คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 4 : คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง EP.4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63


“พอแล้ว!”

มหาเทพลั่นวาจานั้นด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก แม้จะมิใช่ถ้อยคำที่กล่าวออกมาด้วยโทสะก็ตาม แต่ทว่ากลับทำให้สองบุรุษเทพตรงเบื้องหน้า ค้อมตัวลงบรรจบมือกันพัลวัน ฉงหลินผู้ไม่รู้ความเพลานี้กลับรู้สึกเป็นห่วงมหาเทพยิ่งนัก พระพักตร์ที่ดูเคร่งเครียด พระหัตถ์ที่กุมอยู่บนขมับกลับยิ่งทำให้ฉงหลินร้อนรุ่มใจ แตกต่างจากเยี่ยชิงถีที่ยืนบรรจบมือไว้ตรงเบื้องหน้าของเขาอย่างแน่วนิ่ง แม้เมื่อครู่จะตกตะลึงพึงเพลิดไปบ้างแต่กลับรวบรวมสติกลับคืนมาได้รวดเร็วกว่า

เพลานี้ภายในตำหนักจึงเงียบสงัด มหาเทพกลัดกลุ้มเรื่องใดมิมีผู้ใดทราบ มหาเทพอยากจะทรงทราบถึงเรื่องราวในอดีตไปเพื่อสิ่งใด นั่นก็ย่อมมิมีผู้ใดทราบเช่นกัน เมื่อมหาเทพมิเอ่ยถ้อยคำใดต่อ เยี่ยชิงถีก็มิอาจก้าวล่วงเอ่ยถามออกไป เขาทำได้แต่เพียงยืนรอรับคำบัญชาอยู่ตรงเบื้องหน้าผู้ที่นั่งอยู่บนแท่นประทับเมฆาด้วยพระพักตร์เรียบเฉย ดวงพระเนตรทอดอาลัยออกไปยังนอกหน้าต่าง

“เยี่ยชิงถีคารวะองค์ชายสาม”

“ฉงหลินคารวะองศ์ชายสาม”

เหลียนซ่งผู้ที่กุมพัดเดินมาด้วยใบหน้าร้อนรนใจเข้ามายังภายในตำหนัก แต่ทว่าผู้ที่ร้อนรนใจกว่าบุรุษในชุดผ้าผาวสีเหลืองอ่อนในมือกุมพัดจีบสีฟ้านั้นกลับเป็นดาวเทพชะตาใต้ที่คล้ายจะกังวลใจเสียมากกว่า ใบหน้าจืดเจื่อนนั้นหลุบสายตามองลงต่ำเมื่อยามที่มายืนอยู่ตรงเบื้องหน้าแท่นประทับของมหาเทพ

“มหาเทพ”

“ซือมิ่งถวายบังคมมหาเทพ”

“พวกเจ้ามาทำกระไรกัน”

มหาเทพเอ่ยถ้อยคำถามนั้นออกมาหลังจากที่นั่งอยู่อย่างเงียบๆ มากว่าครึ่งชั่วยาม นัยน์ตาที่ดูสุขุมเยือกเย็นแต่กลับแฝงไปด้วยความว่างเปล่า แต่ทว่าเหลียนซ่งกลับมองเห็นภายในเบื้องลึกของดวงเนตรนั้นของพระองค์ทะลุปรุโปร่งเสียยิ่งกว่าผู้ใด เขามองเห็นความกังวลพระทัยสอดผสานกับความทุกข์ตรมขมขื่นอยู่ภายในเบื้องลึกที่มหาเทพพยายามกลบเกลื่อนไว้ด้วยพระพักตร์อันเรียบนิ่ง

“มหาเทพ หากท่านจะคาดคั้นผู้ใดสักคน ข้าเห็นว่าซือมิ่งน่าจะให้ความกระจ่างแก่ท่านได้มากเสียกว่าเยี่ยชิงถี เขานั้นรู้เห็นเพียงยามที่ท่านผ่านด่านเคราะห์ครานั้น หลังจากหมดอายุขัยไป เขาจะมีสิ่งใดให้หวนระลึกมาบอกเล่าเรื่องราวให้ท่านฟังได้อีก”

“ข้ามิอยากฟัง พวกเจ้าจงกลับกันไปเถิด”

“มหาเทพ ข้าขอบังอาจกล่าวถ้อยคำกับท่านสักคำเถิด”

“เจ้ารีบว่ามา”

“เพลานี้ มหาเทวีและบุตรชายของท่าน ล้วนอยู่เคียงข้างกายท่าน ท่านยังมีสิ่งใดให้ต้องทนทุกข์ใจเช่นนี้อีก”

“อืม” คำตอบสั้นๆ เสียงพลันออกปลายจมูกทุ้มเข้ม ก่อนจะกล่าวต่อ “เพราะข้า นางกับกุ๋นกุ่นจึงต้องตกระกำลำบากถึงเพียงนั้น”

“แล้วอย่างไรเล่า คราหนึ่งข้าเคยกล่าวกับท่านไปแล้วท่านจำได้หรือไม่ ข้าเคยกล่าวว่า เทพธิดาเซียนสตรีเล็กๆ อย่างนาง หาญกล้าคว้าท่านมาครอบครอง ก็ต้องผ่านความลำบากตรากตรำบ้างเป็นธรรมดา นางทำไปเพราะรักท่านอย่างลึกล้ำ แต่วาสนาของท่านกับนางนั้นช่างตื้นเขิน จึงก่อให้เกิดอุปสรรคนานาประการให้นางต้องทนทุกข์ แต่แล้วอย่างไร ในที่สุดพวกท่านก็ได้ครองรักกันสมปรารถนา มิหนำซ้ำความรักของท่านกับนางยังอยู่เหนือลิขิตชะตาใดๆ”

“เยี่ยชิงถี ขอบังอาจทูลมหาเทพ”

“......”

มหาเทพเพียงหันพระพักตร์มามองร่างที่ค้อมตัวลงตรงเบื้องหน้า แม้นัยน์ตาสุขุมนั้นจะดูคลุมเครือแต่ก็เงียบงันรอสดับฟังเชิงอนุญาต

“ชิงถีรู้เรื่องราวในภพเซียนนี้น้อยนัก ทว่าเรื่องราวยามเป็นมนุษย์นั้นกลับยังชัดเจน ข้าน้อยขอบังอาจทูลมหาเทพตามตรง เพลานั้นมหาเทวีทรงทุกข์ตรมขมขื่นนั้นจริงแท้ แต่นั่นก็เป็นเพียงเพราะว่าพระนางมิอาจครองรักกับท่านในร่างของฮ่องเต้ซ่งเสวียนเหรินได้ แต่เพลานี้ ชิงถีสังเกตเห็นพระพักตร์ของพระนางแย้มยิ้มอยู่ตลอด นั่นก็เป็นเพียงเพราะว่า เพลานี้พระนางได้อยู่ข้างกายท่าน ชิงถีขอบังอาจกราบทูล มหาเทพมิควรเสียเพลามากลัดกลุ้มกับเรื่องราวในอดีตถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ”

เหลียนซ่งพยักหน้าเล็กน้อย เห็นพ้องกับถ้อยคำเหล่านั้นของเยี่ยชิงถี สหายลืมวัยเช่นเขานั้นรู้พระทัยมหาเทพดี เพลานี้ที่มหาเทพกลัดกลุ้มคงเพียงเพราะว่า หลายช่วงเพลาที่เขานั้นได้พลาดไปในช่วงชีวิตของเฟิ่งจิ่ว เช่นนั้น เพลาเมื่อยามที่สองแม่ลูกกล่าวถ้อยคำถึงยามอยู่บนโลกมนุษย์ มหาเทพจึงเป็นผู้เดียวที่มิทรงทราบเรื่องราวเหล่านั้น

“เรื่องราวในอดีตเป็นดั่งสายลมวสันต์ เพียงผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มิอาจหวนคืน” เหลียนซ่งคลี่พัดจีบในมือโบกไปมาเบาๆ กล่าวต่อ “ข้ากลับเห็นด้วยกับเยี่ยชิงถี เพลานี้เรื่องราวเหล่านั้นเป็นเพียงอดีตที่แม้แต่ผู้ที่มีมรรคาเทพสูงเยี่ยงท่านก็ยังกลับไปแก้ไขอะไรมิได้ แล้วไยท่านต้องเอามาใคร่ครวญให้กลัดกลุ้มสุมดวงจิตจนมัวหมองเช่นนี้ด้วยเล่า มิสู้เพลานี้ท่านรีบไปหามหาเทวีของท่านแล้วลองไปไต่ถามนางด้วยตัวท่านเอง นั่นมิดีกว่าหรือ”

“ที่พวกเจ้าพูดมาก็มีเหตุผล”

ดั่งเมฆหมอกยามฝนพรำที่กล้ำกรายได้คลายสิ้น มหาเทพลุกขึ้นจากที่ประทับ เดินลงมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสหายเซียนทั้งสาม แย้มพระสรวลเผยแย้มยิ้มที่ริมฝีปาก ดวงเนตรฉายคลายความกังวลที่กลัดกลุ้ม มือหนึ่งยกขึ้นสัมผัสลงบนบ่าของดาวเทพชะตา ตบฝ่ามือลงไปเบาๆ เพียงสองสามครั้ง แต่กลับทำให้ผู้ที่ถูกสัมผัสนั้นลืมหายใจไปชั่วขณะ เสียงลมเฮือกหนึ่งถูกกลืนลงคอ ซือมิ่งตะลึงพรึงเพริด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองดูพระพักตร์ขององค์มหาเทพ ความผิดใดในกาลก่อนย้อนระลึก ยิ่งทำให้ใบหน้าเขาซีดเผือด

“เจ้า ไม่มีอะไรจะกล่าวกับข้าบ้างหรือซือมิ่ง”

“กะกระหม่อม มิมีพ่ะย่ะค่ะ”

“จริงๆ เท็จๆ บ้าง ข้าก็พอทำใจรับฟังได้”

ซือมิ่งตกตะลึงงันบรรจบมือสั่นเทาขึ้นพัลวัน ทิ้งตัวคุกเข่าลงนั่งเบื้องหน้ามหาเทพ เขาทราบดีอยู่แก่ใจว่า ข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงนั้นมีโทษอาญาหนักหนาเพียงใด อาจจะทำให้เทพชะตาเยี่ยงเขาถูกปลดจากตำแหน่ง ครั้นอาจถูกขับออกจากแดนสวรรค์ อย่างดีก็คงไปจุติกำเนิดเป็นมนุษย์ บำเพ็ญเพียรใหม่สักหลายหมื่นปีคงได้กลับขึ้นมายังแดนสวรรค์อีกครา แต่ทว่า หากมหาเทพเกิดพิโรธจนเกิดบันดาลโทสะ จับเขาโยนลงแท่นประหารเซียนไป ดาวเทพชะตาที่ถึงคราวเคราะห์เยี่ยงเขายังไม่สามารถคาดการณ์ดวงชะตาของตนเองได้ ร่างเซียนของเขาจะแหลกสลายไปก่อนหรือไม่นั้นยังต้องคิดหนัก แต่เขาก็หาใช่คนเขลาขลาด ปราศจากความรับผิดชอบแต่อย่างใด

“กะกราบทูลมหาเทพ ข้าน้อยหลอกลวงเบื้องสูง จึงยินดีรับโทษทัณฑ์อาญา เพลานั้นเป็นผู้น้อยที่พาองค์หญิงน้อย เอ่อ...มหาเทวีขึ้นมาเป็นนางกำนัลในวังมหาอรุณ จนไปถึงเรื่องก่อกวนการเผชิญด่านเคราะห์ของท่าน ล้วนเป็นฝีมือของข้าน้อยทั้งสิ้นที่ช่วยชี้นำนาง การเปลี่ยนแปลงสมุดบันทึกชะตาของท่าน ข้าน้อยก็เป็นผู้กระทำการเพียงลำพัง มหาเทวีทรงมิทราบเรื่องนี้ด้วยแม้แต่น้อย วอนมหาเทพอย่าได้ตำหนินาง”

“มหาเทพ! ท่านคงมิได้คิดจะลงอาญาซือมิ่งจริงๆ ใช่หรือไม่ ซือมิ่งกระทำการไปทั้งหมดล้วนแล้วแต่เพื่อปกป้องเฟิ่งจิ่ว ผู้เป็นมหาเทวีของท่านทั้งสิ้น มหาเทพโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบ”

เหลียนซ่งรวบหุบพัดจีบเข้ากลางฝ่ามือ เผยใบหน้าที่ร้อนรน รีบบรรจบมือเข้าหากัน แต่สายตานั้นกลับไม่ละไปจากพระพักตร์ของมหาเทพแต่อย่างใด การวอนขอไมตรีจากมหาเทพให้แก่ซือมิ่งครานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บิดเบือนสมุดบันทึกชะตาของเทพเซียนอื่นใดเขาคงมิต้องกังวลใจถึงเพียงนี้ แต่ทว่านี่กลับเป็นสมุดบันทึกชะตาของมหาเทพ ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งในใต้หล้า ครานี้จึงนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่งเหนือคณา

“เพลานี้เจ้ายังมีใจขอไมตรีข้าให้กับนาง เสี่ยวป๋ายมีสหายที่ดีเช่นเจ้า ข้าก็เบาใจได้”

สามเทพเซียนที่ยังคงมีใบหน้าร้อนรนกังวลใจดั่งถูกไฟสุมร่าง เพลานี้ถ้อยคำเพียงน้อยที่มหาเทพเอ่ยออกมาเมื่อครู่ กลับเป็นดั่งสายฝนที่จู่ๆ ก็พรั่งพรูชะโลมลงร่างทั้งสามที่ยืนสงบนิ่งค้าง พลางนัยน์ตาก็พลันเบิกกว้างอย่างสมัครสมานสามัคคี

“เจ้าช่วยชีวิตนางไว้ นางก็ยังมิได้แทนคุณเจ้ามิใช่หรือ เยี่ยงนั้น ให้ถือเสียว่าครานี้ข้าได้แทนคุณเจ้าแทนนางแล้ว เช่นนี้ดีหรือไม่”

เหลียนซ่งผู้รวบรวมสติให้หวนคืนกลับมาได้เป็นคนแรก ใช้พัดจีบในมือที่ถืออยู่ตีลงบนไหล่ของเทพชะตาเบาๆ หวังเพียงเรียกสติเขากลับคืนมา ซือมิ่งลุกขึ้นพรวดพราด ใบหน้าที่เคยซีดเผือดด้วยความเกรงกลัวนั้นกลับมลายหายไปสิ้น มือที่บรรจบขึ้นอย่างมั่นคงโค้งตัวเล็กน้อยอย่างสุขุม เขาควบคุมอาการหวาดหวั่นไว้ได้เป็นอย่างดี

“ขอบพระทัยมหาเทพที่ทรงเมตตา”

มหาเทพแย้มยิ้มปลายมุมปากก่อนกล่าว “แต่หากจะไม่ลงโทษเจ้าเลยแม้แต่น้อย อาจจะเกิดถ้อยคำครหาได้ เยี่ยงนั้นจากนี้ไปให้เจ้ารับหน้าที่ คอยหาตำหรับตำรามาให้บุตรชายของข้าได้อ่านเรียน”

“ซือมิ่งรับคำบัญชามหาเทพ”

มหาเทพเดินออกไปจากตำหนัก เพลานี้กลับมิมีผู้ใดหาญกล้าจะไต่ถาม มีเพียงผู้ที่พยายามตักตวงอากาศที่หายไปเมื่อชั่วครู่ ทอดถอนหายใจเข้าออกเสียเฮือกใหญ่อยู่หลายครั้งหลายครา ดาวเทพชะตาทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นศิลาของตำหนักอย่างอ่อนแรง แข้งขาเหยียดยาวลงที่พื้นเบื้องล่าง ใบหน้ากดเกร็งจนแดงก่ำ เผยเสียงหายใจเหนื่อยหอบแทรกความเงียบงัน

“ฉงหลิน! เจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว ซือมิ่งเป็นลมไปแล้ว”

“ขอรับองค์ชายสาม!”

ณ เขตแดนบูรพา เผ่าจิ้งจอกชิงชิว

เฟิ่งจิ่วในชุดผ้าผาวสีเขียวอ่อนเดินเล่นเก็บดอกไร้กังวลที่กำลังงามสะพรั่ง ตั้งต้นชูกิ่งใบเรียงรายอยู่ทางด้านทิศเหนือของถ้ำจิ้งจอก มีเด็กชายตัวน้อยวิ่งเล่นอยู่รายล้อมรอบกายของนางอย่างสนุกสนาน นางมองสองร่างเล็กๆ นั้นวิ่งเล่นกันอย่างเบิกบานใจ ใบหน้าของนางจึงแย้มยิ้มกริ่ม เอื้อมมือคว้าเด็ดดอกไร้กังวลใส่ตะกร้าอย่างเพลิดเพลิน แต่ทว่า นางหารู้ไม่ มีร่างสูงใหญ่แอบยืนมองนางอยู่อย่างเงียบๆ หลังทิวไผ่กอสูง ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีม่วงอ่อน ใบหน้าเผยรอยยิ้มแอบอิงหลังพุ่มไม้อยู่เนิ่นนาน สายตาสลับลงมาจ้องมองดูเด็กน้อยผมสีเงินวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานก็พลันกลับยิ่งพึงใจจนเผยรอยยิ้มกว้าง แต่ด้วยระยะห่างที่ไม่มากนักกุ๋นกุ่นจึงมองเห็นร่างสูงใหญ่นั้นได้อย่างถนัดตา เขาจึงรีบวิ่งโผเข้าไปหาในทันที

“ท่านพ่อ ท่านพ่อมาแล้ว”

มือที่โอบกระชับอุ้มร่างของเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน เสียงทุ้มกลับหัวเราะระบายออกมาอย่างเบิกบาน ใบหน้าแย้มยิ้มของเด็กชายตัวน้อยทำให้มหาเทพคลายความกังวลใจไปเสียสิ้น แขนเล็กๆ ที่โอบกอดเขากลับยิ่งคลายปมภายในดวงจิตเขาให้ค่อยๆ มลายหายไป

“กุ๋นกุ่น คิดถึงท่านพ่อมาก”

“ข้าก็คิดถึงเจ้า”

“มหาเทพ ท่านมาแล้ว”

“เสี่ยวป๋าย เจ้ามานี่มา มาหาข้า”

เฟิ่งจิ่วรีบก้าวย่างฝีเท้าเดินเข้ามาหามหาเทพ ดวงหน้าสวยสดงดงามแย้มยิ้ม นัยน์ตาสดใสของนางช่างเจิดจรัส มหาเทพโอบรั้งร่างของนางเข้ามาสวมกอด ทั้งสามยืนกอดกันกลมเกลียวเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏให้ผู้ใดได้พบเห็น แต่เพลานี้ป๋ายเจินกับเจ๋อเหยียนกลับได้เห็นเป็นบุญตา เจ๋อเหยียนโบกสะบัดพัดสีชมพูในมือร่ายเวทย์ดึงร่างของอาหลีน้อยเข้ามายืนตรงเบื้องหน้าเขา

“อาหลีน้อย เจ้าไปเล่นกับพวกข้าต่อในถ้ำเถิด”

“เฮ้อ อาหลีไปก็ได้ แต่เล่นกับท่านคงมิสนุกเท่ากับเล่นกับพี่เฟิ่งจิ่วและกุ๋นกุ่นดอก แต่อาหลียอมไปก็ได้”

“เจ้านี่นะ เฉลียวฉลาดเสียเปล่า แต่กลับมองไม่เห็นความสนุกสนานที่ข้ามอบให้เจ้า”

“อ่านตำรา ร่ายกวี หมักเหล้า ร่ำสุรา สิ่งใดเล่าที่เรียกว่าสนุก ถ้าข้าไม่ได้เห็นครอบครัวสมัครสมานรักใคร่ปรองดองกันเช่นนี้ ข้าไม่มีวันไปเล่นกับท่านหรอก”

“นี่เจ้า! เจ้าเด็กคนนี้ คอยดูเถิด ข้าจะฟ้องไป๋เฉี่ยน”

.....

มหาเทพค่อยๆ วางร่างเล็กๆ ให้ยืนลงที่พื้นอย่างมั่นคง มือยังคงกุมกำมือของทั้งสองไว้อย่างแน่นกระชับ พระพักตร์โอนอ่อนไร้ความกังวลใจ ดวงพระเนตรสุกใสแวววาวยามจ้องมองดวงตามหาเทวีของเขา

“ข้ามารับพวกเจ้ากลับวังมหาอรุณ”

“มหาเทพ ท่านดูนี่สิ ข้าเก็บดอกไร้กังวลมามากมาย หมายจะทำขนมไร้กังวลให้ท่านกับกุ๋นกุ่นกินในวันนี้”

“ข้าอดใจรอเพลานั้นแทบไม่ไหว”

มหาเทพเสกเมฆาใช้วิชาทยานเมฆพาทั้งสองร่างลัดเลาะขึ้นสู่ผืนฟ้าภายในพริบตา เพลาผ่านไปเพียงไม่กี่เค่อทั้งสามก็ถึงยังประตูสวรรค์ สองแม่ลูกเดินจับจูงมือกัน เดินตามหลังร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีม่วงอ่อนจนถึงหน้าวังมหาอรุณ

“กุ๋นกุ่น พวกเราไปตำหนักของเจ้ากันก่อนเถิด”

“ตำหนักของข้าหรือท่านพ่อ”

“ใช่ ไปกันเถิด”

เฟิ่งจิ่วใคร่สงสัยแต่ก็ทำได้เพียงเดินตามทั้งสองเข้าไปยังตำหนักด้านใน ภายในตำหนักใหม่ถูกจัดวางข้าวของเครื่องใช้ยังตำแหน่งใหม่ ชั้นหนังสือที่เคยเรียงรายกลายเป็นหีบสีขาวใบใหญ่ประดับขอบสีทองตั้งตระหง่านอยู่หลายใบ ภายในมีของเล่นของมนุษย์มากมายหลายอย่างบรรจุอยู่จนแน่นขนัด ชั้นหนังสือถูกโยกย้ายไปเรียงรายอยู่ด้านข้าง ห้องโถงกว้างถูกสลับปรับเปลี่ยนจากเดิมทีที่คล้ายห้องทรงอักษรเป็นพื้นที่โล่งกว้างดูสบายตา

กุ๋นกุ่นนัยน์ตาเบิกกว้างยิ้มอย่างเบิกบานใจ เขารีบวิ่งเข้าไปสำรวจภายในตำหนักของตน มือวางบนขอบหีบกว้างอย่างพึงใจพลันนัยน์ตาก็กลับสุกใสแจ่มจรัสขึ้น

“เจ้าชอบหรือไม่”

“ท่านพ่อ ข้าชอบมาก”

“ดีจริงเทียวที่เจ้าชอบ”

“ท่านแม่ ท่านดูนี่ลูกข่างนี้สวยเสียจริง นั่นๆ ใช่ว่าวหรือไม่ แล้วนั่นคือสิ่งใดกัน ข้ามิเคยเห็นมาก่อน”

“นั่นคงเป็นกลองที่ทำจากหนังสัตว์กระมัง”

“เบ็ดตกปลาก็มี ท่านแม่ดูนี่สิ ข้าชอบจริงเทียว”

มหาเทพแย้มยิ้มมองดูบุตรชายของเขาที่กำลังสำรวจของเล่นอย่างเบิกบานใจ แต่กลับมิทันได้รู้ว่าตนกำลังถูกดวงตาอันงดงามคู่หนึ่งจับจ้องมองอยู่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก เฟิ่งจิ่วใช้ปลายนิ้วเรียวดึงชายเสื้อผาวของเขาเบาๆ

“มหาเทพ ไยตำหนักของกุ๋นกุ่นถึงกลายเป็นเยี่ยงนี้ไปได้เล่า ของเล่นมากมายเป็นเข่งกระบุง ท่านมีเจตนาอันใดกันแน่”

“เขายังเป็นเพียงเซียนเด็กน้อย ให้ได้เล่นสนุกตามวัยบ้างเถิด อ่านแต่ตำหรับตำราจะหาความสนุกเบิกบานใจจากที่ใดได้เล่า วันหลังเจ้าก็ไปพาอาหลีให้มาเล่นเป็นเพื่อนเขาด้วยเถิด”

“ได้ ไว้ข้าจะไปส่งข่าวบอกอาหลีน้อยให้ท่านเอง”

“อืม”

“เช่นนั้น ข้าขอเข้าครัวไปทำขนมไร้กังวลให้พวกท่านก่อนล่ะ ท่านเองก็อยู่เป็นเพื่อนกุ๋นกุ่นก่อนเถิด”

“ได้”

ฝ่ามืออุ่นไล่เกลี่ยคลอเคลียใบหน้าอันงดงามของนาง นวลแก้มใสซุกไซร้ฝ่ามืออุ่นจนมือนั้นลื่นไหลอย่างเชื่องช้ามาสัมผัสที่ปลายคางของนาง จริงอยู่ที่เพลานี้เขาไม่อยากให้นางห่างกายเขาไปไหน แต่ภายในพระทัยของมหาเทพก็ตัดสินพระทัยแล้วว่า ต่อแต่นี้เขาจะไม่บีบบังคับนางให้ต้องทำอะไรที่นางไม่อยากทำอีก นางอยากจะทำสิ่งใดก็ให้นางได้ทำดั่งใจปรารถนา หากนางมิชอบสิ่งใดเขาก็จะเป็นผู้อยู่ดูแลนางด้วยตนเอง

“เจ้าไปเถิด ข้าอยากกินขนมฝีมือเจ้าแล้ว”

“ได้ ท่านรอข้าสักประเดี๋ยวนะ ข้าจะรีบไปทำให้ท่านกิน อ่อ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ข้าจะตุ๋นเนื้อแกะ ทำปลาเปรี้ยวหวานที่ท่านชอบให้ท่านด้วยดีหรือไม่”

“ดี ดีที่สุด เจ้าใส่ใจข้ายิ่งนัก เสี่ยวป๋าย”

“มหาเทพ”

เฟิ่งจิ่งยกมือขึ้นมากุมมือของมหาเทพ ใบหน้าแย้มยิ้มกว้างให้เขา นางค่อยๆ ล่าถอยเดินออกไปจากห้อง มหาเทพกลับมองตามชายผ้าผาวสีเขียวอ่อนนั้นจากไปจนลับตาก่อนจะหันพระพักตร์กลับมาที่บุตรชายของเขา

“เห็นว่าท่านแม่ของเจ้าจะทำปลาเปรี้ยวหวาน เยี่ยงนั้นเราสองคนไปช่วยกันตกปลานำไปให้นางดีหรือไม่”

“ท่านพ่อ แต่ข้าตกปลาไม่เป็น”

“หยิบคันเบ็ดนั้นของเจ้า แล้วตามข้ามา ข้าจะสอนเจ้าด้วยตัวข้าเอง”

“ขอรับท่านพ่อ”

เสียงตอบรับนั้นสดใสด้วยความดีใจอย่างยิ่ง มือน้อยๆ กุมกำคันเบ็ดอันใหม่เดินตามผู้เป็นบิดาออกไปจากตำหนัก สระบัวหน้าวังมหาอรุณนั้นไม่ได้ใหญ่มากนัก มีเพียงดอกบัวมากมายหลากสีที่ผุดขึ้นเหนือผิวน้ำนิ่งสงบ น้ำในบ่อนั้นใสดังคันฉ่อง จนมองเห็นพื้นดินโคลนเบื้องล่างอย่างชัดเจน คิ้วเล็กๆ ขมวดปมแน่น ยืนเกาะขอบสระบัวที่สูงเทียมอก สายตากวาดมองหาเหล่าฝูงปลาที่แหวกว่าย แต่กลับพบเพียงผืนน้ำใสไร้ตัวปลา

“น้ำในบ่อนี้ช่างใสเสียจริง แต่ท่านพ่อ ข้ามองมิเห็นปลาแหวกว่ายไปมาแม้สักตัว”

“เจ้าจงกำหนดจิตใจให้แน่วแน่ อย่าเห็นเพียงน้ำใสตรงเบื้องหน้า หากเจ้ายังเห็นบุพผาเป็นเพียงบุพผา เจ้าจะมองมิเห็นตัวปลาดอก”

“กำหนดจิตใจนั้นต้องทำเช่นไรหรือ”

“กำหนดลมหายใจเข้าออกของเจ้าให้สงบนิ่งสม่ำเสมอ เพ่งพินิจดวงจิตไปตรงเบื้องหน้า มองความว่างเปล่านั้นเป็นดั่งธาตุอากาศ จากนั้นจงตั้งจิตให้มั่น นึกถึงสิ่งที่เจ้าอยากจะได้พบเจอ”

ร่างเล็กๆ ถอยออกมาจากริมขอบสระเพียงสองสามก้าว วางคันเบ็ดในมือที่ถืออยู่พาดไว้ตรงริมขอบสระ นัยน์ตาดุจผลองุ่นดับขลับกลับตั้งมั่นแน่วแน่ ลมหายใจออกปลายจมูกถูกกำหนดให้สม่ำเสมอ กุ๋นกุ่นเงียบเสียงไปทำให้มหาเทพแอบชื่นชมในความตั้งใจร่ำเรียนของเขา บุตรชายผู้นี้ช่างเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เพียงเพลาไม่นานมหาเทพสัมผัสได้ถึงดวงจิตที่แข็งแกร่งที่กำลังปล่อยกระแสปราณทิพย์อ่อนลงสู่ผืนน้ำตรงเบื้องหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #2 เมเม่ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 20:04

    สนุกจังคะ

    #2
    0