(NCT) 4 Shades, 4 Divisions l NOMIN

ตอนที่ 3 : (spring) ' You smile, I smile 3 ' - นาริกา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 311
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    11 พ.ค. 60







{SPRING}

You smile, I smile - 3





            ตั้งแต่วันนั้นแจมินก็หยุดสงสัยไม่ได้เลย

 

            ตัวตนของคุณรอยยิ้มที่คุยกับเขามาเนิ่นนาน...คือใครกันแน่นะ

 

            คนที่คอยปลอบใจและช่วยเหลือเขาเมื่อยามทุกข์...ทั้งที่ไม่ได้เรียกร้อง หากก็ยินดีช่วยแม้ว่าจะไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไร

 

            สิ่งเดียวที่คนคนนั้นต้องการ...คงจะเป็นรอยยิ้มสดใสของนาแจมินเท่านั้นล่ะมั้ง

 

 

 

            Unknown : ขอให้คุณหลับตาฝันพร้อมรอยยิ้มนะครับ : )

 

 

 

          แจมินหลับตาลงหลังจากอ่านข้อความนั้นเป็นรอบที่ยี่สิบสาม เขาปิดเครื่องก่อนวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วพลิกตัวให้ใบหน้าซุกลงกับหมอนใบนุ่ม

 

            ทั้งที่จะบอกฝันดีธรรมดาๆก็ได้ แต่กับพิมพ์มันออกมาเสียยาวเหยียดด้วยข้อความอันสวยหรู...ฟอร์มชะมัด คิดพลางยิ้มบาง

 

            หัวใจที่กำลังเต้นตึกตักอยู่ใต้แผ่นอกนี้ แจมินไม่ได้ใสซื่อเกินกว่าจะไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร

 

            ทว่ามันเป็นไปได้จริงๆเหรอ...ที่เราจะรักใครสักคน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเขาคือใครน่ะ

 

            อาจยังไม่ใช่ความรัก หากก็กำลังผลิบาน...

 

            เหมือนกับดอกไม้ที่ค่อยๆบานออกมาในฤดูใบไม้ผลิ

 

            ความรู้สึกเขามันบอก แจมินมั่นใจ คุณรอยยิ้มอยู่ใกล้ๆเขานี่เอง

 

            และไม่ว่าอย่างไร แจมินก็จะตามหาอีกฝ่ายให้พบให้จงได้....

 

 

 

- ขอร้องล่ะนะ เมื่อพระอาทิตย์ได้ส่องแสง -

- ตอนที่ลืมตาขึ้นมา เสียงที่ฉันได้ยิน -

- มันจะแสนไพเราะ -

 

 

 

            “ทำไมทำหน้าบึ้งอย่างนั้นล่ะ?”

 

            แจมินเงยหน้าขึ้นมองคนถาม ริมฝีปากเล็กเบะออกก่อนยื่นโทรศัพท์ที่ยังเปิดหน้าแชทค้างไว้ให้เพื่อนสนิทของตนดู กับหวงเหรินจวิ้นแล้วไม่มีอะไรที่เป็นความลับหรอก

 

            “ใบ้อย่างนี้แล้วใครมันจะไปรู้วะ” พูดอย่างหัวเสียเมื่อเพื่อนอ่านจบแล้ว แขนยกขึ้นเท้าสะเอว “ตื๊อมาตั้งหลายรอบแล้ว เมื่อไหร่จะใจอ่อนแล้วบอกมาตรงๆสักทีอะ

 

เหรินจวิ้นหลุดยิ้มขำ

 

ผมก็เฝ้ามองคุณมาตลอดนั่นแหละ เข้าใจพูดดีนะ ท่าทางคงเป็นคนปากหวานน่าดู”

 

            “ก็ปากหวานมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไงเล่า” แจมินเบ้ปาก นิ้วพิมพ์ข้อความตอบกลับรัวเร็วหลังจากทิ้งเอาไว้กว่าสามนาที อีกคนยังไม่อ่าน เขาจึงตัดสินใจปิดโทรศัพท์แล้วหันมาคุยกับเพื่อน

 

            “ว่าแต่นะแจมิน”

 

            “หือ?”

 

            “ก่อนหน้านี้นายไม่เห็นจะสนใจเลยว่าไอคุณรอยยิ้มนั่นเป็นใคร” แจมินรู้สึกหงุดหงิดในใจ แต่เอาเถอะ—เขาจะทำเป็นไม่ได้ยินสรรพนามที่เหรินจวิ้นใช้เมื่อครู่ไปก่อนแล้วกัน

 

            “แล้วอยู่ดีๆทำไมถึงอยากรู้ขึ้นมาล่ะ”

 

            ระหว่างที่กำลังพูด เด็กหนุ่มตัวบางก็พยายามนึก ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่แจมินเริ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มันเหมือนจะนึกออก ทว่าก็ไม่

 

            และเมื่อสายตาเลื่อนกลับมามองใบหน้าของเพื่อนสนิทอีกครั้ง เขาก็พบว่าแก้มเนียนนั้นกำลังขึ้นสีแดงจางๆ

 

            “อย่าบอกนะว่า...”

 

            “...”

 

            “นายชอบเขา?”

 

            “ฮื่อ!

 

            “พูดอย่างนี้แปลว่าจริงล่ะสิ”

 

            “ก...ก็ยังไม่ขนาดนั้น...สักหน่อย” แจมินหลุบตาลงต่ำ เขารู้สึกว่าริมฝีปากกำลังสั่น หัวใจก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ

 

            “แต่ก็มีความรู้สึกดีๆให้สินะ”

 

            “อ...อือ” พยักหน้ารับไปเบาๆเมื่อรู้สึกว่าไร้เหตุผลที่จะปฏิเสธ

 

            พลันนัยน์ตาของเหรินจวิ้นก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง

 

            “แจมิน ถึงฉันจะชอบล้อบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนหรอกนะ”

 

            “...”

 

            “ฝ่ายนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ เราเชื่อใจคนแปลกหน้าไม่ได้หรอกนะ เผื่อใจไว้หน่อยก็ดี”

 

            ฟังแล้วอยากตะโกนออกไปใจจะขาดว่าเชื่อได้สิ! หากลึกลงภายในใจแจมินจะรู้ดี...หน้าตาก็ไม่เคยเห็น คนคนนั้นมีชื่อว่าอะไรแจมินก็ยังไม่รู้

 

            ได้แต่เถียงออกไปเบาๆอย่างไร้เรี่ยวแรง

 

            “ก็ยังไม่ได้ชอบสักหน่อย...”

 

            “แค่รู้สึกดีๆด้วยก็อันตรายแล้ว"

 

            “...”

 

            “เอาเถอะ เพื่อนอย่างฉันก็ทำได้แค่เตือนนั่นแหละ จะทำยังไงต่อไปนั่นขึ้นอยู่กับนายนะ แจมิน”

 

            ยามสบตากัน เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่ส่งออกมาจากแววตาของอีกฝ่าย

 

            “อืม...”

 

            หลังจากนั้นเราก็แยกกัน เหรินจวิ้นกลับบ้าน ส่วนแจมิน...เขาตั้งใจว่าจะไปแวะกินกาแฟที่ร้านของพี่โดยองสักหน่อย ไม่ได้ไปเสียนานเลย

 

            แจมินชอบบรรยากาศที่ร้าน และหวังว่ามันจะช่วยให้เขาได้ทบทวนอะไรหลายๆอย่าง

 

            รวมถึงสิ่งที่เหรินจวิ้นพูดด้วย

 

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในตัวร้าน ก็ได้ยินเสียงกริ๊งของกระดิ่งที่ดังกระทบกัน เขาส่งยิ้มให้คนที่ยืนอยู่บริเวณเคาน์เตอร์

 

สวัสดีครับพี่โดยอง-อ้าว นั่น…”

 

สายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนที่กำลังนอนฟุบหน้าอยู่

 

เพราะเห็นไม่ค่อยชัดเลยไม่มั่นใจ แต่จะใช่อีเจโน่รึเปล่านะ

 

อ้าวแจมิน อยู่ดีไม่ว่าดีนึกยังไงมาที่นี่ล่ะเสียงของพี่โดยองทำให้เขาต้องละสายตากลับมาที่เดิม

 

พอดีมีเรื่องต้องคิดนิดหน่อยน่ะครับ อยากหาที่สงบๆสักหน่อย คิดถึงพี่ด้วยแหละไม่วายพูดเอาใจเบาๆตอนประโยคท้ายพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

 

ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ใช่ว่าพี่จะเชื่อหรอกนะ

 

รู้น่าพูดยิ้มๆพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ออกเพื่อทรุดตัวลงนั่ง

 

ปึก

 

ข้อศอกชนกับแขนของอีกคนทำให้ต้องหันไปมองคนข้างตัว

 

รู้จักเหรอ?

 

อ่า…” ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเพราะแจมินไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าคนคนนี้จะใช่อีเจโน่แน่รึเปล่า

 

ถ้าลองปลุกดูจะเป็นอะไรมั้ยนะ

 

หมอนี่ชอบมาอ่านหนังสือที่ร้านพี่บ่อยๆน่ะ สนิทกันพอสมควรเลยล่ะเสียงของพี่โดยองลอดผ่านหู เข้าหัวบ้างไม่เข้าหัวบ้าง

 

หลับอยู่เหรอครับ..”

 

อือ โผล่มาอีกทีก็ฟุบหัวไปแล้ว คุยกันอย่างนี้ยังไม่ลุกมาอีกก็คงหลับจริงๆนั่นแหละ

 

พี่ว่าถ้าผมปลุกเขาจะตื่นไหม

 

ก็ลองดูสิ

 

เมื่อได้ยินคำนั้นแจมินก็ยู่ริมฝีปากน้อยๆอย่างคิดไม่ตก ก่อนจะตัดสินใจใช้นิ้วจิ้มไปที่แขนของอีกฝ่ายเบาๆหลังจากเวลาผ่านไปถึงสิบสามวินาที

 

เจโน่

 

ยังไม่ตื่น

 

เจ-โน่

 

ก็ยังคงไม่ตื่น

 

หรือจะไม่ใช่เจโน่จริงๆ?

 

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาจะลองเรียกอีกสักครั้ง หากคราวนี้ยังไม่ตื่นก็คงต้องตัดใจ ถ้าไม่ใช่เจโน่ขึ้นมาจริงๆเขาจะได้ไม่หน้าแตกด้วย

 

นึง ส่อง ซั่ม!

 

 

 

“อี! เจ! โน่!

 

 

 

“ครับ!!??” สิ้นคำอีกฝ่ายก็สะดุ้งขึ้นมาสุดตัว มือยกขึ้นกุมศรีษะ สีหน้าเหลอหลาที่ได้เห็นนั้นทั้งน่ารักทั้งตลกจนแจมินอดยิ้มออกมาไม่ได้

 

“เจโน่จริงๆด้วย” เขาพูดด้วยความยินดี ค่อยโล่งอกหน่อย เพราะถ้าเกิดไม่ใช่เจโน่ขึ้นมาคงวิ่งออกจากร้านแทบไม่ทัน คิดอย่างนั้นก่อนมือจะยื่นดินสอที่เก็บได้จากพื้นเมื่อครู่ให้

 

ของนายใช่ไหม ทำตกน่ะ”

 

“อ...อื้อ ขอบใจนะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง” แจมินส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากยังคงแย้มยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่คิดอยู่นาน “กลัวแทบแย่แน่ะว่าจะไม่ใช่เจโน่ ดีใจจัง”

 

“อ..อื้อ” เจโน่เพียงแค่รับคำในลำคอเบาๆ เขาตาฝาดรึเปล่านะ ถึงได้เห็นว่าแก้มของอีกฝ่ายกำลังขึ้นสีแดงจางๆ แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ระหว่างเรามีเพียงความเงียบที่เข้าปกคลุมจนแจมินรู้สึกอึดอัด เดิมทีเราก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว พอต้องมาเผชิญหน้าสองต่อสองอย่างนี้ จะอึดอัดก็ไม่แปลก

 

นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดนะที่ปลุกเจโน่ขึ้นมาน่ะ

 

“อ้าว รู้จักกันด้วยเหรอ” ต้องขอบคุณพี่โดยองที่โผล่ออกมาจากหลังร้านพอดี แจมินหันไปทางคนพูดเพื่อตอบคำถามทันที

 

“เพื่อนที่ห้องน่ะครับ”

 

“อ๋อ”

 

“ป...ปกติแจมินมาที่นี่บ่อยเหรอ” คำถามนั้นทำให้เขาต้องหันกลับมาทางเจโน่อีกครั้ง เขาตอบโดยที่รอยยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า

 

“อ่า...จริงๆก็นานๆทีอะ แต่ว่าพี่โดยองกับเราอยู่บ้านใกล้ๆกัน เลยรู้จักกันน่ะ”

 

“อ๋อ...”

 

คิดไปเองรึเปล่านะ แต่ทุกครั้งที่ยิ้ม...ท่าทางของอีกฝ่ายมักจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างบอกไม่ถูก

 

แจมินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเปลี่ยนไปที่ว่ามันเป็นแบบไหน

 

“ส่วนเจ้านี่น่ะ มาแทบทุกวันเลยล่ะ” “โอ๊ย!” ทว่าพี่โดยองที่พูดแทรกขึ้นมาก็ทำให้ความคิดเมื่อครู่สลายหายไปหมด เขามองคนสองวัยที่โต้ตอบกันแล้วได้แต่นั่งขำ

 

“ชอบมาใช้ร้านพี่เป็นที่อ่านหนังสือประจำเลย น่าหมั่นไส้เป็นบ้า” “พี่โดยองปล่อยผม!

 

“ฮ่ะๆ เจโน่นี่ตลกดีนะ” แจมินพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ มือบางยกแก้วสีขาวลายดอกไม้ขึ้นจิบ ก่อนจะพูดอีกครั้งเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 

“แต่มิน่าล่ะ ก็ว่าอยู่ว่าทั้งๆที่ในห้องก็ดูไม่ค่อยตั้งใจเรียนแท้ๆ แต่สอบทีไรก็ได้คะแนนดีทุกทีเลย”

 

            ผลสอบที่ติดท็อปในหลายๆครั้งของอีเจโน่ยังคงติดอยู่ในหัวเขา

 

            “แจมินรู้ได้ไงว่าเรา...”

 

“คนที่ได้คะแนนดีบ่อยๆน่ะไม่ว่าใครก็ต้องจำได้กันทั้งนั้นแหละ”

 

            “อ๋อ...”

 

            แปลกรึเปล่านะ แต่หมอนั่นดูเหมือนจะทำหน้าผิดหวังยังไงก็ไม่รู้

 

            โอเค แล้วตอนนี้แจมินก็ได้รู้ว่าเขาคิดเรื่องอีเจโน่มากเกินไปแล้ว

 

            หลังจากนั้นบทสนทนาของเราก็สิ้นสุดลง แจมินปล่อยให้เสียงเพลงคลาสสิกของร้านเข้ามาปกคลุมบรรยากาศโดยรอบ เขาก้มหน้ามองโทรศัพท์ บางทีก็จะเงยหน้าขึ้นมามองอีกคนที่กำลังอ่านหนังสือเงียบๆ หากบังเอิญสบตากัน ก็จะส่งยิ้มให้

 

            เจโน่ดูกังวล หากเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องอะไร

 

            และเราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดที่จะถามได้

 

            แต่เพราะแจมินก็ออกจะเป็นคนเฟรนด์ลี่และเข้ากับคนอื่นง่าย เขาเลยแอบล้ออีกฝ่ายไปนิดหน่อยตอนที่เจโน่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์แชท ท่าทางของอีเจโน่ตอนเถียงไม่ออกนั้นตลกเป็นบ้า

 

            จนกระทั่งตอนที่โทรศัพท์ของตนเด้งข้อความหนึ่งขึ้นมา แจมินก็ละความสนใจจากเพื่อนร่วมห้องไปทันที

 

            Unknown : ขอโทษครับ พอดีผมอ่านหนังสืออยู่น่ะ ._.

 

          น่ารักจัง..

 

            ข้อความของคุณรอยยิ้มทำให้เขาหลุดยิ้มเป็นรอบที่ล้านตั้งแต่รู้จักกัน นิ้วเรียวรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปทันที

 

            “แจมิน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะ” เสียงพี่โดยองที่พูดขึ้นมาทำให้แจมินต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการดึงสายตาออกจากหน้าจอโทรศัพท์

 

            “ก็นิดหน่อยน่ะครับ”

 

            “งั้นเหรอ”

 

            โดยองเลิกคิ้ว จู่ๆก็รู้สึกว่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ตอนแรกแจมินว่าจะไม่สนใจเพราะอีกฝ่ายหันไปคุยกับเจโน่ ทว่าประโยคต่อจากนั้นทำให้เขาต้องนิ่งฟังด้วยความตั้งใจ

 

            “จะว่าไปนะเจโน่”

 

            “ครับ?”

 

            “กับคนคนนั้นน่ะ เป็นยังไงบ้างล่ะ”

 

            “หือ หมายถึงคนไหนเหรอครับ”

 

            “พูดเหมือนกับมีหลายคนเลยนะนายน่ะ” อีกฝ่ายเอ่ยล้อเลียน “ก็คนนั้นไง ที่นายเคยเล่าให้ฉันฟังน่ะ ที่บอกว่าไปสร้างแอคลับแล้วทักคุยกับเขาทุกวั—“

 

            “ก-กลับบ้านแล้วนะครับ”

 

            “เอ๋? ยังไม่หกโมงเลยนี่”

 

            เจโน่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รีบเก็บหนังสือและเครื่องเขียนทั้งหมดกลับเข้ากระเป๋านักเรียน ยกขึ้นสะพายหลัง แล้วเดินออกไปทันที

 

            หากนั่นไม่ใช่สิ่งที่แจมินสนใจในตอนนี้ คำพูดที่คิมโดยองโพล่งออกมาเมื่อครู่นั้นน่าสนใจมากกว่า คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

 

            “พี่โดยองครับ”

 

            “หือ?”

 

            “เรื่องที่พูดเมื่อกี้น่ะ...หมายความว่ายังไงเหรอครับ”

 

            ใบหน้าของนาแจมิน—จริงจังอย่างที่คิมโดยองไม่เคยเห็นมาก่อน

 

            “ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมขอฟังรายละเอียดหน่อยได้ไหม?”

 

 

 

- ถึงแม้ว่าการวิ่งมาราธอนติดต่อกันนานๆจะทำให้ฉันเหนื่อย –

- แต่ถ้าฉันได้สบตากับเธอ -

- จะไกลแค่ไหนฉันก็จะวิ่งต่อไป

 

 

 

เช้าวันนี้ยังเป็นเช่นเดียวกับเช้าวันอื่น

 

แจมินตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่สดใสนัก เมื่อคืนเขานอนดึกอันที่จริงก็กลับมาสองทุ่มเกือบสามทุ่ม เขาใช้เวลาในการฟังสิ่งที่คิมโดยองเล่าและคิดทบทวนอยู่เป็นเวลานาน พอกลับบ้านมาก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์ เลื่อนแชทของตนกับคุณรอยยิ้มซ้ำไปมา

 

พี่เองก็ไม่รู้อะไรมากหรอก มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเจโน่ แต่เพราะเรื่องคุณรอยยิ้มอะไรนั่นที่นายบอก ถึงได้ยอมเล่า..”

 

แล้วคิดว่าไงล่ะ? หมอนั่นใช่คนคนนั้นของนายรึเปล่า

 

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่โดยองพูดกับเขา

 

ว่าตามตรงแล้วแจมินเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน หากเขาก็เชื่อไปแล้วกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

 

หลังจากนั้น คุณรอยยิ้มหรือที่แจมินจะติ๊ต่างไปก่อนว่าเป็นอีเจโน่ก็ไม่ส่งข้อความอะไรมาอีก และนั่นทำให้แจมินยิ่งเชื่อว่าอีกฝ่ายคือคนที่เขาคุยด้วยมาตลอดหนึ่งปีจริงๆ

 

หากจะทำให้มั่นใจ..ก็มีเพียงวิธีเดียวนั่นคือการพิสูจน์

 

จะถามไปตรงๆก็ได้ แต่แจมินไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมบอกหรอก

 

และนั่นคือเหตุผลที่เขาเสียเวลาไปเกือบค่อนคืนเพื่อคิดวิธีที่จะพิสูจน์ว่าอีเจโน่คือคุณรอยยิ้มจริงๆ

 

เขาคงนอนดึกไปจริงๆนั่นแหละ เหรินจวิ้นถึงได้เห็นขอบตาล่างที่ขึ้นสีดำและทักขึ้นมาตอนที่เดินไปโรงเรียนด้วยกัน

 

หมอนั่นถามหาสาเหตุ และแจมินก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบัง

 

ฉันรู้แล้วว่าคุณรอยยิ้มเป็นใคร

 

หา?เด็กหนุ่มชาวจีนเบิกตากว้าง ท่าทางตกใจนั้นชัดเจนว่าไม่ได้แสร้งทำ เขาชะโงกหน้ามามองโทรศัพท์เพื่อนที่ยังเปิดแชทบุคคลในบทสนทนาค้างไว้อยู่

 

แล้วเขาเป็นใครอะ?ถามออกไปด้วยความสงสัยอย่างฉุดไม่อยู่

 

อันที่จริงก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่

 

อ้าว

 

เพราะอย่างนั้นถึงต้องพิสูจน์น่ะสิ

 

เช้าวันนี้คุณรอยยิ้มก็ยังส่งข้อความอรุณสวัสดิ์มาเหมือนวันอื่นๆก่อนหน้านี้ ทั้งยังขอโทษที่เมื่อวานไม่ได้ตอบแชทโดยให้เหตุผลว่าเผลอหลับไปก่อน แน่นอนว่าแจมินไม่เชื่อหรอก ใครมันจะบ้าไปหลับตอนหกโมงวะ เป็นเหตุผลที่ดูฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย

 

แล้วจะพิสูจน์ยังไง

 

หึริมฝีปากบางกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก ทำเอาแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างหวงเหรินจวิ้นยังเผลอขนลุกซู่

 

ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป แต่ถ้าใช่เด็กหนุ่มก็อดห่วงอีเจโน่ไม่ได้

 

เย็นนี้แหละเหรินจวิ้น นายเตรียมตัวดูไว้ได้เลย

 

โดนแจมินเล่นแน่ๆ

 

.

 

.

 

.

 

.

 

.

 

มึ้งงงงงงงงงงงงง

 

เสียงเรียกที่ดังทะลุแก้วหูกับกระเป๋าที่ถูกโยนลงบนเก้าอี้ดังตุบ!ทำให้ดงฮยอกต้องสะดุ้งตื่นจากฝัน เขาอุตส่าห์มาโรงเรียนแต่เช้าเพื่อจะแอบงีบก่อนเข้าเรียนเลยนะ แล้วใครมันกล้ามาปลุกอีดงฮยอกคนนี้ฮึ!?

 

ก็มีแต่อีเจโน่นั่นแหละ

 

มีเชี่ยไรวะ คนจะหลับจะนอนปกติถ้าเห็นดงฮยอกหลับอยู่เจโน่ก็จะนั่งลงบนโต๊ะแล้วเล่นโทรศัพท์เงียบๆ หมอนั่นรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่นิยมการถูกรบกวนในเวลานอนสักเท่าไหร่ แล้วคราวนี้มันมีเรื่องอะไรกัน??

 

ขอโทษที่ปลุกมึงนะ แต่ช่วยกูก่อนเถอะะ นะะะะท่าทางอีเจโน่ดูรีบร้อนและล่อกแล่กแปลกๆ มือของอีกฝ่ายยื่นมากุมข้อมือเขาไว้ ทำท่าว่าจะลากออกไปข้างนอก

 

คุยกันตรงนี้ไม่ได้เหรอวะ

 

ไม่ได้ๆรีบส่ายหัวพัลวัน หมอนั่นเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจเป่ารดใบหู น่าขนลุกเป็นบ้า

 

เสียงทุ้มกระซิบ

 

เดี๋ยวอธิบายทีหลังนะ เอาเป็นว่าตอนนี้ตามกูมาก่อนเถอะ

 

สุดท้ายเราก็มายืนอยู่บนดาดฟ้าโรงเรียนจนได้

 

แจมินรู้เรื่องกูแล้ว

 

ห๊ะ??”

 

โอเค เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงคุยกันในห้องไม่ได้ ก็แหงล่ะ ถ้าคุยในห้องก็มีโอกาสที่แจมินจะได้ยินน่ะซี(ถึงหมอนั่นจะยังไม่มาโรงเรียนก็เถอะ)

 

ใจเย็นๆ กูยังไม่มั่นใจว่าเขารู้จริงๆรึเปล่า แต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีสงสัยบ้างแหละ

 

กูว่ามึงนั่นแหละครับที่ควรใจเย็น

 

ทั้งๆที่บนดาดฟ้ามีลมพัดอ่อนๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้เม็ดเหงื่อบนใบหน้าหล่อเหลาน้อยลงเลยสักนิด หมอนั่นทำตาหลุกหลิกเหมือนคนที่กลัวตลอดเวลา อีกทั้งขอบตาล่างยังดำ ดูก็รู้ว่าเมื่อคืนคงเอาแต่กังวลจนนอนไม่หลับ

 

เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

กำลังรอคำถามนี้อยู่เลยล่ะอีกฝ่ายพูดก่อนแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก แล้วค่อยๆเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกมาช้าๆ

 

มึงว่าแจมินจะรู้ไหมอะเจโน่ถามขึ้นหลังจากเล่าเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เราเปลี่ยนมานั่งพิงประตูแทนที่จะยืนอยู่ตรงรั้วอย่างเมื่อครู่

 

เรื่องสงสัยน่ะแน่อยู่แล้วเป็นเสียงดงฮยอก ตอนนี้สิ่งที่กูอยากรู้คือหลังจากมึงทำตัวโง่ๆด้วยการวิ่งหนีออกจากร้านไป แจมินได้ถามพี่โดยองอะไรนั่นต่อไหม

 

ไอสัด ก็ตอนนั้นกูตกใจปะวะ กูไม่ได้โง่นะเว้ย

 

กูพูดผิดตรงไหน วิ่งออกไปแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้เขาสงสัย เป็นการกระทำที่โง่ที่สุดที่กูเคยเห็นมา

 

“…”

 

แล้วยังแก้ตัวด้วยการบอกว่ารีบนอนอีก ฟังไม่ขึ้นชิบหาย เขาไม่สงสัยก็บ้าแล้ว

 

“…”

 

ปกติมึงก็ฉลาดนะ แต่ทำไมกับเรื่องนี้ถึงไ—“

 

พอ! พอเหอะมึง กูกราบบรีบพูดแทรกก่อนที่จะโดนด่าไปมากกว่านี้ กลับมาที่เรื่องสำคัญของเรากันเถอะนะ

 

สำคัญกับมึงคนเดียวล่ะสิไม่ว่ายังอดบ่นไปอีกสักประโยคไม่ได้ ถ้าไม่อยากโดนด่าก็ตอบคำถามกูมาสิ

 

อ่า..ก็ กูคิดว่ามีสิทธินะ เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันด้วยอะว่าจบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดงฮยอก กูไม่รอดแล้วแน่ๆแล้วใช่ไหมวะ ฮือออออ

 

มึงใจเย็นๆแล้วฟังกูก่อนนะเพื่อนรัก อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย

 

ฮือ

 

คืองี้นะเพื่อน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับว่าพี่โดยองนั่นรู้เรื่องนี้มากแค่ไหน แล้วยอมเล่าให้แจมินฟังรึเปล่า ถ้าเล่าแล้วเล่าหมดทุกอย่างที่รู้เลยไหม ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากพี่โดยองกับแจมิน

 

“…”

 

ในความเห็นของกูนะ กูว่าแจมินต้องสงสัยบ้างแหละอาจจะค่อนข้างมั่นใจมากๆเลยด้วยซ้ำ และถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่หมอนั่นจะทำคือการตามหาความจริง มึงคิดงั้นไหม

 

กูไม่รู้ กูไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฮือออ

 

ไอสัด อย่างอแงเผลอตบหัวอีกฝ่ายไปหนึ่งทีอย่างอดไม่อยู่

 

ฟังนะ ถ้าไม่อยากให้รู้ สิ่งที่มึงต้องทำคืออยู่ห่างจากแจมินเข้าไว้อย่างน้อยก็ในช่วงนี้ ตอนเรียนก็อย่าแอบมองให้มันมากนัก เดี๋ยวหมอนั่นจะรู้ตัว เรื่องคุยก็เพลาๆลงหน่อย ไม่ต้องเลิกก็ได้ แค่ลดลงมาก็พอ อย่าแสดงอาการที่จะทำให้แจมินสงสัยได้เด็ดขาด เข้าใจที่พูดใช่ไหม

 

อื้อรีบพยักหน้าหงึกหงักทันที

 

เข้าใจก็ดี ทีนี้ก็กลับห้องได้แล้ว เสียเวลานอนกูหมดให้ตายเถอะ ว่าจบก็ดันแผ่นหลังของเพื่อนให้กลับลงไปด้านล่าง เจโน่ยังคงมีสีหน้าไม่สบายใจแม้ว่าดงฮยอกจะพูดให้กำลังใจสักเท่าไหร่ก็ตาม

 

เขาไม่กล้ามองหน้าแจมินด้วยซ้ำตอนที่เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

วันนั้นเจโน่นั่งเรียนด้วยใจไม่เป็นสุข เขายังไม่ได้อ่านข้อความล่าสุดที่แจมินส่ง—อันที่จริงคือต้องบอกว่าเด็กหนุ่มไม่กล้าอ่านมัน เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้มองไปทางคนที่นั่งเยื้องอยู่ข้างหน้าเหมือนเคย เขาไม่แม้แต่จะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ด้วยซ้ำ

 

“แปลกดีนะ อยู่ดีๆวันนี้เจโน่ตั้งใจเรียนซะงั้น”

 

พอครูพูดขึ้นมาทุกคนในห้องก็หัวเราะ อยากบอกออกไปเหลือเกินว่าถึงเจโน่จะไม่ได้แอบงีบหรือเล่นโทรศัพท์ แต่บทเรียนในวันนี้ก็ไม่ได้เข้าหัวเขาเลยสักนิด

 

หากสิ่งที่ทำก็แค่หัวเราะแห้งๆกลับไปเท่านั้น

 

ทั้งๆที่ระมัดระวังตัวขนาดนั้น ทว่าวันทั้งวันก็หมดไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

พอเสียงออดหลังเลิกเรียนดังขึ้นดงฮยอกก็ลุกจากเก้าอี้พร้อมกับกระเป๋าที่ไหล่ทันที

 

“กูไปก่อนนะ มีนัดที่เกมเซนเตอร์” ไม่วายบอกเหตุผลเพื่อนก่อนไป พอเห็นเจโน่พยักหน้า ก็วางมือลงที่ไหล่หนาเบาๆ กำชับว่า

 

“อย่าลืมที่กูบอกเมื่อเช้านะ”

 

แล้วเดินออกจากห้องไป

 

เจโน่ปล่อยให้คำพูดของดงฮยอกลอยไปกับสายลม เขาเริ่มต้นเก็บเครื่องเขียนใส่กระเป๋าดินสอ นำสมุดโน้ตและหนังสือมาเรียงต่อกันเป็นตั้งๆ ก่อนจะนำเก็บเข้ากระเป๋า

 

“นี่เจโน่” เสียงเล็กที่คุ้นเคยดังลอดเข้าหู เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับใจที่เต้นรัว

 

แย่ล่ะ

 

แจมิน

 

“วันนี้เจโน่จะไปที่ร้านพี่โดยองอีกรึเปล่า”

 

“อ...อือ”

 

“งั้นเราขอไปด้วยคนนะ”

 

สิ่งที่ดงฮยอกพูดขึ้นเมื่อเช้ารวมถึงที่กำชับเมื่อครู่ดังขึ้นมาในหัว ทั้งๆที่ควรปฏิเสธไปแท้ๆ หากพอเห็นรอยยิ้มหวานๆที่แจมินส่งมาให้ รู้ตัวอีกทีเราก็กำลังเดินอยู่ข้างกันเสียแล้ว

 

แจมินชวนเขาพูดคุยอยู่ตลอดทาง เสียงเล็กน่ารักดังเจื้อยแจ้วไม่หยุดหย่อน ทว่าเจโน่แทบไม่มีสติที่จะฟังเลยสักนิด

 

เขากำลังได้เดินกลับบ้านพร้อมแจมิน...นี่คือเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ?

 

ทั้งเรื่องที่ดงฮยอกเตือน หรือความจริงที่เจโน่ควรจะระมัดระวังไม่ให้แจมินจับได้ ทุกอย่างนั้นเขาลืมไปจนหมดสิ้น

 

“อ๊ะ แย่แล้ว” อยู่ดีๆแจมินก็พูดเสียงดังหลังจากพยายามหาอะไรบางอย่างในกระเป๋า อีกคนหันมาสบตาเขาด้วยสีหน้ายุ่งๆ

 

“หาโทรศัพท์ไม่เจออะ” ร่างบางหลุบตาลง ฟันขาวขบริมฝีปากล่างอย่างคิดไม่ตก “เอ่อ เจโน่...ถ้าไม่ว่าอะไร ขอยืมโทรศัพท์นายหน่อยได้มั้ย”

 

“อื้อ ได้สิ” ตอนนั้นเจโน่ไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่ยื่นโทรศัพท์ให้เท่านั้น

 

แตกต่างจากนาแจมิน

 

แม้จะไม่ได้แสดงออก แต่คนตัวเล็กกำลังยกยิ้มอยู่ในใจ

 

แจมินพลิกตัวหันหลังกลับ แอบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา ทำเป็นว่ามันคือของเจโน่ แล้วกดเข้าแอพสีเหลืองที่คุ้นเคย

 

หัวใจเขาเต้นระรัว

 

ทีนี้ก็จะได้รู้กันเสียที

 

 

 

 

“แจมิน หาเจอหรือยัง?”

 

“อ้า เจอแล้วล่ะ” เจ้าของชื่อหันกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับชูหน้าจอโทรศัพท์ของตนขึ้นเป็นหลักฐาน

 

คนมองเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่

 

รู้ตัวทันทีว่าหนีไม่รอดเสียแล้ว

 

“นี่เจโน่” เขาสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหนึ่งก้าว “หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ฉันคุยกับคนคนนึงมาตลอดเลยล่ะ คุยทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร หรือว่ามาจากไหน”

 

“...”

 

“ฉันเรียกเขาว่าคุณรอยยิ้ม”

 

“...”

 

“แล้วเมื่อกี้ ฉันก็ลองคอลไปหาเขาดู”

 

พอพูดจบ ก็ยกโทรศัพท์ของเจโน่ขึ้นมา

 

“แล้วทำไม...ถึงเป็นนายที่ได้รับสายจากฉันล่ะ?”

 

เขาเลื่อนสายตาไปมองหน้าจอเครื่องมือสื่อสารของตน เหงื่อเม็ดหนึ่งผุดขึ้นมาบนหน้าผาก แล้วค่อยๆลงข้างแก้ม จนไปสุดที่ปลายคาง

 

 

 

Na J is calling you.

 

 

 

แจมินยกยิ้ม หากคราวนี้เจโน่กลับรู้สึกว่ามันเป็นรอยยิ้มที่แสนร้ายกาจ

 

เผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างช่วยไม่ได้ หากก็โดนไล่ตามมาอยู่ดี

 

แจมินส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของ ก่อนที่เราจะสบตากัน

 

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ได้เห็นนั้นคงติดอยู่ในหัวเขาไปอีกนานแสนนาน

 

 

 

“จับได้แล้วJ

 

 

 

TBC.



by

นาริกา


hashtag : #ficnomin

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

106 ความคิดเห็น

  1. #102 JNNANA_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 / 15:25
    5555555555 เจโน่เอ๊ยยยยย เก่งทุกเรื่องยกเว้นเรื่องน้องแจม อิ้__อิ้
    #102
    0
  2. #65 หมีคริสลี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 02:04
    จับได้แล้วววววววว โน่คะสู้ๆนะ5555555555
    #65
    0
  3. #52 porkpak111 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 13:08
    ฮ่อยยัยแจมหาวิธีจับคุณรอยยิ้มจนได้สินะ ตอนน้องบอกว่าจับได้แล้วเนี่ย มันน่ารักสุดๆไปเลย
    #52
    0
  4. #48 TENTEN_NAJAM (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 21:29
    ทำไมแจมซนขนาดนี้ 55555555
    พิโน่โดนจับได้แล้วนะ โง้ยยน มันน่ารักมากเลยอะ ตอนปจมินพูดว่าจับได้แล้ว ท่าจะแสบน่าดู ชอบคนแสบขนาดนี้ ทำใจนะเจโน่ ยอมรับแมนๆไปเลยยน
    #48
    0
  5. #36 หมามีสี่ขา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 00:40
    ทำไมน่ารักกกกกก ฮือออออ อยากจับกลืนลงท้อง
    คุณโดทำให้พี่โน่โป๊ะแตกอะ วงวาร5555
    พี่เค้าเขินหนูนัก หนูก็รุกเค้าเลยลูก เป้าหมายต้องมีไว้พุ่งชน
    #36
    0
  6. #34 Yo.B (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 18:08
    งึ้ยยยย ยัยหนูน่ารักอ่าาา
    #34
    0
  7. #33 ktenn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 03:20
    โอ้โหแจมลูกกลัวแล้ววว นี่นั่งขำเจโน่อ่ะอ่านไปก็อุทานไปเจโน่เสร็จแจมแน่5555555555555 ฮี่ๆจับได้แล้ว
    #33
    0
  8. #32 nanajam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 02:02
    ยัยน้องขนาดยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ต้องน่ารักมากแน่ๆๆ ส่วนเจโน่นะพอได้คุยกับแจมหน่อยเดียวลืมทำตามคำเตือนของแฮชเลยนะ แหมมมมม
    #32
    0
  9. #31 wareeandsoul (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 00:49
    จับได้แล้ว!! เย้ งั้นต่อไปก็เริ่มจีบจริงจังเนอะ แอบสงสัยว่าน้องแจมินจะรุกจีบเจโน่นะคะ 5555
    #31
    0
  10. #30 peach on jam (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 23:15
    ถ้าเป็นเจโน่นี่ยอมให้จับเลย555555555 กล้าๆหน่อยคับน้องเจโน่ แจมินเขารู้แล้วหนูก็รุกเขาเลยลูก55555555555
    #30
    0
  11. #29 หมอนแทแท :3 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 22:53
    งุ้ยนาแจมน่ารักกก
    #29
    0
  12. #28 10toTen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 22:37
    โอ้ยยย น่าร้ากกกกกกกกกกกก .///. คุณรอยยิ้มโดนจับได้ซะแล้ว555555555555555
    #28
    0
  13. #27 f_pp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 22:35
    ฟินนนนนคุณรอยยิ้ม ตกหลุมพลางนาแจมินซะแล้วโดนจับได้เลย555555
    #27
    0
  14. #26 หมอนแทแท :3 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 22:00
    งุ้ยนาแจมน่ารักกก
    #26
    0
  15. #25 nccs' (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:56
    โอ้ยน่าร้ากกกกกกกกก จะกินเจโน่
    #25
    0