คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง

ตอนที่ 3 : คันฉ่องกาลพิสดารกับการเปลี่ยนแปลง EP.3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 494
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

“ข้าคิดถึงเจ้า...เสี่ยวป๋าย”

แม้ถ้อยคำที่มหาเทพเอ่ยออกมานั้นจะกระซิบกระซาบแผ่วเบาจนได้ยินแค่ลำพังเพียงสองคน แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับทำให้เฟิ่งจิ่วที่มีอาการตกตะลึงพรึงเพริดในการบุ่มบ่ามมายามวิกาลของเขาอยู่นั้นกลับแปลเปลี่ยนสีหน้าอย่างกระทันหัน นางขวยเขินขึ้นมาอย่างเฉียบพลันจนนวลแก้มที่เคยขาวผ่องเพลานี้กลับเป็นสีชมพูระเรื่อดั่งกลีบดอกบัวกลางบึงจันทร์นที

“แต่ข้าเพิ่งจากท่านมาไม่ถึงสามชั่วยาม”

“สำหรับข้าสามชั่วยามนั้น ดุจดั่งสามปีเทียว”

ครั้นนางคิดจะขบขันสวามีผู้มีใบหน้าที่ดูเรียบเฉย วางท่วงท่าสุขุมสง่าผ่าเผยแต่กลับเอ่ยถ้อยคำเพราะเสนาะหูขึ้นมาเยี่ยงนี้ อาจเป็นเพราะว่าเพลานี้มีเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่และเครือญาติสกุลไป๋ของนางนั่งอยู่ด้านหลัง มหาเทพจึงไม่ได้เอ่ยถ้อยคำพวกนั้นออกมาด้วยใบหน้าที่เบิกบานดังเช่นยามที่อยู่กับนางเพียงลำพัง

มหาเทพป๋ายจื่อที่เมื่อครู่นั่งอยู่บนที่ประทับด้านบนกลับต้องกุลีกุจอรีบร้อนเดินลงมายืนยังพื้นด้านล่างข้างป๋ายอี้บิดาของเฟิ่งจิ่ว สะบัดชายผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มผายมือไปยังแท่นประทับด้านบนที่ตนเพิ่งย่างก้าวเดินลงมา

“มหาเทพโปรดประทานอภัย พวกเราไม่ทราบว่าท่านจะเสด็จมาในเพลานี้ จึงไม่ได้เตรียมการต้อนรับ ทูลเชิญมหาเทพ ขึ้นไปประทับทางด้านบนก่อนเถิด”

“เดิมทีข้าก็หาใช่คนที่เคร่งครัดธรรมเนียมใดนัก และวันนี้ข้าก็มาในฐานะบุตรเขยของชิงชิว เช่นนั้น เชิญท่านกลับขึ้นไปนั่งยังด้านบนตามเดิมเถิด”

“แต่ว่า มหาเทพ...ท่านเป็นถึง เอิ่ม...”

ลำดับเทพเซียนที่กำลังอลหม่านกับลำดับเครือญาติ ดังปมเงื่อนที่ผูกกันอย่างสลับซับซ้อน ทำให้เฟิ่งจิ่วได้แต่ยืนกระพือคนตางอนงามของนางฟังการสนทนานั้นอยู่เงียบๆ นางแอบขยุ้มอมยิ้มพลางคิด ดีเสียเท่าไหร่แล้วที่วันนี้อาเขยของนางติดงานราชการพัวพันอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า มิเช่นนั้นหากกูกูของนางพาองค์ไท่จื่อเยี่ยหัวลงมาร่วมงานครื้นเครงในวันนี้ที่ถ้ำจิ้งจอกด้วย เพลานี้คนทั้งตระกูลไป๋ของนางคงได้แต่ยืนอยู่เบื้องล่างอย่างกระอักกระอ่วนโดยไม่รู้ว่าแต่ละคนควรจะนั่งอยู่ตำแหน่งไหนเป็นแน่
มหาเทพตงหัวใคร่ครวญดีแล้วเห็นว่าเพลานี้เขาอยู่ในเขตแดนบรูพาของชิงชิวและตนยังเป็นบุตรเขยของชิงชิว ถึงแม้ว่าเพลานี้มหาเทวีของเขาจะขึ้นรั้งตำแหน่งเป็นถึงราชินีของชิงชิวก็ตาม แต่นางก็ถือได้ว่าเป็นลูกหลานสกุลไป๋รุ่นหลัง ครั้นจะให้นางขึ้นไปนั่งข้างกายเขายังแท่นประทับด้านบนนั้นเขากลับคิดเห็นได้ว่าไม่เป็นการสมควร

“มหาเทพไป๋จื่อ ข้าคิดเห็นว่า ยามข้ามาเยี่ยมเยียนยังชิงชิว ข้าก็ควรเคารพกฎของทางชิงชิวเป็นหลัก แต่หากว่าเป็นภายนอกเขตแดนบูรพาของท่านนั้น ก็จงทำตามกฎสวรรค์แต่เก่าก่อน เพื่อมิให้เหล่าเทพเซียนรุ่นหลังได้กังขาแต่อย่างใด เยี่ยงนี้ท่านว่าดีหรือไม่”

“มหาเทพทรงปรีชา หากท่านใคร่ครวญดีแล้ว ข้าน้อยก็เห็นดีด้วย”

“เช่นนั้นท่านจงกลับไปนั่งยังที่ประทับของท่านเถิด”

“ไปจื่อรับคำบัญชามหาเทพ”

ลูกหลานสกุลไป๋ย่อมพึงใจในถ้อยคำเหล่านั้นที่ได้ฟังเป็นแน่ ด้วยต่างทราบดีว่า เดิมทีมหาเทพตงหัวผู้ที่ทั่วทั้งสี่สมุทรแปดดินแดนหกบรรจบเคารพนบนอบท่านนั้นมิเคยอยู่ใต้กรอบประเพณีธรรมเนียมใดมาก่อน แม้แต่นั่งตามลำดับขั้นที่ตำกว่าเทพเซียนทั่วไปก็มิเคยมีปรากฎ ครานี้กลับยอมปฎิบัติตามธรรมเนียมของชิงชิว จึงนับได้ว่ามหาเทวีผู้มีศักดิ์เป็นบุตรหลานรุ่นที่สามนี้มีผลงานอยู่ไม่น้อย นางสามารถนำมหาเทพตงหัว บุรุษเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบรรพกาลบนสวรรค์สามชิงให้มาอยู่ใต้กฏของสกุลไป๋แห่งชิงชิวได้โดยมิต้องเสียหยาดเหงื่อของไพร่พลสกุลไป๋แม้แต่น้อย

ไป๋เจินรับหน้าที่ช่วยกำชับหมีกู่ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังให้ไปนำแท่นประทับที่ทำจากไม้ของต้นท้อแห่งป่าท้อสิบหลี่ของเจ๋อเหยียนซ้างเสินในห้องนอนของเขาออกมาปูด้วยผ้าแพรทอมืออันงดงามปราณีตบรรจงสีขาวลงไปอีกชั้น วางไว้ยังตำแหน่งสูงกว่าพื้นที่เหล่าลูกหลานสกุลไป๋นั่งเรียงรายกันอยู่เพียงหนึ่งขั้น มหาเทพก็มิได้คัดค้านสิ่งได้แต่เขากลับจับกุมมือของมหาเทวีของเขาเดินไปหย่อนตัวลงนั่งยังแท่นประทับนั้นทันที

มหาเทพผู้มิเคยผ่านงานชุมนุมเครือญาติเช่นนี้ จึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงวางท่าทางได้สุขุมเยือกเย็นดังเช่นกาลก่อน ได้จับกุมมือเฟิ่งจิ่วไว้เขาก็คลายกังวลลงไปได้บ้างเช่นกัน บรรยากาศครึกครื้นไม่อาจเสมอเหมือนเช่นเมื่อชั่วครู่ มหาเทพไป๋จื่อผู้รู้งานกลัวลูกหลานของตนจะทนนั่งอึดอัดอยู่ได้ไม่นานนัก จึงเริ่มเล่าประสบการณ์ยามที่เขาออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ให้ลูกหลานตนได้ฟังต่อ ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนแปลกใหม่สำหรับเฟิ่งจิ่วนางจึงตั้งอกตั้งใจฟังกว่าผู้ใดในที่นี้ ดวงตานางเกิดประกายวาววับจับนัยน์ตาดำขลับจนละม้ายคล้ายไข่มุกราตรีแห่งใต้ท้องทะเลตงไห่ มหาเทพตงหัวจึงใคร่เกิดความสนใจในเรื่องเล่าของมหาเทพไป๋จื่อขึ้นมาบ้าง ด้วยเขาเองนั้นก็มิได้ย่างกรายไปไหนไกลวังมหาอรุณมาเสียเนิ่นนาน

เพลาผ่านล่วงเลยไปจนเข้าเพลายามไฮ่ ขนตาแพงหนางอนงามเริ่มกระพือขึ้นลงอย่างเชื่องช้า เฟิ่งจิ่วเอียงหัวมาพิงอิงยังไหล่ของมหาเทพ คนที่ถูกยืมไหล่ไว้พิงกายรีบใช้มือหนึ่งโอบกระชับร่างของนางเอาไว้ในอ้อมแขน อีกมือหนึ่งยกถ้วยชาอุ่นขึ้นมาจิบ สีหน้ายังคงความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ดังเดิม ป๋ายจื่อเห็นเพลาล่วงเลยมาเนิ่นนานพอสมควรแม้ว่าเรื่องเล่าของเขายังคงมีอีกมากโข ก็ทำได้แต่เพียงเก็บความครื้นเครงนั้นไว้เล่าต่อภายหลัง

“เข้ายามไฮ่แล้วนี่หนอ เยี่ยงนั้นวันนี้พวกเจ้าแยกย้ายไปพักผ่อนกันก่อนเถิด”

แต่ทว่าหากบุรุษเกศาสีเงินผู้นั้นมิลุกขึ้น ใครเล่าจะหาญกล้าลุกขึ้นก่อนเขา ด้วยตำแหน่งที่เขานั่งอยู่นั้นก็มิได้สูงพอที่เหล่าลูกหลานสกุลไป๋จะเคลื่อนตัวผ่านไปได้โดยมิต้องกังวลใจ

“หมีกู่ เจ้าจงนำทางข้าไปห้องของนาง”

เสียงทุ้มเข้มของผู้ที่เพิ่งวางถ้วยน้ำชาในมือลงทำให้หมีกู่ตะลึงพรึงเพริดเล็กน้อย แต่ก็รีบเดินเข้ามายังเบื้องหน้าพระพักตร์ของมหาเทพตงหัวภายในทันที

“ชะเชิญ ทางนี้ขอรับมหาเทพ”

มหาเทพลุกขึ้นพร้อมอุ้มร่างของเฟิ่งจิ่วติดอ้อมแขนของเขาขึ้นมาด้วย นั่นจึงเป็นภาพที่ทำให้มหาเทพไป๋จื่อและพ่อแม่ของเฟิ่งจิ่วนั้นพึงใจ ทั้งสามต่างพากันขยุ้มแก้มยิ้มกริ่ม มองดูร่างสูงใหญ่เกศาสีเงินในชุดผ้าผาวสีม่วงเข้มอุ้มร่างเฟิ่งจิ่วเดินผ่านหน้าทุกคนไป ต่างคิดว่าเฟิ่งจิ่วนั้นช่างมีสายตาแหลมคม ได้สวามีที่เก่งกาจปราดเปรื่อง ทั้งยังคอยดูแลนางอยู่ไม่ห่างกาย นางได้รับความรักความเมตตาจากมหาเทพตงหัวถึงเพียงนี้ มีหรือที่คนทั้งเผ่าจะไม่เบาใจ จนยิ้มกันได้เบิกบานถึงเพียงนี้

ห้องของเฟิ่งจิ่วนั้นอยู่ภายในถ้ำจิ้งจอกทางทิศใต้หลังม่านน้ำตก ลมเย็นพัดโกรกสบาย รายล้อมด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ เตียงศิลาปูผ้าแพรอ่อนนุ่มสีชมพูตรงเบื้องหน้าหรือจะสู้เตียงเมฆาฟูนุ่มของมหาเทพได้ หากยามนี้นางปวดเมื่อยกายคงจะนอนหลับได้ไม่สบายกายนัก มหาเทพจึงร่ายเวทย์เสกเตียงเมฆสีขาวประจำกายขึ้นมาแทนที่เตียงศิลาเก่าของนาง วางร่างนางลงตรงริมด้านในอย่างแผ่วเบา จับลูบปรอยผมที่บดบังรัศมีดวงหน้าอันเลอโฉมของนางให้เข้าที่เข้าทาง ห่มผ้าให้นางจนถึงแผ่นอกอย่างเบามือก่อนจะเอนกายนอนลงอยู่เคียงข้าง รวบร่างของนางเข้ามาสวมกอด สอดแขนเข้าหลังต้นคอของนางอย่างเชื่องช้า จุมพิตหน้าผากของนางด้วยริมฝีปากอุ่นอยู่สองสามคราก็หลับตาเข้าสู่ห้วงนิทราตามนางไป

รุ่งอรุณวันใหม่ กลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนปลิวไสวตามแรงลม นำกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันพัดโชยเข้ามา เสียงวิหคร้องลำนำอยู่ภายนอกถ้ำ ย้ำเตือนเพลาให้กระจ่างใจแก่ผู้ที่ยังคงนอนหลับใหลอยู่ภายในห้อง เฟิ่งจิ่วปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้า จ้องมองแผ่นอกกว้างที่นางซุกใบหน้าแนบชิดอยู่ เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอทำให้นางรู้ว่ามหาเทพยังคงหลับอยู่ อ้อมแขนที่กอดร่างนางจนแน่นกระชับกับคางที่เกยอยู่บนหัวของนางทำให้นางขยับร่างไปไหนไม่ได้ เห็นเพียงปลายผมสีเงินเงางามที่ทิ้งตัวลงมาตรงเบื้องหน้าจึงค่อยๆยกมือขึ้นมาจับลูบคลำม้วนเล่นอย่างเพลิดเพลิน ร่างกายของมหาเทพอบอุ่นถึงเพียงนี้ โอบกอดนางอย่างหวงแหนถึงเพียงนี้ ดูแลคอยห่มผ้าให้นางทุกยามค่ำคืนด้วยความใส่ใจถึงเพียงนี้ เพลานี้นางจึงถือได้ว่าเป็นเทพธิดาเซียนสตรีที่มีความสุขเหนือผู้ใด แต่ทว่านางกลับติดใจจนต้องครุ่นคิดหนัก ไยมหาเทพถึงมาหานางก่อนเพลาอันควร อีกไม่กี่ชั่วยามเขาควรอยู่ที่ตำหนักเมฆครามมิใช่หรือไร ตำแหน่งนั้นหาใช่ให้ใครทำแทนเขาได้ แม้กระทั่งเยี่ยชิงถีที่เขามอบหมายงานนี้ให้ก็ยังคงมิได้ดังใจเขาเสียเท่าไหร่ หลายปีที่ผ่านมาเยี่ยชิงถีจึงได้แต่นั่งรั้งตำแหน่งผู้ช่วยคอยจดบันทึกอยู่ข้างๆ เรียนรู้ความต้องการของเขามาตลอด

“เจ้าตื่นแล้วหรือ”

“ยังไม่ตื่นเสียหน่อย”

“แล้วใครที่เอ่ยตอบข้า”

“เสียงลมเสียงฟ้ากระมัง”

มหาเทพกระชับร่างนางเข้ามากอดแนบแน่นขึ้น บรรจงจูบลงกลางหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา

“ท่านมิกลับตำหนักสวรรค์หรือ จวนจะได้เพลาที่ท่านต้องเข้าประชุมกับเหล่าเทพเซียนแล้ว”

“นอนกอดเจ้า อีกสักประเดี๋ยวจะเป็นไร”

“มหาเทพ ท่านเป็นอะไรไป”

ถ้อยคำถามของนางนั้นทำให้มหาเทพหวนย้อนนึกถึงภาพในคันฉ่องกาลพิสดารขึ้นมาอย่างฉับพลัน หากวันนี้ไม่มีราชกิจสำคัญ เขาคงรั้งอยู่ที่นี่กับนางจนถึงเพลาที่ต้องกลับแดนสวรรค์ก็คงรับนางกลับไปด้วยพร้อมกัน

“เสี่ยวป๋าย เจ้าตามข้ากลับสวรรค์ด้วยกันเถิด”

ถ้อยคำของมหาเทพทำให้เฟิ่งจิ่วขยับร่างถอยห่างออกจากเขาเล็กน้อย นางใคร่คิดสงสัย ยามนี้ผู้ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าไยจึงดูเคร่งขรึมผิดแผลกไปเช่นนี้ น้ำเสียงทุ้มเข้มจัดบ่งบอกชัดเจนว่ามหาเทพมีเรื่องกลัดกลุ้มสุมอยู่ภายในดวงจิต เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงผละจากอ้อมกอดอุ่นนั้นพลันลุกขึ้นมานั่ง ดวงตากลมโตกลับจับจ้องมองพระพักตร์ของมหาเทพด้วยความสงสัย

“มหาเทพ...”

“หรือว่าเจ้ายังมีกิจอันใดกับชิงชิว”

“กิจของข้าในฐานะราชินีของชิงชิว ท่านก็ให้ฉงหลินมาช่วยข้าเสียจนหมดสิ้น ความเป็นอยู่ของราษฎรชิงชิวท่านก็ให้เยี่ยชิงถีคอยหมั่นมาตรวจตราแทนข้า ยังจะเหลือราชกิจใดให้ข้ากังวลใจได้อีกเล่า ส่วนท่านปู่เพลานี้ก็คงไปที่ป่าท้อสิบหลี่ของเจ๋อเหยียนเพื่อลิ้มลองสุราดอกท้อต้นฤดูวสันต์แล้วกระมัง แต่มหาเทพ ท่านมีราชกิจสำคัญวันนี้ ท่านลืมแล้วหรือไร”

“งั้นก็ดูเหมือนว่าเจ้าอยากจะรีบไล่ข้าให้กลับไปยังสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเพียงลำพัง”

“เปล่าเสียหน่อย ข้าไม่ได้หมายความเยี่ยงนั้น”

ร่างสูงใหญ่ขยับนอนตะแคงข้าง ผงกหัวลุกขึ้นมาเท้าแขนจ้องมองใบหน้าของนาง เดิมทีความสุขของนางเมื่อยามเป็นจิ้งจอกภูติล้วนมีเพียงเมื่อยามที่นางได้อยู่เคียงข้างเขา แต่เขากลับผลักไสนางให้ห่างตัวออกไปอย่างไร้ความปราณี เพลานี้เขาได้เข้าใจความรู้สึกนั้นแจ่มแจ้งเสียแล้ว ความรู้สึกที่อยากอยู่เพียงเคียงข้างกายคนที่รักตลอดเพลานั้นช่างลึกซึ้งตรึงใจยิ่งนัก ยามนั้นนางคงทุกข์ใจอยู่ไม่น้อย ยามนี้เขาจึงตั้งใจจะคืนน้ำใจกลับให้แก่นางอย่างเท่าทวีคูณ

“ถ้าเจ้าไม่มีกิจอันใด ก็กลับสวรรค์เก้าชั้นฟ้าพร้อมกับข้าเถิด”

“แต่ว่า ข้า...ข้าสัญญากับกุ๋นกุ่นและอาหลีไว้ ว่าวันนี้ข้าจะพาทั้งสองไปล่องเรือชมดอกบัวยังทะเลสู่กำเนิด”

เฟิ่งจิ่วรู้ดีว่านางกำลังขัดพระทัยมหาเทพ เพราะเพลานี้สีหน้าเขาดูเปลี่ยนไป แต่ทว่าเขากลับเอื้อมมือมากุมมือของนางไว้พร้อมมอบรอยยิ้มให้กับนาง มิแปลกนักที่นางยังคงความสงสัยเอาไว้ในท่าทีของเขา

“เยี่ยงนั้นก็ตามใจเจ้าเถิด สิ่งใดที่เจ้าไม่อยากทำ ข้าก็จะไม่ฝืนใจเจ้าอีก ข้าจะรีบไปจัดการงานราชกิจให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แล้วจะรีบกลับมาหาเจ้า”

“อื้อ”

เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้ม พยักหน้ารับคำของเขา นางพึงใจในถ้อยคำเหล่านั้นของเขาเป็นอย่างมาก มหาเทพดึงมือของนางจนร่างของนางล้มลงมาสู่อ้อมกอดของเขา เขากระชับแขนแน่น ประทับริมฝีปากลงกลางดอกเฟิ่งอวี่ที่กำลังเบ่งบาน

“มหาเทพ...”

“ขอข้าได้กอดเจ้าอีกสักประเดี๋ยวเถิด”

นางชอบเพลาที่เขาโอบกอดนางไว้เช่นนี้ ถึงแม้ว่าภายในเบื้องลึก นางจะสัมผัสได้ว่ามหาเทพนั้นต้องมีสิ่งใดปิดบังนางไว้เป็นแน่ นางใช้ชีวิตสามีภรรยากับเขามาหลายสิบปีมีหรือที่จะดูเขาไม่ออก ถึงแม้ว่านางจะมั่นใจเช่นนั้น แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะเอ่ยถ้อยคำถามนั้นออกไป นางทำได้เพียงหลุบซุกใบหน้าเขาหาแผ่นอกกว้างของเขา โอบแขนกอดกลับเขาไว้ บางทีสิ่งที่นางทำอยู่นี้อาจจะพอช่วยบรรเทาความทุกข์ใจให้เขาได้บ้าง

“ข้ารักท่านที่สุดมหาเทพ”

“ข้ารู้ แต่ไหนแต่ไรมา มีเพียงเจ้าที่รักข้าที่สุด”



ตำหนักเมฆคราม

ทุกวันที่ห้าเดือนห้าของทุกปีเหล่าเทพเซียนนับร้อยคนจะมานั่งเรียงรายอยู่ภายในตำหนักเสียจนแน่นขนัดทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ทำให้ตำหนักเมฆครามที่เคยกว้างขวางโอ่อ่าดูเล็กลงไปถนัดตา เหล่าเทพเซียนรุ่นหลังต่างเคยได้ยินชื่อเสียงอันลือเลื่องของมหาเทพตงหัวกันมาไม่มากก็น้อย จึงไม่แปลกนักที่หลายคนจะรู้สึกตื่นตระหนกยามที่จะได้เห็นพระพักตร์ขอองค์มหาเทพให้ประจักษ์แก่สายตาของตนเป็นคราแรก

มหาเทพเดินย่างก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่งามสง่า ชายผ้าผาวสีม่วงพลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวอันสุขุม ดวงพระเนตรเยือกเย็น พระพักตร์เรียบเฉยเผยความทรงอำนาจอันหน้าเกรงขามทุกยามที่พระองค์ก้าวเดินขึ้นไปยังแท่นประทับเบื้องบน เทพเซียนผู้น้อยได้ประจักษ์รัศมีอันเจิดจรัสของเกศาสีเงินเงานั้นจนต้องตาตะลึงงันกันไปชั่วขณะ เพลานี้ทั่วทั้งท้องพระโรงกลับเงียบงันดังไร้ผู้คนนั่งอยู่ ก่อนที่เสียงอื้ออึงของคำกล่าวถวายบังคมจะดังกึกก้องขึ้น เมื่อยามร่างสูงใหญ่นั้นขึ้นไปยืนหันหลังอยู่เหนือพระที่นั่งด้านบน

เยี่ยชิงถีผู้รับหน้าที่ติดตามมหาเทพยามที่เขาต้องมาเลื่อนขั้นธรรมเนียบเซียนเช่นในเพลานี้ของทุกปี เพียงแค่มหาเทพหมุนกายหันลงนั่งยังแท่นประทับ เยี่ยชิงถีก็พลันรีบกางสมุดบัญชีรายชื่อเหล่าเทพเซียนออกในทันทีดังผู้รู้หน้าที่อย่างแจ่มแจ้ง

“เยี่ยชิงถี”

“พ่ะย่ะค่ะ มหาเทพ”

“หลังประชุมเสร็จ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”

“ชิงถีรับคำบัญชามหาเทพ”

ท่าทางเยี่ยงนี้เยี่ยชิงถีไม่เคยได้พบพานมาก่อน ด้วยหลังจากมหาเทวีฟื้นตื่นขึ้นมาเขามักจะเห็นเพียงพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม ดวงเนตรที่สดใสแม้จะแฝงความสุขุมไว้ดังเดิมบ้างก็ตาม แต่ความเงียบขรึมจนดวงพระเนตรว่างเปล่าเช่นนี้เขากลับไม่เคยได้พบพานมาก่อน


.....

เพลาล่วงเลยเข้ายามเซิน มหาเทพรวบรัดตัดความจนราชกิจการเลื่อนขั้นธรรมเนียมเซียนเสร็จสิ้นก่อนเพลาอันรวดเร็วกว่าทุกปี ร่างสูงสง่าเดินนำหน้าชิงถีมายังวังมหาอรุณ อารมณ์ดูช่างคุกรุ่นแปรปรวน เยี่ยชิงถีรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างกระทันหัน ครุ่นคิดมาตลอดทางระหว่างที่เดินมายังวังมหาอรุณ เซียนผู้รู้น้อยเยี่ยงเขาทำอะไรให้พระทัยขุ่นมัวหรือไม่ รู้ตัวอีกทีเยี่ยชิงถีก็เข้ามาอยู่ในตำหนักในของวังมหาอรุณเสียแล้ว ข้างกายมหาเทพปรากฎเซียนบุรุษหนุ่มในชุดสีเทา ฉงหลินเซียงกวงผู้นี้ที่รู้พระทัยมหาเทพเหนือเทพเซียนใดกำลังยกน้ำชามาถวายให้มหาเทพ

“เยี่ยชิงถี”

“พ่ะย่ะค่ะมหาเทพ”

“ข้าอยากให้เจ้าเล่าเรื่องราวด่านเคราะห์ครานั้นของข้า ที่เจ้าได้สละชีวิตมนุษย์เพื่อปกป้องเสี่ยวป๋าย”

เยี่ยชิงถีใบหน้าถอดสีซีดเผือด หรือว่าพระองค์จะทรงทราบเรื่องที่เขาเคยชมชอบมหาเทวี หรือว่าวันนี้เขาจะได้ยลโฉมกระบี่เลืองนามอย่างกระบี่ชางเหอเป็นคราแรกและเป็นคราสุดท้ายของชีวิตเทพเซียนที่เพิ่งได้มาราวสามสิบปีกว่าเพียงเท่านั้นหรือ แต่ทว่าเยี่ยชิงถีนั้นหาใช่ชายชาตรีที่ไร้ความหาญกล้า แม้ตรงเบื้องหน้าจะเป็นมหาเทพตงหัว ผู้ที่นั่งเอนกายเท้าแขนอยู่บนแท่นประทับ มือจับถ้วยชาลูบขอบไปมาอย่างสงบนิ่ง

“เพลานั้นมหาเทพทรงลงไปจุติเป็นฮ่องเต้ซ่งเสวียนเหรินแห่งแคว้นเฉิงอวี๋ ข้าน้อยเยี่ยชิงถี่เป็นแม่ทัพใหญ่คอยรับใช้อยู่ข้างพระวรกาย”

“อืม”

“เสี่ยวจิ่ว เอ่อ...มหาเทวีทรงช่วยชีวิตเราทั้งสองคนไว้หลายครั้งหลายครา กระหม่อมได้มาทราบภายหลังว่าพระองค์ทรงถูกวิชาเวทย์ย้อนกลับด้วย ในคราที่ลงไปช่วยมหาเทพผ่านด้านเคราะห์ครานั้น”

“วิชาเวทย์เวทย้อนกลับ!”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้ารีบเล่าต่อเถิด”

“พ่ะย่ะค่ะ เพลานั้นมหาเทวีทรงปลอมตัวเป็นชาย แต่ภายหลังกระหม่อมไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดพระนางทรงตัดสินพระทัยเปิดเผยตัวตนที่เป็นสตรีสู่เบื้องหน้าพระพักตร์ของมหาเทพ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงแต่งตั้งพระนางเป็นพระสนมได้ไม่นานเหตุการณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นกับพระนางมากมายจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้งหลายครา ถึงกระนั้นสุดท้ายพระนางก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง เพลานั้นฮ่องเต้ทรงรักปักใจในตัวพระนางมากจนหมายจะแต่งตั้งให้พระนางเป็นฮองเฮาอยู่ข้างพระวรกาย แม้ว่าพระนางก็ทรงรักลึกล้ำปักใจในตัวมหาเทพมากเช่นกัน แต่เพลานั้นท่านเป็นเพียงฮ่องเต้ซ่งเสวียนเหริน พระนางจึงต้องหักห้ามพระทัย กล้ำกลืนฝืนทน เก็บความทุกข์ตรมตรอมขื่นขมไว้เพียงลำพังในเบื้องลึก ยอมทนเจ็บปวดตัดพระทัย เพื่อให้พระองค์ได้ผ่านด่านเคราะห์ครานั้นได้อย่างราบรื่น”

“พอแล้ว!”















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น