「SF/OS」 Do u wanna be ➸ Block B! by nongkhaingai

ตอนที่ 1 : SF (jaehyo x b-bomb) Basket boy (01)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 เม.ย. 62

Do u wanna be #BlockB by nongkhaingai


Basket boy (01)

jaehyo x b-bomb

AU / SF / M/M / PG / POV



 



ตั้งแต่เกิดมา ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว 17 ปี วันนี้เป็นวันที่แย่และน่าอับอายที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอ วันนี้เป็นวันสำคัญของโรงเรียน และอาจจะรวมถึงสาว ๆ ด้วย ประเพณีหรือธรรมเนียมการประมูลบาสเก็ตบอยหรือแปลให้ฟังดูพิลึกก็คือหนุ่มตะกร้า คุณอาจจะเคยได้ยินจากหนังหรืออ่านในหนังสือโรแมนติกคอมเมดีสักเล่ม ซึ่งโรงเรียนผมก็มีประเพณีเช่นกัน มันเป็นกิจกรรมที่ไร้สาระที่สุดในโรงเรียนผมเลย มันคือตลาดค้าเนื้อที่ใช้เนื้อเด็กผู้ชาย หนุ่มป๊อป 20 คนที่ได้รับการโหวตจากนักเรียนทั้งโรงเรียนให้เป็นบาสเก็ตบอย ซึ่งจะต้องแต่งตัวเต็มยศ ถือตะกร้าที่มีของกินเตรียมสำหรับการปิกนิก จากนั้นจะต้องยืนเรียงกันบนเวที รอให้ถึงคิวตัวเองถูกประมูล บาสเก็ตบอยจะถูกใช้เป็นเครื่องมือให้สมาคมอะไรสักอย่างในโรงเรียนใช้หาเงิน และเอาเงินที่ได้ไปปลูกดอกไม้ ทำสวน หรืออาจจะทำอะไรนอกเหนือจากที่คุณครูคิมบอก บาสเก็ตบอยที่ถูกประมูลจะว่างเรียนไปทั้งวัน แต่แค่ต้องไปเดทกับสาวน้อยที่ชนะการประมูลตัวเขา ซึ่งเงินนั้นเราจะไม่ได้รับมันสักเปอร์เซ็นต์เดียว

 

และใช่ ผมได้รับการโหวตเป็น 1 ใน 20 หนุ่มตะกร้านี้  

 

 

ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน ครูประจำชั้นแจกกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ให้เราคนละแผ่น จากนั้นให้เราทุกคนกรอกชื่อผู้ชายที่เหมาะสมกับตำแหน่งหนุ่มตะกร้ามากที่สุด ผมไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ เลยเลือกอูจีโฮ ประธานนักเรียนที่เห็นหน้าเห็นตาทุกเช้าเวลาเข้าแถว 

 

หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน มีการประกาศรายชื่อบาสเก็ตบอย ซึ่งในนั้นมีชื่อผม "อีมินฮยอก" มันไม่ได้หมายความว่าผมเป็นที่นิยมในโรงเรียนนี้หรอกนะ ผมรู้ทันทีเลยว่าโดนรวมหัวแกล้งแน่ ๆ ผมไม่มีเพื่อนสนิท ผมไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มีแต่คนจะมาคอยกวนประสาทผมมากกว่า ผมชอบที่จะอยู่คนเดียว ทำตัวเองให้เป็นคนไร้ตัวตนในห้อง คิดดูสิ ที่ผมติดมันจะมีเหตุผลอื่นนอกจากผมถูกบูลลี่อีกเหรอ 

 

หลังรายชื่อถูกประกาศ คุณครูคิม สาววัยใหญ่ น่าเกรงขาม หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมโรงเรียน เธอเรียกผมไปพบ พร้อมกับเด็กผู้ชายในชะตากรรมเดียวกันอีก 19 คน บ้างก็ดีใจ บ้างก็ผิดหวัง อยากหนีไปเหมือนกับผม และแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ให้พวกนายสละ 

 

ผมอ้อนวอนขอร้องคุณครูคิม เพราะผมไม่อยากเป็นจริง ๆ ไอ้หนุ่มตะกร้าอะไรเนี่ย แต่คุณครูก็ยังบังคับต่อไป ต้องเป็นให้ได้ ตอนนั้นผมเลยคิดแผนการหนีในวันจัดงานไว้ แต่คนที่อยู่เหนือผมก็ยังเป็นคุณครูคิมอยู่ดี เธอโทรหาแม่ของผม แล้วพูดถึงเพียงแต่ข้อดีของการประมูลนี้ให้แม่ฟัง ซึ่งแม่ผมก็ตกลง ยินยอม และพึงพอใจมาก แม่รู้สึกเป็นเกียรติและต้องให้ผมไปให้ได้ ถึงจุดนี้แหละ จุดที่ผมต้องยอม แม้จะไม่เต็มใจสักนิด

 

เช้าวันนี้ผมเลยต้องเดินเข้าโรงเรียนมาในชุดสูทกับตะกร้าปิกนิกโง่ ๆ ที่แม่ยัดของกินพะรุงพะรังมากมายให้ สายตาประหลาดจากเด็กนักเรียนในชุดยูนิฟอร์มปกติของโรงเรียนจับจ้องมาที่ผม พวกเขาคงแปลกใจตรงที่ผมเป็นใคร ทำไมไม่คุ้นหน้า ทั้งที่ไม่ป๊อป ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ดันได้เป็นบาสเก็ตบอยเสียอย่างนั้น 

 

พวกหนุ่มตะกร้าต้องไปห้องห้องหนึ่งซึ่งคุณครูคิมนัดไว้ เพื่อเตรียมการต่าง ๆ ตอนนี้ 8 นาฬิกาพอดี และการประมูลจะเริ่มในเวลา 10 นาฬิกา ณ หอประชุมใหญ่ของโรงเรียน 

 

ผมเจอจีโฮ คนที่ผมใส่ชื่อเขาลงไป จีโฮตัวสูง ใส่สูทแล้วเหมาะมากเลยล่ะ ผมเดาว่าสาว ๆ ต้องแย่งกันประมูลเขาและโรงเรียนจะต้องได้ผลประโยชน์จากเขามากแน่

 

 

10 นาฬิกา เวลาที่ผู้หญิงเกือบทั้งโรงเรียนพร้อมจะฟาดฟันกันด้วยเงิน ผมเป็นหนุ่มตะกร้าลำดับที่ 14 ก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่ ผู้ถูกเลือกทั้ง 20 ค่อย ๆ เดินเรียงแถวกันไปยืนบนเวทีและไม่ลืมถือตะกร้า ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของงานนี้ด้วย จากที่เตรียมกันไว้ เราแบ่งเป็นสองแถวหน้ากระดาน ผมยืนอยู่แถวหลัง แต่ก็ยืนอยู่บนแท่นยกระดับ เพื่อคนด้านหน้าจะได้ไม่บัง มองจากมุมนี้ ผมก็เพิ่งได้รู้ว่าหอประชุมโรงเรียนผมใหญ่พอ ๆ กับโรงภาพยนตร์เลยล่ะ เผลอ ๆ เด็กนักเรียนทั้งโรงเรียนอาจจะเข้ามาอยู่พร้อมหน้ากันครบเลยก็ได้

 

สปอตไลท์สาดแสงรุนแรงมาที่พวกเราบนเวที อาจเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ออกมาเปิดเผยตัวตนต่อหน้าประชาชีเกือบทั้งโรงเรียน ผมมองเห็นอะไรไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ไม่­แน่ใจว่าเป็นเพราะแสงไฟหรือความตื่นเต้นที่กำลังกอบกุมตัวผมอยู่ ผมพยายามกุมสองมือแน่นกับตะกร้า เพื่อไม่ให้เห็นว่ากำลังสั่น แต่คนข้าง ๆ ผม หมายเลข 13 ตอนนี้เขาดูตื่นเต้นกว่าผมเป็น 10 เท่า ราวกับกำลังจะฉี่ราดตรงนี้แล้ว

 

สวัสดีนักเรียนที่น่ารักทุกคน คงจะรอบาสเก็ตบอย ประเพณีของเราที่จัดขึ้นทุกปีนานเลยใช่ไหมคุณครูคิมเริ่มเปิดงาน พิธีการไม่มีอะไรยุ่งยากหรือไม่มีอะไรเลย แต่ผมก็เริ่มจะเมื่อยแล้วแฮะ ทั้งเกร็งทั้งยืนนาน ถ้ามีเก้าอี้ให้หน่อยก็คงดี

 

สำหรับราคาประมูลเราจะเริ่มที่ 10 ดอลลาร์หรือประมาณ 10,000 วอน บิดขั้นต่ำครั้งละ 2 ดอลลาร์ และต้องยกมือก่อนจะเสนอนะ เงินทั้งหมดเราจำไปพัฒนาโรงเรียนของเราต่อ ส่วนใครที่ชนะการประมูลจะได้รับสิทธิ์ไม่ต้องเข้าเรียนทั้งวันจ่ะสาว ๆ ส่งเสียงกรีดร้องแสดงความดีใจ และใช่ โรงเรียนนี้เป็นหนี้บุญคุณผม ผมควรคิดแบบนี้

 

เริ่มกันเลย พ่อหนุ่มน้อยบาสเก็ตบอยหมายเลข 1 พโยจีฮุน เกรด 9 ห้อง 2 ต้องเป็นขวัญใจสาว ๆ ที่ชอบเด็ก ๆ แน่เลย ฮ่าๆๆ ขอดูก่อนนะจ๊ะว่าหนุ่มน้อยยิ้มหวานคนนี้พกอะไรในตะกร้ามาบ้างคุณครูคิมเริ่มไล่เรียงทุกอย่างในตะกร้าหวายสานของเด็กคนนั้น ให้ตายเถอะ ผมต้องรอแบบนี้ไปอีกตั้ง 13 คน

 

เริ่มการประมูล ยกมือด้วยนะจ๊ะ

 

“10 ดอลลาร์ค่ะ!”

 

“14 ดอลลาร์!”

 

“16!”

 

“16 ดอลลาร์ครั้งที่หนึ่ง…” คุณครูคิมยิ้มเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ

 

“20 ดอลลาร์!”

 

พโยจีฮุน 20 ดอลลาร์ 20 ดอลลาร์ครั้งที่หนึ่ง 20 ดอลลาร์ครั้งที่สอง 20 ดอลลาร์ครั้งที่สาม…” ไร้เสียงโต้เถียงใด ๆ ต่อ ค้อนที่มีรูปร่างที่คล้ายค้อนประธานในศาล ผมไม่แน่ใจว่าใช่อันเดียวกันหรือเปล่า คุณครูคิมใช้มันทุบกับแท่นไม้ และการประมูลตัวพโยจีฮุนก็ได้สิ้นสุดลงด้วยดี เพราะมีคนให้ถึง 20 ดอลลาร์ นี่สินะเหตุผลที่ทำให้งานนี้สำคัญต่อโรงเรียนมาก ๆ         เพราะมันทำเงินมหาศาลให้โรงเรียน ทั้งที่ต้นทุนต่ำแสนต่ำไงล่ะ

 

 

ผ่านไปแล้ว 5 คน หมายเลข 6 ผมไม่รู้จักและดูท่าว่าคนอื่นที่อยู่ล่างเวทีก็ไม่รู้จักเช่นกับผม เขาดูเป็นผู้ชายที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักน้อย ถึงของในตะกร้าเขาจะน่าทานมากก็เถอะ แต่ก็ไม่มีใครยกมือให้หนุ่มน้อยผู้โชคร้ายสักคน ต่อให้คุณครูคิมจะบิวท์แค่ไหนก็ตาม

 

“10 ดอลลาร์แล้วก็มีเสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่น้ำเสียงดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ พอมองลงไปก็เห็นว่ามีครูผู้หญิงอีกคนยืนข้างเธอ เหมือนที่คุณครูบอกไว้ว่าหากไม่มีใครประมูลเรา ก็จะมีคุณครูคนอื่นมาประมูล แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะใช้เด็กแถวนั้นเป็นหน้าม้า ถึงยังไงมันก็น่าอายมาก ต่อให้ผมไม่อยากเป็นหนึ่งในเด็กตะกร้านี่ แต่พอได้เป็นและกำลังจะถูกประมูลแล้ว ก็อยากให้ตัวเองถูกประมูลโดยคนที่บริสุทธิ์ใจเหมือนกัน ถ้าถึงตาผมแล้วไม่มีคนยกมือเลยจะทำยังไง ผมจะดูเป็นคนโง่ หรือเป็นคนไร้ค่าหรือเปล่า ผมเริ่มกังวลแล้ว

 

 

หมายเลข 11 อูจีโฮ…” หนุ่มฮ็อตตัวจริง คุณครูคิมไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงกรี๊ดก็ดังมาจากทั้งหอประชุม ดังพอปลุกยักษ์สักตัวตื่นได้เลย

 

เป็นไปตามคาด ผู้หญิงฐานะมั่งคั่งมากมายหมายตาอูจีโฮ จาก 10 ดอลลาร์สู่ 15, 20, 30 แล้วข้ามไปที่ 50 จากนั้นก็ยาวไปเรื่อย ๆ จนจบที่ 92 ดอลลาร์ ผมไม่เข้าใจว่าพวกเธอพกเงินมาเยอะอยู่แล้ว หรือจงใจพกมาเยอะเพื่องานนี้โดยเฉพาะ คุณครูคิมพึงพอใจกับผลงานของอูจีโฮมาก ยิ้มเสียจนผมกลัวรอยตีนกาจะมีรอยใหม่โผล่ขึ้นมาอีก

 

 

จบการประมูลหมายเลข 13 ที่ 12 ดอลลาร์ ก็ไม่เลวร้ายเท่าไร แต่มันเริ่มเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับผมแล้ว ผมก้าวขาเดินไปยังจุดที่ถูกกำหนดให้เป็นเซนเตอร์ของเวที แสงจ้าสีขาวสาดผมแรงกว่าเดิม ทำให้ผมเด่นยิ่งขึ้น ก้อนเนื้อกลางอกผมบีบและคลายตัวเร็วขึ้น ผมได้แต่มองปลายเท้า ไม่กล้ามองไปทางคนดูข้างล่าง มันตื่นเต้นยิ่งกว่าที่ผมเตรียมตัวมา คุณครูคิมเริ่มอธิบายคุณสมบัติผม

 

หมายเลข 14 อีมินฮยอก เกรด 11 ห้อง 5 ของในตะกร้ามี…” คุณครูคิมหยิบของในตะกร้าผมขึ้นมาทีละชิ้นแล้วเรียกชื่อมัน ผมไม่ได้สนใจว่าแม่ทำอะไรใส่มาบ้าง ก็เพิ่งรู้ว่ามีแต่จำพวกฟาสต์ฟู้ดแฮะ เบอร์เกอร์ พิซซ่า คัพเค้ก หวังว่าผ่านมา 4 ชั่วโมงแล้วมันจะยังอร่อยอยู่นะ

 

พอคุณครูคิมไล่ชื่อเมนูในตะกร้าผมครบแล้ว ก็กลับสู่โมเมนท์น่าอึดอัดใจอีกครั้ง ไม่มีแม้แต่เสียงกรี๊ด เสียงฮือฮาใด ๆ ทั้งหอประชุมเงียบกริบ ไม่มีใครประมูลผลสักคนเลยเหรอ? ผมเม้มปาก มองหลุบต่ำไปกว่าเดิม น่าอายชะมัด มีคนโหวตผมแต่กลับไม่ได้รับการประมูลใด ๆ แม้แต่ความสนใจ ก็ยังไม่ได้

 

“10 ..ดอลล่าร์ค่ะเสียงผู้หญิงสั่นที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ อ่า ผมรู้ทันทีเลยล่ะ ว่าตัวเองถูกประมูลไปโดยหน้าม้า อายจนอยากมุดหน้าเข้าไปตะกร้าที่ผมถืออยู่

 

มีใครจะสู้อีกมั้ยเอ่ย? อีมินฮยอก 10 ดอลลาร์ ครั้งที่ 1 อีมินฮยอก 10 ดอลลาร์ครั้งที่ 2..”

 

“14 ดอลลาร์

 

จู่ ๆ เสียงหนึ่งดังผ่านความเงียบส่งมา แต่หาใช่เสียงสูง หวาน แบบผู้หญิงไม่ เป็นเสียงที่ต่ำ ทุ้มและเข้มแข็ง แบบผู้ชาย จากนั้นก็มีเสียงฮือฮาขึ้นในหอประชุมตามมา ไม่เว้นแม้แต่พวกหนุ่มตะกร้าที่อยู่ข้างหลังผมด้วย ทุกคนคงกำลังคิดแบบผม

 

มีผู้ชายประมูลผมงั้นเหรอ?

 

แถมยังประมูลสู้กับหน้าม้าของสมาคมโรงเรียนอีก หมายความว่ายังไง ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ยกมือล่ะ

 

มองลงไปหาต้นเสียงก็เห็นผู้ชายที่ยกมือค้างไว้อยู่ ผมดูออกแค่ว่าเป็นร่างผอม สูง เขาอยู่ตรงทางออกของหอประชุมพอดี หรือว่าเขาจะเพิ่งมาถึงหอประชุมแล้วยังตามไม่ทันสถานการณ์ ยกมือเอาไว้ก่อน บ้าล่ะ เป็นไปไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นหน้าม้าอีกคนที่คุณครูเตรียมซ้อนมาอีกที เพื่อผมจะได้ไม่เสียความรู้สึก

 

โอ๊ะ ผู้ชายคนแรกของการประมูล เยี่ยมเลยลูก งานของเราไม่จำกัดเพศ อายุ และสถานะเนอะ 14 ดอลลาร์นะจ๊ะ อีมินฮยอก 14 ดอลลาร์ ครั้งที่ 1 14 ดอลลาร์ครั้งที่ 2 14 ดอลลาร์ครั้งที่ 3”

 

ผมถูกประมูลไปด้วยเงิน 14 ดอลลาร์ จำนวนเท่าหมายเลขบาสเก็ตบอยของผม ผมทั้งดีใจ ทั้งสงสัย ทั้งประหลาดใจ ไม่รู้สิ อธิบายความรู้สึกไม่ถูกเลย หรือจริง ๆ ผมอาจจะป๊อปในหมู่ผู้ชาย

 

แค่อาจจะนะ

 

 

 

จนสิ้นสุดการประมูลบาสเก็ตบอยทั้ง 20 คน พวกเราเรียงแถวกันลงเวทีทางบันไดหลัง ผมแอบเห็นคุณครูคิมยิ้มหน้าบาน ผิวปาก อารมณ์ดี นำพวกเราไปยังห้องรับรอง

 

ที่ห้องรับรองมีผู้ชนะการประมูลเกือบ 20 คนรออยู่แล้ว แต่ละคนถือหมายเลขคนที่ตนประมูลได้ สำหรับคนถูกหน้าม้าประมูล แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่มีใครให้เดทด้วย และต้องกลับไปเรียนที่ห้องในชุดสูทกับตะกร้าบ้าบอ และผมเดาว่าผมคงเป็นหนึ่งในนั้น

 

18 คน ผมนับคนที่ชนะการประมูลได้ 18 คน

 

ตอนอยู่บนเวที ผมจำได้ว่ามีคนถูกประมูลโดยคนของสมาคมไป 3 คนรวมผมด้วย หมายความว่าผมเข้าใจผิดน่ะสิ จริง ๆ มีแค่ 2 คนที่ไม่ได้รับการประมูลโดยบริสุทธิ์ใจเหรอ

 

อีกอย่าง ในบรรดาผู้ชนะการประมูล ก็มีผู้ชายด้วย 1 คน ในมือถือหมายเลข 14 หมายเลขของผมอยู่ หมายความว่าเขาเป็นผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงทางออกหอประชุมและประมูลผมที่ 14 ดอลลาร์

 

เขาคนนี้จงใจประมูลผมเหรอ?

 

หนุ่มตะกร้าคนอื่นค่อย ๆ ทยอยเดินออกไปเป็นคู่กับผู้ชนะการประมูล เหลือไว้เพียงผมกับชายปริศนาตัวสูงในห้องรับรองนี้เพียงสองคน

 

..สวัสดีครับ เอ่อ คุณคงไม่ใช่เด็กหน้าม้าของสมาคมนี้หรอกใช่ไหมครับผมเป็นคนเปิดบทสนทนา แอบสั่นนิดหน่อย ผมไม่แน่ใจว่ามีอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า เพราะปกติผมไม่ใช่คนทักที่จะคนอื่นก่อน แต่คราวนี้คนตรงหน้าไม่ยอมทักผม บวกกับผมสงสัยจริง ๆ ว่าเขาใช่หน้าม้าหรือเปล่า หวังว่าการถามคำถามแบบนี้ในครั้งแรกที่เจอกันจะไม่เป็นการเรียกว่าเสียมารยาทนะ

 

นายตลกจังนะ ฮ่าๆ ฉันประมูลนายเองแหละ พอดีอยากกินเบอร์เกอร์น่ะเขานั่นแหละที่ตลก

 

หมายความว่าเขาอายุเท่ากับผมสินะ

 

 

เราสองคนตรงไปที่ห้องอาหารที่จัดเพื่อบาสเก็ตบอย โดยที่ไม่ลืมเอาตะกร้านี่ไปด้วย ในห้องมีโต๊ะเดี่ยว 20 ตัว ซึ่งนั่นมันเกินมา 2 ตัว โต๊ะทุกตัวถูกจัดให้แต่ละคู่นั่งหันหน้าเข้าหากัน ทานอาหารที่หนุ่ม ๆ ตะกร้าเตรียมมา ระหว่างทางผมได้คุยกับเขาเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้ชื่ออันแจฮโย หน้าตาเขาดีมาก แต่ผมว่ามองเผิน ๆ ก็คล้ายเซนิกาเมะในโปเกมอนอยู่นะ เขาสูงกว่าผมแต่ก็ไม่มากเท่าไร ท่าทางเขาเหมือนนักกีฬา คงจะเป็นนักบาสของโรงเรียนล่ะมั้ง ผมเห็นผู้หญิงที่ชนะการประมูลแอบมองอันแจฮโยแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันใหญ่เลย สงสัยจัง ทั้งหล่อ ทั้งมีคนกรี๊ดเยอะขนาดนี้ทำไมถึงไม่ได้เป็นบาสเก็ตบอย

 

ไหนล่ะเบอร์เกอร์ของเราผู้ชายตาหวานที่นั่งตรงข้ามผม แบสองมือข้างยื่นมาข้างหน้าผมแล้วทวงเบอร์เกอร์ที่ผมต้องรีบให้เขาก่อนมันจะชืดไปกว่านี้

 

ผมเอาของกินทั้งหมดออกจากตะกร้าแล้วกองไว้บนโต๊ะให้เขาเลือกทาน

 

อันแจฮโยตั้งหน้าตั้งตากินจนผมเชื่อแล้วล่ะว่าประมูลเพราะอยากกินจริง ๆ

 

นายไม่ได้เป็นบาสเก็ตบอยเหรอผมถามออกไปอย่างที่สงสัย

 

อื้อจริง ๆ ก็เป็นเขาตอบทั้งที่แก้มยังบวมไปด้วยเบอร์เกอร์ที่ถูกเขี่ยแตงกวาออก

 

อ้าว ทำไมล่ะ?

 

ก็เป็นนักกีฬามั้ง เขาเลยไม่ให้เป็นอะ

 

จริงเหรอ น่าอิจฉาจัง

 

นายไม่อยากเป็นบาสเก็ตบอยหรอ?

 

ก็แหงสิ นายคิดดูนะ ฉันต้องการความสงบมากเลยนะ อยู่ในห้องแทบไม่มีใครพูดถึงฉันเลย แต่ดันมีชื่อฉันติดไอ้การประมูลโง่ ๆ นี่ซะงั้น ฉันมั่นใจว่าฉันต้องถูกบูลลี่แน่ ๆ ผมเผลอบ่นไปซะหมดเปลือก ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนพูดมากแบบนี้ แต่พอได้มาคุยกับอันแจฮโยแล้วก็อยากระบายมันแม่งให้หมดเลย

 

ฮ่าๆๆ ตอนนายพูดมากนี่น่ารักชะมัดเลย ไม่ผิดหวังที่ฉันประมูลนายมา

 

ขอบใจนะผมเขินนี่มันไม่แปลกใช่ไหม ผมไม่รู้จะตอบอะไรดีเลยขอบใจไป ผมหลุบมองมือตัวเองที่กุมอยู่ที่ตักใต้โต๊ะ หูผมต้องแดงมากแน่ ๆ

 

เนี่ย ตอนเขินก็น่ารัก

 

คนบ้า คนผีทะเล อันแจฮโยทำผมหน้าร้อนไปหมดแล้ว เกลียดวิธีที่แซวผมแล้วขำอ่อน ๆ จริง ๆ

 

ฉันพูดจริง ๆ นะมินฮยอกอา…”

 

มินฮยอกอา

 

มินฮยอกอา

 

ในหัวผมได้แค่มินฮยอกอา ไม่เคยใจสั่นให้ใครเท่านี้มาก่อนเลย เขาเป็นใครกันมาทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรต่อ ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป หูอื้ออึง หัวว่างเปล่า เหมือนตัวกำลังจะแตกในอีกไม่ช้า

 

มินฮยอก อีมินฮยอกรู้สึกตัวอีกทีผมก็โดนคนตัวสูงยื่นมือมาเขย่าไหล่ของผมที่งุ้มอยู่

 

เป็นเอาหนักมากจริง ๆ นะอีมินฮยอก

 

นายไม่กินอะไรเหรอ ไม่งั้นฉันจะกินหมดแล้วนะ

 

นายกินเลย เดี๋ยวฉันไปหากินที่โรงอาหารอีกทีเพราะยังไงเสร็จมื้อนี้ผมจะได้แยกออกไปสักที ไม่ค่อยอยากอยู่ใกล้คนแบบนี้สักเท่าไหร่ อันตรายต่อใจผมเกินไป

 

อ้าว จะรีบไปแล้วเหรอ เราต้องเดทกันจนถึงเลิกเรียนนี่หมายความว่ายังไง เขาจะทำตามข้อกำหนดของบาสเก็ตบอยที่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งวันงั้นเหรอ

 

ฉันต้องอยู่หรอ?ผมทำสีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

ก็ใช่น่ะสิ ฉันจ่ายไปตั้ง 14 ดอลนะ นายจะโกงเหรอ ไม่งั้นฉันฟ้องครูคิมจริง ๆ ด้วยเด็กตะกร้าคนไหนที่ไม่ทำตามข้อปฏิบัติจะต้องถูกหักคะแนนความประพฤติถึง 20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ตะแนน ซึ่งมันไม่ยุติธรรมที่สุดในโลก

 

โอเค อันแจฮโย ฉันจะอยู่กับนายรอยยิ้มเขาปรากฏขึ้นมา เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าตอนแรกเสียด้วยซ้ำ หรือว่าจริง ๆ แล้วเขาพิศวาสผม

 

นายมีอะไรที่อยากทำรึเปล่า

 

อะไรที่อยากทำเหรอ จริง ๆ ผมไม่มีเลย ผมแค่อยากนั่งคนเดียวเฉย ๆ ฟังเพลง เล่นเกม อาจจะเข้าห้องสมุดไปอ่านหรือยืมหนังสือ ไปที่ที่เงียบ สงบ ผมไม่ชอบคนเยอะ ไม่ชอบเสียงดัง มันวุ่นวาย น่ารำคาญ มันทำให้ผมหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ถ้าจะให้ผมตอบแบบนี้ไป ก็คงไม่ค่อยถูกใจเขาเท่าไรเหมือนกัน

 

ไม่รู้สิ ไม่มีมั้ง

 

งั้นไปสนามบาสกันเขาพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่ดีดกว่าเดิม

 

ฮะ?”

 

เล่นบาสกัน ก็ฉันเป็นนักบาสนี่อา ให้ตายสิ ทำไมก่อนหน้านี้ผมไม่ตันสินใจตอบไปว่าอยากเข้าห้องสมุดนะ

 

ฉันไม่ชอบเล่นกีฬาน่ะ

 

งั้นก็ไปนั่งดูฉันเล่นเฉย ๆ ก็ได้

 

จะปฏิเสธยังไงดี คนแบบนี้

 

น้าๆ มินฮยอกอา แค่ชั่วโมงเดียวเอง

 

ไอ้คนอ้อนเก่ง เขายื่นปากล่างแล้วพองลมที่แก้มน้อย ช้อนสายตาน่าหลงใหลจ้องมาในตาผม

 

โอเค ไปก็ไปที่ตกลงนี่ก็เพราะเห็นว่าใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวน่ะนะเลยไป ไม่มีอย่างอื่นเกี่ยวเลย ผมไม่ได้เขิน ไม่ได้ใจสั่น ไม่ได้ใจอ่อนอะไรทั้งนั้น

 

แจฮโยลุกขึ้นยืนขึ้น ฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมแล้วรีบเก็บของกินที่ยังกินคาไว้อยู่ยัดลงในตะกร้าลวก ๆ ผมยังเหวอกับท่าทีรีบเร่งของเขาอยู่เล็กน้อย แจฮโยหยิบตะกร้ามาถือด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็เอามาคว้ามือผมให้เดินไปด้วย

 

ผมโดนฉวยโอกาสอยู่นะ ถึงจะเป็นคนหวงตัวแต่ร่างกายผมมันกลับเดินตามความเร็วของเขาไป 

 

 

ระหว่างทาง แจฮโยก็เล่าเรื่องมากมาย ราวกับว่ากำลังเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา ผมไม่ได้สนใจแต่ก็ไม่ได้รำคาญ เขาเล่าทีผมก็ทำแค่ผงกหัวที หรือไม่ก็ตอบว่าอืม ๆ จำได้ว่าเขาเล่าตั้งแต่เรื่องตอนเข้าโรงเรียนนี้ครั้งแรก เพื่อนในห้องเรียนเขา เพื่อนในชมรมบาสเก็ตบอล โค้ชที่คุมทีมพวกเขาอยู่ บาสเกมที่เขาไปแข่งแล้วชู้ตบาสได้ 3 แต้ม จนโรงเรียนเราชนะระดับประเทศ หรือแม้กระทั่งห้องลับของนักบาสเก็ตบอลที่รู้สึกว่าพอเค้ามาเล่าให้ผมมันก็จะไม่ใช่ความลับแล้วสิ

 

สนามบาสเก็ตบอลอยู่ห่างจากห้องที่นั่งทานข้าวก่อนก่อนหน้านี้ไป 2 ช่วงตึกเรียน ไม่ไกลแต่ก็ไม่ใกล้สักเท่าไร สำหรับคนขี้เกียจแบบผม

 

 

ในสนามและบนอัฒจรรย์ไม่มีใครสักคน คงเพราะเป็นชั่วโมงของนักเรียนคนอื่น บวกกับคนเฝ้าหน้าทางเข้าสนามจะไม่ยอมให้เด็กนักเรียนหนีเรียนมาเล่นบาสได้ง่าย ๆ นอกจากจะเป็นนักบาสหรือได้รับการยกเว้นจริง ๆ ส่วนผมก็เป็นเพราะเป็นบาสเก็ตบอยที่ถูกประมูลโดยนักบาสเก็ตบอลของโรงเรียน

 

แจฮโยหายเข้าห้องเก็บของไปสักพักแล้วออกมาพร้อมกับลูกบาสสีน้ำตาล เขาเริ่มเดาะลูกไปรอบสนาม ชู้ตลูกไปมา ทั้งที่ยังอยู่ในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียน ที่เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำสนิท ยกเว้นแต่รองเท้าที่เหมือนเพิ่งไปเปลี่ยนเป็นรองเท้าบาสเมื่อตอนที่เข้าไปเอาลูก

 

ผมหาที่วางตะกร้าและวางก้นของตัวเอง ผมเลือกนั่งบนแถวที่สามของอัฒจรรย์ นับจากข้างล่างขึ้นไป เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมเข้ามาในสนามบาส ครั้งล่าสุดที่ผมเข้ามาก็น่าจะตั้งแต่ตอน ม.ต้น ตอนงานกีฬาสี ที่จำเป็นต้องมาก็เพราะถูกใช้ให้เป็นเบ๊ คอยบริการส่งน้ำส่งอาหารให้นักบาสในสีตัวเอง ตอนนั้นผมว่าผมก็ทำงานหนักเหมือนกันนะ แต่คงไม่เท่าที่พวกทีมนักกีฬาบาสเก็ตบอลที่ทำให้สีเราชนะจนได้เหรียญทองหรอก

 

มองไปมองมาหน่วยก้านแจฮโยดีมาก ๆ เลยนะ หลายครั้งที่ผมแอบสติหลุด เคลิ้มไปกับท่วงท่าเวลาเขาวิ่งพร้อมกับเดาะลูกเป็นจังหวะ ถ้าอยู่ในชุดของนักบาสคงดูดีมากแน่ ผมเขาเริ่มเปียกปอนเพราะเหงื่อจากการสิ้นเปลืองกำลังที่ไม่เปล่าประโยชน์ จากเสื้อเชิ้ตสีขาว ตอนนี้เริ่มชุ่ม แนบลู่ไปกับหลังแผ่นหลังกว้าง ๆ ขาว ๆ เป็นภาพที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไรเลย แต่ผมก็กลับละสายตาไม่ได้

 

 “ลองดูมั้ยมินฮยอกแจฮโยส่งบอลให้ผม โชคดีที่ผมยังมีสติ พอรู้ตัว และรับลูกบาสหนัก ๆ แข็ง ๆ นี่ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงอัดเข้าเต็มเบ้าหน้าผมแล้ว

 

ไม่เอาอะ นั่งดูเฉย ๆ ดีกว่าผมส่งลูกบาสคืนกลับไปให้คนตัวสูง

 

หน่า ลองชู้ตเล่น ๆ ก็ได้

 

ผมเบ้หน้า สายหัวเบา ๆ

 

            มา เดี๋ยวสอน

 

ผมยังไม่ทันพูดอะไรต่อ แจฮโยก็ก้าวขึ้นอัฒจรรย์มาสองขั้นแล้วลากข้อมือผมลงไป แรงเขาเยอะมาก ผมยอมรับเลยว่าแรงผมสู้ไม่ได้ ตัวแทบปลิวตามลงไป

 

แจฮโยลากผมมายืนหน้าแป้นบาสที่น่าจะเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับมือใหม่หัดชู้ตบาสล่ะมั้ง เขาเริ่มทำท่าเป็นตัวอย่างให้ผมดู

 

นี่ ย่อเข่าเขามองหน้าผมสลับกับห่วงบาส แล้วย่อตัวลง ตบหน้าตักตัวเองเพื่อทำให้ผมสนใจว่าต้องทำท่าเช่นเขา

 

ผมทำตาม

 

อื้อ แบบนั้นแหละ เก่งมากมินฮยอก แจฮโยส่งยิ้มที่น่าแสดงถึงความค่อนข้างพึงพอใจให้ผม

 

ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับ ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังภูมิใจที่ตัวเองทำถูกหรือที่ได้รับคำชมนั้นกันแน่

 

งั้นลองดูนี่ก่อนนะ ตาเล็งที่ห่วง ยกมือขึ้นเหนือหัวแบบนี้ มือข้างที่ถนัดก็ไว้ใต้ลูกส่วนอีกมือช่วยประคองลูก แล้วก็ไม่เอียงศอกกับแขน แจฮโยทำท่าตามที่อธิบายเป๊ะ จากนั้นก็กระโดดชู้ตบาสลงห่วง สมกับเป็นตำแหน่งนักบาสของโรงเรียน

 

โอยอมรับเลยล่ะ ผมปรบมือให้เขาสาม-สี่แปะ

 

อ่าห้ะ เอ่อ ตอนกระโดดขึ้นต้องส่งแรงจากข้อเท้าขึ้นมานะ ส่วนแขนยืดตรง ๆ แล้วก็ใช้ข้อมือสบัดลูกออกไป เขาพูดไปเกาท้ายทอยไป มีการแอบยิ้มน้อย ๆ ผมว่าเขาเขินที่ผมปรบมือให้นะ

 

นายนี่เจ๋งเนอะ เชื่อแล้วว่าเป็นนักบาสโรงเรียน

 

ใคร ๆ ก็รู้จักฉันในฐานะนักบาสทั้งนั้นแหละ มีแต่นายอะแหละ มินฮยอก แค่ชื่อฉันที่เพิ่งบอกไปตอนนี้จำได้แล้วยังก็ไม่รู้

 

เดี๋ยว ๆ เกี่ยวอะไรด้วย

 

คุยกันยังไม่เห็นเรียกชื่อฉันเลยอยู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนโดนหาเรื่อง

 

จำเป็นต้องเรียกด้วยเหรอ…”

 

ก็อยากได้ยินอ่า ฉันชอบนะเวลามีคนเรียกชื่อฉันอะนี่ผมต้องเรียกชื่อเขาใช่ไหม อันแจฮโย? แต่เสียใจนะ ยิ่งมอง เขายิ่งเป็นคนน่าแกล้ง เอาเป็นว่าผมจะไม่เรียกชื่อเขาตลอดทั้งวันแล้วกัน

 

ไม่อะ ไม่เรียก และจะไม่มีทางเรียกผมยักคิ้วเย้ย แล้วแลบลิ้นหลอกให้เขา แจฮโยแทบจะเข้ามาตีปากผม

 

ได้ แต่เราต้องจบคอร์สชู้ตบาสพื้นฐานบายอันแจฮโนนี่เสียก่อน

 

นายก็อย่ามัวแต่ลีลาสิอยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนเราจะสนิทกับไวขึ้นภายในพริบตา ประโยคและรูปแบบการพูดผมเปลี่ยนไปอย่างบังคับไม่ได้

 

เริ่มจะพูดมากแล้วนะเรา มินฮยอกคนคูลไปอยู่ไหนแล้วที่ผ่านมาผมเป็นมินฮยอกคนคูลนี่เอง ก็ดีนะ ผมว่าผมชอบชื่อนี้ แต่เดี๋ยวนะ เขาด่าผมพูดมาก?

 

นายด่าฉัน?ผมชี้ตัวเอง แล้วทำหน้าเอาเรื่อง แบบที่ผมทำไม่บ่อยนัก แค่อยากลองกวน

 

ฮ่าๆๆ ล้อเล่นเฉย ๆ อ้ะ เข้าเรื่องสักที ฉันจะให้นายชู้ต 5 รอบ ถ้าเขา 3 ลูก ถือว่าผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่าน…” สายตาเขาดูมีเลศนัยขึ้นมา ผมแอบหวั่นใจนิด ๆ หวังว่าจะไม่ทำอะไรที่มันเสื่อมเสียชื่อมินฮยอกคนคูลอะไรนั่น

 

นายจะทำอะไร

 

มินฮยอกต้องเรียกชื่อฉัน แจฮโยอา’ 10 รอบ แล้วก็พรุ่งนี้ต้องเดทกันต่อด้วย

 

อะไรเนี่ย แล้วนี่ชู้ต 5 รอบให้เข้า 3 ลูก นี่ฉันเพิ่งได้แตะลูกบาสครั้งแรกก็ตอนนี้แหละ มันเป็นไปไม่ได้นะแจฮโย…” เผลอพูดชื่อเขาออกไปซะแล้ว ผมรีบเอามือสองข้างปิดปาก โอย สมองผมประมวลผลอะไรอยู่ มันผิดพลาดได้ยังไงกัน

 

แหน่ะ ๆ ต้องให้ใช้มุกนี้ใช่มั้ยส่งยิ้มกรุ้มกริ้มมาอีกครั้ง แถมยังชี้นิ้วล้อผมอีก คนบ้า ทำไมผมต้องมาเดทอะไรกับคนแบบนี้ด้วย

 

พอสักที ฉันจะชู้ตบาสแล้วนะผมเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน

 

ผมจะไม่ยอมเรียกชื่อเขาแจฮโยอาอะไรนั่นเป็น 10 รอบเด็ดขาด แล้วก็จะเอาชีวิตสงบสุขของอีมินฮยอกคนนี้คืนมาด้วย อย่าหวังว่าพรุ่งนี้และวันอื่น ๆ จะได้เดทกับผมอีกเลยอันแจฮโย

 

ผมเริ่มตั้งสติ จ้องที่ห่วงอย่างตั้งใจ ตั้งท่าตามที่ดูเขาเมื่อก่อนหน้านี่ ยกบอลขึ้นเหนือหัวตามที่เขาบอก จัดมือข้างขวาที่ถนัดของผมให้อยู่ใต้บอล

 

ผมนับในใจ ‘1… 2…’ พอนับได้ 3 ผมก็กระโดดขึ้นแล้วชูแขนออกไป ลูกบาสกำลังเคลื่อนที่ไปตามกฎของแรง จากนั้นก็ชนกันแป้นบาสทำให้กระดอนลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก

 

แรงโน้มถ่วงของโลกที่ไม่มีค่าสำหรับผม ลูกแรกกระเด็นออกไปนอกห่วง เป็นลางร้ายบอกชะตากรรมผมเลยทีเดียว มันเกือบแต่ก็ไม่ลง ผมยู่หน้า อยู่ ๆ รู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ ให้โยน 5 ลูกก็คงกระดอนออก 5 ลูก

 

เฮ้ ไม่เลวนะ อีกแค่นิดเดียวเอง ถ้านี่เป็นครั้งแรกก็ดีแล้วอะแจฮโยแตะไหล่ผม 2 ครั้ง พยักหน้าแล้วยิ้มให้

 

แล้วผมก็มีความหวังอีกครั้ง ผมวิ่งไปเก็บลูก แล้วกลับมาตั้งท่าชู้ตดังเดิมอีกครั้ง

 

1 2.. 3…

 

ตึง!’

 

ลูกบาสเข้าไปแล้ว! ลูกที่สองของผม เข้าไปในห่วงอย่างสวยงาม ถึงแม้จะกระแทกกับห่วงให้ครั้งแรกให้ตื่นเต้นเล่น ๆ ก็ตาม

 

ผมดีใจกระโดดเหยง วิ่งกลับไปเก็บลูกมาอีกรอบ

 

ดูซิ จะทำแบบนี้ได้อีก 2 ลูกมั้ย

 

ต้องได้สิ อย่าหวังให้มากเลยอันแจฮโย ชาตินี้นายจะไม่ได้ยิน แจฮโยอาจากปากของมินฮยอกคนนี้แน่นอน

 

ลูกที่สาม

 

สวย(สำหรับผม) มันเข้าแบบเฉียดฉิว ผมแทบจะตะโกนยินดีดัง ๆ แต่ต้องคีพคูลไว้นิดนึง ต่างกับแจฮโยที่ตอนนี้สีหน้าเขาดูกังวลหน่อย ๆ เขากอดอกนิ่ง ยักไหล่แล้วเบะปากให้ผม

 

ฮ่า ๆ เดี๋ยวนายคอยดูแล้วกันผมชี้นิ้วล้อเขาคืน

 

ลูกที่สี่

 

พลาดจู่ ๆ แขนก็เหมือนไม่มีแรง ลูกยังไปไม่ถึงไหนเลยก็ตกลงพื้นซะแล้ว แจฮโยปล่อยมือที่ไขว้กันตรงอกออกแล้วเข้ามาเล่นหน้าเล่นตา แลบลิ้นใส่ผม ให้รู้สึกเจ็บใจเล่น

 

ลูกเมื่อกี้ฉันล้อเล่น แต่เดี๋ยวลูกนี้ 3 แต้มชัวร์

 

จริงเหร้อ กลายเป็นมินฮยอกขี้โม้ไปแล้วสินะอะไรนะ มินฮยอกขี้โม้เหรอ?

 

นี่!” ผมทำหน้าดุใส่ หวังว่าเขาจะกลัว

 

งั้นก็ทำให้ดูสิ 3 แต้มนะเขายกมือข้างหนึ่งขึ้น เป็นเชิงว่า เอาสิ ทำเลย เชิญ

 

ผมเริ่มวางท่าเป็นรอบที่ 5 รอบสุดท้าย ความกดดันเริ่มเข้ามาแวะเวียนผมจากสายตาของแจฮโยที่จ้องผมไม่วาง ไม่ได้จ้องลูก หรือแป้นบาส แต่เขากำลังมองหน้าผม

 

เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

 

'ตึ้ง!'

 

ลูกบาสหมุนบนขอบห่วงเกือบครบรอบ ผมหวังว่าพอแรงมันหมดมันจะลอดห่วงลงไปดี ๆ

 

แต่แล้วเจ้าลูกบาสทรยศกลับไม่เป็นดั่งใจ มันร่วงออกไปข้างนอก อย่าว่าแต่ 3 แต้มเลย 2 แต้มก็ไม่ได้แตะ แจฮโยหัวเราะสะใจเสียงดัง ผมต้องยกมือมาปิดหู หนีการถูกซ้ำเติมจากเจ้ากรรมนายเวรคนใหม่

 

"ฮ่าๆ มินฮยอก" เขาลากหางชื่อผมยาว ๆ เดินเข้ามาใช้แขนยาวโอบไหล่ผมที่กำลังห่ออย่างหมดหวัง

 

"นายมันขี้โกง"

 

"ฉันทำอะไร?" ยังจะมาตีหน้าใสซื่ออีก

 

"ฉันเพิ่งเคยเล่นครั้งแรก..." ผมโดนนิ้วชี้เรียวจากมือหนา ๆ อีกข้างที่ว่าง แตะเข้าที่ริมฝีปากผม เป็นเชิงบอกให้เงียบก่อน แล้วผมก็เงียบตาม

 

"คุยกันแล้วไง นายก็โอเคนี่ เรียกชื่อฉันเร็ว 'แจฮโยอา'" เขาเอานิ้วออก ผมกำลังใจสั่น ทั่งที่เพิ่งรู้จักเขาได้ไม่กี่ชั่วโมง แขนอีกข้างที่กำลังพาดบนไหล่ผมมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนักอะไรเลย แต่กลับรู้สึกอบอุ่นและอุ่นใจ อยากให้อยู่แบบนี้นาน ๆ กว่านี้

 

ถึงอย่างนั้น ก็ยังอายที่จะเรียกชื่อเขาเป็น 10 รอบอยู่นะ

 

"เร็ว ๆ สิ้ เสร็จจะได้ไปเที่ยวที่อื่นต่อ" แจฮโยยกแขนออกจากบ่าผมแล้วมายืนตรงหน้าแทน ถ้าจะให้ผมมองตาเขา ผมต้องมองสูงบวกกับเชิดหน้าขึ้นไปอีกหน่อย

 

"ไปไหนล่ะ โรงเรียนเรามีที่ให้เที่ยวรึไง" ผมโยงเรื่องอื่นเพื่อถ่วงเวลา

 

"ห้องสมุดไง" รองจากห้องเรียนที่ผมอยู่บ่อยและนานที่สุดก็ห้องสมุดก็ห้องสมุดเนี่ยแหละ ทำไมเขาจึงเลือกห้องสมุด คนเราปกติมันจะเดทกันที่ห้องสมุดด้วยเหรอ

 

"ไปอ่านหนังสือ?"

 

"ก็แล้วแต่นายสิ จะไปนอนก็ได้นะ ปกติฉันไปก็ไปหลับอะ"

 

"เป็นคนแบบนี้นี่เอง"

 

"อ่า มินฮยอกอย่าพานอกเรื่องสิ เมื่อไรจะได้ยินชื่อฉันเนี่ย" หน้าเขาเริ่มงอ ส่ายตัวระริกเหมือนเด็กที่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อของเล่นให้ แต่ดูเหมือนเด็กโข่งมากกว่า

 

"ขี้งอแงจริง"

 

"ก็นายไม่ยอมทำสักที"

 

"อือๆ รู้แล้วน่า"

 

"แจฮโยอา 10 ครั้ง ปฏิบัติ!" ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกมา นี่เป็นเรื่องน่าอายยิ่งกว่าขึ้นไปยืนบนหนุ่มตะกร้าบนเวทีต่อหน้าคนเกือบทั้งโรงเรียนอีก พอเขินมาก ๆ หน้าผมจะแดง ผมเลยต้องเตรียมยกมือสองข้างมาขึ้นมาบังหน้าตัวเอง กลัวคนตรงหน้าจะล้อให้

 

"แจฮโยอา แจฮโยอา แจฮโยอา แจฮโยอา แจฮโยอา แจฮโยอา ..." ผมรีบพูดมันด้วยความเร็วสูงที่สุดให้มันจบไวที่สุด

 

"เฮ้ ๆ เร็วไปมั้ง เอามือออกด้วย"

 

"ฉันอาย!"

 

"อยู่กันสองคนกลัวอะไรเล่า" ผมยังเอามือคาไว้ตรงหน้า เริ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง รวบรีบสติ พูดให้ช้าลง แต่มีสติให้มากที่สุด

 

"แจฮโยอา.. แจฮโยอา.. แจฮโยอา.. แจฮโยอา.. แจฮโย" ผมพักหายใจ

 

"อื้อฮื้อ" เจ้าตัวรับทราบที่ถูกเรียกชื่อ โอเค ผมจะจบมันแล้ว

 

"แจฮโยอา.. แจฮโยอา.. แจฮโยอา แจฮโยอา... .." ภารกิจยอดแย่ที่ใกล้จบถูกขัดขึ้นมา มืออุ่น ๆ ของคนตรงหน้าผมแตะที่สองมือของผมที่เย็นเฉียบเพราะความเขินอาย เขาจับสองมือนี้ให้พ้นจากใบหน้าของผมเอง แต่เพราะผมหลับตาปี๋อยู่ พอผมค่อย ๆ ลืมตามา มันกลับกลายเป็นใบหน้าของคนที่ถูกพร่ำชื่ออยู่เกือบ 10 ครั้งที่ตอนนี้อยู่ห่างจากหน้าผมไปเพียงฝ่ามือเดียว เขาก้มหัวและตัวลงมาให้อยู่ตรงกับระดับสายตาผม ตากลม ๆ เหมือนกวางจ้องเข้ามาในตาที่กำลังสั่นของผม ผมนิ่ง ทำอะไรถูก

 

"..แจฮโยอา.." จบ มันจบแล้ว

 

"หืม"

 

"...เสร็จแล้ว ฉันพูดครบแล้ว" นี่ก็พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นสุด ๆ แล้ว

 

"อื้ม วันหลังก็เรียกอีกนะ"

 

"...ไม่ มันจะไม่มีอีก"

 

"ทำไมล่ะ อย่าลืมนะว่าพรุ่งนี้เรายังต้องไปเดทกันต่อ" ผมเกลียดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั่นที่สุด เอาหน้าหล่อ ๆ นั่นออกไปห่าง ๆ สักทีได้ไหม ขอลาตายวันนี้พร้อมทั้งล่วงหน้าวันพรุ่งนี้ด้วยเลยละกัน

 

"ฮือ" ผมครวญคราง อยากจะลงไปดิ้น ๆ ที่พื้นแทบแย่แล้ว

 

"ไม่งอแงสิ" คราวนี้มืออุ่น ๆ หนา ๆ วางแล้วเขย่าเบา ๆ ที่กลุ่มผมของผม เอาล่ะ คงจะตอนนี้แหละที่หน้าผมแดงจริง ๆ

 

ทำไมนายถึงได้น่ารักและอบอุ่นขนาดนี้กันนะอันแจฮโย หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอกอยู่แล้ว

 

 

 ( tbc )

#ดูยูวอนนาบี




ฟิคบล็อคบี(+ฟิคชั่นที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยแต่งมา)เรื่องแรกของเราเลยค่ะ ฮูเร่ ๆ เราชอบคู่นี้มากเลย ชอบความเมะของแจฮโย ชอบความน้องของมินฮยอก แต่ไม่ค่อยเจอฟิคเลยขอจัดสักหน่อย สุขสันต์วันวาเลนไทน์ คิคิ

ไม่รู้ว่าโรงเรียนฝรั่งปกติมีการประมูล basket boy กันจริง ๆ มั้ย เราเอามาจากหนังสือเรื่อง flipped ค่ะ (มีทำเป็นภาพยนตร์ด้วยนะคะ) สนุกมาก ในหนังสือแบบแปลไทยเค้าจะแปลว่าเด็กตะกร้าค่ะ ส่วนตัวละครในหนังสือยัง ม.2 อยู่เลย ลองไปหาอ่านกันได้ค่ะ (แต่พล็อตไม่เหมือนกับ SF ของเรานะคะ คนละแนวกันเลย555555555)

เราไม่รู้ว่าจะมีใครเข้ามาแวะอ่านฟิคเรื่องนี้บ้างไหม แต่ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วก็ขอขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ คอมเม้นท์หรือสกรีมติดแท็ก #ดูยูวอนนาบี ก็จะยิ่งมีกำลังใจฮึกเหิมอัพตอนต่อไปเยอะเลยค่ะ (แน่นอนค่ะว่า SF ไม่ได้มีตอนเดียว อิอิ)


theme credit to Thememie BUTTER

T
B

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น