[Fic Yakusoku No Neverland] : พันธะขีดเส้นตาย

ตอนที่ 33 : พันธะสัญญา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    14 พ.ค. 63

พันธะสัญญา

     พวกเราได้รับรู้ความจริงที่น่าทึ่งมาก จากข้อมูลที่เราได้รับมันเข้าใจผิดไปหมด ความเข้าใจผิดอย่างแรกเลยคือโลกเป็นแบบนี้มานานแล้ว อย่าพึ่งคิดว่าที่ๆพวกเราอาศัยอยู่ไม่ใช่โลก เพียงเพราะระบบนิเวศแปลกๆที่ไม่ควรมี อย่างป่าที่พวกเราพึ่งผ่านมาอย่างยากลำบาก ที่นี่คือดาวเคราะห์โลก ปี2046 แน่นอน

     ซองจูเล่าเรื่องราวอันเก่าแก่ให้พวกเราฟัง ในตอนที่โลกยังกว้างใหญ่ไพศาสกว่านี้ เมื่อตอนนั้นยังไม่มี 'โรงเพาะพันธุ์' ผืนดินนี้เต็มไปด้วยปีศาจเป็น 'ผู้ล่า' และมนุษย์เป็น 'ผู้ถูกล่า' ที่ต้องเอาตัวรอดจากความตายตลอดเวลา มนุษย์บางกลุ่มกลัวพวกปีศาจจึงหันมาบูชาหวังให้พวกตนมีชีวิตต่อไป และมนุษย์อีกกลุ่มก็เต็มไปด้วยความคับแค้น เก็บความเสียใจไว้ทีหลังแล้วหันมาเป็นผู้ล่าแทน

     การฆ่าล้างบางกันเกิดขึ้นไร้ที่สิ้นสุด เกิดการสูญเสียมากมายจนทั้งสองฝั่งต่างใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว ในที่สุดไม่ว่าฝ่ายไหนก็แบกรับความสูยเสียนี้ไม่ได้อีก ฝั่งมนุษย์จึงยื่นข้อเสนอขึ้น


     นั่นคือจุดเริ่มต้นของพันธะสัญญา


     พวกเขาทำสนธิสัญญา โดยมีใจความว่ามนุษย์จะไม่ล่าปีศาจ ในทางกลับกันปีศาจจะไม่ล่ามนุษย์เช่นกัน โลกใบนี้จะถูกแบ่งแยกเป็น 2ฝั่ง จึงต้องมีมนุษย์เป็นของขวัญหรือถูกทิ้งไว้ในฝั่งปีศาจบางส่วน นับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็อยู่ในฐานะคลังสินค้าที่มีชีวิต 'โรงเพาะพันธุ์' ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเลี้ยงดูมนุษย์ให้เป็นอาหารของปีศาจ เดาได้ไม่อยากเลยว่ามนุษย์เหล่านั้นคือบรรพบุรุษที่ถูกทอดทิ้งของพวกเราเอง

     เกรซฟิลด์เฮาส์ คือโรงเพาะพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นโรงเพาะพันธุ์ระดับท็อปที่มีมาตรฐานสูงและรูปแบบสินค้าหลากหลาย กว่า 1พันปีแล้วที่สัญญาโบราณนี้เกิดขึ้นระหว่างปีศาจและมนุษย์ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสักนิดเดียว

     โลกที่พวกเราหลบหนีอยู่หรือโลกของฝั่งปีศาจคือสถานที่ที่พวกเราถือกำเนิด

     โลกนี้เป็นของปีศาจมายาวนานแล้ว

     ในกรณีที่แย่ที่สุดคือ 'พวกเราไม่มีที่อาศัยในโลกนี้เลย' นั่นคือสิ่งที่พวกเรากังวลมาตลอด ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีสถานที่สำหรับมนุษย์อาศัยอยู่เลย ได้แต่วิ่งหนีกันทั้งชีวิตต้องคอยหลบซ่อนไปตลอดกาล


     แต่กรณีที่แย่ที่สุดเป็นกับโลกฝั่งนี้เท่านั้น


     ตอนนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่ายังมีโลกที่ครอบครัวของพวกเราจะอาศัยอย่างมีความสุขได้ อีกโลกที่ไหนสักแห่งที่ปลอดภัยจากปีศาจ มันคือทางที่ดีเกินคาด

     ซองจูที่เห็นพวกเราเฮดีใจกันยกใหญ่ออกนอกหน้าก็พยายามบอกแบบรักษาน้ำใจพอสมควรว่า

     `ฉันไม่ชอบทำลายความหวังนะ..ไม่มีทางข้ามไปโลกมนุษย์ได้หรอก`

     พันธะสัญญานี้มีกฎสำคัญคือเส้นทางจะถูกปิดกั้นไว้โดยสมบูรณ์ จะไม่มีที่ข้ามไปอีกฝั่งได้เด็ดขาด

     `มันต้องมีทางไปแน่ เรื่องเล็กๆแบบนี้หยุดพวกเราไว้ไม่ได้หรอก`

     ไม่มีที่ให้ข้ามไปอีกฝั่งได้? น่าขำ! ถ้างั้นหนังสือ ของเล่น เสื้อผ้า อาหาร เทคโนโลยี ภาพวาดสถานที่ต่างๆบนโลกมนุษย์และอื่นๆ พวกนี้เป็นวัฒนธรรมจอมปลอมของมนุษย์ที่ปีศาจสร้างขึ้นอย่างนั้นงั้นหรอ? แน่นอนว่าไม่ ถึงมันจะเป็นไปได้แต่สิ่งของทั้งเก่าและใหม่ บันทึกการผจญภัยของอูโก้ และรหัสลับของคุณมิเนอร์ว่าล่ะ นั่นล้วนแต่เป็นฝีมือของมนุษย์

     และเส้นทางที่ส่งของพวกนี้มานั้น ต้องเชื่อมต่ออยู่ที่ไหนสักแห่ง

     ปากกาที่พวกเรามีอยู่ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า คุณมิเนอร์ว่าเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนนี้ เขาทำให้ตัวเองข้ามไปมาระหว่าง 2โลกได้

     พวกเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เหลือแต่ต่อจากนี้ว่าพวกเราจะทำอะไรได้บ้าง

     เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียวตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว เสรีภาพ..ต้องพาทุกคนออกจากโลกปีศาจนี้ให้ได้

     หลังจากได้ฟังความจริงทั้งหมดของโลกนี้ พวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอน พอหัวถึงหมอนฉันก็หลับไปทันที พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าเช้าซะแล้ว

     ถึงจะอยากนอนต่อแทบตายและอยากทำตามประสงค์แรกเริ่มที่เคยกล่าวไว้กับตัวเองว่า 'คอยดูนะ ถ้าฉันได้พัก ฉันจะหลับยาวๆเลย' มากแค่ไหนก็ต้องลุก เพราะวันนี้มุซิก้ากับซองจูจะสอนวิธีผ่านป่าอย่างปลอดภัยให้ ซึ่งมันสำคัญมากๆ ทำให้ฉันต้องบอกลาที่นอนแสนนุ่มอย่างช่วยไม่ได้

     เอาล่ะๆ ฉันจะจริงจังแล้วนะ

     ตอนนี้เราเดินตามทางอุโมงค์กว้างของต้นไม้ดูดเลือดที่เชื่อมต่อกัน เหมือนเขาวงกต มีเพียงซองจูที่เป็นคนทำขึ้นและมุซิก้าที่รู้เส้นทาง ถึงเธอจะหลงทางบ่อยๆจนทำให้เขาต้องช่วยอยู่บ่อยๆก็เถอะ นั่นทำให้รู้ว่าปีศาจจากฟาร์มไม่รู้ถึงเส้นทางนี้ พวกเราสามารถใช้เส้นทางนี้หลบพวกมันจนกว่าด้านบนจะปลอดภัยได้

     ระหว่างทางก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นพิเศษ(?) ฉันโดนแมลงประหลาดที่เคยเจอมาก่อนคอยก่อกวนการเดินทางแสนสงบของทุกคน ฉันได้แต่ใช้มีดไล่(?)พวกมันให้ไปไกลๆ และฟังทุกคนพูดคุยกัน

     เอ็มม่ากับเรย์ตัดสินใจเล่ารายละเอียดเมื่อคืนให้กลุ่มเด็กที่อายุมากฟัง ก็มีดอน กิลด้า แอนนา แนท เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะตกใจ ก็สิ่งที่พวกเราถูกทำให้เชื่อคือเกิดอะไรบางอย่างขึ้นเมื่่อ 30ปีก่อนนี่ แต่ความเป็นจริงที่ได้ล่วงรู้มันเกินไปมากกว่านั้นมาก พวกเราคิดว่ากำลังอาศัยอยู่ในโลกเหมือนในหนังสือที่อ่านแต่ตอนนี้เรากลับอยู่อีกที่แทน

     พวกเราต้องหาคุณมิเนอร์ว่าถามหาวิธีข้ามไปยังอีกโลก ใช้เวลา 2ปีนี้ในการวางแผนและเตรียมพร้อมทุกอย่าง กลับไปหาฟิลกับเด็กๆ และพาหนีไปโลกมนุษย์ด้วยกัน แผนคร่าวๆก็เป็นไปตามนี้

     แต่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น

     ตั้งแต่แรกเราก็ถูกบอกว่า 'ไม่มีทางข้ามไป' ถ้าข้ามไปได้มันจะมีเงื่อนไขไม? จำนวนคนที่ผ่านไปได้? หรืออะไรก็แล้วแต่ มันต้องไม่ง่ายเหมือนเดินผ่านประตูธรรมดาแน่

     พวกเราหนีไปพบปัญหาที่มากขึ้นแต่มันก็ยังไม่มืดมนเสมอไป ตอนนี้เรารู้เป้าหมายที่แน่นอนแล้ว ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหน พวกเราก็แค่ต้องพยายามเหมือนอย่างเคย เหมือนกับที่พวกเราหนีจากเกรซฟิลด์ได้ยังไงล่ะ

     พอตกลงกันได้กิลด้าก็ดุเอ็มม่ายกใหญ่ เพราะเอ็มม่าไม่ยอมบอกว่าเธอไม่ไหวแล้ว ฝืนร่างกาย แล้วไม่เคยใส่ใจตัวเอง ตัวร้อนกับเลือดไหลขนาดนั้นก็สมควรแหละนะ

     เรย์ก็โดนด้วยอีกคน เพราะเคยเป็นเหยื่อล่อให้ปีศาจ เขาเลยโดนเด็กๆล้อว่าจะฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขนาดซองจูยังเข้าข้างเด็กๆเลย เขาทำให้เด็กร้องไห้ด้วย..สมควรล่ะนะ

     แต่จู่ๆทั้งกิลด้ากับเด็กๆก็มาล้อมหน้าล้อมหลังฉันแล้วต่อว่าฉันพร้อมกันว่า

     "เธอก็เหมือนกันคุโระ ไม่ต้องทำหน้าเยาะเย้ยคนอื่นเลย!"

     "ท้าทายปีศาจจากฟาร์มด้วยการวิ่งหนีคืออะไร?"

     "นั่-"

     "ไม่ต้องมาอ้างเลย!"

     "คุโระก็เป็นแบบนี้ตลอด ช่วยจริงจังกว่านี้หน่อยสิ!"

     เสียงต่อว่ามาไม่ให้ขาดสาย ฉันไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนพูดประโยคอะไรบ้าง ถึงฉันจะโดนบ่นจนหูชาแค่ไหน ทุกประโยคที่แฝงไปด้วยความห่วงใยนั้นฉันก็จดจำได้

     ฉันได้แต่นั่งหงอยๆ ยอมสำนึกผิดแต่โดยดี

     "ถ้าจำเป็นต้องช่วยก็พูดมาสิ"

     "ถ้าเจ็บปวดก็พูดออกมา อย่าพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว"

     "ถ้าตกอยู่ในอันตรายช่วยคิดถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย"

     "พวกเราก็กล้าเหมือนกันจะต้องทำอะไรได้แน่"

     ไม่รู้ตอนไหนเหมือนกันที่ฉัน เอ็มม่าและเรย์โดนต่อว่าด้วยเสียงอ่อนโยนขึ้น พวกเขาดีใจที่พวกเราทำเพื่อพวกเขามากขนาดนี้ และในขณะเดียวกันพวกเราต่างเป็นครอบครัวที่ล้ำค่าต่อกันและกัน ไม่มีใครต่างอยากให้ใครเป็นอะไรไปหรอก..หลังจากนี้พวกเราคงต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากกว่านี้แล้ว

     หลังจากนั้นพวกเราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลยล่ะ การเอาตัวรอด ความรู้ที่จำเป็น ทักษะความสามารถ วิธีการปรุงอาหารจากวัถุดิบที่เก็บได้ตามป่า ขอยกให้เรย์ที่ทำได้โครตอร่อย เขาฟังมุซิก้าสอนเป็นขั้นๆ แล้วทำออกมาได้ดีสมกับเป็นเด็กอัจฉริยะ..เราได้เชฟประจำครอบครัวแล้ว

     3วันต่อมา พวกเราคืบหน้าไปมาก เราต้องไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ซองจูบอกว่าต้องออกจากป่าทางเหนือแล้วเดินอ้อมไป เพราะทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นอาณาเขตของ 'ป่าปีศาจ' ถึงพวกเราจะใช้ทางอ้อมอยู่หลายครั้ง กว่าจะออกจากป่าได้ก็ใช้เวลาประมาณ 5วัน และใช้เวลาอีก 1วันจะถึงเป้าหมาย เสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์แต่ก็แลกกับทุกอย่างปลอดภัยดี

     "พวกเราจะข้ามแม่น้ำ ฉันจะไปคนเดียวเพื่อตรวจสอบพื้นที่ก่อน" ซองจูใช้ผ้าคลุมหัวแล้วหันมาบอกมุซิก้า

     "ดูแลตัวเองด้วยล่ะ"

     แต่เอ็มม่าขอซองจูไปด้วย เธอต้องการไปสำรวจรอบๆ เพื่อหาที่ซุ่มโจมตี ทางหลบหนี และเหนือสิ่งอื่นใด เธอต้องการ 'วิธีการพรากชีวิต' เพราะเรารู้ทุกอย่างแล้ว พืชที่สามารถกินได้ สิ่งไหนคือยารักษา รวมทั้งวิธีใช้ธนูและหอก ต่อจากนี้พวกเราต้องทำด้วยตัวเอง รวมถึงหาอาหารการล่าจึงสำคัญมาก ฉันแค่มองพวกเขาเดินจากไปเท่านั้น

     พวกเราหยุดการเดินทางเพื่อรอซองจูกับเอ็มม่า เด็กๆได้พักคลายความเหนื่อยล้าและเล่นกับแมลงที่ฉันไม่ชอบเท่าไร มุซิก้าเดินมาหาฉันด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแล้วพูดว่า

     "เธอคือคุโระสินะ"

     "ใช่ค่ะ" ฉันพยักหน้ารับ

     "..ขอคุยด้วยหน่อยได้ไม"

     "ทำไมจะไม่ได้คะ?" ฉันยิ้มกว้างพูดอย่างไม่ใส่ใจ เดินตามมุซิก้าที่พาไปทางไหนไม่รู้ แต่ก็ไม่ลืมตะโกนมาบอกเรย์ว่า

     "เรย์ฝากดูแลเด็กๆหน่อย! ฉันจะไปกับคุณมุซิก้าพอดีลืมของ!"

     "ได้! แล้วอย่าลืมอีกล่ะ!"

     ว่าแล้วก็ต้องโกหกอีกฝ่าย แอบรู้สึกผิดเลยอะ ไม่อยากทำอีกแล้ว ขอโทษนะ..แต่มันช่วยไม่ได้นิ มุซิก้าขอคุยด้วยแล้วเดินออกมาอีก ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากแน่ๆ

     "ขอโทษนะที่ต้องให้เธอโกหกเพื่อนของเธอ"

     "ไม่เป็นไรค่ะ แล้วเรื่องที่อยากคุยคืออะไรหรอคะ?"

     ตามทางเดินที่คุ้นตามีแต่ความเงียบระหว่างพวกเรา มีเพียงเสียงเท้าของพวกเราเท่านั้นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉันสัมผัสได้ว่ามุซิก้ากำลังตัดสินใจพูดอะไรบ้างอย่างที่ยากอยู่

     "เธอรู้เรื่องเล่าอันเก่าแก่แล้วสินะ"

     "ค่ะ ซองจูเล่าให้ฟังแล้ว"

     เรื่องพันธะสัญญาก็รู้แล้ว เธอต้องการพูดอะไรกับฉันกันแน่ ไม่เข้าใจเลยสักนิด?

     "ฉันอยากเล่าเรื่องเล่าอีกเรื่องให้เธอฟัง.."

     "....."

     ฉันไม่ตอบเพราะตั้งใจฟังมุซิก้าเต็มที่ ในสมองก็รื้อค้นหาเรื่องเล่าอีกเรื่องที่มุซิก้ากำลังบอก แต่ว่าเรื่องไหนล่ะ? ไม่เห็นจำได้เลย รู้งี้อ่านมังงะเรื่องนี้อีกสักรอบสองรอบก็ดี

     "มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจตนหนึ่ง เขาอำมหิตและไร้หัวใจ เขาล่ามนุษย์อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขาเห็นมนุษย์เป็นเพียงอาหารเท่านั้น ขนาดปีศาจด้วยกันเองยังหวาดกลัวเขาเลย"

     "แสดงว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนรอดจากเขาเลยสินะคะ" ฉันแสดงความคิดเห็นที่คิดออกไป

     "ใช่ ทุกคนเชื่ออย่างนั้น..แต่กลับมีข่าวลือหน่าหูไม่น้อยว่าเขามีมนุษย์กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์คนหนึ่งอยู่เคียงข้างเสมอ"

     "เธอคิดว่ายังไง?" มุซิก้าหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับฉัน

     "อืม~ เขาคงเลี้ยงมนุษย์ให้อ้วนแล้วกินทีหลังมั้งคะ" ฉันตอบแต่จากนิสัยอำมหิตของเขามันไม่ใช่แน่

     "เป็นความคิดที่ตลกดี" มุซิก้าหัวเราะเบาๆ

     "ข่าวลือบอกว่ามนุษย์คนนั้นอยู่กับปีศาจอำมหิตได้เหมือนเป็นเพื่อนสนิทด้วยนะ"

     "พวกเขาคงมีนิสัยคล้ายๆกันหรือเปล่าคะ"

     แปลกดีนะ ปีศาจที่เห็นมนุษย์เป็นแค่อาหาร แถมมนุษย์คนนั้นยังมีกลิ่นหอมหวานกว่ามนุษย์คนอื่นเสียอีก พวกเขาอยู่ด้วยกันได้ยังไงล่ะเนี่ย แค่นิสัยเหมือนกันคงไม่ใช่เหตุผลที่มากพอซะด้วย

     "นั่นสินะ..ฉันไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่ามนุษย์คนนั้นมีดวงตาสีแดงล่ะ"

     มุซิก้าหันมามองฉัน พวกเราสบตากัน

     "จะว่าไปแล้ว..ฉันได้พูดชื่อเรื่องเล่าให้เธอฟังหรือยังนะ?"

     "ยังค่ะ"

     "ฟังให้ดีนะ เรื่องเล่านี้มีชื่อว่า"

     มุซิก้ามีน้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างน่าประหลาด ทำให้ฉันอดกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้ นี่ฉันฟังเรื่องอะไรกันแน่? เหมือนกำลังได้รู้เรื่องที่ยิ่งใหญ่ยังไงก็ไม่รู้

"ตำนานปีศาจกับเด็กสาวมนุษย์ยังไงล่ะ"



ขอบคุณภาพจาก: Pinterest

#ดอกไม้ดูดเลือดหรือวิด้า ปักลงที่กลางอกของเหยื่อเป็นการภาวนาต่อเหยื่อให้ไปสู่พระเจ้า เป็นพิธีกรรมกูพูน่าของปีศาจ หรือก็คือเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกับเด็กๆที่ถูกส่งออกแล้วถูกปักค่ะ

#ภาพเป็นตอนที่เอ็มม่าขึ้นไปด้านบนกับซองจูค่ะ เอ็มม่ากำลังจะปักบนตัวนกที่ยังมีชีวิตอยู่ เลยต้องฝืนความรู้สึกตัวเองเล็กน้อย

--------------
มีเรื่องให้คิดอีกเยอะเลยค่ะ555

ตั้งแต่เข้าป่ามา คุโระเหมือนไม่จริงจังใช่ไมคะ ถูกแล้วค่ะ น้องเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะแถมรู้อนาคตอีก ไม่แปลกหรอกค่ะที่น้องจะทำเป็นเล่น ถึงจะเก่งแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรจริงๆ เกิดเป็นไรมาทุกคนเป็นห่วงนะ เลยให้เด็กๆดุให้หลาบจำซะ!!

พบกันใหม่วันพฤหันค่ะ

รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ♡

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

220 ความคิดเห็น

  1. #218 นานาเสะ​ ชิวาตาริ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 02:16

    อ่านไปอ่านมารู้สึกหลอน? นอนอ่านอยู่ในห้องคนเดียว

    แถมนอกห้องมีเสียงที่... รู้สึกกลัวสุดๆเลยละ

    ตอนนี้เวลา02:16น.

    แถมตอนนี้แบตโทรศัพท์เหลือ10%


    #218
    1
  2. #179 [Shiro-san] (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 13:07
    เด็กในเรื่องเล่าอาจจะเป็นคุโระจังกะได้นะแบบมี2ร่างไรงี้555
    #179
    0