One Persistent Thought - KAISOO

ตอนที่ 7 : - 5 -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    30 ม.ค. 62

B
E
R
L
I
N
 




5

ว่าด้วยเรื่องความไว้วางใจ

ที่ไม่สามารถให้ได้กับทุกคน

 

 


 

 

 

ครับ กลับมาเมื่ออาทิตย์ก่อน

ลำบากแย่เลยนะเรา

ไม่หรอกครับ

แว่วเสียงคุ้นเคยดังไกล ๆ มาจากบริเวณสวนหน้าตัวบ้านทำให้คยองซูที่เพิ่งตื่นนำพาร่างกายตามไปยังต้นเสียงก่อนโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่จริงเขาต้องเดินเข้าไปหากับข้าวหอมฉุยแสนอร่อยก่อนแท้ ๆ แต่ขาเจ้ากรรมกลับเดินไปอีกทางก่อนที่ระบบสมองจะสั่งการเสียอีก


คยองซูพบว่าตอนนี้คนตัวสูงกำลังคุยกับคุณป้าคนหนึ่งที่กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ทำให้ไม่อยากเข้าไปรบกวน กลัวจะเป็นการเสียมารยาทในการยืนที่เหมือนแอบฟังคนอื่นคุยกัน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจผละออกไป คุณป้าคนดังกล่าวก็สังเกตเห็นและเอ่ยทักเขาขึ้นมาเสียก่อน


คยองซูลูก ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นละจ๊ะ

เอ่อ...

คยองซู มานี่มาจงอินหันมาพูดพลางกวักมือเรียกคนที่ยืนเกาะขอบประตูทำหน้าเลิ่กลั่กให้เข้าไปหา พร้อมแนะนำอีกฝ่ายให้คนความจำเสื่อมรู้จัก นี่คุณป้าโบฮี วันนั้นคุณป้าเป็นคนพาคุณไปส่งโรงพยาบาล

คุณป้าโบฮี?

หนูจำป้าไม่ได้จริง ๆ หรอ

ขอโทษด้วยนะครับคยองซูทำหน้าไม่ถูกเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ อย่างคนรู้สึกผิดเมื่อถูกอีกฝ่ายถามมาด้วยแววตาแบบนั้น แววตาอบอุ่นที่เจือปนไปด้วยความผูกพันระคนสงสาร

ไม่เป็นไรจ้ะ ป้าจะคอยช่วยดูแลหนูเอง


เมื่อได้มามองคุณป้าโบฮีชัด ๆ ทำให้คยองซูรู้พบว่าคุณป้าเป็นคนที่มีโครงหน้าสวยมากถึงจะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่บ่งบอกช่วงอายุที่เลยวัยสาวไปแล้วก็ตามก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความโดดเด่นบนใบหน้านั้นได้เลย ทั้งยังมีดวงตาอบอุ่น อ่อนโยน และแฝงไปด้วยความเอ็นดู แต่บางครั้งก็ดูลึกล้ำ อยากรู้อยากเห็นยามมองมาที่เขาจนรู้สึกได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น

 

ภายใต้สายตาที่มองมามันทำให้เขารู้สึกเหมือนอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไรบางอย่างแทนมากกว่า

คยองซูพินิจพิจารณาอีกฝ่ายนานเสียจนจงอินกลัวว่าจะกลายเป็นการเสียมารยาทโดยไม่รู้ตัว ทำให้ต้องเอ่ยเรียกสติคนตัวเล็กตรงหน้าเสียก่อน


คยองซู เป็นอะไรหรือเปล่า

ไม่ ไม่เป็นไรครับ ผมรู้สึกง่วงเล็กน้อยเท่านั้นคยองซูได้สติและผลักความคิดเมื่อครู่ไปกองไว้ข้างหลังก่อน แล้วเอ่ยขอโทษคุณป้าโบฮีตรงหน้าที่เสียมารยาทพร้อมกับขอบคุณที่อีกฝ่ายช่วยเหลืออย่างนอบน้อมต่อทันที จนอีกฝ่ายอดทักถึงความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือฉับพลันอย่างนี้ไม่ได้


เปลี่ยนไปมากจริง ๆ ด้วยคุณป้ามองสำรวจคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยความสงสัย ตกใจกับท่าทีนิ่ง ๆ ของอีกฝ่ายเล็กน้อย เนื่องจากปกติแล้วคยองซูไม่เคยมีท่าทีสุขุมในการรับมือกับสถานการณ์อะไรแบบนี้ได้เลย แทบจะไม่เหมือนคนเดิมเลยนอกจากร่างกาย

“…”

ถ้าไปเจอกันข้างนอกป้าคงคิดว่าหนูเป็นคนหน้าแฝดคนละฝาแล้วนะเนี่ย


เนื่องจากรั้วข้างบ้านไม่ได้สูงมากนัก ทำให้คุณป้าโบฮีพูดแซวพลางเอื้อมมาจับมือคยองซูได้อย่างง่ายดายแล้วก็ลูบไปมาอย่างที่เคยทำทุกที


คยองซูจึงตกใจกับสัมผัสที่มาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว สัญชาตญาณทำให้คนถือตัวอย่างคยองซูพยายามชักมือกลับเพราะความรู้สึกไม่คุ้นและพาลรู้สึกอึดอัดตามมาทันทีจนแทบแสดงออกมาทางสีหน้าเรียบนิ่งนั้นที่พยายามรักษามารยาทอย่างที่สุดแล้วสำหรับตอนนี้ แต่คำพูดต่อมาของคุณป้าโบฮีกลับทำให้คนที่มีชนักติดหลังเสียวสันหลังวาบไม่ได้


ถ้าเป็นคยองซูคนนั้นก็คงวิ่งมากอดป้าอย่างร่าเริงแล้วป้าโบฮีหัวเราะเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นแบบเดิม และไม่มีทีท่าทีสงสัยถึงอาการชักมือกลับเมื่อครู่ของคยองซูเลยสักนิด โดยกล่าวต่อไปอีกว่า

“…”

แต่ไม่เป็นไร หนูความจำเสื่อมนี่นา ค่อย ๆ ฟื้นกันไป เดี๋ยวก็คุ้นเคยกันเองเนอะ

ทีแรกคยองซูไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะไม่จำเป็นที่เขาจะต้องไปสนิทกับอีกฝ่ายมากเกินไปกว่าคนข้างบ้าน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า มันมีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแปลกไปหลังจากป้าโบฮีพูดออกมาอย่างนั้น

 

ทุกอย่างมันทำให้เขาคิดมากกว่าปกติ ระแวงบางอย่าง

เพราะเขาสำนึกรู้ตัวอยู่ตลอดว่าเขาไม่ใช่คนที่นี่

 

คยองซูพยายามควบคุมสีหน้าให้นิ่งเรียบที่สุดทั้งที่ในใจลุ้นระทึกจะเหงื่อเย็นซึมออกตามกรอบหน้า แววตาวูบหนึ่งของอีกฝ่ายที่สื่อมาเหมือนว่ารู้อะไร แต่ก็ไม่ชัดเจนมากนักจนเกือบคิดไปว่าเป็นเขาเองหรือเปล่าที่คิดมากเกินไป


พอมองไปที่จงอินก็ดูไม่มีท่าทีสงสัยอะไรก็พอให้เขารู้สึกเบาใจขึ้นมาได้บ้าง ถึงจะไม่เข้าใจก็ตามว่าตัวเองเบาใจเรื่องอะไร คนตัวสูงยังคงมีสีหน้าปกติพร้อมกับกุมมือเขาไว้คล้ายจะปลอบประโลมตั้งแต่ผละจากป้าโบฮีเมื่อครู่ คยองซูไม่ได้ขัดขืนสัมผัสจากคนข้างกายแต่อย่างใด มันอาจฟังดูเพ้อเจ้อ แต่มันรู้สึกได้เลยว่าพลังงานบวกที่ถ่ายทอดมาผ่านฝ่ามือหนาทำให้จิตใจของเขาสงบได้อย่างน่าประหลาด


จงอินรับรู้เช่นกันว่าคนตัวเล็กข้างกายขืนสัมผัสจากป้าโบฮีอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรให้อีกฝ่ายต้องกังวลใจว่าตัวเองทำเรื่องแปลก ๆ หรือเสียมารยาทกับอีกฝ่ายหรือเปล่า เลยได้แต่กระชับมือคนน้องเอาโดยไว้หวังว่าจะปลอบประโลมความรู้สึกของอีกฝ่ายได้บ้าง เพราะก่อนคนน้องลงมาเขาก็อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้ป้าโบฮีฟังเรียบร้อยแล้วว่าคนตัวเล็กอาจถือตัวและไม่ไว้ใจกับคนไม่รู้จักเท่าไหร่นัก ซึ่งอีกฝ่ายก็แสดงท่าทีเข้าใจดีแต่แรกทำให้บรรยากาศอึดอัดไม่เกิดขึ้นมากอย่างที่ควรจะเป็น

 

แต่ความรู้สึกไม่ไว้ใจยังคงไม่หายไปอยู่ดี...

 

เพราะอันที่จริงตั้งแต่คยองซูเข้ามาอยู่ในโลกนี้เขากล้าบอกได้เลยว่าเขาไม่ไว้ใจใครสักคน เขาเติบโตมาจากโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ทุกคนต้องวิ่งแข่งเพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่ง ซึ่งการเป็นที่หนึ่งนั้นมันถูกทำให้โดดเดี่ยว ถูกจับจ้อง เพ่งเล็ง และเป็นเป้าหมายในการโค่นล้มของคนอื่น


ในวัน ๆ หนึ่งมีการกำเนิดของเจ้าของความคิดเขย่าโลกมากมายที่แสนโดดเด่นและเป็นเจ้าของการยอมรับของคนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งคนที่ล้มหายไปจากความผิดพลาด ความประมาทของตัวเองจำนวนไม่น้อยพอ ๆ กัน


ทั้งหมดหล่อหลอมให้เขาต้องระวังทุกฝีก้าว

เขาไม่กล้าและไม่อาจไว้ใจใคร


จากที่เคยได้เรียนมา นักวิจัยเรื่องนี้กล่าวกันว่าสมัยที่เขาย้อนกลับมาอยู่ตอนนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ผู้คนมากมายจะถูกหล่อหลอมให้มีชีวิต จิตใจ เป็นดั่งเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างช้า ๆ ไม่รู้ตัว โดยเริ่มจากการถูกบีบบังคับให้วิ่งอยู่บนสายพานยาวและทอดไกลไม่มีสิ้นสุด หากไม่ได้อยู่บนห่วงโซ่แห่งการควบคุมชักใยชั้นบนสุดของยอดพีระมิด

 

ทิ้งห่างจากเรื่องของความรู้สึก จิตใจ

จนอาจไม่ต่างจากปัญญาประดิษฐ์ชิ้นหนึ่ง

 

และอาจถือได้ว่าในโลกนั้นที่เขาจากมาคือจุดสูงสุดของระบบความคิดแบบนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความคิดที่ว่ามีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอดเท่านั้นสมควรได้รับการยอมรับอย่างแรงกล้า เพราะหากไม่ได้กลายเป็นคนโดดเด่นที่สุด มีความสามารถรอบตัวที่สุด มีแต่คำว่าที่สุดมากมายที่สังคมพร่ำบอกว่ามันควรเป็น และต้องเป็นให้ได้

 

ไม่งั้นคุณก็ไม่มีวันอยู่รอด

ซึ่งคยองซูเองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตอันแสนโหดร้ายนั้นเช่นกัน

โดยที่ไม่เคยได้คิด ไม่เคยได้ถามถึงสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น หรือต้องการที่จะเป็น

 

แต่พอมองไปที่จงอิน ได้รู้จัก ใกล้ชิดกันมากขึ้น ความเป็นจงอินมันทำให้คยองซูรู้สึกว่าแรงกดดันทั้งหมดที่เคยมีหายไป เขาไม่จำเป็นจะต้องตีหน้าขึงขังทำตัวสุขุม เพราะอีกฝ่ายมักจะหยอกล้อหรือทำตัวให้เขามีน้ำโหบ่อยครั้งด้วยรอยยิ้มและการกระทำที่ทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่มีพิษมีภัย

 

และไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อน

 

มันอาจไม่มีนิยามชัดเจนนักในความรู้สึกปลอดภัยที่คยองซูได้รับจากคน ๆ นี้ว่าเป็นอย่างไร หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยทำให้รู้สึกมันคงเหมือนเมื่อตอนทดลองโดดลงจากที่สูง แต่รู้ว่าข้างล่างมีเซฟตี้รองรับอยู่ มันรู้ได้เลยว่าตัวเองจะไม่เป็นอะไร


และเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องวิ่งแข่งกับใครโดยการหาการทดลองใหม่ ๆ พยายามทำให้ใครทั้งโลกมาฮือฮากับงานอย่างที่เคยเป็น จงอินทำเหมือนว่าเขาเป็นสิ่งล้ำค่าที่อยากจะประคับประคองไว้ในมือด้วยความทะนุถนอม ไม่ปล่อยให้เขาทำงานหนัก ไม่ปล่อยให้เขาเหนื่อย หยอกเย้าให้เขามีอารมณ์มากมายอยู่เสมอ

 

ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกมีชีวิตอย่างที่ไม่เคยเป็น

 

การมีชีวิตต้องเป็นแบบไหน แบบไหนถึงเรียกว่ามีชีวิต ต่างคนต่างตอบได้ไม่เหมือนกัน แต่ไหนแต่ไรมาคยองซูเองก็ไม่ได้มีเวลาทำความเข้าใจมากนักและคงไม่มีคำตอบอะไรให้มากกว่าในเชิงชีววิทยา แต่ถ้าถามเขาตอนนี้เขาคงอยากจะตอบว่า


ชีวิตของเขาเปรียบเหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ ๆ ต้นหนึ่งที่สามารถอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องรดน้ำ แน่นอนว่ามันสามารถอยู่ได้อีกนานหลายปีในสภาพที่แห้งเหี่ยว รอวันที่กาลเวลาจะพาให้การคงอยู่ของมันถึงจุดสิ้นสุด และมันอยู่มานานเกินกว่าจำได้ว่ายามมันมีใบสีเขียว ๆ แตกยอดกิ่งก้านสาขานั้นเป็นอย่างไร


ส่วนจงอินก็เหมือนสายน้ำสายหนึ่ง ที่หมั่นรดลงมาบนดินใต้ต้นไม้ที่แตกระแหงและแห้งแล้งของเขา คยองซูไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่เหมือนต้นไม้ที่ได้รับน้ำนี่จะถูกเรียกว่าอะไร แต่เขารู้เพียงว่าเขาชอบความรู้สึกแบบนี้เสียจนต้องขอยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าอยากซึมซับสายน้ำนี้ไปเรื่อย ๆ

 

ไม่รู้ว่าตั้งแต่ตอนไหนที่เขาเริ่มพึ่งพาจงอินมากขนาดนี้

และไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการอยู่ด้วยกันในเวลาสั้น ๆ ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปมากเสียจนตัวเองยังสังเกตได้

 

 

 

ท้องฟ้าเจิดจ้าต้นฤดูหนาวนำพาแสงแดดอุ่น ๆ สอดส่องเข้ามาอาบไล้ไปทั่วบริเวณสวนพฤกษานานาพันธุ์ ดอกไม้หน้าหนาวกว่าครึ่งบริเวณหน้าบ้านเริ่มส่งสัญญาณทักทายด้วยการชูช่อผลิบานต้อนรับการมาถึงของเหมันต์ฤดูอย่างเริงร่า รวมทั้งเจ้าของร้านถ่ายรูปผิวสีแทนในชุดสเวตเตอร์สีขาวนวลเช่นกันที่กำลังขวักไขว่กับการเตรียมตัวเปิดร้าน หลังจากปิดร้านไปเกือบเดือนจนกลัวว่าคนภายนอกคิดว่าร้านเลิกกิจการไปแล้ว


หลังจากเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วจงอินเดินกลับเข้ามาบริเวณชั้นในของตัวบ้านเพื่อดูว่าคนตัวเล็กของเขานั้นตื่นนอนมากินยาตรงเวลาตามที่สัญญากันเอาไว้หรือไม่ แต่ก่อนที่จะได้เดินขึ้นชั้นสองก็ได้ยินเสียงกุกกักภายในห้องครัวเป็นสัญญาณถึงการมีอยู่ของอีกฝ่ายเสียก่อน จึงเปลี่ยนเส้นทางไปหาอีกฝ่ายทันที


คนตัวเล็กในชุดนอนลายนกแพนกวิ้นตัวเก่งเหลือบตามองขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อทักทายคนที่เดินเข้ามาใหม่ แล้วก็กลับไปสนใจกับข้าวตรงหน้าแทนการมีอยู่ของเขาอย่างที่ทำประจำ คยองซูตั้งใจกินข้าวอย่างขะมักเขม้นอย่างทุกทีจนแก้มใสย้วย ๆ น่ารักทั้งสองข้างพองออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนอดเอ่ยแซวแฝงไปด้วยคำเตือนไม่ได้


กินคำเล็ก ๆ หน่อยนะครับ เดี๋ยวสำลักจงอินเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามคนตัวเล็กเอ่ยหยอกเย้าเพื่อเรียกร้องความสนใจจากกำลังใจตัวน้อยยามเช้า พี่รู้ว่าพี่อร่อย


          คยองซูละสายตาจากจานข้าวที่พร่องไปเกือบครึ่งตรงหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าสงสัยในคำพูดสุดท้ายเมื่อครู่ และด้วยสติของคนเพิ่งตื่นนอนทั้งหมดก็ประมวลผลความเข้าใจในคำพูดพวกนั้นได้ในเวลาต่อมา จึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


          ผมไม่กินเนื้อคน


คำตอบแสนจะใสซื่อน่าเอ็นดูในสายตาคนมองทำให้จงอินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่าออกมา พร้อมกับสายหน้าให้กับคำหยอดเมื่อครู่ของตัวเองที่หายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ระบายขึ้นมาบนใบหน้าคนตัวสูงยามนั่งมองอีกฝ่ายลงมือกินข้าวต่อด้วยสายตาอบอุ่น


คยองซูเห็นจงอินหัวเราะเสียงดังลั่นแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร คยองซูคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่อีกฝ่ายเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม


แต่ไหนแต่ไรมาคนตัวสูงชอบเข้ามาก่อกวนเขาตลอดเวลาที่ว่างเป็นประจำ แล้วก็หัวเราะ หรือไม่ก็นั่งมองด้วยสายตาแบบนั้นจนเขาคร้านที่จะถามถึงเหตุผลแล้วให้ตัวเองต้องเป็นฝ่ายปรับตัวให้ชินกับท่าทีเหล่านั้นแทนดีกว่า เพราะถามเท่าไหร่ ๆ ก็ตอบมาอยู่แค่คำตอบเดียว


เพราะคุณน่ารักไง

แล้วคยองซูก็ตอบกลับไปอย่างเอือมระอาแบบเดิมทุกทีว่า

ผมไม่น่ารัก!”


จนเขาเหนื่อยที่จะสนใจแล้ว เพราะยังไงเราก็มีทีท่าว่าจะต้องอยู่กันไปอีกนาน การรู้จักปรับตัวเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดไม่ใช่หรืออย่างไร


วันนี้ผมเปิดร้านแล้วนะจงอินบอกอีกฝ่ายให้รับรู้ว่าพื้นที่บริเวณหน้าบ้านกำลังจะถูกใช้งาน และเป็นประจำอยู่แล้วที่จงอินจะคอยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเขาให้อีกฝ่ายฟังก่อนใคร หรืออยากให้รับรู้เรื่องราวของเขาเป็นคนแรก ๆ จากปากของเขาเองในทุก ๆ เรื่อง

อืมคยองซูรับคำขณะยืนล้างจานอยู่

เข้าฤดูหนาวแล้วคุณกินเสร็จก็ขึ้นไปเปลี่ยนชุด อย่าลืมใส่เสื้อโค้ทที่ผมเตรียมไว้ด้วย ร่างกายจะได้อุ่น ๆ

อือ

ถ้าคุณจะสระผมก็รีบเป่าผมให้แห้งด้วย เดี๋ยวจะไม่สบายเอา

ครับ

ถ้าจะเล่นอ่างก็ห้ามแช่น้ำนานรู้ไหมครับ

เข้าใจแล้ว

พยายามอย่าเผลอหลับในอ่างอีกนะครับ

รู้แล้วครับๆๆๆคยองซูหันหน้ามาพูดย้ำ ๆ ให้คนตัวสูงที่พูดแบบนี้ทุกวันอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อสักที และอดไม่ได้ที่จะพูดยอกย้อนกลับไปบ้าง ไม่มาอาบให้เลยล่ะ

หืม ได้หรอครับ?จงอินเอ่ยเย้าแกล้งอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ลดละ


คนตัวเล็กที่ยืนล้างชามไปมาอยู่อย่างนั้นชะงักมือขึ้นมาทันใดกับคำตอบชวนให้ผู้ฟังไปต่อไม่เป็นทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มขึ้นมาเองแท้ ๆ หากแต่ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดีเพราะตอนนี้หายใจธรรมดายังยากลำบาก ลิ้นก็พันกันเสียจนหงุดหงิดเพราะในหัวสมองกลับพาลคิดถึงเรื่องใต้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายอย่างห้ามไม่อยู่ และยิ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายอีกฝ่ายที่คืบคลานเข้ามาประชิดตัว หัวใจดวงน้อย ๆ ใต้แผ่นอกข้างซ้ายทำงานอย่างหนักเสียจนความร้อนลามเลียขึ้นจากลำคอขึ้นไปบนใบหน้านวลอย่างห้ามไม่ได้


คยองซูอยากถามให้รู้แล้วรู้รอดเลยว่าที่มาพร่ำบอกทุกวี่ทุกวันหรือพยายามเอาตัวเข้ามาใกล้เขาแบบนี้อีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่ นอกจากแรงงานในการช่วยอีกฝ่ายล้างจานไปวัน ๆ คยองซูก็ไม่มีอะไรจะให้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนร่างกายจะไม่มีแรงต่อปากต่อคำ ไม่เชื่อฟังคำสั่งทุกทีเวลาอีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัว นอกจากฟังที่เขาพร่ำบอกเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด


คยองซูพยายามสูดหายใจรวบรวมพลังทั้งหมด แล้วหลับตาปี๋ตะโกนถามเสียงดังทั้งที่อยู่ใกล้กันไปเลยว่า


คุณคิมจงอิน คุณทำแบบนี้กับผมหมายความว่ายังไงกันครับ

เขาไม่ชอบอะไรที่มันก่อกวนค้างคาใจอีกแล้ว มันนานมากพอที่เขาจะได้รับคำตอบจริง ๆ สักที

แบบนี้นี่หมายถึงเรื่องอะไรหรอครับจงอินเอ่ยถามด้วยความสงสัย จ้องมองเจ้าของคำถามที่ตัวแดงเถือกด้วยความร้อนที่เจ้าตัวเคยว่าไว้ยิ้ม ๆ

แบบที่ทำเมื่อกี้

แบบไหนครับ? ผมฟังไม่เข้าใจเลยจงอินสบตาอีกฝ่ายที่ช้อนขึ้นมาเผชิญหน้าเขาพอดี คนตัวสูงแกล้งแสดงสีหน้าไม่เข้าใจความหมายอีกฝ่ายอย่างที่ว่าจริง ๆ

ก็แบบที่ชอบเอาหน้าเอาตัวมาอยู่ใกล้ ๆ วนเวียนอยู่รอบตัวผม บางทีก็แอบเป่าลมหายใจร้อน ๆ นั้นใส่หลังคอผม

ทะ...ทั้งยังทำอะไรไม่รู้ให้ผมรู้สึกร้อนไปหมด บางครั้งก็ทำให้ใจผมเต้นผิดจังหวะบ้าง หรือบางทีใจผมก็เต้นแรงจนผมกลัวว่ามันจะหลุดออกมาเวลาคุณมาทำไรแบบนั้นใกล้ ๆ ผม

ผมมั่นใจว่าทั้งหมดเป็นเพราะคุณแน่ ๆ ผมเคยลองสังเกตตอนที่คุณแบคฮยอนมาเยี่ยม เขาเข้ามายุ่มย่ามก่อกวนวอแวรอบตัวผม ใกล้ชิดกว่าคุณด้วยซ้ำ ทำไมผมถึงไม่เป็นแบบเดียวกับที่เป็นกับคุณ นอกจากอยากให้เขาเลิกวอแวผมสักทีด้วย

หลายครั้งผมคิดว่าผมอาจกำลังจะเป็นโรคร้าย หรือไม่ก็คุณใช้ไสยศาสตร์อะไรอย่างที่เขาว่ากันว่าคนสมัยนี้ชอบใช้กันใส่ผมใช่หรือเปล่าคยองซูระบายและพูดถึงการวิเคราะห์ของตัวเองออกมายาวเหยียด ระเบิดอารมณ์ความคิดทุกอย่างด้วยสีหน้าแดงเหมือนตับหมูใส่คนตรงหน้าที่รอยยิ้มฉีกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ คนตัวเล็กพรั่งพรูลมหายใจออกมาเพื่อระบายโดยหวังว่าความร้อนดังกล่าวจะลดปริมาณลงไปบ้างและรอคำตอบจากอีกฝ่ายไปในตัว


มันทำให้คุณอึดอัดหรือเปล่า จงอินไม่ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนเป็นฝ่ายถามคำถามแทน เพราะเขาก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเต็มใจรับในสิ่งที่เขาให้หรือเปล่าซึ่งบางครั้งเขาก็ไม่รู้ว่ามันมากเกินไปหรือไม่


ทั้งยังหวังว่าคำตอบให้เขารับรู้ได้บ้างว่าคนตัวเล็กอนุญาตให้เขาเดินหน้าต่อไปได้


อึดอัด? หมายถึงแบบไหนหรอครับครั้งนี้คนตัวเล็กเป็นฝ่ายตั้งคำถามด้วยสีหน้าสงสัยขึ้นมาบ้าง เพราะคยองซูไม่เข้าใจมากนักว่าสิ่งที่เป็นตัวแทนของความรู้สึกพวกนั้นมันมีลักษณะเป็นอย่างไรกันแน่


อืม...ก็น่าจะทำนองว่าไม่อยากให้ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่อยากให้อยู่ใกล้ อะไรทำนองนี้มั้งครับจงอินตั้งใจอธิบายให้นักเรียนตัวน้อยฟังด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและลุ้นคำตอบด้วยใจระทึกเช่นกัน


ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอยากอยู่ใกล้คุณไหม คุณดูแลผมดีมาก ๆ ถ้ามีคนมาดูแลคุณดีขนาดนั้นไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกโอเคอยู่แล้วใช่ไหมละครับ และการอยู่ใกล้คุณในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่สมควร


แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของคุณแบบว่าไม่อยากให้ทำแล้ว ไม่อยากอยู่ใกล้อีกแล้ว เพราะสำหรับเรื่องคุณกับผม ผมคำว่า ไม่มันดูหนักเกินไปนะครับ


เพราะผมแค่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ เวลารู้สึกว่าหัวใจผมเต้นแรงเกินเหตุ หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวผมร้อนขึ้นมาอย่างประหลาดแค่นั้น ผมหาคำอธิบายให้มันไม่ได้สักที พูดไปพูดมาแล้วผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันคนตัวเล็กคิดอย่างถี่ถ้วนดีพักใหญ่จึงค่อย ๆ ตอบกลับมา ในทีแรกหัวใจของคนฟังลีบลงอย่างห่อเหี่ยว แล้วก็ถูกอัดให้พองฟูใหม่อีกครั้งจนอดระบายยิ้มให้กับความคิดเป็นระบบที่น่าเอ็นดูแบบนี้ไม่ได้

 

อย่างน้อยก็ชัดเจนขึ้นมาหน่อยว่าอีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้านเขา

 

คุณไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ แล้วคุณก็ไม่ได้เป็นโรคร้ายหรือใกล้จะตายอย่างที่คุณกำลังคิดด้วย จงอินกลับมาตอบคำถามต้นเรื่องด้วยน้ำเสียงหนักแน่นให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าคำพูดของเขาเชื่อถือได้ พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูมนุษย์ก้อนสีแดงตรงหน้าที่มีทีท่าเบาใจลงไปเล็กน้อย แล้วยิ้มน้อย ๆ กลั้วหัวเราะตอบคำถามสุดท้ายของอีกฝ่ายว่า


 แล้วผมก็เล่นคุณไสย์อะไรแบบนั้นไม่เป็นด้วย นอกจากว่า...คุณจะหลงเสน่ห์ของผมเอง จงอินพูดเสียงยานคางอย่างจงใจละที่เหลือเอาไว้ให้คนที่กำลังตั้งใจฟังฉงนใจเล่น และพูดเปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวงแหนขึ้นมาต่อทันที


แล้วห้ามไปพูดไปทำกับคนอื่นแบบนี้นะ


แบบไหน?คนตัวเล็กถามกลับมาด้วยดวงตาใสแป๋วที่เต็มไปด้วยความผ่อนคลายจากคำตอบที่ได้รับเมื่อครู่ และเผยให้เห็นความไว้วางใจคนตรงหน้า


แบบนี้แหละครับ


?


หมายถึงว่าถ้ามีอะไรก็มาถามผมคนเดียวก็พอจงอินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วเอ่ยหยอกเย้าด้วยคำพูดที่คยองซูไม่ชอบต่อไปอีกว่า เพราะมันน่ารัก


ผมไม่น่ารัก!” คยองซูตอบกลับทันควันเหมือนคำพูดนี้กลายเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบหลักของร่างกายไปเรียบร้อยแล้ว


ตั้งแต่อยู่ร่วมกันมาจงอินได้เรียนรู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายอย่างหนึ่งว่าคนตัวเล็กตรงหน้าเป็นคนใช้คำพูดตรงไปตรงมาอย่างมาก สงสัยอะไรก็ถาม ตั้งใจฟังทุกสิ่ง สนใจทุกอย่างที่ธรรมดาบ้างแปลกตาบ้าง ซึ่งบางครั้งก็เหมือนการอ้อนแบบไม่รู้ตัว ซึ่งมันทำให้คยองซูน่ารักมาก มากเสียจนแทบอยากเข้าไปฟัดให้หนำใจ และทำตามทุกอย่างที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างไม่กล้าขัดใจ


ซึ่งคนตัวสูงก็รู้ตัวและกล้ายอมรับเลยว่าเขาหวงท่าทีแบบนี้ของคยองซูมากแค่ไหน อยากเห็นอยู่เพียงคนเดียวไม่เผื่อแผ่ใครทั้งนั้น จนต้องเอ่ยปากห้ามเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไปมีท่าทีแบบนี้กับใครอื่น ไม่งั้นเขาคงทนไม่ไหวแน่ ๆ


และยิ่งตอนทำหน้านิ่ง ๆ แต่ใบหน้าใบหูขึ้นสีระเรือขึ้นมาอีกครั้งอย่างในกรอบสายตาตอนนี้ยิ่งรู้สึกน่าแกล้งน่ารังแกให้ใบหน้าน่ารักนั้นขึ้นสีมากขึ้นไปอีก


หรือถ้ายังอยากให้พี่ไปอาบน้ำให้อยู่ก็พร้อมเสมอนะครับจงอินเอ่ยหยอกเย้าทิ้งท้ายให้ใบหน้าของคนตัวเล็กขึ้นสีกุหลาบเรื่อย ๆ ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะปล่อยให้คนน้องหยุดพักการบริหารหัวใจสักพักแท้ ๆ

 

แต่เป็นเขาเองที่ทนกับความน่ารักของคนน้องไม่ไหว...

จงอินทำได้แต่ขอโทษในใจ

 

ขอทางหน่อยครับ ร้อนมาก ๆ อยากไปอาบน้ำแล้วคยองซูรีบพูดรัวเร็วจนลิ้นแทบจะพันกันหลังได้สติ พร้อมกับเบี่ยงตัวหลบอีกฝ่ายที่ยินนิ่งเป็นก้อนหินอยู่อย่างนั้นแล้วรีบจ้ำอ้าวไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรที่ทำให้เขาคิดภาพตามไปมากกว่านี้


พอยิ่งคิดไปถึงว่าถ้าเราเข้าไปอาบน้ำด้วยกันจริง ๆ ละก็ ยิ่งรู้สึกเหมือนใบหน้าตัวเองร้อนฉ่าจนแทบไหม้ ลำคอแห้งผากเสียจนกลืนก้อนน้ำลายเหนียวลงคอได้อย่างยากลำบาก แต่ยอมรับเลยว่ากล้ามเนื้อได้รูปชวนฝันภายใต้เสื้อสเวตเตอร์สีขาวนวลตราตรึงใจเขามาเพียงใด


          ครึ่งค่อนวันที่คยองซูใช้เวลาครุ่นคิดไปมาอย่างจริงจัง เขากล้าพูดเลยว่าเขาชอบร่างกายทรงเสน่ห์ของอีกฝ่ายมากเสียจริง ถ้ามีโอกาสก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองหลายต่อหลายครั้งยามอีกฝ่ายอาบน้ำเสร็จบ้าง หรือบางครั้งที่เจ้าของร่างสีแทนลืมชุดนอนเข้าไปในห้องน้ำจนทำให้ต้องนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาบ้าง ทำให้หลายต่อหลายครั้งคยองซูก็ได้กำไรโดยการจ้องมองร่างท่อนบนสมส่วนนั้นตาค้างจนอีกฝ่ายละสายตาไปแทบทุกที


แต่ทำไมยิ่งนานวันเข้าพอนึกถึงแล้วรู้สึกร้อนมากกว่าปกติก็ไม่รู้ และยิ่งคิดว่าถ้าเราอาบน้ำด้วยกันจริง ๆ ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนความร้อนที่มีทั้งหมดพุ่งขึ้นไปที่หน้าจนต้องเป่าลมหายใจออกทางปากช่วยระบายความร้อนออกมาให้หมดไว ๆ พร้อมกับซบใบหน้าลงบนฝ่ามือแล้วร้องฮือในลำคอขึ้นมาอย่างอดไม่ไหว

 

แล้วทำไมต้องรู้สึกร้อนขนาดนี้อีกแล้ว! นี่มันหน้าหนาวนะ!

จะเชื่อได้จริง ๆ ไหมเนี่ยว่าจะไม่เป็นอะไร!






---100%---

#ourtimeKS







11/10/61

มาแล้ววววววววววว! แงง จะบอกว่าหายไปนานมากๆเพราะงานรุมเร้าเหลือเกิน หลังจากสอบเสร็จก็ต้องส่งทบทวนวรรณกรรมวิจัยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา น้ามตานองมากๆ อ๊องๆไม่หายเลยค่ะ กังวลว่าถ่ายทอดออกมาแล้วจะงงมากเหลือเกิน ;___; ขอโทษที่ขี้กังวลนะคะ แงง

แล้วก็อยากขอบคุณทุกคอมเม้นทุกการเข้าชมสกรีมแท็กต่างๆมากๆเลยนะคะ เราเข้ามาอ่านบ่อยมากกกกก เหมือนเป็นแรงใจในการสู้ชีวิต 55555 ดีใจมากๆแบบมากๆจริงๆนะคะ แล้วก็นั่งอ่านหนังสือต่อ ฮืออออออออออออออออ แต่หัวใจคือเปิดเวิร์ดไม่รู้กี่รอบแล้วจริงๆค่ะ55555

ขอโทษอีกอย่างหนึ่งคือไม่พาน้องเขาออกจากบ้านและซิงค์ล้างจานสักที ฮื่อออ ถ้าทำให้รู้สึกจำเจจนเกินไปต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะ แต่ตอนหน้ารับรองน้องออกแล้ว! แต่ขยับไปหน้าบ้านเล็กน้อย55555 

ส่วนในเรื่องเราแยกเรื่องการเรียนรู้ชีวิตของน้องออกจากเรื่องความรักด้วยนะคะ ไม่รู้ว่าอ่านแล้วจะงงๆมั้ย เพราะมันเป็นช่วงที่น้องได้ทบทวนสังเกตตัวเองมากๆจนความรู้สึกกำลังจะไปในทางขาขึ้น ;__; ก็เลยไม่รู้ว่าจะเร่งไปหรือเปล่า หรือทำให้สับสนอะไรมั้ยด้วย แต่สามารถถามเข้ามาได้เลยนะคะ ถ้าเราอธิบายตรงไหนไม่เข้าใจหรือห้วนเกินไป แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านจริงๆนะคะ





enjoy reading!

graphitesky

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #47 Mysweet_Dyo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 04:49
    น้องคยองซูน่ารักมากกกกก ฮือ เอ็นดูความเป็นเด็กน้อยขี้สงสัยในตัวน้องที่พอไม่เข้าใจอะไรก็จะถามจงอินตรงๆ ละพรั่งพรูความรู้สึกออกมาแบบยาวเหยียดมาก 55555 นี่เป็นพี่จงอินต้องทนไม่ไหวจับน้องฟัดวันละหลายรอบแน่เลยค่ะ ;_; แอบขำที่คยองซูชอบแอบมองหุ่นแอบมองซิกแพ็กพี่ หมกหมุ่นนะเราอ่ะ 5555555 แต่ขนาดคำว่าอึดอัดน้องยังไม่เข้าใจแล้วถ้าเกิดรักพี่จงอินแบบไม่รู้ตัวขึ้นมาจะเป็นยังไงเนี่ย ฮรึกกกกกก
    #47
    0
  2. #43 kksssp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 08:57
    คยองซูรู้จักคำว่า หน้าร้อนที่ไม่ใช่ฤดู ไหมลูกหนูกำลังเป็นแบบนั้นเลย 5555555 บอกพี่เขาไปหมดแบบนี้อิพี่มันก็ได้ใจสิ หนูไม่จำเป็นต้องคีพลุค?? อ้อป่าวหนูไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไร หนูยังนึกว่าพี่จงอินทำของใส่อยู่เลย เอ็นดู 555555555 เขาเรียกว่าเขินกับใจเต้นแรงเพราะหนูชอบพี่เขาไง .____.
    #43
    0
  3. #41 มนุษย์คิ้ว (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 00:25
    แงง

    น่ารักมากเลยยยเขินโดยที่ไม่รู้ตัวเองว่าเขินลูกกกก
    ติดตามเสมอนะคะ

    ชอบแนวนี้มากๆรอน้องรู้ตัวเอง 55555
    #41
    0