(NCT) 4 Shades, 4 Divisions l NOMIN

ตอนที่ 4 : (spring) ' You smile, I smile 4 ' - นาริกา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    11 พ.ค. 60






{SPRING}

You smile, I smile - 4




เจโน่นั่งตัวเกร็ง มือของเขาจับหัวเข่าตัวเองไว้แน่น ใบหน้าก้มมองต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมาสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

 

เสียงเพลงคลาสสิกที่ลอดผ่านหูไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาเลยสักนิด

 

เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้ายังไง บางทีอาจจะกำลังคลี่ยิ้มหวานที่ดูแล้วชวนให้รู้สึกขนลุกอยู่ก็เป็นได้

 

ในร้านเปิดแอร์ทว่าเหงื่อเขาก็ยังไหลออกมาไม่หยุด ทว่าเจโน่ไม่คิดจะปาดมัน อันที่จริงคือเขาไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดหน้าเลยด้วยซ้ำ

 

 “เจโน่น่ะ

 

 “...”

 

 

 

ชอบเราเหรอ?”

 

 

 

!!!

 

เขาสะดุ้งเฮือกหลังจากได้ยินประโยคนั้น จำต้องค่อยๆเลื่อนสายตาขึ้นช้าๆเมื่อได้ยินคำสั่งจากอีกคน นาแจมินกำลังมองมาที่เขา ส่งยิ้มหวานจนตาหยี

 

หัวใจเต้นรัวเร็ว...หากคราวนี้เป็นเพราะความกลัว

 

ว่ายังไง สรุปชอบเราหรือเปล่า?”

 

.ในเวลานั้นเจโน่ได้แต่อ้ำอึ้ง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างคิดไม่ตก เขาอยากหนี...ลุกแล้วเดินหนีออกไปจากร้านนี้ซะ แต่รอยยิ้มของแจมินก็เหมือนกันกาวติดร่างกายของเด็กหนุ่มให้ติดอยู่กับเก้าอี้

 

ขยับไปไหนไม่ได้

 

รู้สึกแย่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ทำไมเขาถึงได้เป็นคนขี้ขลาดอย่างนี้กันนะ กับแค่บอกออกไปง่ายๆว่าชอบก็ยังทำไม่ได้

 

เสียงพี่โดยองที่เรียกให้มารับลาเต้เย็นทำให้แจมินต้องละสายตาออกจากคนตรงนั้น หันไปส่งยิ้มให้เจ้าของเสียง ก่อนจะลุกไปรับ

 

เจโน่อยากให้จังหวะนี้ชิ่งออกจากร้าน แต่ถ้าทำอย่างนั้นพรุ่งนี้แจมินได้ฆ่าเขาตายแน่ๆ

 

“คุยกันดีๆล่ะ” โดยองพูดเสียงเบากับคนตัวเล็ก ก่อนเหลือบไปมองอีกคนที่นั่งตัวเกร็ง สายตาแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

 

“หมอนั่นไม่ใช่คนกล้าอะไรนักหรอก อย่ากดดันเกินไปก็แล้วกัน”

 

“ผมรู้ครับ ผมรู้” แจมินแย้มยิ้มบาง ประโยคถัดมาพูดเสียงดังจงใจให้บุคคลในสนทนาได้ยิน “แต่ผมก็แค่โกรธนิดหน่อย ถ้าไม่จับได้เอง ชาตินี้เขาก็คงไม่ยอมบอกหรอกครับ”

 

เจโน่สะดุ้ง เหงื่อไหลออกมามากกว่าเดิม เสียงฝีเท้าดังเข้ามา ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่แจมินจะทรุดตัวลงนั่งตรงกันข้ามเขาอีกครั้ง

 

“ขอโทษ...”

 

เอ่ยออกมาเสียงเบาหวิวด้วยความรู้สึกผิด

 

“ไม่เป็นไรหรอก...ไม่เป็นไรเลย” แจมินส่ายหน้าช้าๆ แล้วพูดเสียงนุ่มที่ฟังแล้วเหมือนความอึดอัดที่บีบรัดหัวใจได้คลายออกไป

 

“เจโน่ เงยหน้าขึ้นมาหน่อยสิ สบตากันหน่อยนะ”

 

เจ้าของชื่อทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับเพื่อนร่วมห้องที่คลี่ริมฝีปากเกิดเป็นรอยยิ้มบาง หากคราวนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนยิ้มหวานเมื่อครู่

 

“สำหรับคำถามนั้นน่ะ จะยังไม่ตอบก็ได้นะ” แจมินพูดช้าๆ “ฉันไม่รีบ ตอบเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากตอบ หรือจะไม่ตอบก็ได้”

 

“...”

 

“แต่ขออย่างเดียว...”

 

แจมินไม่ถามสักคำว่าเขาสร้างแอคปลอมเพื่อทักอีกฝ่ายไปทำไม

 

คิดยังไงถึงได้ทำแบบนั้น

 

เพียงแค่ถามง่ายๆว่าชอบหรือเปล่า โดยไม่คาดหวังคำตอบ

 

แล้วก็..

 

“ต่อจากนี้น่ะ อย่าหายไปเลยนะ”

“ช่วยคุยกับฉันเหมือนเดิมด้วยเถอะนะ”

 

            เพราะสำหรับนาแจมินแล้ว...คนที่เขาเรียกว่าคุณรอยยิ้มนั้นสำคัญมากจริงๆ

 

            และต่อจากนี้ แจมินเชื่อว่าเจโน่ก็จะกลายเป็นคนสำคัญสำหรับเขาด้วยเช่นกัน

 

 

 

- ผมละสายตาไปจากรอยยิ้มของคุณไม่ได้เลย –

 

 

 

            “ไอ้โน่น่น่น่น่น่ เย็นนี้ไปเกมเซ็นต์กันป่าว” เสียงดงฮยอกดังมาแต่ไกลจนคนที่จมอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์เผลอสะดุ้ง หมอนั่นโยนกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง

 

            “ว่าไง ไปปะ?”

 

            “ไม่อะ” พูดพร้อมกับส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ สีหน้าของดงฮยอกบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าต้องการคำอธิบาย

 

            เขากวักมือให้อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ก่อนจะกระซิบเสียงเบาที่ข้างหูเพราะกลัวคนอื่นได้ยิน

 

            “แจมินรู้เรื่องกูแล้ว”

 

“ไอเหี้ยจริงปะ!?

 

          ดงฮยอกเผลอตะโกนเสียงดังจนคนทั้งห้องต้องหันมามอง...และนั่นรวมถึงแจมินด้วย เจโน่รีบเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากพร้อมกับทำเสียงชู่เป็นการบอกว่าให้เงียบ

 

            หมอนั่นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ หันหน้าไปโค้งตัวขอโทษทุกคนเสียงอ่อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วถามต่อทันที

 

            “รู้ได้ไงวะ?”

 

            “เมื่อวาน...ตอนที่มึงกลับไปแล้ว อยู่ดีๆแจมินก็เข้ามาหากู” ค่อยๆปริปากเล่าช้าๆ หางตาแอบเหลือบมองคนที่กำลังพูดถึงอยู่ พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รู้ตัวก็แอบเบาใจ

 

            “เอาโทรศัพท์กูไปแล้วก็กดคอลมาหา”

 

            “...”

 

            “ก็เลยจับได้อะ”

 

            “มึงแม่งโคตรโง่”

 

            “เออ ยอมรับ กูแม่งโง่ชิบหายเลย” พูดพลางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนว่าต่อ “พออยู่ใกล้ๆแจมินแล้วกูก็ทำตัวไม่ถูกทุกที”

 

            “แล้วเขารู้ยัง”

 

            “รู้ว่า?”

 

            “ว่ามึงชอบเขา”

 

            “ก็แย่แล้ว” รีบปฏิเสธทันที “เขาไม่มีทางรู้หรอก ตราบใดที่กูยังไม่ยอมบอก”

 

            “บอกอะไรเหรอ?” เสียงเล็กๆที่ไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าใครดังขึ้นทำเอาสองคนที่กำลังคุยกันชะงัก หัวใจภายใต้แผ่นอกหนากลับมาทำงานหนักอีกครั้ง

 

            นาแจมินชอบยิ้มจนอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยพบพานเรื่องเศร้าในชีวิตเลยหรือไงกันนะ

 

            พอๆกับที่หัวใจของเจโน่เต้นเร็วทุกครั้งที่ได้ยินรอยยิ้มนั้น บางทีก็แอบคิดอยู่เหมือนกัน...ว่าจะมีสักวันที่เขาเบื่อรอยยิ้มนี้ไหม

 

            แต่คงไม่ใช่ในเร็วๆนี้แน่นอน

 

            “ม..ไม่มีอะไรน่ะ” คนที่ตอบคืออีดงฮยอกเพราะคนข้างๆยังเรียกสติกลับมาไม่ได้

 

            “งั้นเหรอ” แจมินยู่ริมฝีปากน้อยๆ สักพักก็คลี่ยิ้มสว่างสไวอีกครั้ง “นี่เจโน่”

 

            “ค..ครับ!?” เจโน่สะดุ้ง เป็นตอนนั้นนั่นแหละที่เขาพาสติของตนกลับมาได้ เงยหน้ามองคนที่เรียกชื่อตัวเอง รอประโยคต่อไปที่อีกฝ่ายกำลังจะพูด

 

            “ทำไมไม่ตอบข้อความฉันสักทีอะ”

 

            “...”

 

            “ส่งไปตั้งแต่เช้าแล้วนะ นายดองแชทฉันเหรอ”

 

            สิ้นประโยคนั้น ดงฮยอกหันมามองหน้าเขาเหมือนจะบอกว่ากูต้องการคำอธิบาย

 

            “นี่ ตอบหน่อย อย่าเมินกันสิL

 

            “อะ..อ่า เดี๋ยวไปตอบนะ พอดีไม่ได้เปิดโทรศัพท์อะ” อธิบายพร้อมกับยกมือขึ้นเกาหลังคอ เขาพยายามหลบดวงตากลมโตที่คอยแต่จะมองมา

 

            “อื้อ งั้นก็ดีแล้ว อย่าลืมตอบนะ” แจมินยิ้มอีกครั้ง “แล้วก็ห้ามลืมนัดเย็นนี้ด้วยล่ะ ฉันคอยอยู่นะ!

 

            “อ..อือ”

 

            พอแจมินผละตัวออกไป ดงฮยอกก็พุ่งเข้ามาทันที

 

            “นี่มันหมายความว่ายังไง” เขาถามน้ำเสียงคาดคั้น “กูนึกว่ามึงจะเลิกคุยกันไปแล้วซะอีก”

 

            “อ่า ก็..ว่าไงดีล่ะ...”

 

            “เลิกอ้ำอึ้งแล้วอธิบายมาเร็วๆเลย”

 

            พอโดนเพื่อนพูดอย่างนั้น เจโน่ก็ยกมือออกจากหลังคอมาวางไว้ที่ตักแทน คำพูดของนาแจมินเมื่อวานผุดขึ้นมาในหัว

 

            อย่าหายไปเลยนะ

 

            แจมินพูดราวกับว่า...เขาสำคัญกับอีกฝ่ายมากเหลือเกิน

 

            ส่งคำพูดนั้นต่อไปให้ดงฮยอกด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจางๆ คนฟังเผลอทำตาโตด้วยความตกใจ จนต้องถามย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้โกหกกันใช่ไหม

 

            “อืม” พยักหน้าช้าๆเป็นการตอบรับ

 

            “ถ้าอย่างนี้กูว่ามึงมีหวังนะเจโน่” ดงฮยอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เชื่อสิว่าเขาก็มีใจให้มึงเหมือนกัน”

 

            “แต่กูไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง” เจโน่พูดเบาๆ ก่อนหลุบสายตาลงต่ำ “ถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้ชอบกูขึ้นมาล่ะ ถ้ากูบอกไปแล้วเขาตีตัวออกห่างล่ะ”

 

            “มึงก็นก ก็แค่นั้นแหละ” เพื่อนสนิทสรุปง่ายๆ “แต่เชื่อเถอะ ถ้าแจมินไม่ชอบมึงจริงๆ เขาต้องออกห่างไปตั้งแต่ที่จับได้ว่ามึงเป็นใครแล้ว หนึ่งปีกว่าไม่ใช่เวลาน้อยๆเลยนะ คุยกันทุกวันมันก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้างแหละ”

 

            “ก็ตอนนั้นแจมินไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วยคือใคร...”

 

            “แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว”

 

            “...”

 

            “แล้วเป็นไงล่ะ เขาก็ปฏิบัติตัวกับมึงเหมือนเดิม เผลอๆมากขึ้นด้วยซ้ำ แค่นี้ก็น่าจะบอกได้แล้วไหมว่าแจมินไม่ได้เกลียดมึงอะ”

 

            “...”

 

            “มึงลองคิดดูดีๆนะเจโน่ กูช่วยได้แค่นี้แหละ”

 

            หลังจากนั้นบทสนทนาของเราก็หยุดลงเพราะคาบเรียนที่หนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดงฮยอกรีบเอาขาที่พาดโต๊ะลงก่อนที่ครูจะเห็น ส่วนเจโน่ก็หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาเปิด

 

            เขาพยายามที่จะไม่แอบมองแจมิน หากในบางครั้ง ดวงตาก็อดที่จะไปหยุดที่เจ้าของรอยยิ้มสดใสไม่ได้ พยายามไม่ให้อีกคนรู้ตัว ทว่าในหลายๆครั้ง แจมินก็ผละออกจากหนังสือเรียน หันมาสบตากัน แล้วส่งยิ้มให้

 

            แล้วหัวใจของเจโน่ก็เต้นเร็วจนรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ไปเสียทุกที

 

            เขาต้องรีบหลบสายตา ก้มหน้ามองหนังสือ ทำเป็นตั้งใจเรียน

 

            ถ้าอยู่ใกล้กัน ก็คงได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากริมฝีปากบางของอีกฝ่าย

 

            น่าเสียดายที่ที่นั่งของเราไม่ได้อยู่ติดกันขนาดนั้น ที่เจโน่ได้ยินจึงมีเพียงเสียงคุณครูที่กำลังอธิบายเนื้อหาบนกระดานเท่านั้นเอง

 

            “วันนี้จะไปร้านพี่โดยองรึเปล่า?”

 

            ตอนที่เดินมาถึงหน้าโรงเรียน จู่ๆแจมินก็ถามขึ้น เจโน่หันไปมองใบหน้าของคนพูด ก่อนส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

            “อ่า...ไม่น่ะ” เขาพูด รู้สึกว่ามือที่วางอยู่ข้างลำตัวนั้นเกะกะเหลือเกิน จึงยกขึ้นเกาแก้มเบาๆ “เพราะไปติดกันมาสองสามวันแล้ว วันนี้เลยตั้งใจว่าจะตรงกลับบ้านเลย...”

 

            “งั้นเหรอ ฉันเองก็เหมือนกัน” แจมินบอก “บ้านฉันไปทางนี้” เขาหมายถึงถนนที่ตรงไปข้างหน้า “แล้วบ้านนายอะ?”

 

            “ท..ทางเดียวกันนั่นแหละ”

 

            เจโน่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร เพราะหลายๆครั้งที่เดินมาโรงเรียน เขาก็จะเจอแจมินอยู่ร่ำไป

 

            เพียงแต่ไม่เคยทัก แค่เฝ้ามองอยู่ห่างๆเท่านั้น...

 

            “เหรอ งั้นเดินไปด้วยกันนะ” แจมินคลี่ยิ้มกว้าง จนเจโน่รู้สึกว่าแม้แต่ดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงอยู่ด้านหลังก็สดใสสู้รอยยิ้มของนาแจมินไม่ได้เลยสักนิด

 

            ลมพัดจนผมปลิวมากระทบใบหน้า เรายังคงยืนอยู่ที่เดิม เจโน่รู้สึกเหมือนเท้าของเขาถูกตรึงให้หยุดอยู่กับที่ เข็มนาฬิกาหยุดเดิน

 

            เผลอยกมือขึ้นไปแนบแก้มนิ่มนั้นโดยไม่รู้ตัว

 

            รอยยิ้มของแจมิน...ที่เขารู้สึกว่าห่างไกลและไม่มีวันเอื้อมถึง

 

            ตอนนี้กลับอยู่ใกล้แค่นี้เอง

 

            “เจโน่?” เสียงเรียกชื่อกับใบหน้าที่เอียงน้อยๆทำให้เจโน่ได้สติ เขาสะดุ้ง รีบชักมือกลับแล้วนำไปไขว้หลัง เด็กหนุ่มเสตาหลบไปมองทางอื่น หากนั่นก็ทำให้แจมินเห็นพวงแก้มและใบหูที่กำลังขึ้นสีแดงได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

            เขายิ้มบางๆอย่างนึกเอ็นดู

 

            ความรู้สึกนั้นน่ะ ใช่ว่าจะสัมผัสไม่ได้ ทว่าเมื่อเจโน่ไม่พูดออกมาเสียที แจมินก็เลือกที่จะอยู่เงียบๆอย่างนี้

 

            จนกว่าอีกฝ่ายจะยอมสารภาพออกมาเอง

 

            รออยู่นะ เจ้าคุณรอยยิ้มจอมขี้ขลาดJ

 

            “กลับบ้านกันเถอะ”

 

            “อื้อ”

 

            หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก เจโน่ไม่กล้าพูด ส่วนแจมินก็เลือกที่จะเงียบ หลายๆครั้งที่มือของเราเผลอไปสัมผัสกันเบาๆ ร่างโปร่งมักจะสะดุ้งแล้วรีบเก็บมือไปไว้ที่อื่นไปเสียทุกที

 

            นาแจมินได้แต่อมยิ้มขำ ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่หลุดเสียงหัวเราะเบาๆออกไป

 

            “บ้านฉันไปทางนี้น่ะ” อยู่ดีเจโน่ก็หยุดเดิน เขาหันมามองหน้าคนที่เดินข้างๆ นิ้วชี้ไปทางถนนที่อยู่ทางขวา แจมินเข้าใจได้ในทันที

 

            “ส่วนของนาย...”

 

            “อื้อ ของฉันไปทางซ้าย” เด็กหนุ่มแทรกขึ้นก่อนที่อีกคนจะพูดจบ

 

            “ง...งั้น...ก็...”

 

            “แล้วเจอกันนะ/แล้วเจอกันนะ”

 

            ได้รับรอยยิ้มสว่างสไวจากคนตรงหน้าอีกครั้งพร้อมกับหัวใจที่เต้นเร็วเป็นรอบที่ล้าน จนกระทั่งเมื่อคนตัวเล็กเดินหายลับไปจากสายตาแล้ว เจโน่ถึงได้รู้สึกว่าหัวใจเขากลับมาเต้นในระดับปกติได้เสียที

 

            เมื่อกี้..มันเต้นแรงราวกับว่าจะหลุดออกมาจากอกได้อย่างไรอย่างนั้น เจโน่ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย เหงื่อเขาไหลออกมาตั้งไม่รู้กี่เม็ด

 

            เหมือนฝันชะมัด...

 

            อดที่จะเอามือวางทาบหน้าผากไม่ได้ เจโน่เสยผมหน้าม้าที่ชุ่มเหงื่อขึ้น แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า

 

            เขารู้สึกว่าที่มุมปากกำลังยกยิ้ม

 

            ในฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้ทั้งหลายต่างผลิบาน...ความรู้สึกของเราสองคนก็คงเป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

           

 

 

- ฉันจะรวบรวมความกล้าแล้วพูดมันออกไป -

- ให้ความจริงใจของฉันคว้าหัวใจของเธอมา -

 

 

 

            เจโน่จำไม่ได้แล้วว่าเขาหันไปมองโทรศัพท์มือถือของตนเป็นครั้งที่เท่าไหร่

 

            ทั้งๆที่ตั้งใจว่ารีบกลับบ้านเพื่อมาทบทวนบทเรียนรวมถึงนั่งปั่นการบ้านที่ค้างไว้ให้จบแท้ๆ แต่กลับรวบรวมสมาธิไม่ได้เลย...

 

            สุดท้ายก็ละสายตาออกจากหน้าหนังสือ เอนหลังพิงกับเก้าอี้ เงยหน้าขึ้นมองเพดาน แล้วถอนหายใจออกมาเสียยาวเหยียด

 

            ทว่าไม่นานหลังจากนั้นเสียงเปิดประตูก็ทำให้เจโน่ต้องรีบเปลี่ยนท่านั่ง แม่ของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วนม หล่อนวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนถามยิ้มๆ

 

            “อ่านหนังสืออยู่เหรอ”

 

            “อื้อ” เจโน่พูดพร้อมกับยกนมขึ้นมาดื่ม

 

            “งั้นๆก็สู้นะ อย่าหักโหมเกินไปล่ะ ห้ามนอนดึกด้วย เข้าใจไหม”

 

            “ค..ครับ”

 

            “แล้วนั่นสาวที่ไหนส่งข้อความมาหาล่ะ”

 

            !!!

 

            สิ้นคำถาม เจโน่ก็ทำตาโตแล้วรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาวางแนบอกทันที ทำเอาคนเป็นแม่หลุดหัวเราะคิกคัก

 

            “แค่นี้ก็บอกไม่ได้ โตเป็นหนุ่มแล้วสินะเจ้าลูกคนนี้” ว่าพลางยกมือขยี้ผมลูกชายอย่างนึกเอ็นดู คนฟังก็เอาแต่เม้มริมฝีปาก ไม่ยอมตอบอะไรกลับไป

 

            “ฮื่ออออ”

 

            หลังจากนั้นแม่ของเขาก็ขอตัวออกไป เจโน่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะค่อยๆเปิดโทรศัพท์ออกดู

 

            เป็นข้อความจากนาแจมินนั่นเอง

 

            Na J : ฮาย~

          Na J : ว่างป่าว?

 

          L. : ว..ว่างครับ

 

          ตั้งแต่ที่โดนจับได้ เจโน่ก็เลิกใช้แอคเคาท์ Unknown ของตนไปเรียบร้อย ถึงแจมินจะบอกว่าให้เราคุยกับเหมือนเดิมก็เถอะ หากเจโน่ก็คิดว่า ในเมื่อโดนจับได้ไปแล้ว...ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แอคนี้อีก

 

            Na J : ก็บอกไปแล้วไงว่าไม่ต้องพิมพ์สุภาพก็ได้อะ! L

          L. : มันติดไปแล้วน่ะ

          L. : แล้วมีอะไรเหรอครับ

Na J : ก็ไม่มีอะไรหรอก

Na J : แค่เบื่อนิดหน่อย

L. : ก็ไปทำการบ้านสิครับ

Na J: ไม่อยากทำอะ!

L. : อย่าขี้เกียจสิครับ  รีบทำให้เสร็จเร็ว จะได้พักเร็วๆไง

Na J : ฮื่ออออออ

 

เจโน่อมยิ้มขำ อดจินตนาการไม่ได้ว่าอีกคนจะทำหน้ายังไงอยู่ อาจจะกำลังอมแก้มป่อง เบะริมฝีปาก หรือทำสีหน้างอนๆอยู่ก็เป็นได้

 

            วันอาทิตย์นี้ว่

 

          พิมพ์ได้แค่นั้นแล้วก็ต้องหยุดมือไว้ก่อน เจโน่สอดนิ้วลงไปใต้กลุ่มผมหนาอย่างคิดไม่ตก เมื่อกี้เขานึกยังไงถึงได้พิมพ์มันลงไปนะ

 

            รีบลบออกไปก่อนที่จะเผลอกดส่ง ภายในจิตใจตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน

 

            จู่ๆคำพูดของดงฮยอกก็โผล่ขึ้นมาในหัว

 

ถ้าอย่างนี้กูว่ามึงมีหวังนะเจโน่

เชื่อสิว่าเขาก็มีใจให้มึงเหมือนกัน

 

เอายังไงดีนะ...

 

วางนิ้วไว้ที่ปุ่มคอลแต่ไม่กล้ากดลงไปเสียที สมองคิดไปถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานา ถ้าแจมินไม่ยอมรับสายล่ะ ถ้าแจมินเกิดเมินคำชวนของเขาขึ้นมาล่ะ

 

สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไปกดเข้าห้องแชทของดงฮยอกแทน

 

L. : มึง

 

เพื่อนสนิทของเจโน่อ่านข้อความนั้นเร็วจนน่าตกใจ

 

DongDong : กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงจะพูดเรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องของแจมินล่ะก็

DongDong : อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ

DongDong : ถ้ามึงไม่สมหวัง เดี๋ยวกูช่วยปลอบมึงเอง เคปะ?

 

เจโน่ผุดรอยยิ้มขึ้นมา ยังไม่ทันที่จะถามอะไรเลยแท้ๆ แต่อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาเหมือนอ่านใจเขาออกอย่างไรอย่างนั้น

 

ความมั่นใจพุ่งขึ้น...อาจไม่เต็มเปี่ยมแต่ก็มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

 

เขาตอบข้อความของดงฮยอกกลับไปด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง แล้วรีบกดโทรหาแจมินทันที

 

วินาทีที่ต้องรอให้อีกฝ่ายรับสายนั้น มันนานจนแทบขาดใจ หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก กัดริมฝีปากจนช้ำ เครื่องปรับอากาศที่เปิดอยู่ภายในห้องก็ไม่ได้ช่วยให้เหงื่อหยุดไหลเลย

 

จนกระทั่งปลายสายกรอกเสียงเข้ามานั่นแหละ

 

[สวัสดีครับ แจมิน]

 

เจโน่อยากจะวิ่งออกไปหน้าบ้านแล้วตะโกนให้ดังสุดเสียง เขาชันเข่าขึ้น หมุนเก้าอี้เป็นวงกลมสองสามรอบเพราะไม่รู้จะทำตัวยังไงดี

 

[ว่าไง ทำไมเงียบล่ะ?]

 

“ค..คือว่า...”

 

เผลอกัดเล็บด้วยความประหม่าโดยไม่รู้ตัว

 

“วันอาทิตย์นี้...”

 

“จ..แจมินว่างไหม...?”

 

“คือว่า...ว่าไงดีล่ะ...อ่า.....” กลอกตาขึ้นข้างบนเมื่อพยายามจะนึกหาคำพูดดีๆมาพูดต่อ พอปลายสายเงียบไปใจเขาก็ร่วงไปถึงตาตุ่ม

 

[ว่างสิ]

 

แล้วก็กลับมาเต้นเร็วอีกครั้ง

 

“ง...งั้น”

 

“ไปเที่ยวด้วยกันนะ”

 

 

 

- ยิ่งเวลาผ่านไป ความกดดันก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ -

- แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่ดี -

- หัวใจของฉันแทบจะระเบิดออกมาเลยล่ะ -

 

 

 

            เช้าวันอาทิตย์เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว

 

            ขณะที่เดินมา ก็เห็นแจมินที่โบกมือให้พร้อมกับ หมอนั่นอยู่ในเสื้อฮู้ดแขนยาวสีขาวสะอาด มือข้างหนึ่งที่ไม่ได้ยกขึ้นมาโบกสอดอยู่ใต้กระเป๋าเสื้อ

 

            รอจนกระทั่งเจโน่เดินเข้ามาใกล้ เราสองคนจึงเริ่มออกเดินอีกครั้ง

 

            “ทำไมอยู่ดีๆถึงชวนออกมาข้างนอกล่ะ”

 

            “อยากพาไปที่ที่นึงน่ะ...” ตอบพร้อมกับรับไอศกรีมโคนมา ตอนนี้เราสองคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สาธารณะในสวนแห่งนึง ทิ้งระยะห่างระหว่างกันไว้พอประมาณ ไม่ใกล้...แต่ก็ไม่ไกลนัก

 

            “งั้นเหรอ” ส่วนของแจมินเป็นไอศกรีมถ้วยสองก้อน เขาตักก้อนที่เป็นรสสตอเบอร์รี่เข้าปากช้าๆ ก่อนที่จะหันหน้ามองสภาพแวดล้อมรอบตัว

 

            “อ่า...”

 

            มีแต่เด็กตัวเล็กๆที่มาวิ่งเล่นด้วยกันอยู่เต็มไปหมด

 

            “ซากุระน่ะ”

 

            “...?”

 

            “บานแล้วเนอะ”

 

            ถ้อยคำที่ได้ยินจากคนข้างตัวทำให้เจโน่ต้องละสายตาออกจากไอศกรีมในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เขาแย้มยิ้มออกมา

 

            “จริงด้วย..” สายตาจับจ้องไปยังดอกซากุระสีชมพูแรกแย้มที่กำลังบาน “ก็ฤดูใบไม้ผลินี่นะ”

 

            “นั่นสินะ...”

 

            “...”

 

            “...”

 

            “สำหรับฉันน่ะ..”

 

            “หืม?”

 

            “ฤดูใบไม้ผลิน่ะ สำหรับฉันแล้ว...” มือที่วางอยู่บนเก้าอี้กำแน่น เจโน่สูดลมหายใจลึก ก่อนหันหน้าไปสบตากับอีกคน

 

            “หมายถึงแจมินนะ”

 

            “...”

 

            “เพราะมันคือช่วงเวลาที่ได้พบกับแจมิน”

 

            “...”

 

            “เป็นฤดูที่ได้รู้จักกับคนที่ชื่อนาแจมิน”

 

            “...”

 

            “มันสดใส...”

 

            “...”

 

            “สดใสเหมือนกับรอยยิ้มของแจมินเลย”

 

            ความรู้สึกที่ส่งผ่านแววตานั้น แจมินรับรู้ได้อย่างชัดเจน ริมฝีปากเผยอออกเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเจโน่ก็ลุกขึ้นขัดคำพูดนั้น ถือวิสาสะกอบกุมข้อมือเล็ก บังคับให้อีกคนลุกตาม

 

            “ไปกันเถอะ”

 

            “...”

 

            “มีที่ที่นึงอยากให้ไปด้วยกันน่ะ”

 

            “อ..อื้อ”

 

            ตลอดเวลาที่เดินเคียงข้างกัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา หลายครั้งที่แจมินแอบเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของอีเจโน่ ดวงตาที่ได้เห็นนั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง

 

            “ฉันเจอนายครั้งแรกที่นั่น”

 

            ค่อยๆเลื่อนสายตาไปตามปลายนิ้วของอีกฝ่ายช้าๆ

 

            เนินตรงนั้น...

 

            จะว่าไปที่นี่มันทางเดินไปโรงเรียนของเขานี่นา

 

            “ตอนนั้นน่ะ เหมือนกับเวลาหยุดเดิน สิ่งที่ฉันเห็นมีแต่นาย...แค่นายเท่านั้น” ภาพเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เขายังคงจำได้แม่น

 

            ไม่เคยรางเลือน

 

            “นายที่กำลังนั่งคุกเข่า เล่นกับแมวจรจัดตัวนึง แล้วยิ้มออกมา ไม่รู้ทำไมถึงได้ละสายตาไปไม่ได้เลย”

 

            “...”

 

            “ทั้งๆที่ตอนแรกตั้งใจว่าแค่เฝ้ามองก็พอแล้วแท้ๆ แต่ว่า...”

 

            “...”

 

            “พอได้รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันได้รู้ว่าแค่เฝ้ามองน่ะ มันคงไม่พอหรอก”

 

            “...”

 

            “นี่แจมิน”

 

            “หือ?”

 

            “ฉันน่ะ...” พลิกตัวให้เราหันหน้ามาหากัน เจโน่ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทั้งๆที่คิดว่าก็เตรียมตัวมาดีแล้วแท้ๆ หากก็ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ได้เลย

 

            ไม่...ไม่เคยเลยสักครั้งที่ใจเขาจะไม่เต้นแรงเวลาได้อยู่ใกล้แจมิน

 

            “ฉันชอบรอยยิ้มของนายมากจริงๆนะ”

 

            “...”

 

            “ถ้านายไม่รังเกียจ”

 

            “...”

 

 

 

            “รอยยิ้มที่สดใสเหมือนกับฤดูใบไม้ผลินั่นน่ะ ให้มันเป็นของฉันคนเดียวได้ไหม?”

 

 

 

            ไม่มี..ไม่มีคำว่าชอบ ไม่มีการบอกรัก

 

            แต่แค่ประโยคที่ได้ยิน แจมินก็เข้าใจในความหมายของมันทั้งหมด

 

            ริมฝีปากสีชมพูคลี่ยิ้ม...สว่างสไวเหมือนกับวันแรกที่ได้เห็นไม่มีผิด

 

            และเจโน่ก็อยากเป็นคนดูแลให้รอยยิ้มนั้นสว่างสไวอย่างนี้ตลอดไป

 

 

 

          “อื้ม ได้สิ”

          “ยินดีอย่างยิ่งเลยล่ะ”

 

 

 

            ถ้าวันไหนดอกไม้ที่เคยผลิบานเกิดร่วงโรยขึ้นมา

 

            เจโน่จะไม่ให้อภัยตัวเองเลย





END.



by

นาริกา


hashtag : #ficnomin



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

106 ความคิดเห็น

  1. #103 JNNANA_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 16:03
    น่ารักน่ารักน่ารักกกกกกกกกกก อบอุ่นหัวใจที่สุดเลย ฮื่ออออออ ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ให้ได้อ่านนะคะคุณไรท์เต้อ บรรยายดีมากๆภาษาก็ดีมากๆ ส่งกำลังใจให้ค้าบบบย❤
    #103
    0
  2. #78 xxxminmin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 19:59
    ฮือน่ารักมากเลย อ่านแล้วอบอุ่นหัวใจ
    #78
    0
  3. #76 พีชมิ้ง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 19:39
    งื้ออออเขินนนนน น่ารักมากๆเลย พี่โน่อ่ากล้าพูดสักทีเนอะ น่ารักกกกกฮื้อน่ารักมากๆ เขินจริงๆค่ะ
    #76
    0
  4. #72 FRR~* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 10:39
    ฮื้อออ น่ารักเกินไปแล้วววว เจโน่อบอุ่นมากๆ เลย ดีมากๆ TT
    ชอบประโยคขอเป็นแฟน หวาน ลึกซึ้ง เป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักที่ดีมากๆ ฮือ
    เป็นฟิค 4 ตอนที่เราใช้เวลาอ่านนานมากๆ เลยค่ะ มัวแต่เขินและค่อยๆ อ่านเพราะกลัวจบ ประทับใจมาก
    #72
    0
  5. #66 หมีคริสลี่ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 02:15
    แง้ ในที่สุดก็กล้าที่จะบอก คำสารภาพน่ารักมากๆเลย ไม่มีคำว่าชอบไม่มีคำว่ารัก แต่สื่ออารมณ์ได้ดีมากๆเลย ชอบบมากเลยยยยย
    #66
    0
  6. #53 porkpak111 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 13:20
    เจโน่สารภาพรักได้น่ารักมากเลยอ่ะ ไม่ต้องบอกว่าชอบ ไม่ต้องบอกว่ารัก บอกแค่นี้ใจแจมินก็สั่นไหวได้แล้วนะ แชทกันมาตั้งนานในที่สุดเป็นแฟนกันแล้ว ดีจังเลย
    #53
    0
  7. #49 TENTEN_NAJAM (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 21:44
    หวานมากกกก อ่านแล้วเขินสุดดด ฮือออ คือมันดีจริงๆ ดีใจที่เจโน่สมหวัง คุณรอยยิ้มกล้าแล้วนะ! คำขอเป็นแฟนแบบนี้น่ารักดีจังเลยคะ
    แล้วรอยยิ้มของแจมินก็เป็นเหมือนฤดูใบไม้ผลิจริงๆนั่นแหละ เป็นรอยยิ้มที่สดใสเสมอในสายตาเรา คิดถึงเจมินจังเลย
    #49
    0
  8. #47 maysrpl (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 19:26
    เอ็นดูทั้งคู่เลย :)
    โน่ แจม ทำไมน่ารักแบบนี้ล่ะลูก
    #47
    0
  9. #46 หมามีสี่ขา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 19:25
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหลุดร้องง่อวววว ออกมาโดยอัตโนมัติเลยค่ะ
    น่ารักมากกกกกกกกกกกกก
    ฉากตอนจบเรานึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องนึง Kimi ni todoke ฉากเป็นเนินระหว่างทางไปโรงเรียนที่มีต้นซากุระ บรรยากาศน่ารักมากๆ
    ในที่สุดพี่โน่ก็กล้าบอกไป จบแบบน่ารักมากจริงๆค่ะ อ่านแล้วรู้สึกอุ่นๆในหัวใจ
    #46
    0
  10. #45 nanajam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 01:45
    งือออออออออ อบอุ่นมากๆเลยค่ะ เจโน่น่ารักมาก ชอบผู้ชายขี้อายเวลาอยู่กับคนที่ชอบมันน่ารักมากๆๆๆ >/////<
    #45
    0
  11. #44 wareeandsoul (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 00:14
    กี๊ดดดดดดด จบแล้ว ฮืออออ สดใสดังเช่นดอกไม้ผลิบาน น้องน่ารักกันมากๆเลยค่ะ เป็นการบอกชอบที่หวานหยดย้อยมาก ฮ่อยย อิจฉานุ้งๆจัง รักกันนานๆ พี่ฝากน้องแจมไว้กับเจโน่นะคะ TT
    #44
    0
  12. #43 10toTen (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 00:13
    แต่งดีมากๆเลยฮือออ ชอบอ่ะชอบบบ อบอุ่นมากเลยยยย หุบยิ้มไม่ได้เลยอ่ะ โคตรน่ารัก แง เขินเด้อเขินนนนนน
    #43
    0
  13. #42 TY_TT0701 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 00:05
    กรี๊ดเลยอ่ะ เขินเด้อออออ
    #42
    0
  14. #41 ktenn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 23:06
    กรี้ดดดดอยากวิ่งออกไปกรี้ดหน้าหอมันน่ารักกเกินไปใจเต้นแรงหมดแล้วเขินนนชอบเจโน่เวลาประหม่าตอนคุยกับแจมินเอ็นดูกว่าจะรวบรวมความกล้าบอกความรู้สึกได้แต่พูดทีใจอ่อนปวกเปียกจ้าาา ชอบบบ
    #41
    0
  15. #40 Ayinomooto (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 22:56
    ให้ฟิลการ์ตูนอานิเมะน่ารักๆเลยอ่ะ น่ารักมากค่ะ อบอุ่นมากเลยยยยยยย
    #40
    0
  16. #39 หมอนแทแท :3 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 22:51
    น่ารักมากกกกก
    #39
    0
  17. #38 nccs' (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 22:41
    จบเเล้วว้อยยย โคตรน่ารักฮื่ออ
    #38
    0
  18. #37 Yo.B (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 21:45
    น่ารักที่สุด ชอบเจโน่ที่เป็นแบบนี้
    #37
    0