One Persistent Thought - KAISOO

ตอนที่ 3 : - 2 -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    30 ม.ค. 62

 

  

  

 2

แรกเริ่มของความรัก

คือความประทับใจ

 

 

 

 

ข้อสันนิษฐานเขาแตกเป็นเสี่ยง


          หลังจากอีกฝ่ายยืนยันสถานะระหว่างเราเสร็จก็ยกยิ้มน้อย ๆ แบบนั้นแล้วก็ขอตัวออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์ด้านล่างเล็กน้อย คงเพราะต้องการเว้นระยะหลังจากเกิดบรรยากาศกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเมื่อสักครู่


          ทางฝั่งจงอินที่เดินลงมาซื้อของด้วยใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่นั้นเรียกสายตาคนเดินผ่านไปมาไม่น้อย เนื่องจากเขาเดินอยู่คนเดียว และไม่ได้คุยโทรศัพท์หรือทำอะไรทั้งนั้น การที่เขาเดินยิ้มอยู่คนเดียวคงทำให้หลายคนคิดว่าเขาเป็นผู้ป่วยจิตเวทคนหนึ่ง


          แต่เพราะจงอินคิดถึงหน้าตาของคนตัวเล็กบนเตียงที่เบิกตากลมโตกว้าง ปากอ้าหวอขนาดนั้นเมื่อครู่ มันทั้งน่าตลกและน่าเอ็นดู เขาเลยห้ามกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ให้กระตุกยิ้มขึ้นมาไม่ได้จริง ๆ อีกทั้งจงอินก็ดีใจด้วยที่ตัวเองสามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้คนตรงหน้าได้บ้างแล้ว ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม


          ตั้งแต่เขาตัดสินใจจะแต่งงานกับคน ๆ นี้ เขาก็พร้อมที่จะเผชิญปัญหา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันตลอดไปอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจงอินก็ได้ให้สัญญากับตัวเองในใจว่าเขาจะต้องดูแลคยองซูให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม


 

 

 

น่าจะประมาณสามอาทิตย์ได้แล้วหลังจากคยองซูลืมตาตื่นมาบนโลกใบใหม่ กับคน(ใกล้ชิด)ใหม่ข้างกาย


หลังจากเหตุการณ์สอบประวัติในวันนั้นที่ไม่มีใครพูดถึงอีกก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศระหว่างคนสองคนแย่ลงอย่างที่คิด ตอนนั้นคยองซูแค่ตกใจ แต่สุดท้ายก็รับรู้และเข้าใจสถานะตัวเองตอนนี้ว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิตมากนัก


จงอินดูแลเขาดีมาก เรียกได้ว่ายุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยทีเดียว ดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำและพา ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบนดาดฟ้าโรงพยาบาลหลังจากอาการของเขาดีขึ้นตามลำดับ หรือบางครั้งก็เล่าเรื่องราวเก่า ๆ ระหว่างเราให้ฟังเพื่อหวังจะฟื้นความจำให้คนที่ไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างเขาเรื่อย ๆ เขาได้แต่ฟังไปอย่างนั้นเหมือนที่เคยฟังนิทานก่อนนอนในตอนเด็ก แล้วก็ได้พัฒนาฝีมือในการแสดงอาการ ขอโทษด้วย ผมจำไม่ได้อยู่ดี


แต่ก็ทำให้คยองซูได้รู้เรื่องเรื่องต่าง ๆ บนโลกนี้มากขึ้น อย่างเรื่องคนข้าง ๆ เขา คิมจงอินที่ตอนนี้เป็นช่างถ่ายภาพอิสระ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจงอินถึงอยู่ดูแลเขาได้ตลอดทั้งวันโดยไม่โดนเจ้านายตามไปทำงานเลย


ทั้งที่สมัยนี้อาชีพพนักงานบริษัทเป็นอาชีพพื้นฐานที่สังคมให้การยอมรับ ผู้คนต่างวิ่งอยู่ในบรรทัดฐานของโลกที่แสนจะอันตรายและรีบเร่งใบนี้ เกิดมา เรียนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังสักแห่ง ทำงานอย่างบ้าคลั่ง หาบ้านสักหลัง แต่งงาน มีลูก


แต่น้อยคนนักที่จะได้วิ่งไปตามความฝัน ความชอบของตัวเอง


เพราะการออกไปทำสิ่งที่ชอบหรือยืนหยัดกับสิ่งที่ตัวเองรัก มันคงต้องใช้ความกล้าอย่างมากกว่าจะประสบความสำเร็จ กล้าที่เสี่ยงในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ผลว่าจะออกหัวหรือก้อย จะรุ่งจะร่วงเลยสักนิด เขาแอบนับถือจงอินในใจอยู่เหมือนกันที่กล้าเดินออกมาจากกรอบเหล่านั้น


ช่วงสองสามวันแรกคยองซูยังคงคิดไม่ตกที่ว่านี่อาจเป็นแค่วาไรตี้เรื่องหนึ่ง แต่ข้อพิสูจน์ก็ทำให้เขาต้องยอมรับมัน ทั้งที่เขาไม่อยากจะทำอย่างนั้นเท่าไหร่


คยองซูหวังว่ามันอาจเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่งจากนิยายสักเรื่องที่เขาอ่านเล่นก่อนเข้านอน


บางทีอาจเป็นการทดลองผิดพลาดสักอย่างหนึ่งที่ทำให้เขามาติดอยู่ที่นี่ ในร่างโดคยองซูคนนั้น คนที่หน้าตารูปร่างเหมือนเขาทุกระเบียบนิ้วจนน่าตกใจ ตอนนี้พวกวิเวียนอาจกำลังแก้ไขระบบอยู่ก็ได้ เขาอาจต้องรอสักหน่อย


สักหน่อยที่เปลี่ยนเป็นสองวัน สามวัน หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์จนถึงตอนนี้


เขาคิดถึงหลายร้อยวิธี ความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาที่ทำให้เขามาอยู่ตรงนี้จนรู้สึกหัวแทบระเบิดและเหนื่อยล้า สุดท้ายก็ทำอะไรมากไปกว่าการนั่งคิดนอนคิดคนเดียวไม่ได้อยู่ดี


แต่พอคิดตกได้ว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ และการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันนั่นแหละดีที่สุดก็ค่อย ๆ ทำให้คยองซูเริ่มไม่คิดถึงความเป็นไปได้เหล่านั้นอีก และพยายามยอมรับปรับตัวกับสภาพที่เป็นอยู่ แล้วตระหนักว่าควรใช้ชีวิตให้อย่างคุ้มค่าสมกับที่ได้รับชีวิตใหม่ขึ้นมาคงจะดีกว่า


 

 

 

ระหว่างที่เราอยู่ด้วยกันจงอินไม่ได้แสดงท่าทีอะไรให้เขาลำบากใจนัก อย่างเช่นสิ่งที่สามีภรรยาควรทำอย่างการกอดจูบหรือแตะเนื้อต้องตัวอีกฝ่ายที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งการวางตัวของอีกฝ่ายนั้นทำให้บรรยากาศระหว่างคนแปลกหน้าของทั้งสองฝ่ายผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อย ๆ


อาจเพราะเขาความจำเสื่อม อยู่ก็ช่าง แต่โดยรวมนับว่าจงอินวางตัวเองได้ดีทีเดียว


ฝ่ายจงอินเองก็รู้ตัวเช่นกันว่าระหว่างเขากับคยองซูตอนนี้นั้นเปรียบเสมือนคนแปลกหน้าต่อกัน และเขาก็ไม่อยากทำให้คนตัวเล็กรู้สึกรังเกียจหรือตั้งกำแพงกับเขามากขึ้นด้วย


เพราะตอนนี้คยองซูไม่เหมือนคยองซูที่เคยรู้จักสักนิด ทั้งที่คิดว่าตัวเองเคยมองดูแทบทุกช่วงวัยของคยองซูแล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่เคยเจอคนตัวเล็กในโหมดนี้เลยสักนิด ครั้งแรกที่คุณแม่ของคยองซูพาน้องมาแนะนำหลังจากย้ายเข้ามาใหม่ข้าง ๆ บ้านเขา น้องเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่าย รอยยิ้มรูปหัวใจแสนดึงดูด ที่ยิ้มส่งมาให้เขาในคราแรกนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ มันทั้งน่าเอ็นดู สดใส เหมือนแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าจนตาพร่ามัว


แต่คนตรงหน้าทำให้เขารับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป มันคือความเงียบ ความเมินเฉย ที่แผ่ออกมาและกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของเจ้าตัวแทน ไม่มีการออดอ้อนฉอเลาะ ไม่มีการเอาแต่ใจเพื่อให้เขาเอาใจ หรือโวยวายกับอาการป่วยอย่างที่คิดว่าควรจะเป็น คนตัวเล็กนิ่งแทบจะจับอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ จนหลายคนที่มาเยี่ยมทำตัวไม่ถูกไปตามกันยามดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความเรียบเฉยตวัดสายตามองมา


บางครั้งจงอินก็ผวากับความห่างเหินนั้น


เข้าใจได้ว่าเป็นเพราะระบบป้องกันตัวเองจากคนภายนอกที่คนตัวเล็กไม่คุ้นเคย ในทีแรกคนตัวเล็กตรงหน้ายังไม่ค่อยยอมรับการช่วยเหลือหรือคุยกับเขามากเกินความจำเป็นเท่าไหร่นักเช่นกัน คยองซูเปิดปากถามเพียงแค่สิ่งที่ตัวเองอยากรู้แล้วเขาถึงจะตอบได้ แต่พอถามกลับไปที่คนตัวเล็กนั้นก็ได้รับเพียงความเงียบเป็นคำตอบทุกที


ตอนแรกที่เขาพยายามถามนู่นนี่ก็เพราะไม่อยากให้บรรยากาศตึงเครียดจนเกินไป แต่สายตาที่แสดงความรำคาญหรือทำเหมือนว่าจงอินไม่เข้าใจอะไรเลยของคยองซูทำให้จงอินรู้สึกว่าเขาทำอะไรผิดต่อคนตัวเล็กหรือเปล่า แต่อย่างน้อยคยองซูก็มีปฏิกิริยากับเขามากขึ้น หรือมากกว่าคนอื่น ๆ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว


          เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ความเงียบสิ้นสุด ในวันพุธของอาทิตย์ที่สองของการเฝ้าคนป่วย จงอินถึงได้รับคำตอบของทุกคำถามที่เขาเคยถาม ที่เคยได้รับแต่ความเงียบเป็นคำตอบจากอีกฝ่ายว่า


ผมความจำเสื่อมครับ


          ที่จริงคยองซูจะปล่อยให้ความเงียบปกคลุมต่อไปก็ได้เพราะเขาบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด แต่ยิ่งจงอินถามซ้ำไปซ้ำมามันทำให้เขาเริ่มระแวงว่าอีกฝ่ายอาจกำลังต้องการพิสูจน์ตัวตนของเขา หรือคิดว่าเขาไม่ใช่โดคยองซูตัวจริง ยิ่งทำให้เขาต้องพูดย้ำถึงสถานะ ความจำเสื่อมของตัวเองอีกครั้ง


ส่วนจงอินเองก็ไม่มีทางลืมหรอกว่าอีกฝ่ายความจำเสื่อม แต่ที่ถามอะไรเรื่อยเปื่อยเพียงเพราะแค่อยากชวนคุย แม้มันไม่ช่วยให้ทำลายกำแพงความอึดอัดนั้นได้ก็ตามที แต่พอหลังจากที่คยองซูเอ่ยปากมาอย่างนั้นเขาเลยไม่คิดจะถามอะไรอีก เปลี่ยนมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คยองซูฟังมากขึ้นแทน


หลายครั้งที่คยองซูมีปฏิกิริยากับเรื่องเล่าของเขามากขึ้น แต่ก็ยังจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ในแววตาคนตัวเล็กเหมือนรู้สึกสนุกสนานตื่นตาตื่นใจกับเรื่องเล่าพวกนั้นมากกว่ารู้สึกคุ้นเคย


บ่อยครั้งที่เขารู้สึกเหมือนอีกฝ่ายอ้อนวอนให้เขาเล่าเรื่องต่อทางสายตา เหมือนกับเด็กน้อยที่นั่งตาแป๋วรอคุณแม่มาเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนอย่างไรอย่างนั้น


 

 

 

ช่วงสายของวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง คุณหมอเจ้าของไข้เข้ามาตรวจอาการคยองซูแล้วบอกข่าวดีว่าอาการของเขาไม่มีปัญหาอะไรแล้ว อีกสามวันให้ออกจากโรงพยาบาลได้ แต่อีกสามเดือนต้องมาตรวจร่างกายกับคลื่นสมองทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง


คยองซูค่อนข้างดีใจเล็กน้อยที่จะได้ออกไปนอกห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ บรรยากาศเดิม ๆ สักทีจนแทบจะทนไม่ไหวถึงแม้จะไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่เรียกว่า บ้านเลยสักนิดก็ตาม จงอินรู้ว่าคยองซูไม่น่าจะจำเรื่องบ้านของตัวเองได้อีกเช่นกันจึงกลับไปถ่ายรูปบ้านทุกซอกทุกมุมแล้วล้างมาให้คยองซูได้เห็นก่อนเผื่อจะได้คุ้นชินขึ้นมาบ้าง


เดี๋ยวก็ได้ไปเห็นแล้วมั้ย


คุณจะได้คุ้นเคยกับมันก่อนไงครับ ไปถึงจะได้ไม่เกร็ง จงอินพูดพลางกระจายรูปภาพทั้งหมดบนโต๊ะกินข้าวคนป่วย หยิบนู่นนี่มาให้คยองซูดูเป็นว่าเล่น


“…”


เผื่อคุณจะจำอะไรได้บ้างด้วย


“…”


อันนี้แมวที่คุณเลี้ยงอยู่ครับ ชื่อฮูชูในรูปที่จงอินหยิบมาให้เขาเป็นภาพแมวตัวสีดำเทา ๆ ตาโตนอนขดอย่างเอื่อยเฉื่อยอยู่กลางเตียงคิงไซซ์หลังหนึ่ง มันคิดถึงคุณมาก


“…”


ผมถ่ายกองต้นฉบับที่คุณทำค้างไว้มาด้วย ตั้งแต่คุณเข้าโรงพยาบาลผมก็ยังไม่ได้เก็บเขาเว้นไปพักหนึ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คยองซูต้องเข้าโรงพยาบาล


“…”


จริง ๆ ผมไม่ได้ขี้เกียจเก็บนะครับ แค่ผมไม่ได้อยู่บ้านก็เลยยังไม่ได้จัดการเฉย ๆจงอินพูดรัวเร็วลุกลี้ลุกลนกลัวอีกฝ่ายจะเอ็ดแล้วก็หัวเราะแห้ง ๆ เมื่อเห็นคนตรงหน้ามองรูปแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนไม่พอใจอะไรอย่างนั้น


คยองซูมองกองต้นฉบับในรูปแล้วก็ปวดหัวขึ้นมาจี๊ด ๆ เพราะปกติแล้วเขาเป็นคนเจ้าระเบียบมาก พอจินตนาการว่าตัวเองนั่งจมอยู่กับกองกระดาษที่ไม่เรียบร้อยมันทำให้เขาคันไม้คันมืออยากเข้าไปจัดการให้หมดจริง ๆ


แล้วนิยายที่เหลือพวกนั้นเขาจะไปแต่งต่อได้ยังไง! กลัวกลายเป็นรายงานการทดลองแทนมากกว่า


ปวดหัวคยองซูนวดขมับตัวเองไปมาไม่คิดว่าจะกดดันกับการแค่นึกถึงตัวเองตอนนั่งจมกับการเขียนนิยายเป็นร้อย ๆ พัน ๆ หน้าขนาดนี้ แต่กลับทำจงอินใจตกลงไปถึงตาตุ่มเพราะคิดไปอีกทางว่าคนตัวเล็กยังมีอาการแทรกซ้อนไม่หาย


เดี๋ยวผมไปเรียกหมอให้ คุณปวดมากหรือเปล่า จงอินพูดจบก็เตรียมจะไปกดส่งสัญญาณเรียกคุณหมอ แต่ก็ถูกคยองซูคว้าแขนแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนบอกว่าไม่เป็นอะไร แค่คิดอะไรเยอะไปหน่อย แต่ก็กว่าจะทำให้จงอินเชื่อได้ว่าไม่ร้ายแรงจริง ๆ ก็วุ่นวายพักใหญ่จนต้องบอกไปตรง ๆ ว่าเห็นกองต้นฉบับนิยายแล้วปวดหัว กลัวเขียนไม่ไหว


ระหว่างที่คนตัวเล็กอธิบายจงอินมองแขนตัวเองที่ถูกจับเป็นครั้งแรกอย่างดีใจที่อีกฝ่ายเริ่มเข้ามาหาเขาก่อนบ้าง นอกเหนือจากการยอมให้เขาพยุงไปทำธุระส่วนตัวต่าง ๆ บนใบหน้าจงอินตอนนี้เต็มไปด้วยร้อยยิ้มที่วาดค้างไว้ พยายามเม้มปากกลั้นยิ้มไม่ให้คนตัวเล็กรู้ตัวก่อนก็ไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อบนใบหน้าไม่ยอมทำตามคำสั่งเลยสักนิด


สัมผัสเล็กน้อยจากคนรักมันสามารถปลอบประโลมหัวใจได้จริง ๆ นะ


อย่างน้อยก็ไม่ได้รังเกียจกัน


คยองซูที่เพิ่งอธิบายความคิดตัวเองทั้งหมดจบลงก็มองตามสายตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้นไปถึงรู้สึกตัว จึงค่อยปล่อยมือที่จับแขนแข็งแกร่งออกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แต่ความจริงที่คยองซูคว้าแขนไว้เป็นเพราะเขาขี้เกียจใช้เสียง ซึ่งอาจทำให้เขาเสียพลังงานมากขึ้น แล้วก็กลัวห้ามไม่ทันจนกลายเป็นเรื่องใหญ่จนเขาอาจไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลมากกว่าด้วย


ไม่เป็นไรหรอกคุณ ผมบอกบ.ก.ไปแล้วว่าคุณต้องพักฟื้นสักพัก หรืออาจพักยาวเขายิ้มน้อย ๆ ให้กับอาการปวดหัวที่น่าเอ็นดูนี้ของคนบนเตียงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แจ่มชัดไปด้วยความห่วงใยต่อไปอีกว่า คุณไม่ต้องกังวล ตอนนี้คุณแค่กลับบ้านไปนอนพักหรืออยากทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำเฉย ๆ ก็พอ


“…”


ผมจะคอยดูแลคุณเอง


 

 

 

ในวันอาทิตย์วันหยุดวันสุดท้ายในสัปดาห์ที่ทุกคนไม่อยากให้มาถึง แต่ไม่ใช่กับคยองซูและบรรยากาศท้องฟ้าแจ่มใสภายนอก ใบไม้มากมายตกลงมาสมกับฤดูกำลังบินว่อนร่าเริงอยู่ทั่วท้องฟ้าแข่งกับแรงลมแต่ละระลอก แสงแดดอ่อน ๆ กระทบบานกระจกส่งตรงมาถึงคนบนเตียงที่หน้าตาแจ่มใสมากกว่าคราแรกที่ได้เข้ามานอนอยู่ในห้องนี้


เป็นวันที่คยองซูจะได้ออกจากโรงพยาบาล


คยองซูตื่นเต้นมากจนร่างกายสั่งให้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า แต่ก็พบว่าคิมจงอินไม่อยู่ในห้อง พอถามพี่พยาบาลที่เข้ามาส่งอาหารเช้าให้ก็ได้รับคำตอบเพียงแค่ว่าจงอินออกไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าไปที่ไหน คยองซูจึงไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะคิดว่าเขาอาจมีธุระสำคัญจนต้องรีบไปก็เลยทำได้แค่รออยู่ในห้องอย่างสงบเหมือนเดิม


จนคุณหมอเข้ามาตรวจครั้งสุดท้ายก่อนที่จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ก็แล้ว คิมจงอินก็ยังคงไม่มา ซึ่งมันทำให้เขาตงิดใจบางอย่างเล็กน้อย เลยหันไปซักถามคุณหมอถึงข้อสงสัยที่เขาตั้งไว้ และภาวนาอย่าให้มันเป็นจริง


เอ่อ...คุณหมอครับ


ครับ?”


คือว่า...เขาน่ะคยองซูใช้คำสรรพนามเรียกแทนอีกฝ่ายขึ้นมาทำให้คุณหมอตรงหน้าแสดงสีหน้างุนงงเล็กน้อยเหมือนจะถามว่าเขาไหน ไม่รู้เพราะมีคนมากมายเข้ามาเยี่ยมเยียนหรือเพราะอยากจะหยอกล้อกลั่นแกล้งคนไข้คนนี้สักหน่อยก็ตาม แต่ก็ส่งความสงสัยผ่านสายตาไปถึงคยองซูได้อย่างดีจนต้องอ้อมแอ้มเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างสนิทสนม หมายถึงจงอินน่ะครับ...คิมจงอิน


อ๋อครับ สามีของคุณ


อ่า... ครับเขายอมรับเสียงเบาหวิว ทำให้คนที่ยืนแอบอยู่ตรงหน้าประตูอดยิ้มไม่ได้ที่คนบนเตียงเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนม แล้วไหนจะเสียงอ้อมแอ้มที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นภรรยาของเขาอย่างน่ารักนั่นอีกล่ะ แต่ด้วยความที่อยากรู้ว่าคนตัวเล็กจะถามอะไรคุณหมอต่อทำให้เขาไม่ยอมเผยตัวออกไปแต่แรก


คิดว่าเขาจะทิ้งไว้ที่นี่หรือเปล่านะ?


หรือคิดว่าคิดถึงเขา? เพราะเขาไม่เคยเอาตัวเองออกไปนอกการรับรู้ของคนตาโตเลยสักวินาทีเดียว


แค่คิดหัวใจก็พองฟูไปหมดแล้ว


แต่คำถามที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากรูปหัวใจนั้นทำให้ความคิดโรแมนติกต่าง ๆ อย่างที่เคยดูในหนังรักประโลมโลกยามสองทุ่มครึ่งต้องพังทลายลงไปหมด


เขาจ่ายค่ารักษาพยาบาลผมไปหรือยังครับ?” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความร้อนรนและกังวลอย่างมาก เพราะการเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยระยะเวลาที่นานขนาดนี้ต้องใช้เงินมหาศาลมาก มากสำหรับเขาตอนนี้ที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว


คยองซูคิดคำนวณค่ารักษาพยาบาลมาตลอดช่วงสายของวันนี้ เริ่มกังวลตั้งแต่ยังไม่เห็นจงอินอยู่ในห้อง ไม่รู้ว่าถ้าจงอินหายไปแล้วทิ้งภาระหนี้สินมากมายให้เขาตั้งแต่ลืมตาดูโลกจะฉิบหายขนาดไหน แถมเขาก็ไม่รู้จะไปตามตัวอีกฝ่ายจากที่ไหนด้วย ทำให้พอคุณหมอเข้ามาเขาก็อดไม่ได้ที่จะถามไปด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ถ้าคุณหมอตอบกลับมาว่ายังไม่ได้จ่ายเขาคงได้ขายอวัยวะเพื่อชดใช้ค่ารักษาทั้งหมดแทนแล้ว


คุณหมอที่ว่ากลับมองมาแล้วกลั้นหัวเราะน้อย ๆ แต่เหมือนจะทนไม่ไหวกับคำถามจนต้องหัวเราะร่าแบบที่คนมองมองว่ามันตลกตรงไหน ถ้าเป็นมุข ๆ หนึ่งก็ไม่ได้ตลกอะไรขนาดนั้น ทั้งนี่ยังเป็นเรื่องจริงจังอีก


แต่คนบนเตียงหารู้ไม่ว่าท่าทางขึงขังกับน้ำเสียงจริงจังที่เปล่งคำถามที่เหมือนเด็กน้อยกลัวคุณแม่ทิ้งไว้กลางห้างนั้นมันทำให้คนมองอดขำไม่ได้จริง ๆ แต่ก็ต้องหยุดขำเมื่อคนตัวเล็กบนเตียงตวัดสายตาเรียบ ๆ แทบจะแช่แข็งคนได้มาให้เขา


อ่า จ่ายแล้วครับจ่ายเรียบร้อยแล้วคุณหมอตอบกลับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มปนเอ็นดูแล้วก็โค้งให้คนไข้เล็กน้อยเหมือนเป็นการขอโทษที่อาจเสียมารยาทไปหน่อย มันอดไม่ได้จริง ๆ ยิ่งเห็นคนไข้นิ่ง ๆ แบบนี้ ยิ่งน่าเย้าแหย่สักทีสองที คุณจงอินคงมีความสุขน่าดูที่ได้อยู่กับภรรยาที่น่าสนใจแบบนี้


กินเวลาเป็นพักใหญ่หลังจากที่คุณหมอออกจากห้องไป คนบนเตียงยังคงนั่งมองภาพใบไม้ปลิวว่อนนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยเหมือนเฝ้ารออะไรอยู่ จนกระทั่งร่างสูงเดินเข้ามาทักทายคนบนเตียง


ขอโทษที่ไปไม่ได้บอก คิดว่าจะกลับมาทันคุณตื่น


ผมนึกว่าคุณจะยืนอยู่หน้าประตูยันเย็นแล้วซะอีก


อ่าเขาเกาท้ายทอยเขิน ๆ เล็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าแอบฟัง คุณรู้?”


คุณหมอไม่ได้ปิดประตูห้องนั่นแสดงว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้องเตรียมพร้อมจะเข้าตลอด แต่ก็ไม่ยอมเข้ามาสักที


ขอโทษด้วยครับที่แอบฟัง


อืมคยองซูเข้าใจได้ว่ามันอาจเป็นจังหวะเข้ามาพอดีก็เลยไม่ได้ไม่พอใจ แต่ยอมรับคำขอโทษไปเพราะว่ามันไม่สมควรจริง ๆ ที่จะมายืนฟังคนอื่นสนทนากันทั้งที่ตัวเองถอยออกไปจากตรงนี้ได้


ผมมีเรื่องจะตกลงกับคุณพอดีคยองซูพูดต่อ


จงอินเดินมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงตัวประจำตัวเดิม นั่งเงยหน้ามองคนที่นั่งบนเตียงด้วยสายตาจริงจังพร้อมฟัง แต่ก็แกล้งทำหน้าขึงขังล้อเลียนคนที่นั่งบนเตียงพร้อมกันไปด้วย และเงียบรอให้อีกฝ่ายพูดประเด็นขึ้นมา


คือว่าเราต้องไปอยู่ด้วยกันใช่มั้ยครับ หมายถึง...คนตัวเล็กบนเตียงมองทะลุผ่านเขาไปเหมือนเหม่อลอยแต่ที่จริงคือเลี่ยงสายตา แล้วค่อยพูดประโยคที่ตัวเองเรียบเรียงมาตลอดอย่างใจเย็น ในบ้านหลังเดียวกัน


“…”


ผมไม่ได้หมายความว่าจะออกไปอยู่คนเดียวหรือไปที่ไหนหรอกครับเขาอธิบายเมื่อเห็นจงอินแสดงท่าทางแปลก ๆ ออกมาอีกแล้ว แต่เขากลับรู้ว่าตัวเองต้องอธิบายประเด็นนี้


“…”


คุณน่าจะรู้ ว่าตอนนี้ผมความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้…” แต่ก่อนที่คยองซูพูดจบกลับถูกจงอินคว้าตัวเข้าไปกอดอย่างกระทันหัน กอดแน่นเสียแทบจะไม่มีที่ว่างให้อากาศลอดเข้ามา กลิ่นเสื้อผ้าตากแห้งด้วยแสงอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของเจ้าตัวอัดเข้ามาทั่วโพรงจมูก


ขอโทษ ผมขอโทษ...จงอินพร่ำบอกด้วยเสียงอ่อนแรงข้างหูคนตัวเล็ก แรงกอดรัดแน่นจนเขาแทบจะจมหายไปในอกคนโตกว่า


...


ขอโทษที่ดูแลคุณไม่ดีพอ...


“…”


มันอาจเป็นเพราะพระเจ้ากำลังลงโทษผม ลงโทษผมที่ดูแลคุณไม่ดี...น้ำเสียงของจงอินที่เปล่งออกมาด้วยความยากลำบากและมากไปด้วยความรู้สึกผิดที่ตัวเองแบกรับไว้อย่างหนักอึ้ง จนทำให้คุณความจำเสื่อม แล้วลืมทุกอย่างเกี่ยวกับผม...


“…”


แต่ผมจะเป็นความจำทั้งหมดให้คุณทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรือทุกครั้งที่คุณต้องการจงอินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดและพยายามที่จะไถ่โทษ


ไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียงทุ้มสั่นไหวที่แฝงไปด้วยความร้าวรานส่งความรู้สึกมากมายออกมาหรืออย่างไรที่ทำให้มือบางเอื้อมไปลูบหลังคนที่ซบลงบนลาดไหล่แคบเพื่อปลอบโยนอย่างแผ่วเบา คยองซูก็ไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดมากนัก เพราะตลอดเวลาที่จงอินมาดูแลเขาก็เหมือนไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เขาต้องเข้าโรงพยาบาลเท่าไหร่นัก แต่พอเห็นคนตรงหน้าเปล่งน้ำเสียงที่เหมือนตัวเองจะขาดใจอย่างนั้นร่างกายมันก็ขยับไปเองอย่างไม่รู้ตัว


คยองซูเคยถามคุณหมอตั้งนานแล้วถึงอาการของเขา แล้วก็ได้คำตอบว่าเขาถูกรถชน แล้วจงอินก็พามาส่งโรงพยาบาล นอกจากปั่นป่วนโรงพยาบาลในวันนั้นแล้วจงอินก็เอาแต่โทษตัวเองไปมาที่ดูแลคยองซูไม่ดีพอ จนแทบต้องเข้าพบจิตแพทย์แล้วจริง ๆ หากคยองซูไม่ได้รอดพ้นจากยมบาลมาได้อย่างฉิวเฉียดซะก่อน


คุณหมอเล่าไปถึงเหตุการณ์วันนั้นที่จงอินพาร่างคยองซูที่นอนแน่นิ่งในอ้อมแขนวิ่งเข้ามาในห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าซีดเผือดและเต็มไปด้วยความร้อนรนจนแทบจะบ้าคลั่งให้รีบเข้ามาดูอาการคนในอ้อมแขนตัวเองสักที


วันนั้นห้องฉุกเฉินวุ่นวายอย่างมากเพราะคนที่อุ้มคนไข้มาเอาแต่โวยวายไปลากคนใส่เสื้อกราวด์ทุกคนที่ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นหมอมาดูอาการคนตัวเล็กที่เขาพามา จนต้องเรียกบุรุษพยาบาลสองสามคนมาจับตัวเอาไว้ก่อนจะขัดขวางการช่วยเหลือผู้ป่วยไปมากกว่านี้


ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ มันไม่ใช่ความผิดของคุณเลยในสถานการณ์อย่างนี้คยองซูไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนขับรถชนเขาด้วยซ้ำ ไม่ว่าใครก็เข้าใจได้ และทั้งเขาและคยองซูคนนั้นไม่มีทางคิดที่จะโยนความผิดให้อีกฝ่ายแน่


ทำไมต้องมาโทษตัวเองแบบนี้ เพราะอะไรที่ทำให้จงอินเอาความรู้สึกตัวเองไปผูกกับอีกฝ่ายมากขนาดนั้น


ไม่เข้าใจเลย


ไม่เข้าใจว่าจงอินจะเจ็บปวดกับเรื่องของคนอื่นทำไม


หรือที่จริงมันเป็นเรื่องยากต่อการเข้าใจอยู่แล้วกันแน่


ทั้งที่เขาแค่จะถามเฉย ๆ ว่ามีห้องนอนแยกไหม อยู่ ๆ ก็บานปลายกลายเป็นอีกเรื่องจนเขาไม่กล้าเอ่ยปากต่อ เพราะเขาเป็นคนโลกส่วนตัวสูงเป็นทุนเดิมเลยอยากได้พื้นที่ส่วนตัวก็เลยจะตกลงกันก่อนเผื่อบ้านที่จะไปอยู่ไม่มีห้องเสริมหรือพื้นที่ไม่พอเขาจะได้หาวิธีแก้ปัญหาต่อ เพราะการที่จะให้ไปนอนบนเตียงเดียวกันกับคนที่เป็นสามีเพียงนิตินัยและเจ้าของร่างใหม่อย่างเขาไม่คุ้นชินสักนิดมันทำใจยากเหลือเกิน


แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งปลอบโยนอีกฝ่ายภายใต้อ้อมแขนแกร่งที่รัดแน่นนี้แทน


 

 


--- 100% ---

 




6/08/18

มาแล้วจ้า ;-; 

ทะเลาะกับตัวเองและตอนนี้นานมากๆ ไม่รู้จะอธิบายตรงไหนก่อน เพราะอยากใส่ไปหมด 55555

พอต้องมาเรียงลำดับว่าฉากนี้ใครมอง หรือฉากนี้จากbird eye view ก็รู้สึกสับสนไปหมด

ทำให้ได้รู้ว่าการเขียนงานสักงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ~

ปล เราก็ยังไม่ให้เขาออกจากโรงพยาบาลนะ เพราะอยากบอกสาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเฉยๆ เลยอาจเอื่อยมากไปหน่อย ฮือๆ แล้วก็อยากให้เรื่องมันค่อยเป็นค่อยไป step by step เกินไปหรือเปล่านะ555555

ตอนเขียนเราอยากtalkหลายอย่างมากๆแต่ลืมไปหมดแล้ว

ถ้าเราอธิบายได้ไม่ดีหรือมีคำถามตรงส่วนไหนถามมาได้เลยนะคะ~


23/10/18

แก้ไขเรื่องแมวเล็กน้อยเพราะน้องชื่อฮูซู แต่ให้น้องสีขาวเช้ยยยยย 5555555 แล้วเราติดภาพหมาน้องว่ามันสีดำเทาๆเลยกลัวตัวเองสับสน แงง

 

 

enjoy reading!

graphitesky


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

96 ความคิดเห็น

  1. #92 Ks.Lay (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2562 / 21:43
    กัมจงทำอะไรไว้...
    #92
    0
  2. #75 p.nannapak (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 21:54

    เอาล่ะหนา นี่ลืมคิดไปเลยอ่ะว่าเพราะอะไรคยองซูถึงต้องเข้าโรงบาล เพราะอะไรจงอินต้องรู้สึกผิดขนาดนี้ เราว่าไม่น่าใช่การโดนรถชนธรรมดา วันที่เกิดเหตุทั้งคู่อาจจะทะเลาะกันรุนแรงแล้วคยองซูก็วิ่งออกมาไม่ทันระวังเหมือนในละครหลังข่าวที่มีให้ดูกันบ่อยๆ เพราะถ้าแค่เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้มีจงอินเป็นหนึ่งตัวแปรแล้วล่ะก็ อีกฝ่ายไม่น่าจะต้องรู้สึกผิดมากขนาดนี้อ่ะ แม้ว่าคยองซูเกือบจะไม่รอดจากเหตุการณ์นี้ก็ตาม ตอนนี้สงสารจงอินมากที่พยายามทำทุกอย่างให้คยองซูจำได้แต่อีกคนไม่มีอะไรอยู่ในความคิดเลยเพราะว่าไม่ได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ ความจริงว่าบอกไปตามตรงว่าไม่ใช่คนเดิมและมาจากโลกอนาคนจงอินน่าจะเสียใจรอบเดียวจบเพราะอย่างน้อยก็ได้ทำใจว่าภรรยาจริงๆของตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว ที่เหลือก็แค่ทำใจยอมรับและเริ่มต้นความรักกันใหม่กับคยองซูคนนี้ที่มาจากโลกอนาคตแทน แต่การที่ไม่บอกความจริงไปก็เหมือนหลอกให้ความหวังจงอินไปเรื่อยๆอ่ะ เพราะอีกคนก็ต้องคิดว่าเอออย่างน้อยๆความทรงจำดีๆมากมายที่มีร่วมกันมามันก็ต้องอยู่ในส่วนลึกสักที่หนึ่งในความรู้สึกนึกคิดของน้อง เวลาเล่าอะไรไปก็น่าจะมีจำได้ลางๆบ้างไม่วันนี้ก็สักวันหนึ่ง ทั้งที่ความจริงมันไม่มีทางเป็นแบบน้้นเพราะมันคนละคนกัน นอกจากความทรงจำใหม่ๆที่จะสร้างร่วมกันแล้วก็ไม่มีอะไรหลงเหลือให้นึกย้อนได้อีกเพราะมันไม่เคยมีตกตะกอนไว้เลยเพราะคนละคนกัน ถ้าจงอินรู้คงเสียใจมากกว่าเดิมอีกที่หวังลมๆแล้งๆมาตลอด แต่ก็เข้าใจแหละว่าถ้าพูดไปตอนนี้จงอินก็คงไม่เชื่อ มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ไงเพราะมันแค่ปี 2018 แต่โลกที่คยองซูจากมาคือ 3000 ห่างกัน 992 ปีเลยนะนั่น พอคิดว่าคนนึงรักจนหมดใจ หวังได้คนรักคนเดิมคืนมา กลับอีกคนที่ไม่มีใจรักเลย หวังแค่ใช้ชีวิตรอดไปวันๆในโลกที่ไม่คุ้นเคย มันน่าเศ้ราแฮะ แต่ก็เชื่อแหละว่าบางทีจงอินคงจะสามาถรเปลี่ยนใจคยองซูได้ ทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักความรักจริงๆได้เข้าใจมัน และกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองกำลังตกหลุมรักใครสักคน แต่กว่าจะถึงวันนั้นไม่รู้ต้องผ่านอะไรด้วยกันบ้าง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าถ้าในวันที่รักกันแล้วจะเกิดเหตุการณ์อะไรพรากทั้งคู่จากกันอีกรึเปล่า แต่เราเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุผลในตัวของมัน ก็รอแค่เวลาที่จะเฉลยทุกข้อสงสัยก็เท่านั้นเอง...

    #75
    0
  3. #37 kksssp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 16:58
    คยองซูน่ารักมากเลย ทำไมถามคุณหมอแบบนั้นล่ะ 55555555///จงอินใจแป้วเลย
    #37
    0
  4. #31 Mysweet_Dyo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 05:18
    ทำไมจงอินถึงเป็นผู้ชายที่น่ารักแบบนี้ ฮือ สุภาพอ่อนโยนและวางตัวดีกับคยองซูมากๆแม้จะแต่งงานกันมาสองปีแล้ว แต่พอน้องความจำเสื่อมก็เข้าใจแถมดูแลเป็นอย่างดี คยองซูด้วยความที่เป็นคนเย็นชาอยู่แล้วคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร แต่ถ้าน้องขอแยกห้องนอนจริงจงอินคงเศร้าน่าดู T_T
    #31
    0
  5. #25 tngjjjjjjj (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2561 / 01:49
    เอาใจช่วยจงอินนะ รอวันคยองเปิดใจมากกว่านี้ ฮือ
    #25
    0
  6. #15 Bee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 10:46

    คยองซูเหมือนเด็กน้อยที่ไม่เข้าใจเรื่องความรักความรู้สึก เหมือนชีวิตยุ่ง คลุกตัวอยุกับงาน แล้วก้เอไอ เอาใจช่วยจงอินให้คยองได้เรียนรู้กับเรื่องพวกนี้มากขึ้นนะ ฮือออ

    #15
    0
  7. #10 Palita_ling_13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 23:22
    เขียนดีมากๆเลยค่ะ เนื้อเรื่องลื่นไหลมากๆ ติดตามอยู่นะคะ!^^
    #10
    0
  8. #5 zkdlin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 08:44
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะคะ เราจะให้กำลังใจเอง ฮึบๆ
    #5
    0
  9. #3 underwater369 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 05:17

    เขียนดีแล้วค่ะ...ค่อยๆเป็นค่อยๆไป...เอาใจช่วยจงอินทำให้คยองรักให้ได้นะ

    #3
    0