[Fic Yakusoku No Neverland] : พันธะขีดเส้นตาย

ตอนที่ 35 : คนแปลกหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    28 พ.ค. 63

คนแปลกหน้า

     "รู้สึกดีขึ้นรึยัง?"

     เรย์ที่รอเด็กๆโวยวายเสร็จถอนหายใจยาว เขาอธิบายอย่างใจเย็นว่า

     "คุณมิเนอร์ว่าข้ามไปมาระหว่าง 2โลกได้ เพราะงั้นเขาคงไม่ได้อยู่ฝั่งปีศาจเสมอ"

     เรื่องกังวลว่าคุณมิเนอร์ว่าจะหักหลังพวกเราถูกเรย์กล่าวให้เห็นอีกด้านที่ดีขึ้น

     "ปกติปีศาจจะไม่มาพื้นที่ร้างแบบนี้ แต่ถ้ามีมนุษย์ทำตัวเด่นหรือทิ้งร่องรอยเอาไว้ก็อยู่ได้ไม่นานหรอก"

     เรย์ก้มลงไปนั้งอธิบายเด็กๆที่ตั้งใจฟังเป็นพิเศษ..เหมือนเป็นพี่ชายใจดีกำลังสอนการบ้านน้องอยู่

     ถ้าเรย์ใส่แว่นตาจะเป็นไงนะ..ต้องน่ารักมากแน่ๆ

     "ยิ้มอะไรของเธอ" เรย์เหลือบมองฉัน เขาทำหน้าระแวงอย่างเห็นได้ชัด

     "เปล่า ไม่มีอะไรสักหน่อย" ฉันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่สนใจ

     "เอ็มม่าขอปากกา" เรย์หันไปขอปากกาของคุณมิเนอร์ว่ากับเอ็มม่า แล้วเริ่มอธิบายต่อ

     "เมื่อวานฉันเจอส่วนต่อไปแล้ว..แต่มันไม่มีอะไรเลย"

     ทั้งที่ใส่คำตอบที่ถูกต้องแล้ว แต่เรย์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ว่าจะลองกี่ครั้ง เขาก็เห็นแค่ข้อความของคุณมิเนอร์ว่าแค่ส่วนแรกเท่านั้น

     แต่พอคิดย้อนกลับไป..นอร์แมนไม่ได้ให้คำแนะนำพวกเราเลย เรย์เลยคิดว่าคงเป็นข้อมูลพิเศษบางอย่างที่พวกเราต้องค้นหามัน

     แต่มันไม่ใช่ นอร์แมนเข้าถึงข้อมูลนี้ที่เกรซฟิวด์ไม่ได้ต่างหาก

     "ฉันคิดว่าปากกาจะแสดงส่วนต่อไป เมื่อมาถึงพื้นที่นี้แล้ว"

     "งั้นมาลองกันเลย!"

     "หน้าที่108 บรรทัดที่15 คำที่1!"

     "History!"

     ถ้าทฤษฎีของเรย์ถูกต้อง มันจะทำงาน แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างที่เราทำจะสูญเปล่า

     ฉันเห็นแต่ละคนหน้าซีด เหงื่อไหล ลุ้นตาไม่กระพริบระหว่างที่เรย์กดตัวอักษรลงไป ส่วนฉันที่รู้อยู่แล้ว..พยายามทำเป็นลุ้นเต็มที่เช่นกัน

     ติ้ง!

     "แผนที่?..ทางเข้าใต้ดิน!"

     ทุกคนแยกย้ายตามหาทางเข้าใต้ดิน ที่จริงถ้าคิดตามทฤษฎีตั้งแต่แรกของเรย์ดีๆแล้ว สามารถคาดเดาได้เลยว่าที่ๆพวกเราหาอยู่ที่ไหน

     ที่โล่งกว้าง บนฟ้าอย่างพูดถึง ต้องอยู่ใต้ดินอยู่แล้ว

     ฟิ้วว!

     ประตูปรากฏให้เห็นจากพื้นด้านหน้าฉัน ลมจากไหนไม่รู้แต่ฉันคิดว่ามันคือระบบของประตูพัดทรายที่กลบบังประตูให้พวกเรามองเห็นชัดขึ้น ไม่ใช่ฉันเดินมาเจอมันพอดีนะ พอดีว่าฉันจำได้ว่ามันอยู่ข้างหลังเอ็มม่าน่ะ

     "คุโระสุดยอดเลย!"

     "..อา"

     ฉันมองเอ็มม่าที่ชมฉันอย่างไม่มีสาเหตุ ถ้าจะพูดคำนี้ต้องบอกตัวเธอเองแล้วล่ะ

     ครืด

     ฉันเอื่อมมือจับตัวล็อกขนาดใหญ่ที่เห็นได้ตามโกดังจากชีวิตที่แล้วทั้งสองข้าง แต่พอจะออกแรงหมุนให้ลงล็อกเรย์ก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า

     "ให้ฉันทำได้นะ" เรย์มองฉันด้วยสายตาเอือมระอา เขาคงคิดว่าหน้าที่นี้เหมาะกับผู้ชายมากกว่า

     ประตูนี้เป็นเหล็กและค่อนข้างใหญ่ เด็กผู้หญิงตัวเล็กไม่มีทางเปิดได้ง่าย แต่สำหรับฉันแค่นี้ง่ายมาก

     ปีศาจก็สู้มาแล้ว ประตูขึ้นสนิมนี่มันยังอ่อนไปด้วยซ้ำ

     "งัดข้อชนะฉันก่อนแล้วมาพูดใหม่นะ" ฉันยักคิ้วล้อเลียนเขาไปหนึ่งที เรย์ผงะและหันหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูแดงเล็กน้อยเพราะถูกพูดถึงอดีตแสนหดหู่ของเขา

     ประวัติแพ้เด็กสาวตัวเล็กๆยังจำได้ติดตา เรย์อยากรื้อสมองจากเด็กสาวข้างกายออกมาลบความทรงจำแย่ๆนี้เหลือเกิน

     "ขอโทษค่า~ มาๆ ช่วยกันก็ดี" ได้แกล้งแล้ว ฉันก็ปรบบ่าของเรย์สื่อประมาณว่า 'ไม่เป็นไร นายจะ(ไม่)ชนะฉันแน่นอน'

     ผิดที่เรย์ ตอนเล่นวิ่งไล่จับทีไรเขาชอบนั่งจับเวลาให้ทุกที พอนั่งเป็นเพื่อนก็เอาแต่อ่านหนังสือ เพราะงี้ไงถึงแพ้ฉันตลอด!

     ออกมาโลกภายนอกครั้งนี้ เรย์ต้องวิ่งให้เยอะขึ้นนะ ร่างกายจะได้แข็งแรง เดียวฉันเป็นโค้ชให้

     ครืดด--ด

     เพราะความเก่าและคงไม่ได้ถูกใช้งานมานาน จึงต้องออกแรงมากกว่าที่คิด ไม่สิ มีเรย์มาช่วยด้วยเลยไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากอะไร

     พวกเราลงบันไดลิงไปทีละคน ดอนเป็นคนสุดท้ายเพราะรอปิดประตูให้ พอลงกันมาครบทุกคน เอ็มม่าก็ใช้ดอกไม้เรืองแสงจากป่าปักใส่ตะเกียงแล้วเดินเป็นผู้นำสำรวจที่แห่งนี้

     "นี่มัน..ที่หลบภัยใต้ดินสำหรับมนุษย์หรอ?" เรย์

     เหมือนห้องขั--..เกือบพูดออกไปแล้ว

     พวกเราเดินอยู่บนทางเดินทอดยาวไปไกล ข้างๆทางเดินทั้งสองฝั่งมีห้องหลายๆห้องและหมายเลขติดไว้หน้าประตู เลขมีถึง 3หลักเห็นได้ชัดว่าที่แห่งนี้ทำมาเพื่อรองรับคนอยู่อาศัยจำนวนมาก

     คุณมิเนอร์ว่าใส่ใจกับพวกเรามาก เขาเชื่อว่าต้องมีเด็กพบเบาะแสจากปากกาและหนังสือของเขา เพื่อการนั้นเขาจึงสร้างสิ่งนี้ให้

     ตึก..ตึก

     "เอ็มม่า! มีใครบางคนอยู่หลังประตูนั้น" เจนิม่า เด็กสาวผิวคล้ำชี้นิ้วไปห้องๆหนึ่ง เธอได้ยินเสียงบางอย่างจากห้องนั้น

     เอ็มม่าค่อยๆเปิดประตูช้าๆ ถ้าหลังประตูบานนี้เป็นมนุษย์ นี่จะเป็นก้าวแรกของพวกเราในการหาพันธมิตร

     "หวัดดี" เสียงแหบของผู้ชายเอ่ยดังให้ได้ยิน

     ภายในห้องมีโทรทัศน์ขนาดต่างๆติดเรียงรายเต็มผนัง มีโต๊ะยาวกว้างและเก้าอี้หลายตัวให้เลือกนั่ง บริเวณหัวโต๊ะมีชายคนหนึ่งจับจองอยู่ เขานั่งพาดขาขึ้นมาบนโต๊ะอย่างเสียมารยาท ในมือซ้ายถือแก้วน้ำชาที่แตกและมือขวาถือคุกกี้ไว้ 1ชิ้น

     '..คุณมิเนอร์ว่า?'

     'ดื่มชาอากาศรึไง!?'

     'เสื้อผ้าเขาสกปรก..เอ่อ สไตล์ส่วนตัวสินะ'

     "มากันได้ไกลมาก ขอแสดงความยินดี..และขอต้อนรับสู่เชลเตอร์B06-32"

     เขากล่าวต่อไม่ใส่ใจความสงสัยของพวกเราที่มีต่อเขาเลยสักนิด

     เอ็มม่าเป็นฝ่ายถามก่อน เธอถามว่าเขาคือมิเนอร์ว่ารึเปล่า

     "ไม่ใช่..น่าเสียดาย เขาไม่เคยอยู่ที่นี่เลย" เขาเคี้ยวคุกกี้และพูดไปด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนสบายๆและขี้เล่นอยู่ไม่น้อย

     เรย์เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักคุณมิเนอร์ว่า เขาต้องการข้อมูลจากเขาจึงถามออกไป แต่คำตอบที่ได้ไม่ช่วยอะไรเลย

     "ไม่รู้สิ~" คราวนี้เขาโยกเก้าอี้นั่ง 2ขาไปมาและหัวเราะเบาๆ

     "คุณเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่?" พอไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยของคุณมิเนอร์ว่า เรย์จึงถามคำถามที่อีกฝ่ายตอบได้แน่นอนก่อน

     "รุ่นพี่ของพวกเธอไงล่ะ"

     เขาล่วงปากกาที่พวกเรารู้จักกันดีออกมา เขายืนขึ้นบนโต๊ะและถกเสื้อขึ้นให้เห็นตัวอักษรบนหน้าท้องของเขา

      เขามาจากโรงเพาะพันธุ์ระฆังอันทรงเกียรติ(GB) เมื่อ 13ปีก่อนพร้อมเพื่อนของเขา

     เขาบอกว่าเขาเหมือนพวกเรา ในขณะที่ค้นหาคุณมิเนอร์ว่าเขาก็มาจบลงที่นี่ เขามาถึงที่นี่ก็ไม่เห็นคุณมิเนอร์ว่าเช่นกัน เขารอคอยมานาน ไม่มีวี่แววอะไรเลย

     "ถึงอย่างนั้นฉันก็ดีใจที่ได้มาอยู่ที่นี่"

     ที่แห่งนี้ดีมาก มีทั้งอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้าถูกกักตุนไว้สามารถอยู่อาศัยได้นาน วัตถุดิบมากมาย และหนังสือข้อมูลที่มีค่า ทุกอย่างเพียบพร้อมมาก

     "แล้วคนที่เหลืออยู่ไหนหรอ?" เอ็มม่าถาม เธอคงสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยู่ห้องนี้คนเดียว

     "ตายหมดแล้ว ฉันเป็นคนเดียวที่อยู่รอด"

     เพราะคำพูดของเขา ทำให้พวกเราเศร้ากันไป เอ็มม่าที่อยู่หน้าสุดคงแสดงออกมากเกินไป เขาเลยพูดรนรานออกมาว่า

     "อ้าา อย่าซึมกันสิ! มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว!"

     "แต่.." แอนนา

     "ฉันเองก็ค้นหามิเนอร์ว่ามานาน แต่ตอนนี้ฉันเลือกชีวิตง่ายๆแทน"

     "เอ๋? คุณยอมแพ้แล้วหรอ?" คริสตี้

     "..อะไรกัน กลุ่มของพวกเธอเป็นแบบนี้เองหรอ?"

     "เดี๋ยวก่อนนะ พวกเธอมาจากสวนหน้าบ้านอันงดงาม(GF) 16คนที่หลบหนีเมื่อ 7วันก่อน?"

     สิ่งที่บ่งบอกชัดเจนคือตัวเลขบนคอของเรา แต่เขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง?

     "ทั้งที่มีพวกโง่อยู่มากขนาดนี้ ทำยังไงถึงอยู่รอดมาได้โดยไม่มีใครหายไปล่ะ?"

     ถึงที่นี่จะเพียบพร้อม แต่มันก็มีจำนวนจำกัด เขาไม่ปล่อยให้ใครเอาส่วนของเขาไป เหตุผลคือเขาแก่กว่าและมาถึงที่นี่ก่อน

     ฉันล่ะอยากบอกว่า 'นายมันเห็นแก่ตัว!' และฉันแก่กว่าเขาเยอะ แต่พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อไง!

     เขาพูดต่อว่าพวกเราอ่อนแอ แล้วต้องตายไม่ช้าก็เร็ว100% เขากวนใจมากที่เห็นแค่รอยขีดข่วนตามผิวตื้นๆของพวกเราทุกคน เขาจึงสรุปว่าพวกเราไม่เคยเฉียดความตายมาก่อน

     ดูออกเลยว่าเขาสูญเสียเพื่อนของเขาไปด้วยสาเหตุที่พวกเขาอ่อนแอ..ดูถูกแม้กระทั่งคนอื่นและเพื่อนตัวเองแบบนี้ ฉันไม่ชอบเลย และขอบอกไว้อย่างนะ! แค่เฉียดตายมันจิ๊บจ๊อย ฉันตายมาแล้วโว้ย!

     คันปากจริงๆ!

     เขาบอกว่าตลอด 13ปี ทำให้รู้วิธีในการเอาชีวิตรอด นั่นคือ

     "ทิ้วตัวถ่วงไปซะ พวกพ้องเท่ากับตัวถ่วง ความหวังเท่ากับตัวถ่วง ความห่วงใยเท่ากับตัวถ่วง"

     "ทุกอย่างคือตัวถ่วงทั้งนั้น"

     นายคนนี้! ฉันรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาเยอะและจะพูดอะไรแต่แรก แต่พอได้ยินเข้าจริง ฉันล่ะอยากพาเขาไปตรวจสุขภาพจิตที่โรงพยาบาลจริง

     "ผิดแล้ว!" เอ็มม่าตะโกนออกมา ทัศนคติของ 2คนนี้ต่างกันลิบลับเลย

     "คิดว่าฉันกลัวสินะ"

     เขาถอดผ้าคลุมบนตัวออก แขนซ้ายล่วงบางสิ่งออกมาจากข้างหลัง ส่วนแขนขวาดึงเอ็มม่าเข้าหาตัวและล็อกตัวเธอเอาไว้

     ไม่ช้าปืนได้จ่อที่หัวเอ็มม่าทันที

     "ตัวถ่วงที่เลวร้ายที่สุด คือเพื่อนฝูงที่ทำตัวเอะอะไงล่ะ"

     เขาจับเอ็มม่าเป็นตัวประกัน เพื่อเอาปากกาของพวกเรา เขาจะเก็บมันไว้แล้วไม่ให้พวกเรามาที่นี่อีก

     "หรืออยากให้ใครสักคนตายลงที่นี่ล่ะ?"

     ออกไปข้างนอกตอนนี้เป็นอะไรที่เลวร้ายมาก ข้างนอกหนาวมากพวกเราจำเป็นต้องตั้งกองไฟ แต่ควันจากกองไฟนี้จะล่อปีศาจจากฟาร์มมาได้

     ก่อนบรรยากาศแย่จะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เอ็มม่าที่เริ่มหายใจไม่ออกจึงเหวี่ยงแขนขึ้นสูงและกระแทรกเข้าไปสุดแรงที่จุดอ่อนของผู้ชายทุกคน

     ผลัก!

     ถึงเป็นเด็ก แต่เอ็มม่ามีแรงกายมากอยู่แล้ว ไม่อยากคิดเลยว่ามันจะเจ็บแค่ไหน

     ขอให้นายผ่านมันไปให้ได้นะ

     เอ็มม่าหลุดมาได้ก็ไอยกใหญ่ เธอบอกให้ทุกคนรู้ว่าเขาไม่กล้ายิงหรอก เขาไม่อยากฆ่าใคร แค่ต้องการไล่พวกเราออกไปเท่านั้น

     ปัง!

     เขายิงปืนขู่ เกิดรอยแผลบนข้างแก้มเป็นทางยาวของเอ็มม่า เห็นไมล่ะ เขายิงพลาด ถ้าจะฆ่าทำไมไม่ฆ่าตั้งแต่แรกล่ะ อีกอย่างไล่พวกเราออกไปก็เสี่ยงปีศาจจากฟาร์มรู้ที่ซ่อนนี้อีก เขาไม่อยากให้พวกเราอยู่ที่นี่ เขาจึงหาทางทำให้พวกเราออกไปให้ได้

     "โธ่เว้ย! ฉันแค่ไม่อยากเห็นกองเลือด 16ศพอยู่ในบ้านเท่านั้น! ต่อไปฉันเอาจริง! ออกไปซะไม่งั้นฉันยิงที่หัวแน่!"

     เขาลุกขึ้นยืนไม่มั่นคงเท่าไร แต่ชี้ปลายกระบอกปืนมาทางพวกเราให้เห็นชัดว่านี้ไม่ใช่การแสดงอีกต่อไป

     "ขอปฏิเสธ"

     "ครอบครัวไม่ใช่ตัวถ่วง!"

     ใช่แล้วเอ็มม่า! พวกพ้อง ความหวัง ความห่วงใย่ เป็นสิ่งสำคัญของแรงใจที่ผลักดันให้พวกเราก้าวเดินต่อไปได้ยังไงล่ะ!..ถ้าอยู่ตัวคนเดียวมีหวังได้เป็นจิตผิดปกติเหมือนนายคนนี้แน่

     กึก ๆ

     ชายบนโต๊ะอยู่ๆก็ตัวสั่น เขายกมือกุมหัวตัวเองแน่น และพึมพำอะไรบางอย่างที่ได้ยินไม่ชัดเท่าไร ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดก่อนจะสลบไปคือ

     "หุบปากไปซะลูคัส!...พวกเขาน่ากลัวมาก"

     ยังไงนายคนนี้ก็สลบไปแล้ว ได้เวลาสำรวจและหาข้อมูลที่นี่สักที

     ฉันอาสามัดเขาไว้ ฉันใช้ผ้าพันตัวเขาให้เหมือนถูกห่อของขวัญและไม่ลืมผูกโบใหญ่ๆไว้ตรงอกเขาด้วย

     ก้มหน้าพอใจสักพักกับผลงานตัวเองก็เดินออกมารวมตัวกับทุกคนที่มองฉันด้วยสายตาประหลาด

     ฉันแก้แค้นให้เธอแล้วนะ เอ็มม่า

===============

     เช้าวันต่อมา

     เมื่อคืนก่อนเรย์จัดแจงหน้าที่ของทุกคนคือ เขา เอ็มม่าและฉันจะไปห้องเก็บเอกสาร ดอนกับแนทเฝ้านายคนนั้น และคนอื่นๆให้มองหาห้องที่สามารถนอนได้อย่างปลอดภัย

     พอทำหน้าที่ทุกอย่างเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกันพักผ่อนเต็มที่

     เป็นการนอนหลับที่สบายที่สุดแล้ว การนอนบนฟูกเป็นอะไรที่ดีที่สุด

     เด็กผู้ชายหลายคนเล่นในห้องน้ำอย่างสนุกสนาน เพราะมีอ่างน้ำขนาดใหญ่ให้ลงได้หลายคน พวกเขาจึงตั้งตารอตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว

     ฉันใส่เสื้อผ้าใหม่เอียมของที่นี่ เป็นเสื้อแขนยาวสีขาวเหมือนเดิม เพิ่มเติมมาคือโบเล็กๆที่คอเสื้อและกระโปรงยาวสีดำ

     เป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก เชลเตอร์นี้มีแม้แต่สวนปลูกผัก น้ำดูดมาจากใต้ดินมาใช้ ผลิตไฟฟ้าจากขยะอินทรีย์ ถ้าพลังงานต่ำก็มีเครื่องปั่นไฟสำรองด้วย

     ตราบที่พวกเราใช้พวกมันอย่างระมัดระมัง ทุกอย่างจะมีให้ใช้อีกยาวๆเลย

     เอ็มม่าบอกว่าเธอจะไปยิงนก กิ้งก่าและงูมาเป็นเสบียงเพิ่ม แถมพวกเรายังได้เมล็ดพันธุ์ต่างๆจากมุซิก้าด้วย อยากรองเอาไปปลูกจัง

     ในที่สุดพวกเราก็ถึงB06-32 นี้อย่างปลอดภัย โดยปราศจากการสูญเสีย

     เสียงบรรเลงดนตรีจากเปียโนดังขึ้นเบาๆให้พวกเราผ่อนคลาย แนทเล่นช้าๆให้ทุกคนซึมซับกับบรรยากาศนี้

     "ฟิวล์และคนอื่นควรได้รับความสุขนี้"

     "อืม"

     "ใช่"

     เรย์กับฉันตอบเอ็มม่าพร้อมกัน

     พวกเราไปพบฟิวล์และคนอื่นได้แน่ แต่พวกเราจำเป็นต้องหาเส้นทางต่อไปก่อน

     คงต้องถามข้อมูลจากผู้ชายสลบไม่ได้สติน่าจะดี เขาต้องรู้อะไรบางอย่าง เพราะมีห้องที่ขีดเขียนด้วยชื่อคนต่างๆและถูกขีดฆ่าออกไปด้วยฝีมือเขาเอง

     เขาไปพบกับอะไร? อะไรบางอย่างที่น่ากลัว ถึงขั้นทำให้เขาเป็นมากขนาดนี้

ได้เวลานั่งคิดกันต่อแล้ว



ขอบคุณภาพจาก: Pinterest

#ใครเนี่ย~ (กรุณาอย่าสปอยค่ะ)

--------------
ตอนแรกไรท์ว่าจะลัดบทนี้เป็นบทบรรยายไปเลย..แต่กลัวคนไม่ได้อ่านมังงะไม่เข้าถึงผู้ชายคนนี้ค่ะ

เนื้อเรื่องดำเนินไม่ถึงไหนเลย(จะร้องไห้) เป็นตอนที่ไม่มีอะไรน่ะ แต่ทำไมไรท์เหนื่อยจัง(งง 55+)

ตอนไรท์อ่านมังงะแบบ โมโหมากยิงใส่เอ็มม่าแสนน่ารักได้ไง! ไรท์เลยให้คุโระแก้แค้นให้ค่ะ

พบกันใหม่วันพฤหันค่ะ

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ♡
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

220 ความคิดเห็น

  1. #185 เคที_Demon (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 16:04
    ฮะ....ไม่พูดชื่อลุงดีกว่า

    __โผล่มาแล้วจิงๆลุงเป็นคนดีนะ
    #185
    0
  2. #184 คุณเเมวดมกาว (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 16:53
    น้องเกรียนจังเลย55555
    #184
    0
  3. #183 TarikoZaza (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 13:48
    ผูกโบว์?
    #183
    1
    • #183-1 Zeroko(จากตอนที่ 35)
      4 มิถุนายน 2563 / 15:05
      โบ ไม่มี ว+การันต์ ค่ะ
      #183-1