คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 5 : คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง EP.จบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 418
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

มหาเทพหย่อนตัวลงนั่งยังแท่นประทับด้านข้างของสระบัว สายพระเนตรยังคงจับจ้องที่บุตรชายแน่วนิ่ง ริมฝีปากเผยยิ้มเพียงเล็กน้อย ฉงหลินเซียนกวงที่เดินมาพร้อมถาดน้ำชาในมือ กลับต้องสะดุดตากับท่าทีของโอรสน้อยที่กำลังมาดมั่น ดวงตาเล็กๆ ที่จ้องมองลงไปยังบ่อน้ำใสตรงเบื้องหน้าฉงหลินก็พลันเผลอไผลยิ้มออกมาทันที มหาเทพเปรยพระพักตร์ขึ้นมามองฉงหลิน สายพระเนตรอันสุขุมนั้นคล้ายจะกลายๆ ห้ามปรามฉงหลินส่งเสียงอันใดเล็ดลอดออกมาเป็นการรบกวนเด็กชายตัวน้อยที่ยืนตั้งมั่นดวงจิตอยู่ ฉงหลินผู้รู้ความจึงรู้ถึงความต้องการนั้นของมหาเทพได้ไม่ยากนัก เขาจึงเดินไปวางกาน้ำชาพร้อมถ้วยชาใบเล็กสีขาวมุกสองใบยังเบื้องหน้าพระพักตร์ ก้าวถอยออกไปยืนยังด้านหลังของมหาเทพ จ้องมองโอรสน้อยก็พลอยตื้นตัน ยืนยิ้มกริ่มเฉกเช่นมหาเทพ

“ท่านพ่อ ข้าทำไม่ได้ ผ่านไปตั้งนานข้ายังไม่เห็นปลาแม้สักตัวแหวกว่ายอยู่ในสระ”

ริมฝีปากเล็กๆ ขบเม้มลง เสียงลมลอดผ่านปลายจมูกรั้นเบาๆ กุ๋นกุ่นทอดถอนใจหันมามองพระพักตร์ของบิดา นัยน์ตาดำขลับกลับดูเศร้าหมองฉับพลัน มหาเทพคล้ายจะกังวลต่อสถานการณ์เยี่ยงนี้ แต่ยังคงความสุขุมของกิริยาทุกท่วงท่า แม้เขาจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็กลับขยับมุมปากเผยยิ้ม เดิมทีด้วยเทพเคารพสูงสุดเช่นเขาไม่เคยสนพระทัยกับความทุกข์ใจเล็กๆน้อยๆ ของผู้ใดเยี่ยงนี้ ครั้นกาลก่อนตนยังเคยตรัสกับจิ้งจอกภูติสีแดงตัวน้อยด้วยพระพักตร์แย้มยิ้มว่า ‘ข้าชอบแกล้งให้คนร้องไห้ เจ้าจงร้องไห้ดังอีกหน่อย’ นั่นเพียงเพราะว่าเขามิใคร่จะใส่ใจความรู้สึกของผู้ใดมาก่อน แต่เพลานี้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้ากลับทำให้เทพเคารพสูงสุดเช่นเขาหวั่นไหว ดวงจิตไม่สงบนิ่งดังเช่นเคย ด้วยเทพเคารพพระองค์นี้มิเคยมีบุตรชายมาก่อน ครั้นยังมิเคยได้เลี้ยงดูเทพเซียนน้อยใด ทำให้มหาเทพทำได้เพียงแต่นั่งอยู่นิ่งๆ ด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย ฉงหลินเห็นกาลนี้สมควรนักที่มหาเทพจะปลอบประโลมบุตรชาย เผลอไผลยักคิ้วหลิ่วตาอันเป็นดั่งสัญญาณให้มหาเทพเอ่ยถ้อยคำแม้เพียงครึ่งคำกับบุตรชายของเขานั่นคงจะดีไม่น้อย

“ฉงหลิน ตาเจ้าเป็นตะคริวหรืออย่างไรกัน”

“เอ่อ ขออภัยมหาเทพ ไม่ได้เป็นพ่ะย่ะค่ะ”

“เยี่ยงนั้น เจ้าเป็นอะไร”

ฉงหลินคิดอ่านได้รอบคอบ ขยับร่างเข้าไปยืนเคียงข้างมหาเทพ กระซิบกระซาบถ้อยคำบางอย่างที่ริมโสตเขา ถ้อยคำของฉงหลินดั่งคำที่เบิกพระเนตรพระกรรณ ทำให้ผู้ที่เคยรู้แจ้งเกี่ยวกับสรรพสัตว์ในโลกหล้า เว้นเสียแต่เรื่องการเลี้ยงดูบุตรชายคนแรกให้ได้คลายสงสัยไปบ้าง มหาเทพพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวชื่นชมฉงหลินผ่านสายพระเนตรที่โอนอ่อนลง

“กุ๋นกุ่น”

“ขอรับท่านพ่อ”

“เจ้าพยายามได้ดีมาก แต่เจ้าเป็นบุตรชายของข้าต้องไม่ย่อท้อหวาดหวั่นต่อสิ่งใดง่ายๆ มีหรือเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เจ้าจักทำมิได้ ดูตัวเจ้าสิ มีสิ่งใดบ้างที่ไม่เหมือนข้า เช่นนั้น สิ่งใดที่ข้าทำได้ ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าต้องทำได้เป็นแน่ แค่เจ้าหมั่นบำเพ็ญเพียรพยายาม ทุกสิ่งย่อมสัมฤทธิ์ผลในไม่ช้า”

“ขอรับท่านพ่อ”

“เจ้าเดินมาหาข้าตรงนี้ประเดี๋ยว”

ร่างเล็กๆ ห่อไหล่เดินใบหน้าง้ำงอไปหาผู้เป็นบิดาของเขา มหาเทพจับมือเล็กๆ ของเขาไว้ในเบื้องพระหัตถ์ มือหนึ่งยกขึ้นมายีหัวเขาด้วยความเอ็นดูเบาๆ

“เพลานี้แม้จะยังไม่สัมฤทธิ์ผล แต่เจ้าก็ตั้งใจได้ดีมาก”

“แต่ข้ายังไม่ได้ปลาไปให้ท่านแม่แม้สักตัว”

“หากเจ้าอยากให้นางเบิกบานใจ เยี่ยงนั้น เจ้ายิ่งต้องเพียรพยายาม เช่นนั้นเรามาลองกันอีกสักคราเถิด”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

มหาเทพจับร่างเล็กๆ นั้นหันกลับไปยังสระน้ำตรงเบื้องหน้า มือหนึ่งสัมผัสลงกลางแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา กระแสปราณทิพย์ที่ค่อยๆ หลั่งไหลจากฝ่ามือหนาใหญ่กลางแผ่นหลังของกุ๋นกุ่น ทำให้เขาสะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย กระแสปราณทิพย์สีม่วงอ่อนอันแกร่งกล้าเพียงเล็กน้อยทำให้นัยน์ตาที่เคยสีดำขลับกลับแฝงสีม่วงกระจ่างวาววับขึ้นมาอยู่ชั่วครู่

“เจ้าจงตั้งใจเพ่งพินิจที่สระน้ำนั้นอีกสักครา แต่ครานี้จิตเจ้าต้องสงบนิ่งดั่งหินผา ผ่อนลมหายใจของเจ้าเข้าออกให้สม่ำเสมอ”

“ขอรับท่านพ่อ”

กุ๋นกุ่นพยายามทำตามของสั่งสอนของมหาเทพด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น พลันเกิดภาพปลาสีส้มทองแหวกว่ายกลางสระน้ำใสใต้ใบบัว นัยน์ตาดุจผลองุ่นเบิกกว้างพลางรีบวิ่งไปหยิบเบ็ดตกปลาที่วางพาดไว้ด้วยความดีใจ

“หึ” เสียงทุ้มเข้มออกปลายจมูกพร้อมพระพักตร์ที่แย้มยิ้มของมหาเทพ ทำให้ฉงหลินที่ยืนอยู่เคียงข้างพลางต้องยิ้มกริ่มตามไปด้วย โอรสน้อยตรงเบื้องหน้าของเขาช่างปรีชาไม่แพ้ผู้เป็นบิดาเสียเลย เพียงแค่มหาเทพแบ่งพลังบำเพ็ญให้เขาแค่ไม่ถึงเสี้ยวส่วน เขากลับนำเอามันออกมาใช้ได้ภายในทันที กล่าวได้ว่าโอรสน้อยผู้นี้นั้นมีพรสวรรค์โดยแท้ แม้ไม่ได้ฝึกฝนวิชาใดจนเชี่ยวชาญแต่กลับใช้วิชาเวทย์นั้นได้อย่างชำนาญการเสียแล้ว

“โอรสน้อยทรงปรีชา ไม่ต่างจากพระองค์เลย”

“บุตรชายของข้า ย่อมดีพร้อมทุกด้าน”

“มหาเทพกล่าวได้ถูกต้อง”

เพลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ร่างเล็กๆ ในชุดผ้าแพรสีฟ้ากลับก้าวย่างอย่างรวดเร็วเข้าไปในโรงครัวของวังมหาอรุณ ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความเบิกบาน ถือปลาในมือที่ยังคงดิ้นขลุกขลักอย่างทุลักทุเลไปหาเฟิ่งจิ่ว

“ท่านแม่! ท่านแม่”

“อ้าว กุ๋นกุ่น เจ้ามีอะไรหรือ”

“ท่านดูนี่สิ ท่านพ่อสอนข้าตกปลาด้วย”

เฟิ่งจิ่วมองปลาหางกระจกตัวอ้วนในมือของบุตรชายพลางแย้มยิ้ม นางย่อตัวลงนั่งเบื้องหน้าร่างเล็กๆ ที่กำลังยิ้มร่าด้วยความเบิกบานใจ เพลานี้กุ๋นกุ่นน้อยคงกำลังภูมิใจในตนเองมากกระมัง นางไม่เคยเห็นเขายิ้มอย่างเบิกบานมากเช่นนี้มาก่อน มหาเทพเลี้ยงดูบุตรชายได้มิเลวเลยทีเดียวเทียว แต่นางกลับไม่เคยได้คิดว่าวิชาแรกที่มหาเทพจะสอนบุตรชายของเขานั้นกลับเป็นวิชาการตกปลาที่เขาชมชอบมาตลอด

“ท่านพ่อให้ข้านำมาให้ท่านแม่ทำปลาเปรี้ยวหวาน”

“ได้ ข้าจะนำปลาที่เจ้าตกมาได้ทำมื้อค่ำวันนี้”

มหาเทพเดินตามบุตรชายของเขาเข้ามาในครัวด้วยท่วงท่าสุขุม แต่กลับมีพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม มหาเทพผายมือออกคำสั่งให้นางกำนัลสองสามคนออกจากห้องครัวไปทำให้เฟิ่งจิ่วฉงนใจนางจึงใคร่สงสัยขึ้นมาทันที

“มหาเทพ ท่านทำเยี่ยงนี้ แล้วใครจะอยู่ช่วยข้า เช่นนี้กว่าเราจะได้กินกันไม่ค่ำมืดเสียก่อนหรือไร”

“ข้ากับกุ๋นกุ่น จะมาเป็นลูกมือให้เจ้าเอง”

“ห๊า! มหาเทพ ท่านกับกุ๋นกุ่นเนี่ยนะ จะมาเป็นลูกมือทำครัวให้ข้า”

มหาเทพยกมือขึ้นมากอดอกยกคิ้วให้นาง กุ๋นกุ่นจ้องมองกิริยาของมหาเทพกลับยกมือขึ้นมากอดอกพลางพยักหน้าหงึกๆ ให้นางเช่นกัน เฟิ่งจิ่วยิ้มเจื่อน สองบุรุษตรงเบื้องหน้า ช่างหน้าหนาพอกันเสียจริง คนหนึ่งฝึกปรือทำอาหารมาเนิ่นนานแต่รสมือกลับยังไม่เข้าที่เข้าทางเสียที กล่าวได้ว่า กว่าจะพัฒนาฝีมือทำอาหารของมหาเทพได้นั้นนางเองก็ใช้เวลามาเนิ่นนานพอสมควร ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นไม่รู้จักแม้แต่เครื่องปรุงใด งานครัวก็ไม่เคยได้เฉียดกรายเข้ามาใกล้ แต่วันนี้ทั้งสองกลับสนใจที่จะช่วยเหลือนางทำอาหาร นั่นย่อมเป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับนาง

“เอาเถิดๆ เลิกกอดอกกันได้แล้ว ก็ได้ๆ”

“เสี่ยวป๋าย เจ้าจะให้ข้าช่วยสิ่งใดได้บ้าง”

“มหาเทพ ท่านก็ทำปลาเปรี้ยวหวานเถิด รสมือของท่านเริ่มใกล้เคียงกับข้าแล้ว อย่างอื่น ข้ายังไม่ไว้ในรสมือท่าน”

“ได้”

มหาเทพรับปลาในมือของกุ๋นกุ่นเดินเข้าไปยังด้านใน จัดการใช้วิชาเวทย์ ล้าง หั่น แล่ ในคราเดียว เพียงชั่วพริบตาปลาหางกระจกตัวอ้วนก็ถูกยกลงเตาอย่างง่ายได้ เฟิ่งจิ่วหันมามองบุตรชายของนางพลางคิดหนัก นางไม่เคยให้เขาได้เข้าครัว งานใดเล่าจะเหมาะสมกับเขา ร่างเล็กๆ ที่สูงเพียงขอบเตา จะทำอะไรได้บ้างหนอ นางครุ่นคิดหนักจนเผลอยกมือขึ้นมากอดอดพลางหันมองไปรอบห้องครัว

“กุ๋นกุ่น ท่านพ่อของเจ้าไล่นางกำนัลไปหมดเสียแล้ว ครานี้คงมิมีใครช่วยเราจัดเตรียมโต๊ะอาหารในมื้อนี้เป็นแน่ เยี่ยงนั้นคงต้องเป็นหน้าที่เจ้าล่ะ”

“ขอรับท่านแม่”

กุ๋นกุ่นยิ้มรับหน้าที่ใหม่ เขาตั้งอกตั้งใจทำตามคำสั่งของนางอย่างขมักเขม้น ถึงแม้ว่าในห้องครัวใหญ่แห่งนี้จะมีจานชามมากมายเรียงรายอยู่หลากหลายแบบ แต่เขากลับจดจำได้อย่างแม่นยำ ว่าจานชุดไหนเหมาะที่จะใช้ในเพลานี้ เขาหยิบมันออกไปจากห้องครัวอย่างเร็วพลันเดินเข้าไปยังตำหนักใหญ่ ร่างเล็กๆ นั้นวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่หลายครั้งหลายครากว่าจะครบถ้วนตามที่เขาต้องการ

ฉงหลินที่ถูกสั่งห้ามปรามโดยมหาเทพท่านผู้เฒ่า คำสั่งเด็ดขาดนั้นห้ามมิให้เขาเข้าไปช่วยเหลือสิ่งใดเฟิ่งจิ่วในเพลานี้ แต่ฉงหลินกลับยืนยิ้มกริ่มมองร่างเล็กๆ วิ่งเข้าวิ่งออกระหว่างตำหนักใหญ่กับห้องครัวอยู่หลายครั้งหลายครา แต่โอรสน้อยกลับมีใบหน้าที่เบิกบาน ไม่โอดครวญด้วยความเหนื่อยล้าแต่อย่างใด แต่ทว่า ครานี้มือน้อยๆ ที่ถือถ้วยชาไว้ในมืออย่างมั่นคงกลับสะดุดขอบประตูจนร่างนั้นแทบจะล้มคว่ำคะมำหงายต่อหน้าฉงหลิน

“โอรสน้อย!”

ฉงหลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันตกตะลึงพึงเพลิด ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายเคลื่อนไหวไปเองอย่างฉับพลัน มือที่ยื่นไปตรงเบื้องหน้าหวังเพียงคว้าโอบรับร่างน้อยๆ นั้นไว้ให้ได้ทันท่วงทีก่อนที่จะกระทบลงบนพื้น แต่ทว่า ร่างเด็กชายตัวน้อยนั้นกลับใช้วิชาเวทย์เคลื่อนย้ายอย่างฉับพลันได้อย่างแคล่วคล่อง ดวงตาจับจ้องมั่นคงที่ถ้วยชาและเก็บรวบรวมมันเอาไว้ได้ทั้งหมดในเพลาอันรวดเร็ว ฉงหลินยืนตกตะลึงงันอยู่เยี่ยงนั้นอย่างสงบนิ่ง ภายในใจกลับครุ่นคิด แม้ฉงหลินจะรู้ว่าพลังอันแกร่งกล้านี้เกิดจากพลังบำเพ็ญเพียงเสี้ยวเล็กๆ ที่มหาเทพถ่ายทอดให้เขา แต่ถึงกระนั้น โอรสน้อยผู้นี้ก็ยังเยาว์วัยนักทีจะมีดวงจิตอันมั่นคงเช่นนี้ ความกระจ่างใจที่ได้รับกลับมีเพียงความชื่นชม สมแล้วที่เขาเป็นบุตรชายของมหาเทพ ผู้ที่มีพลังเวทย์ล้ำลึกเหนือผู้ใดในใต้หล้า

“โอรสน้อย ท่านบาดเจ็บหรือไม่”

“ไม่ ข้ามิเป็นไร”

“ดีเสียจริง หากท่านได้รับบาดเจ็บ มหาเทพต้องทรงกริ้วกระหม่อมเป็นแน่”

“ท่านพ่อสอนข้าว่า หากจิตใจข้าสงบ ดวงจิตข้าก็จะสงบและมั่นคงด้วย ถึงเพลานั้น การเคลื่อนไหวของข้าก็จะเป็นไปตามที่ข้าต้องการ”

“เป็นเช่นนั้นจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

“ต่อไปข้าจะหมั่นบำเพ็ญเพียร อ่านเขียนให้มาก จะได้เก่งกาจเหมือนท่านพ่อของข้า”

“เยี่ยงนั้นย่อมดียิ่งพ่ะย่ะค่ะ มหาเทพและมหาเทวี ต้องภูมิใจในตัวท่านเป็นแน่”

กุ๋นกุ่นยิ้มอย่างเบิกบานถือถ้วยชาทั้งสามใบวิ่งเข้าไปยังตำหนัก ฉงหลินยืนมองร่างน้อยๆ นั่นวิ่งไปด้วยความพึงใจเช่นกัน แม้ฉงหลินจะล่วงรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า มหาเทพและเฟิ่งจิ่วนั้นออกมาจากห้องครัวทันได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ แต่กระนั้นมหาเทพกลับคิดว่า หากจะสั่งสอนให้บุตรชายของเขาเติบใหญ่เป็นเทพเซียนที่มีฝีมือเก่งฉกาจ ต้องปล่อยให้เขานั้นรู้จักล้มแล้วลุกขึ้นด้วยตนเองจึงจะดี มหาเทพจึงได้ดึงรั้งแขนของเฟิ่งจิ่วไว้ไม่ให้นางเข้าไปช่วยได้ทันการ

“มหาเทพ วิชาเคลื่อนย้ายนั่นท่านสอนเขาแล้วหรือ กุ๋นกุ่นใช้วิชาเวทย์นี้เป็นตั้งแต่เมื่อใดกัน ข้ามิเห็นรู้”

“กุ๋นกุ่นฉลาดหัวไว เข้าใจถ้อยคำที่ข้าสอนสั่งได้ไม่ยากนัก ข้ามิต้องออกแรงอันใด เขาก็ทำเสียแล้ว ถือว่าเขาเป็นเด็กที่น่าสอนสั่งทีเดียว”

“เชิญพวกท่านพ่อลูกสอนสั่งกันตามสบายภายหลัง เพลานี้พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถิด”

“อืม”

......

หลังจากมื้ออาหารอันสุขสำราญของทั้งสามคนพ่อแม่ลูกผ่านพ้นไป มหาเทพยังคงตามบุตรชายของเขาเข้าไปยังตำหนักในที่ยังคงไร้ชื่อ เฟิ่งจิ่วนั่งมองทั้งสองเล่นลูกข่างไม้สลักลวดลายสวยงามอยู่กลางห้องโถง แม้บางครั้งนางจะแอบเห็นมหาเทพใช้วิชาเวทย์บ้าง แต่ทุกครานางก็จะได้เห็นใบหน้าอันเบิกบานของกุ๋นกุ่นเช่นกัน เด็กชายตัวน้อยกำลังสนุกสนาน เสียงหัวเราะร่าดังขึ้นแทรกความสงบเงียบงันอยู่เป็นเนืองๆ แต่เพลานี้เริ่มเข้ายามไฮ่แล้ว เฟิ่งจิ่วจึงเริ่มปรือตา กระพือขนตาแพหนางอนงามของนางอย่างเชื่องช้า เท้าแขนลงข้างแท่นประทับ ภาพตรงเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน ท่าทางเช่นนี้ของเฟิ่งจิ่วนั้น ไม่อาจลอดพ้นสายพระเนตรของมหาเทพไปได้

“กุ๋นกุ่น ถึงเพลาที่เจ้าต้องเข้านอนแล้ว”

“ขอรับท่านพ่อ”

“วันนี้เจ้าต้องนอนตำหนักใหม่เพียงลำพัง หากเจ้ามิชอบใจ ข้าจะให้ฉงหลินมานอนเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่”

“ท่านพ่อ ข้านอนเพียงลำพังได้ ท่านพ่อมิต้องเป็นกังวล ท่านพ่อเคยสอนข้าว่า เป็นบุตรชายของท่านต้องไม่หวาดหวั่นกับสิ่งใดง่ายๆ เพลานี้ท่านแม่ก็มีท่านพ่อคอยห่มผ้าให้ ข้าก็มิมีเรื่องใดที่ต้องเป็นกังวลเช่นกัน”

“ดี เจ้าทำได้ดีมาก”

เพียงแค่มหาเทพลุกขึ้นยืน บุตรชายตัวน้อยของเขาก็บรรจบมือโค้งคำนับด้วยความน่าเอ็นดู เสียงใสกล่าวขึ้นว่า “กุ๋นกุ่นน้อมส่งท่านพ่อ” เพียงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นมหาเทพก็พลันแย้มพระสรวลยิ้มอ่อน แต่ทว่า แขนเล็กๆ ที่ละจากการบรรจบมือกลับเอื้อมมาโอบกอดรอบเอวของเขาไว้ ทำให้มหาเทพแย้มพระสรวลยิ้มกว้างขึ้นในบัดดล

“พรุ่งนี้ท่านพ่อจะสอนกุ๋นกุ่นอีกหรือไม่”

“ได้ เยี่ยงนั้นวันพรุ่ง ข้าจะสอนเจ้าเล่นหมากล้อมและเข้ามาอ่านตำราเป็นเพื่อนเจ้าด้วย เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

“กุ๋ยกุ่นอยากหัดเดินหมาก ข้าเห็นท่านพ่อชมชอบนักเทียว ข้าอยากลองเล่นบ้าง”

“เยี่ยงนั้นเจ้าจงรีบเข้านอนเถิด”

“ขอรับท่านพ่อ”

สองเท้าเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยย่างก้าวอย่างสุขุมมาดมั่น เดินเข้าไปยังห้องนอนภายในตำหนักชั้นใน มหาเทพยืนมองร่างของบุตรชายที่องอาจผ่าเผย เดินเข้าไปด้านในจนลับตา แต่เขากลับยืนครุ่นคิดอย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่ง เนิ่นนานหลายแสนปีที่ผ่านมาภายใต้ทะเลบุปผาในเบื้องลึกไร้ผู้ยืนอยู่เคียงข้าง เขาล้วนแต่ผ่านกาลเพลาอันแสนเนิ่นนานนั้นมาเพียงลำพัง ภายหลังได้พบเฟิ่งจิ่ว ลิขิตที่บิดเบือนผิดพลาดทำให้คลาดกันอยู่หลายครั้งหลายครา เขากระทำผิดต่อนางนั้นก็มากโข ผิดต่อบุตรชายก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน วันนี้กลับได้ทำหน้าที่บิดาและสวามีที่ดีอย่างเต็มที่ ความรู้สึกเปลี่ยมล้นยามที่ได้เห็นใบหน้าแย้มยิ้มนั้นช่างทำให้เขาเบิกบานใจเสียจริง คงเป็นจริงดั่งองค์ชายสามแห่งเผ่าสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เทพเซียนผู้รักความสำราญนั้นได้กล่าวไว้เสียแล้ว กาลก่อนที่ผ่านมานั้นเขามิอาจกลับไปแก้ไขสิ่งใด มีเพียงแต่เพลานี้ที่เขาจะเริ่มใหม่ได้ คิดได้เช่นนั้นก็พลันแย้มสรวล หันไปยังร่างที่เอนตัวหลับไหล ช้อนอุ้มร่างนางขึ้นมาอย่างเบามือ ความคุ้นชินในกลิ่นไม้จันทร์ขาวทำให้เฟิ่งจิ่วโอบกอดแขนเข้าที่ต้นคอของมหาเทพอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าหลุบซุกหาแผ่นอกอุ่นจนสาบเสื้อของเขาคลายออกเล็กน้อย มหาเทพก้มจุมพิตลงตรงกลางปานดอกเฟิ่งอวี่สีแดงสดของนางอย่างแผ่วเบา พลางอุ้มพาร่างนั้นเดินออกไปจากตำหนักของบุตรชาย

ฉงหลินยังคงดูแลแม้ยามค่ำคืน เขายืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่ หลายหมื่นปีที่เขารับใช้องค์มหาเทพท่านผู้เฒ่ามา กล่าวได้ว่าครานี้พระพักตร์ของพระองค์ช่างเบิกบาน เปลี่ยนล้มไปด้วยความสุขสำราญกว่ากาลก่อน นี่หรือคือเทพเคารพผู้สูงศักดิ์ ผู้ที่เคยยืนอยู่เหนือกองเถ้ากระดูกยุคสงครามอุทกภัย ทำให้จิตใจเคยแข็งดั่งหินผาใบหน้าเย็นชามาตลอดหลานแสนปี แต่เพลานี้ ฉงนหลินกลับมีบุญวาสนาได้เห็น อดีตประมุขแห่งฟ้าดิน เผยใบหน้าแย้มยิ้ม ดวงเนตรที่เคยดุดันก็พลันมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงแต่บุรุษเทพผู้ปราดเปรื่อง สายพระเนตรอ่อนโยน

ฉงหลินไม่รู้ตัวว่าตนเองยืนจับจ้องมองภาพองค์มหาเทพโอบอุ้มมหาเทวีที่รักยิ่งของเขาเข้าไปในตำหนักเมื่อใด แต่เมื่อสติหวนคืนกลับ กลับพบว่าตนเห็นเพียงแผ่นหลังของร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าผาวสีม่วงนั้นกำลังเร้นกายเข้าไปยังห้องบรรทมของพระองค์ เขาจึงเอื้อมมือปิดประตูตำหนักลงอย่างแผ่วเบา หันร่างกลับมาเงยหน้ามองหมู่ดาวบนท้องฟ้าก่อนจะกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มกริ่มพึงใจ

“มหาเทพ หลานแสนปีมานี้ ท่านเองก็เหนื่อยยากลำบากมาไม่น้อยเพื่อรั้งความสงบสุขให้ใต้หล้า ถึงเพลาแล้วที่ท่านจะได้พบพานความสุขที่แท้จริงของตนเองเสียที”

>>>เสริฟความหวานใน Special EP.ตอนต่อไป<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #5 เมเม่ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 14:28

    รอ spicial ep.อยุ่นะคะ

    #5
    0