉันสงสัยอยู่อย่างว่าทำไมถึงไม่มีข่าวประจานหลุดออกมาเลยสักราย เหยื่อของนายคนนี้ไม่ออกมาแฉบ้างเหรอ มันต้องมีสักคนแหละที่กล้า แต่นี่กลับไม่มีเลยสักคนเดียว


 

อุ้ย เป้าหมายเข้าไปในร้านอาหารญี่ปุ่นแล้ว


 

เมื่อเขาคนนั้นกำลังจะเดินเข้าไปยังที่นั่ง แขนของเขาก็เข้าไปเฉียดหน้าอกน้องพนักงาน จนเด็กเสิร์ฟสะดุ้งและถอยเท้าออกห่างเล็กน้อยก่อนจะทำหน้าที่ของตัวเองต่อ


 

โอโห้เล่นแบบนี้จะจะตากลางร้านเลยเหรอเนี่ย ว่าแล้วฉันก็ตั้งกล้องเล็งโฟกัสทันที นิ้วโป้งเตรียมพร้อมไว้ที่ปุ่มกดถ่าย ฉันว่าต้องไม่ได้มีครั้งเดียว จะได้เตรียมรัวหลาย ๆ ช็อต เก็บสะสมเป็นหลักฐานพอมีเยอะ ๆ ก็จะได้ดิ้นไม่หลุด


 

ฉันยืนรอให้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอีกรอบ แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จนกระทั่งเขาเช็กบิล


 

ดาราหนุ่มคนนั้นก้มตัวเก็บกระเป๋าตังที่แกล้งเขี่ยลงพื้นเมื่อครู่ และมือค่อยหยิบ…กระจกขึ้นมาส่อง!?


 

ฉันหรี่ตามองหน้าจอมือถือก่อนเอามันออกและใช้สายตามองไปข้างหน้าแทน


 

โธ่! มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังขัดขวางการทำงานของฉัน ขยับออกไปนิดสิ ฉันเปลี่ยนตำแหน่งส่องไม่ได้เสียด้วย เดี๋ยวเป้าหมายจะรู้ตัว ตรงจุดที่ฉันยืนมันเป็นมุมอับและมองได้กว้างซะด้วย


 

โอ๊ย ยัยผู้หญิงชุดจั้มสูทมายืนส่องกระจกอะไรตรงนี้


 

ไม่นานเธอก็เดินออกจากรัศมีกล้องไป แต่เขาคนนั้นหายไปแล้ว หายไปไหนวะ


 

ฉันรีบสาวเท้าตรงไปยังบริเวณร้าน กวาดตามองพลางแกล้งยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหูเหมือนกับว่ากำลังโทรตามเพื่อน


 

โคร่ม!

ฉันรีบหันไปตามเสียงที่มาจากด้านข้างของลำตัว ก็เห็นกระเป๋าตกอยู่ที่พื้น ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นพร้อมกับเจ้าของกระเป๋านั่งจับกบอยู่ข้างของของตัวเอง


 

เจ้าของกระเป๋าไม่ใช่ใครที่ไหน ยัยชุดจั้มสูทเมื่อกี้นั่นเอง


 

ฉันมองเธอก่อนที่หางตาจะพลันเหลือบไปเห็นเป้าหมายที่ฉันกำลังตามอยู่ แต่คนดีอย่างฉันคงต้องช่วยผู้หญิงคนนี้ก่อน


 

“เป็นไรไหมคะ ฉันช่วย” ฉันยืนมือให้เธอแต่ทว่ากลับถูกปัดออก เธอปฏิเสธความหวังดีของฉันซะงั้น


 

“สกปรก! ชนฉันแล้วไม่ขอโทษอีกเหรอ นิสัยไม่ดีเลยคนสมัยนี้” เธอรีบดันตัวเองลุกขึ้นก่อนที่จะอายคนอื่นไปมากกว่านี้


 

“โอ๊ย ว๊ายยยย” เธอร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นจากนั้นร่างเธอก็เอนไปทางข้างหน้า ฉันรีบคว้าเอวเธอไว้ก่อนที่เธอจะล้มลงอีกครั้ง


 

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ” ฉันถามซ้ำอีกรอบก่อนบอกถึงความบริสุทธิ์ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง “เอ่อแต่ว่าฉันไม่ได้เป็นคนชนนะคะ คุณเข้าใจผิดแล้ว”


 

เธอล้มเองแล้วมากล่าวหาฉันว่าเป็นคนชน


 

“อี๋สกปรก ปล่อยนะปล่อย”


 

“คะ?”


 

เป็นอะไรของเขา ว่าแต่ทำไมฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นเสียงผู้หญิงคนนี้จัง


 

“มือเธอน่ะสกปรก ปล่อย!”


 

ปล่อยก็ปล่อย ว่าแล้วฉันก็ทำตามที่เธอบอกโดยการปล่อยมือที่กำลังพยุงเธอออก


 

โคร่ม! “โอ๊ยใครบอกให้ปล่อย”


 

เสียงตวาดแว๊ดดังขึ้นทะลุแก้วหูของฉัน


 

ตกลงจะให้ปล่อยหรือไม่ให้ปล่อย


 

“ก็คุณเป็นคนบอกฉันเอง” ฉันตอบออกไปพลางก้มมองเธอที่ล้มคะมำอยู่ตรงหน้า


 

“ก็ไม่ใช่ปล่อยแบบนี้ไหม!” เธอนิ่วหน้าจ้องฉันอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ


 

สรุปฉันเป็นคนผิดเหรอเนี่ย


 

“ฉันว่าคุณลุกขึ้นก่อนเถอะ คนมองทั้งห้างแล้ว”


 

ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเริ่มหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนก็ซุบซิบกันก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป


 

เธอยื่นมือมาตรงหน้าฉัน


 

“ดึงขึ้นสิ ยืนมองอะไรอยู่เล่า ช่วยฉันหน่อย เธอเป็นคนผิดนะ”


 

ฉันถอนหายใจก่อนพยุงเธอไปนั่งม้านั่งทรงกลมที่ตั้งอยู่กลางทางเดิน


 

“โอ๊ย”


 

เธอโอดโอยเดินกะเผลก


 

“คุณนั่งพักตรงนี้ก่อนแล้วกันค่ะ เดี๋ยวฉันไปเก็บของคุณให้”


 

จากนั้นฉันจึงก้มเก็บของของเธอที่กระจัดกระจายไปทั่วก่อนจะนำมันมาให้เธอ


 

เธอคว้าไปจากมือฉันก่อนจะคุ้ยบางอย่าง


 

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”


 

เฮ้อ สุดท้ายวันนี้ฉันก็ไม่ได้อะไรนอกจากมีเรื่องกับผู้หญิงคนนี้


 

“เดี๋ยวอย่าเพิ่งไป”


 

เธอคว้ามือฉันไว้ ฉันจึงจำเป็นต้องหันกลับไป


 

“มีอะไรรึเปล่าคะ”


 

“อย่าเพิ่งไปจนกว่าฉันจะเช็กจนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่ได้ขโมยของฉันไป” ว่าจบเธอก็คุ้ยกระเป๋าของเธอต่อ โดยที่อีกมือยังคงจับฉันไว้


 

สงสัยกลัวฉันจะหนี


 

“ฉันอุตส่าห์ช่วยคุณนะ แล้วจะมากล่าวหากันแบบนี้ได้ยังไง”


 

“ช่วยเหรอ? แกล้งชนแล้วทำมาเป็นช่วยเหลือเพื่อปล้นฉันมากกว่า เป็นแก๊งตกทองหรือเปล่าก็ไม่รู้”


 

เอาเข้าไป! ฉันกลายเป็นโจรตกทองไปซะแล้ว


 

ช่างเถอะยังไงวันนี้งานก็ล่มไปแล้ว จะเสียเวลาตรงนี้อีกหน่อยก็คงไม่เป็นไร


 

ฉันยืนสักพักเมื่อเห็นว่ามันเริ่มนาน จึงเปลี่ยนเป็นนั่งลงข้าง ๆ เธอ


 

เธอหันหน้ามองฉันพลางขยับตัวออกห่าง แต่ก็ยังคงจับมือฉันไว้แน่น


 

“คุณไม่ต้องระแวงฉันหรอก แค่เมื่อยเลยนั่งน่ะ แล้วมือน่ะเลิกจับได้แล้ว หาของมือเดียวมันจะเสร็จตอนไหน”


 

“ถ้าเธอหนีล่ะ”


 

“ไม่หนีหรอก จะเอาเบอร์โทร เลขที่บ้านไว้เลยมะ” ฉันประชดออกไป


 

“เอา!”


 

ฉันนั่งอ้าปากมองเธอ ฉันแค่ประชดเล่นไม่นึกว่าเธอจะจริงจังขนาดนี้


 

“ไหนบอกจะให้ เอามาสิ เร็ว” เธอกระดิกนิ้ว


 

“เอาจริงเหรอ”


 

“จริง เอามาสิ ลีลาอยู่นั่น หรือเป็นโจรจริง ๆ เป็นโจรจริงใช่ไหม” เธอเบิกตาก่อนจะอ้าปากทำท่าเหมือนจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ


 

“เอามือถือคุณมา เดี๋ยวเมมให้” ฉันรีบพูดตัดก่อนที่เธอจะร้องออกไป ดูท่าแล้วน่าจะร้องออกไปจริง ๆ


 

เธอยื่นโทรศัพท์มือถือมาให้ฉัน เมื่อเมมเบอร์ตัวเองเสร็จจึงส่งคืน


 

“ใบข้าวผู้ปิดทองหลังพระ?” เธออ่านชื่อที่ฉันเมมให้


 

“ช่างกล้า มันต้องแบบนี้” จากนั้นเธอก็ลบและพิมพ์บางอย่างแทน แต่เมื่อฉันจะชะโงกดูเธอก็ซ่อนมันไม่ให้ฉันอ่านเห็น


 

“แล้วคุณชื่ออะไรคะ”


 

ฉันถามเธอ ในเมื่อเธอรู้ชื่อของฉันแล้ว ฉันก็ควรจะรู้ชื่อของเธอเหมือนกัน


 

เมื่อฉันถามออกไป เธอทำหน้าเหวอใส่


 

“ไม่รู้จักฉันจริง ๆ เหรอ”


 

“ไม่ค่ะ”


 

“ไปอยู่หลุมไหนมาฮะ ที่บ้านไม่รู้จักทีวีเหรอ แต่สมัยนี่เน็ตก็เข้าถึงทุกพื้นที่แล้วนะ ให้ตายสิ! ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าฉันเป็นใคร”


 

“เอ้า คุณยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร แล้วทำไมฉันต้องรู้”


 

“โอ๊ย บ้านเธออยู่หลังเขาแน่ ๆ”


 

“แล้วสรุปของหายไหมคะ” ฉันตัดบท ตอนนี้อยากกลับบ้านไปนอนเต็มทีแล้ว


 

“ไม่มียังหาของที่เธอขโมยไปไม่มี ถ้ามีเมื่อไหร่โทรจิกแน่นอน ไม่ต้องห่วง”


 

“งั้นมือค่ะ” ฉันชี้ไปที่มือของตัวเอง


 

“ก็ไม่ได้อยากจับหรอก แค่มันจำเป็น” เธอรีบปล่อยออกแล้วก็หยิบบางอย่างขึ้นมาบีบใส่จนเกือบล้นมือ


 

“เจลล้างมือ? ทำไมใช้เยอะอย่างนั้นล่ะคะ”


 

“ฆ่าเชื้อสิ จับเชื้อโรคมาก็ต้องทำให้มันสะอาด”


 

เอ๊ะ! นี่หลอกด่าฉันหนิ


 

“งั้นขอตัวก่อนนะคะ”


 

เธอเหลือบมองฉันพลางยกไหล่และยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาบางคน


 

ทีแรกฉันก็กะว่าจะนั่งเป็นเพื่อนเธออยู่หรอก เห็นว่าเจ็บขา แต่ทำกันถึงขนาดนี้ คงไม่เป็นอะไรง่าย ๆ


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

51 ความคิดเห็น

  1. #3 Haoshinao (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 02:10

    อืม..นางเอกแรงจัง 55+

    #3
    0