ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 7 : [6] จู บ ห ม อ น (2) [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    18 พ.ย. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 





ผมตื่นขึ้นมาช่วงสายของเช้าวันใหม่

ก่อนจะนิ่วหน้ากับความเจ็บระบมที่ยังตกค้างจากเหตุการณ์เมื่อคืน พลันลืมตาตื่นมาพบกับเหตุการณ์คล้ายเช้าเมื่อวานราวกับเดจาวู นี่เป็นอีกวันที่ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงในอ้อมกอดแสนคุ้นเคยของใครบางคน

ทั้งที่จำได้ว่าเมื่อคืนนอนกอดหมอนเน่าหันหลังให้อีกฝ่ายแน่ ๆ แต่พอเช้ามากลับพบว่าตัวเองกำลังนอนหนุนแขนเขาต่างหมอนโดยไม่รู้ว่าน้องเน่าหายไปจากอ้อมกอดผมตั้งแต่เมื่อไหร่และตอนนี้ตกไปอยู่ไหน แถมยังนอนซุกทั้งหน้าทั้งจมูกอยู่กับซอกคอแกร่งของอีกฝ่าย มือของผมวางอยู่บนอกแน่นตึงของเขา ด้วยความเป็นคนขี้ร้อนอกของเขาจึงเปลือยเปล่าเพราะไม่ชอบสวมเสื้อนอน ท่อนแขนอีกข้างของเขาพาดอยู่บนเอวของผมนี่แหละ

ท่านอนเหมือนเดิมไม่มีผิด

ต่างกันตรงที่วันนี้ไม่ใช่ห้องเขา 

แต่เป็น... ห้องผมเอง

ผมขยับศีรษะออกเล็กน้อยจนได้เห็นดวงหน้าคมคายของคนขี้เซา แอบมองสำรวจใบหน้ายามหลับของอีกฝ่ายเหมือนเมื่อวาน กวาดตามองจนกระทั่งผมหยุดสายตาอยู่ตรงรอยกัดบนริมฝีปากล่างของเขา

มันเป็นแผล

และใช่... ผมเป็นคนทำเอง

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ลอยเข้ามาในหัวผมเป็นฉาก ๆ

พลันใบหน้าผมก็ร้อนผ่าวราวกับจะมีไข้ หัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้นจนต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากัน หากพริบตาเดียวก็ต้องปล่อยเพราะปากผมเองก็อาการไม่ได้ต่างจากปากอีกคนเท่าไหร่ ไม่สิ ปากผมบวมเจ่อและเห่อช้ำกว่าเขาเยอะ

ก็เมื่อคืนเขาไม่ปรานีผมเลยนี่นา...

 


เมื่อคืน...

“งั้นทำยังไง กัดปากผมคืนไหม?”

ผมจะกัดให้ได้เลือดเหมือนกันเลย คอยดู

“อย่าท้านะครับ”

“ไม่ได้ท้า ก็คุณโกรธ”

“ก็คุณทำผม... คุณ หยุด!” ทั้งที่หมายมั่นไว้ในใจว่าจะเอาคืน แต่พออีกฝ่ายโน้มตัวลง ยื่นทั้งหน้าทั้งปากมาใกล้จนลมหายใจกรุ่นเป่ารดแถวปลายจมูก ผมก็เลิ่กลั่กเสียอาการ ยกมือดันอกแกร่งที่บดเบียดลงมาหน้าตาตื่น

“ทำไม” 

นั่นสิ ทำไมต้องกระซิบถามด้วยน้ำเสียงแตกพร่าแบบนั้นด้วยก็ไม่รู้

“ใกล้ไปครับ” ผมถลึงตาใส่อีกฝ่าย ทั้งพยายามดันเขาออกห่างไปด้วย

“เดี๋ยวคุณกัดปากผมไม่ถนัด” ทั้งที่ผมกำลังดุ แต่เขากลับยกยิ้มมุมปากคล้ายกำลังถูกใจระคนเอ็นดูอะไรสักอย่าง รอยยิ้มนั้นขลับให้หน้าเขาดูเจ้าเล่ห์ร้ายและไม่น่าไว้ใจอีกหลายเท่าตัวจนผมนึกมันเขี้ยว

เพี๊ยะ!

“ถอยครับ!” เหลืออดจนต้องฟาดอกเขาระบายอารมณ์ แต่ผมก็ถูกเบียดติดประตูเป็นการตอบแทน ซ้ำริมฝีปากของเรายังเสียดสีกันเบา ๆ ตอนพูด พานให้ไรขนตามร่างกายลุกเกรียว

“ไม่” รู้สึกเสียววาบตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงท้องน้อยเลย

“นี่!” ทำไมถึงชอบทำตัวน่าฟาดด้วยก้านมะยมแบบนี้ก็ไม่รู้ ฮึ่ย!

นี่เขาเบียดจนร่างกายส่วนหน้าของเราสัมผัสกันแทบทุกสัดส่วนแล้วนะ หน้าขาแกร่งที่แทรกกลางระหว่างขาทำให้ผมไม่กล้าขยับตัวมากนัก ยิ่งพอเห็นเขาทำเหมือนเต็มใจให้ผมเอาคืนซะเหลือเกินก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด มองสบนัยน์สีถ่านในระยะประชิดจนตาพร่า เขายังยื่นปากมาคลอเคลียกับปากผมเหมือนเร่งเร้าผมเอาคืนเขาสักที

น่าหมั่นไส้จังเลย

คิดว่าผมรู้ไม่ทันหรือไงครับคุณ...

“เอาคืนได้เลย ผมพร้อม” ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายวูบไหวไปกับเสียงกระซิบทุ้มต่ำและแตกพร่าแสนมีเสน่ห์นั่น

คนเจ้าเล่ห์

“อ๊ะ...” คนตัวโตท้าทายด้วยการขบริมฝีปากล่างของผมเบา ๆ

ผมย่นจมูกใส่เขา มันสะเทือนความเจ็บช้ำจากร่องรอยที่เขาทำไว้ แต่ที่จริงการจูบของเขาก่อนหน้าไม่ได้รุนแรงมากพอจะทำให้ปากผมเป็นแผลหรอก อย่างมากก็แค่บวมช้ำจากการบดขยี้ ขมเม้ม และดูดดึงกลีบปากซ้ำ ๆ

เขาทำอย่างนั้นจนริมฝีปากของผมชาหนึบไปเลย เส้นเลือดใต้ผิวเนื้ออ่อนสั่นร้อนราวกับจะปริแตกเสียให้ได้ แต่ก็แค่นั้น... แผลที่มีเลือดซึมตอนนี้เป็นแผลเก่า แผลที่ผมกัดปากตัวเองเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละครับ

แต่... ยังไงสาเหตุก็มาจากเขาอยู่ดีใช่ไหมล่ะ

ก็เขาชอบทำให้ผมรู้สึกอยากกัดปากตัวเองตลอดนี่นา

อีกอย่าง ถ้าเขาไม่พูดประโยคชวนให้ปั่นป่วนออกมา ผมก็คงไม่กัดจนปากตัวเองแตกแบบนั้น แล้วนี่ยังมาทำร้ายริมฝีปากผมซ้ำจนแผลแตกขึ้นมาอีก มันเจ็บนะครับ บอกเลยว่าเคืองมาก เขาไม่อ่อนโยนกับปากผมสักนิด

“กัดสิ”

“นี่ ผมไม่ได้ใจดีนะ” 

เดี๋ยวจะกัดปากเขาให้เจ็บแสบเหมือนกันเลย!

“ครับ” เขาครางรับในลำคอเสียงต่ำ

“...” ไม่รู้ทำไม มุมปากที่ยังยกยิ้มของเขามันทำให้ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้จะเป็นฝ่ายเอาคืน แต่กำลังถูกอีกคนล่อลวงอยู่ต่างหาก เขาทอดสายตาอ่อนสบกับผมในวินาทีต่อมา ใจของเขาก็เริ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้

ก่อนเขาจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเม็ดน้ำสีใสที่หลงเหลือแถวหางตาของผมออกให้อย่างอ่อนโยน

“ใจร้ายที่สุดแล้วคนนี้...”

สิ้นเสียงนั้น ผมก็ไม่ปล่อยให้เขาได้พูดอะไรอีก

เป็นฝ่ายดึงรั้งคอเสื้อของเขาเอาไว้ ขยับหน้าเข้าไปใกล้ ลมหายใจของเขาชวนให้มึนเมาด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ปนนิโคตินที่ลอยออกมา ผมเอียงหน้าปรับองศา มองสบนัยน์ตาสีถ่านคมปราบที่กำลังเต็มไปด้วยประกายบางอย่าง 

ผมไม่ได้หลบตาเขา เราจ้องกันนิ่งราววัดใจ ก่อนผมจะหลุบตามองริมฝีปากหยักลึกของอีกฝ่าย อ้าปากแล้วโฉบลงไปงับริมฝีปากล่างของคนตัวโต ขบฟันลงกับผิวเนื้ออ่อนแล้วดึงจนริมฝีปากล่างของเขายืดตามแรง

กึด!

รสเค็มปร่าที่ติดอยู่ปลายลิ้นทำให้ผมปล่อยปากของเขาในนาทีต่อมา ผละออกมาดูผลงานของตัวเองบนปากอีกคนด้วยความพอใจในคราแรก ปากเขามีแผลและเลือดซึมไม่ต่างกัน 

ผมยิ้มเมื่อเห็นว่าเอาคืนเขาได้สำเร็จ

ทว่า

พอสบตากับคนตัวสูงอีกครั้ง ผมกลับต้องหุบยิ้ม เขายังจ้องผมอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แสดงสีหน้าเจ็บกับแผลที่ผมสร้างให้ เขามองมาด้วยสายตาเรียบนิ่งอ่านยาก แต่กลับเป็นประกายจนคนถูกมองอย่างผมรู้สึกเสียวสันหลัง

“...”

“...”

ความเงียบที่เกิดขึ้นกับสายตาคมที่จ้องกันไม่เลิกเริ่มทำให้ผมวางตัวไม่ถูก ทั้งที่เพิ่งเอาคืนคนที่ทำให้ปากผมเจ็บไปแท้ ๆ แต่พอมองริมฝีปากที่มีเลือดซึมของคนตรงหน้าอีกครั้งกลับไม่ได้รู้สึกดีเหมือนตอนแรกสักนิด

ผมจ้องริมฝีปากของเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย...

“ขอโทษ” รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ปลายนิ้วของผมแตะลงตรงมุมปากเขาแล้วลูบมันเบา ๆ อย่างลืมตัว เขาเลิกคิ้วสูงเหมือนตามความคิดของผมไม่ค่อยทันเท่าไหร่ แต่ไม่นานมุมปากใต้ปลายนิ้วของผมก็ยกสูงขึ้น

ก่อนผมจะรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งผ่านปลายนิ้วจนรู้สึกชา

“ใจดีอีกแล้ว” เขากดจูบลงบนปลายนิ้วของผม

เขาทำมันอย่างเนิบนาบ เชื่องช้า จูบไล่ไปที่ละนิ้วจนครบทั้งห้า นำพากระแสไฟหลายโวลต์ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกาย พานให้เลือดที่ล่อเลี้ยงหัวใจสูบฉีดอย่างหนักจนตัวสั่น เสียงในอกเริ่มดังจนผมกลัวว่าเขาจะได้ยินมัน

“ไหนบอกวะ... ว่าผมใจร้าย”

“ครับ” ลมหายใจของผมถี่แรงขึ้นตามอัตราการเต้นของหัวใจ มือข้างนั้นยังถูกเขาจับไว้โดยมีริมฝีปากอุ่นร้อนของอีกฝ่ายคลอเคลียไม่ห่าง อยากจะดึงกลับมา แต่มือผมสั่นเป็นบ้าเลยให้ตาย “ดีหรือร้ายก็ได้ทั้งนั้น”

“...”

“ผมรับได้ทั้งหมดที่คุณเป็นนั่นแหละ”

“คุณ...” 

ลมหายใจของผมสะดุด แผ่นหลังกระตุกเฮือกอย่างไม่ตั้งใจ มือที่เคยสั่นก็แข็งค้างเมื่อคนตรงหน้าอ้าปากขบปลายนิ้วของผม ราวกับมีผีเสื้อนับพันวนอยู่ข้างใน ไรขนอ่อนก็ลุกชันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะเลื่อนสายตาสบตากับนัยน์ตาสีถ่านที่จ้องลึกเข้าใจดวงตานิ่ง

อึก...

ผมลอบกลืนน้ำลาย กลั้นหายใจกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ทั้งสายตาของเขา ทั้งริมฝีปากที่ยังเคลื่อนไหวไปตามเรียวนิ้วของผมไม่หยุด ลามไปจนถึงฝ่ามือ 

เขาทำมันอย่างเนิบนาบ นิ่มนวล ทว่ากลับทำให้ผมร้อนผ่าวไปทุกสัดส่วน

ก่อนเขาจะทำให้ใจผมสั่นกว่าครั้งไหน ๆ

“คิดถึง”

“...” เสียงกระซิบดังแผ่วบนปลายนิ้ว เสียงที่แทบจะไม่ได้ดังไปกว่าเสียงหอบหายใจของเรา แต่เสียงของเขากลับดังก้องอยู่ในหัว ผมกะพริบตาไล่ความร้อนผ่าวแถวขอบตา แต่มันกลับแล่นไปอยู่แถวปลายจมูกแทน

ผมเม้มปากเป็นเส้นตรงเมื่อความแสบร้อนจากบางอย่างกำลังตีตื้นขึ้นมา เขายังจ้องผมพลางกดจูบที่ข้อนิ้วด้านในทีละข้ออย่างย่ามใจ ลากไปจนถึงใจกลางฝ่ามือ ทุกจุดที่ริมฝีปากอุ่นร้อนแตะผ่านมันร้อนผ่าวไม่ต่างจากผิวแก้ม 

ใจกลางฝ่ามือถูกอีกคนกดจูบแช่ค้างไว้หนัก ๆ จนรู้สึกเจ็บ ก่อนลากริมฝีปากไปที่ข้อนิ้วด้านนอก

ฉับพลัน ผมรู้สึกเหมือนจะวูบกลางอากาศ...

ฮะ เฮือก!

“คุณ!” เขาทำให้ผมตกใจ ตอนที่เรียวปากของเขาเคลื่อนไปฝั่งจูบกับโลหะเย็นบนนิ้วของผมทั้งที่ยังสบสายตากัน หัวใจผมเหมือนจะหยุดเต้นในวินาทีนั้น มือผมกระตุกอย่างรุนแรง แต่เขากลับยึดแน่นไม่ยอมปล่อย

“เจอกันแค่สองวันคุณก็ทำผมเสียศูนย์ไปหมด”

“...”

“ร้ายจังครับ ตัวแค่นี้”

“แค่ผมคนเดียวที่ไหน...”

“...” 

เขาน่ะตัวดี ภายในเวลาสองวันที่เจอกันก็ทำผมปั่นป่วนไม่น้อยเลยแท้ ๆ

คิดว่าสองวันที่เจอเขา หัวใจผมทำงานหนักยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เดี๋ยวเต้นแรง เดี๋ยวเต้นผิดจังหวะ บางครั้งก็เหมือนจะหยุดเต้นให้ได้อย่างกับคนเป็นโรคหัวใจยังไงยังงั้น เขาจะมาว่าผมฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ไหมล่ะครับ

ทางนี้เองก็แย่เหมือนกันนะ

“คุณก็ด้วยแหละ” ผมพึมพำกับตัวเองหน้ามุ่ย “นิสัยไม่ดี”

“คุณ...” เสียงทุ้มลึกแหบต่ำชวนให้รู้สึกแปลก ๆ ทำให้ผมเงยหน้ามองคนพูดอีกครั้ง

ในตอนนั้นเอง ก้อนเนื้อในอกก็เริ่มกระหน่ำเต้นหนักหน่วง เขาคลายแรงยึดมือผม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสอดประสานเรียวนิ้วของเราเข้าด้วยกัน ผมสบตาเขาด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกจากอกรอมร่อ

เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ หากสายตาที่เคยอ่านยาก ตอนนี้กลับเหมือนเปิดเปลือยให้เห็นอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างใน ความหมายที่เขาสื่อออกมา ความรู้สึกที่ผมรับรู้ได้ทำให้คำพูดสำหรับผมกับเขามันไม่จำเป็นอีกต่อไป

“...” ผมมองเขา

“...” เขามองผม

เราสบตากันท่ามกลางความเงียบ พลันร่างกายผมก็เกร็งเครียดขึ้นมาอีกครั้ง 

คนตัวโตกดมือที่ประสานกันของเราจนหลังมือผมแนบสนิทกับบานประตู ผมจ้องเขานิ่ง หอบหายใจ สูดกลิ่นแอลกอฮอล์และนิโคตินชวนให้มึนเมาเข้าปอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองดูระยะห่างที่ลดลงของเราคล้ายคนเหม่อลอย รับรู้ถึงลมหายใจถี่กระชั้นที่คืบคลานเข้ามาเชื่องช้า

นัยน์ตาสีถ่านของเขาสร้างแรงดึงดูดประหลาดทุกครั้งที่จ้องมอง

แรงดึงดูดนั้นส่งผลให้ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนน่าใจหาย 

สุดท้ายก็ไม่เหลือช่องว่าง ริมฝีปากของเราแนบเข้าหากันสนิท สัมผัสความอุ่นร้อนและนุ่มหยุ่นอย่างนิ่มนวล เนิบนาบ ทว่าก็หนักแน่นในความรู้สึก เราบดเบียดริมฝีปากเข้าหากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

สลับกันขบเม้มและดูดดึงกลีบปากกันอย่างเอาแต่ใจ

ไม่มีใครสนใจความเจ็บแสบบนเรียวปาก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรสเค็มปร่าที่แผ่กระจาย

“อื้อ...”

ผมแหงนหน้าขึ้น เขาเอียงศีรษะเพื่อให้องศาใบหน้าสอดรับ จากการดูดดึงหยอกเย้าภายนอก ความร้อนชื้นจากปลายลิ้นของเขาเริ่มแตะและลากไล้ไปตามกลีบปากของผม ชอนไชความแฉะตามแนวรอยแยกคล้ายจะขออนุญาต 

ผมเปิดริมฝีปาก อ้าปากรับเรียวลิ้นร้อนชื้น ปล่อยให้เขาได้เข้ามาเกี่ยวกระหวัดสมใจ

ต่างฝ่ายต่างผลัดกันแลกลมหายใจอย่างลืมตัว

ผมหลับตาลง หัวสมองมันขาวโพลนไปหมด เอียงศีรษะเพื่อให้ได้องศากว่าเดิม เคลื่อนไหวริมฝีปากและเรียวลิ้นตอบรับสัมผัสลึกซึ้งที่เขามอบให้ราวกับโหยหา หัวใจของผมเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บ ไม่ต่างจากก้อนเนื้อในอกของเขา

แผ่นอกที่บดเบียดกันจนไม่เหลือที่ว่างทำให้ผมรับรู้ได้...

จังหวะการเต้นของเรามันสอดประสานกัน

เราจูบกันอย่างลึกซึ้ง เนินนาน ราวกับจะไม่มีวันหยุดพัก

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราทั้งคู่ผละออกจากตรงหน้าประตู ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาหยุดอยู่ปลายเตียงได้ยัง รู้ตัวอีกทีเขาก็ทิ้งตัวนั่งปลายเตียงพร้อมทั้งดึงร่างผมให้ไปทาบทับบนตักในท่าล่อแหลมโดยที่ริมฝีปากของเรายังไม่หลุดจากกัน

“อื้อออ”

ถ้าไม่ขาดอากาศตาย ผมคงหัวใจวายตายแน่ ๆ

จูบที่เคยเนิบนาบ ค่อยเป็นค่อยไปเปลี่ยนเป็นรุกเร้า ร้อนแรงและวาบหวามจนไรขนอ่อนลุกชันไปทั่วทั้งร่างด้วยความรู้สึกบางอย่าง มือทั้งสองข้างของผมเกาะอยู่บนบ่าเขา บีบไหล่อีกคนแน่นเพื่อระบายความอึดอัด กระทั่งผมรู้สึกว่ารับไม่ไหว ความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านริมฝีปากของอีกฝ่ายมีมากเกินไปจนเริ่มหายใจไม่ออกขึ้นมาจริง ๆ

ผมขยับตัวอยู่บนตักแกร่ง เรียกร้องหาอากาศและอิสรภาพ

“อึก!” ผมจิกต้นคอเขาด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างก็ตุบบ่าเพื่อบอกให้คนตัวโตปล่อย

คนนิสัยไม่ดีไม่ปล่อยในทันที เขายังบดจูบหนัก ๆ ดูดปลายลิ้นของผมแรง ๆ อีกหลายทีถึงจะยอมผละออกอย่างอ้อยอิ่ง มีเสียงน่าอายดังขึ้นตอนริมฝีปากของเราหลุดจากกัน น้ำลายยืดเป็นเส้นเชื่อมจากปลายลิ้นของเรา

หมับ...

หัวใจเต้นรัวเร็วจนผมต้องกุมอกตัวเองไว้

“แฮ่ก...” หอบหายใจถี่เพื่อเอาอากาศเข้าปอด รู้สึกเหนื่อยเหมือนคนไปวิ่งมาราธอนมายังไงยังงั้น

เจ้าของตักแนบหน้าผากลงกับหน้าผากผม สองมือประคองเอวผมไว้ เขาเองก็กำลังหอบด้วยสภาพไม่ต่างกัน ปากของเราบวมเจ่อไม่น่ามอง รอยเลือดจาง ๆ ยังมีให้เห็น ริมฝีปากของผมสั่นระริกไม่ต่างจากร่างกายและหัวใจ 

ความร้อนที่เคยวิ่งพล่านไปทั่วร่างพลันวิ่งกลับมารวมกันอยู่บนใบหน้า 

ร้อนผ่าวจนคิดว่าตอนนี้คงขึ้นสีหมดแล้ว

จูบเมื่อกี้มัน... บ้ามากเลย

ปึก!

“ทุบเก่ง” เขากระซิบชิดริมฝีปากเมื่อผมทุบบ่าเข้าระบายอารมณ์

“คุณมันนิสัยไม่ดี” ผมหน้ามุ่ย ขยับหัวออกไม่ยอมให้เขาได้พิงหน้าผาก เปลี่ยนมาซบลงกับซอกคอของคนตัวโตเพื่อหลบสายตาของเขาแทน ก่อนจะขยับเสื้อบนอกของอีกฝ่ายแน่น “ปากผมเจ็บอีกแล้ว”

“นั่นเพราะคุณจูบตอบไม่ใช่เหรอ”

“ฮื่อ” ผมครางฮึดฮัดในลำคอตอนเขากดจูบลงที่ขมับ มือที่วางอยู่ตรงสะโพกเปลี่ยนเป็นโอบตัวผมไว้บนตักแล้วโยกตัวไปมาเหมือนกำลังปลอบเด็กขวัญเสีย ผมเลยทุบอกเขาไปอีกทีด้วยความหงุดหงิด

ไม่ใช่หงุดหงิดเขา ตอนนี้ผมกำลังหงุดหงิดตัวเองต่างหาก

ก็อยากจะโทษเขา แต่ผมก็ดันเผลอไผล...

“ไม่ดีเหรอ?”

“อะไรครับ”

“จูบของเราเมื่อกี้”

“...”

“...” มันไม่ง่ายตอนที่เราอยู่ใกล้กันแค่นี้ ไม่ง่ายเลยถ้าจะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร เขาอันตรายต่อความรู้สึกแค่ไหนก็รู้ดี ปล่อยให้เขาเข้าใกล้มาขนาดนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าใจผมไม่ได้แข็งเท่าไหร่

หรือไม่...

“อื้อ”

“อะไร?”

“ดีมากเลยต่างหาก”

ใจผมมันก็อ่อนให้เขาคนเดียวจนน่าโมโห

กึก...

ก่อนจะชะงักไปหนึ่งจังหวะเมื่อนึกได้ว่าตัวเองเพิ่งพูดอะไรออกไป

ละ แล้วผมจะไปตอบเขาแบบนั้นทำไมเนี่ย!

“คุณ...” เสียงทุ้มต่ำแตกพร่ากระซิบเรียกข้างหูทำเอาผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว

“...” ใบหน้าพลันร้อนผ่าวมากกว่าเดิมอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ใช่แค่ผิวแก้มทั้งสองข้างที่แผ่ไอร้อนจนรู้สึกได้ แต่ใบหูทั้งสองข้างก็มีอาการเช่นเดียวกัน ไม่ต้องส่องกระจกก็เดาได้เลยว่าทั้งหน้าทั้งหูผมคงแดงก่ำ

“เงยหน้าครับ” เขาสั่งเสียงเข้มราวกับกำลังข่มอารมณ์บางอย่าง อ้อมกอดอุ่นแข็งเกร็ง คล้ายเจ้าของกอดเองก็ตั้งรับกับคำตอบตรงไปตรงมาของผมไม่ทันเท่าไหร่ ยิ่งเป็นแบบนั้นผมก็ยิ่งมุดหน้ากับคอของอีกฝ่ายหนีความอับอาย

“...” 

ทำไงดี ตอนนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำ

ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าจูบเมื่อกี้ของเรามัน... ดี

ดีมากในความรู้สึก

“ผมอยากมองหน้าคุณ ขอดูหน้าหน่อย เร็วเข้า” ท่อนแขนแกร่งคลายแรงกอด ก่อนจะเคลื่อนมาจับต้นแขนทั้งสองข้างของผมพลางออกแรงดันตัวผมให้ผละหน้าออกจากซอกคอของเขา ทว่าผมก็ขืนตัวไม่ยอมง่าย ๆ

หมับ!

“หึ!” ผมซุกหน้า ฝังจมูกลงกับผิวของเขายิ่งกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นฝ่ายที่กอดตัวอีกฝ่ายไว้แทน สั่นหัวรัวแสดงความดื้อรั้นยิ่งกว่าครั้งไหน เป็นการบอกให้รู้ว่าให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางเงยหน้ามองเขาตอนนี้แน่

คิดว่าผมจะกล้ามองหน้าเขาหลังรู้ตัวว่าพูดจาน่าอายแบบนั้นออกไปหรือไง

ฮือ อายจะแย่แล้วครับคุณ

“ขี้โกงเก่ง ทั้งที่พูดขนาดนั้น” เขาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ไม่ได้ออกแรงดึงรั้งให้ผมผละออกจากตัว แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือจากต้นแขนของผม “รับผิดชอบคำพูดตัวเองหน่อยสิครับ”

“คุณถาม...” เสียงของผมอู้อี้ไม่น่าฟัง “ผมก็แค่ตอบ”

“อืม” ริมฝีปากอุ่นร้อนกดจูบหนักตรงขมับทำให้ผมตัวสั่นอยู่บนตักของเขา ก่อนริมฝีปากนั้นจะเลื่อนไปจูบซับตามเสี้ยวหน้าด้านข้างราวกับคนตัวโตกำลังหว่านล้อม “ตอบได้น่ารักจนผมอยากจูบคุณอีก”

“พะ พอแล้วครับ” เสียงของผมสั่นไม่ต่างจากร่างกาย ยามเมื่อเขากดจูบไปทั่วกรอบหน้า ลากไปถึงใบหูที่คงกำลังแดงก่ำไม่ต่างจากผิวแก้มทั้งสองข้าง ขบเม้มติงหูอย่างหยอกเย้าจนผมเริ่มนั่งไม่ติดที

“กับคุณ เท่าไหร่ก็ไม่พอ”

“...” ผมเหมือนคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ

“นะครับ” คนตัวโตยังไม่ผละริมฝีปากออก เขายังจูบซับไปตามกรอบหน้าและกดย้ำตรงขมับซ้ำ ๆ คล้ายกำลังออดอ้อนและอ้อนวอนให้ผมโอนอ่อนผ่อนตาม “ตอนนี้ผมอยากจูบคุณจะแย่”

ไม่ใช่แค่เขา ผมเองก็เหมือนกัน

รสจูบที่เป็นเหมือนสารเสพติดชนิดรุนแรงแบบนั้น...

ต่อให้จะเคยเลิกมาได้แล้วครั้งหนึ่ง แต่พอได้ลองเสพอีกครั้งก็กลับไปติดงอมแงมได้ไม่ยาก 

ความรู้สึกโหยหาที่ประดังประเดทำให้ก้อนเนื้อในอกกระหน่ำเต้นรุนแรงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้น สมองยังฉายภาพที่เราจูบกันซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ร่างกายยังจดจำสัมผัสอุ่นร้อน เปียกชื้นและนุ่มหยุ่นได้เป็นอย่างดี

แย่แล้วล่ะครับ ดูเหมือนวันนี้ผมจะเสียศูนย์ไปไม่น้อย

ทั้งที่เขินจนไม่กล้าสู้หน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกว่าเราไม่ได้กำลังรู้สึกเหมือนกัน

นานนับนาทีกว่าผมจะเงยหน้าขึ้นจากซอกคอแกร่ง...

เขาไม่ได้กระชากตัวเองออกแล้วทำตามใจ แค่หว่านล้อมทั้งด้วยคำพูดและการจูบคลอเคลียเพื่อรอให้ผมได้ตัดสินใจ แล้วคนที่ทำเหมือนจะใจแข็งได้ แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นโอนอ่อนให้เขาอย่างผมก็ผละตัวออกจนได้สบกับนัยน์ตาสีถ่านที่บัดนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก หัวใจผมก็กระตุกวูบเมื่อคนตัวโตยกยิ้มมุมปากคล้ายกำลังพอใจระคนเอ็นดู

ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าผมก็เป็นอย่างนี้ เป็นมาตลอด

“เด็กดี”

“...” ไม่ว่ายังไงก็แพ้ให้เขาตลอดเลย

“คิดถึง”

“...” เปลือกตาขอผมปิดลงเมื่อคนตัวสูงโน้มลงมากดจูบบนหน้าผาก ก้อนเนื้อในอกยังคงทำงานอย่างหนัก เต้นแรงจนรู้สึกเจ็บไปทั้งร่องอก ผมหอบหายใจ รู้สึกเหมือนในท้องมีมวนผีเสื้อนับพันบินวนอยู่ข้างใน

บางอย่างตีรวนขึ้นมามากเกินไปจนผมตัวสั่น

“ผมคิดถึงคุณ”

หัวใจเองก็สั่นไหวจนไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองยังไงแล้ว

“อื้อ...” สิ้นเสียง ริมฝีปากร้อนจัดของเขาก็แนบลงกับริมฝีปากผมอย่างไม่ประวิงเวลา

ผมยังคงหลับตารับทุกสัมผัสของเขา ปล่อยให้อีกคนตักตวงความหอมหวานจากรสจูบอย่างโหยหา เราต่างถูกความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นในอกดึงดูดเข้าหากัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมคิดถึงและโหยหารสจูบของเขามากแค่ไหน

มากจนทุกอย่างเกือบจะ... เลยเถิด

เราจูบกันลึกซึ้ง เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นพัวพันอยู่ในโพรงปาก ดูดดุนปลายลิ้นของกันและกัน แลกเปลี่ยนลมหายใจจนอุณหภูมิรอบกายพุ่งสูง ผมได้แต่ขยำเสื้อบนอกของคนด้านบนแน่น ร่างกายเกร็งเครียดทุกครั้งที่ริมฝีปากของเราบดเข้าหากันหนักหน่วงมากขึ้น เนินนานหลายนาทีกว่าปากเราจะหลุดจากกันจนเกิดเสียงน่าอาย

“แฮ่ก” 

นอนหอบหายใจอย่างหมดแรง รู้สึกเหมือนถูกดูดพลังออกไปจนเกือบหมด เผลอเอียงคอเมื่อรู้สึกว่าลมหายใจร้อนจัดของอีกคนกำลังเคลื่อนต่ำลงไปตามลำคอและไหปลาร้า ความเจ็บจี๊ดแล่นริ้วจนต้องนิ่วหน้า

ฮะ เฮือก!

พลันสะดุ้งเมื่อมือร้อนเริ่มรุกรานเข้ามาใต้สาบเสื้อและขยำลงบนเอวแน่น

“คะ คุณ!

ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้สึกตัว ไม่รู้ว่าผมถูกเขาจับพลิกลงจากตักแล้วดันให้นอนราบลงกับเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็กำลังนอนหอบหายใจอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่ มองเห็นกลุ่มผมสีเข้มเคลื่อนต่ำลงไปขบเม้มผิวเนื้อบริเวณหน้าท้อง สร้างความปั่นป่วนและร่องรอยเอาไว้จนต้องบิดตัวไปมาเพื่อหลบริมฝีปากร้อนจัดแสนซุกซน ทว่าก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

“อืม” คนที่กำลังง่วนอยู่กับการเลิกเสื้อผมขึ้นมากองบนอกครางรับขอไปที

“คุณ พอแล้ว!

“...” ราวกับเขาไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ร่างกายของผมก็เกร็งเครียด ริมฝีปากของเขากำลังทิ้งรอยบนผิวของผมอย่างถือสิทธิ์ ซ้ำยังเคลื่อนลงต่ำจนน่าหวาดเสียว ก่อนจะผวาเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะยุ่มย่ามกับกางเกงของผมแล้ว

หมับ!

ฉับพลัน ผมก็ตะปบแก้มทั้งสองข้างของเขาอย่างแรงด้วยหัวใจที่เต้นรัว

เฟิร์ส หยุด!!

กึก!

เจ้าของชื่อหยุดชะงักแทบจะในวินาทีนั้น

ไม่ใช่แค่คนถูกเรียก หากคนเรียกอย่างผมเองก็ชะงักไปเหมือนกัน

ความร้อนที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างจากฝีปากของคนตัวสูงพลันหายไป แทนที่ด้วยความเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับถูกสับสวิตซ์ คนที่เคยรุกเร้าไปจนถึงขอบกางเกงค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นมาจนใบหน้าของเราอยู่ในระนาบเดียวกัน ผมเบือนหน้าหลบสายตาคู่คมที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลายทันที

ใจที่เคยกระหน่ำเต้น ตอนนี้เต้นเบาลงแทบไม่ได้ยิน

“เรียกชื่อได้สักทีนะ”

“ถ้าผมไม่เรียกก็ไม่คิดจะหยุด?”

“ที่จริงก็ไม่อยากหยุด” เขาตอบหน้าตาย

“พี่เฟิร์ส!” ผมหันมาแหวเสียงหลง พลางทุบอกคนนิสัยไม่ดีไปที

“ล้อเล่นน่า เรื่องนี้พี่เคยรังแกเวลาน้องไม่เต็มใจด้วยหรือไง”

ก็ไม่...

แต่คนเจ้าเล่ห์ร้ายอย่างเขาก็มีวิธีทำให้ผมเต็มใจได้อยู่ดีนั่นแหละ

“ถอยครับคุณ ผมจะกลับห้องแล้ว”

“นี่ยังจะกลับ?” ผมพยักหน้า คนตัวสูงขมวดคิ้วมุ่นไม่ชอบใจ “งั้นผมจะไปนอนห้องคุณ”

“ไม่มีทาง”

“มีแน่ ถ้าคุณไม่อยาก นอนกับผมที่นี่ ตอนนี้” การเน้นเสียงของเขาทำให้ผมเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อได้เป็นอย่างดี เขาทำหน้าดุบอกให้รู้ว่ามาถึงขั้นนี้แล้วคงไม่มีทางปล่อยผมกลับไปนอนคนเดียวง่าย ๆ เป็นแน่

“ทำไมชอบขู่” ผมย่นจมูกใส่คนด้านบนอย่างหงุดหงิด

“ดื้อเก่งไงคนนี้”

“คุณนั่นแหละที่ดื้อมาตั้งแต่ต้น” เขาหัวเราะรวนเมื่อเห็นผมทำหน้ามุ่ย เอื้อมมือมาบีบจมูกผมเหมือนมันเขี้ยว ก่อนอีกฝ่ายจะก้มลงมาจุ๊บปากผมเบา ๆ แล้วผละใบหน้ากลับไปในระดับเดิมจนเราได้จ้องสบตากันนิ่ง

และเป็นอีกครั้งในรอบสองวันที่หนักหนาสำหรับผม

“รู้ไหม ผมดื้อได้มากกว่านี้ ถ้ามันจะทำให้ผมมีคุณในชีวิต”

เขาทำให้หัวใจของผมทำงานหนักอีกแล้ว



ปัจจุบัน...

“อ๊ะ” สัมผัสอุ่นที่กดลงบนริมฝีปากทำผมสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิด กะพริบตาปรับโฟกัสครู่หนึ่งเมื่อรู้ว่าเผลอคิดเรื่องเมื่อคืนจนเหม่อ ก่อนจะชะงักกับนัยน์ตาสีถ่านคู่คมแสนคุ้นเคยที่จ้องกันอยู่ก่อน “ตื่นแล้วเหรอ”

“ครับ” คนตื่นทีหลังยกยิ้มตอนเราสบตากัน “อรุณสวัสดิ์”

“อะ อรุณสวัสดิ์ครับ” 

เขาทำให้ผมรู้สึกเงอะงะกับรอยยิ้มนั้นบอกไม่ถูก

สายตาคู่เดิมกวาดมองทั่วใบหน้าเชื่องช้าด้วยแววตาอ่อนแสงระคนอ่อนโยน ผมหลุบตามองต่ำเพราะสู้สายตาอีกฝ่ายไม่ไหว แต่เพราะแขนข้างหนึ่งของเขายังสอดรอดใต้คอ แถมอีกข้างก็ยังพาดทับอยู่บนเอว ใบหน้าเราอยู่ใกล้กันแค่ระยะแลกลมหายใจ ผมทำได้มากสุดก็คือทิ้งวางสายตาไว้บนริมฝีปากช้ำติดยิ้มของเขาแทนการสบตา

หากทว่า ไม่ต้องมองก็ยังรู้ว่าถูกจ้องไม่วางตาเหมือนเดิม

“ไหนจูบ”

“อะ อะไรครับ” หัวคิ้วขมวดมุ่น เผลอเงยหน้ามองเขาเหลอหลาไม่เข้าใจ 

ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าสายตาอ่อนแสงจนทำให้ใจสั่นเมื่อครู่กลายเป็นแววตาแพรวพราวเจ้าเล่ห์ แถมรอยยิ้มอ่อนโยนก็เปลี่ยนเป็นขี้แกล้งจนน่าหมั่นไส้

“รู้อยู่แล้ว”

“ผมไม่รู้” เสียงของผมเบาจนเหมือนยังติดอยู่ในลำคอ

“น้องรู้”

“ผมไม่...” 

พริบตาเดียว รอยยิ้มขี้แกล้งก็เลือนหาย เหลือเพียงสายตาและสีหน้าเรียบนิ่งจริงจัง

“อย่าหลอกตัวเอง” คนตัวโตขยับศีรษะมาใกล้ กดจูบบนเรือนผมแล้วสูดหายใจเต็มแรง ก่อนจะเลื่อนมาที่ขมับ ท่อนแขนเต็มไปด้วยมัดกล้ามสวยกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น จนรับรู้ได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจของกันและกัน

ของเขาสม่ำเสมอ หนักแน่น

ของผมเต้นแรง ทว่ากวัดแกว่งยิ่งกว่าอะไร

“...” ผมหลุบตาลง ริมฝีปากสั่นจนต้องกัดมันเอาไว้ 

ไม่ใช่ไม่เจ็บ แต่มันเป็นวิธีจัดการความรู้สึกตัวเองง่ายที่สุด ข่มไว้... ขอบตาและปลายจมูกพลันแสบร้อน ราวกับมีก้อนแข็งอะไรสักอย่างจุกอยู่ในลำคอทำให้กลืนน้ำลายลำบาก

“ทำสิ”

“...” ผมถูกไล่ต้อน และเหลือพื้นที่ไม่มากในการถอยหนี

หรือไม่... เขาก็อาจจะไม่ยอมให้ผมหนีอีกต่อไปแล้ว

“มอร์นิ่งคิสพี่ เหมือนที่น้องเคยทำ”

“ถอยครับ”

“น้องชอบทำมันไม่ใช่?”

“คุณ อย่าต้อนผม!” ผมกะพริบตาถี่ ๆ ไล่ความร้อนผ่าว ขยับตัวอย่างอึดอัด ยกมือขึ้นดันใบหน้าทั้งตัวของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ผมก็ยิ่งถูกกอดแน่นขึ้นจนต้องช้อนตาแดง ๆ ขึ้นสบกับนัยน์ตาสีถ่าน

“หึ” เขาเหยียดยิ้ม ทั้งที่แววตาคมสั่นไหว “ทำไมยังเป็นคุณกับผม”

ไม่ชอบเลย

“...” ลมหายใจของผมสะดุดจนเผลอกลั้นมันเอาไว้ ความรู้สึกหน่วงในอกเหมือนมีอะไรถ่วงทำให้ผมเริ่มหายใจไม่ออกจนต้องกำหมัดแน่น จิกเล็บลงกลางฝ่ามือซ้ำ ๆ เพื่อกดทุกอย่างเอาไว้ข้างใน

ไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มแบบนี้ของเขาหมายความว่ายังไง

แต่ที่รู้... นี่เป็นรอยยิ้มของเขาที่ผมไม่ชอบมากที่สุด

“เป็นคนแปลกหน้ามันดีใช่ไหม” เสียงนั้นคล้ายเย้ยหยัน “ดี... สำหรับน้อง”

ไม่...

“...” ก้อนที่จุกอยู่ในคอขยายใหญ่ขึ้นจนน่ากลัว ผมกะพริบตาถี่กว่าเดิมเพื่อไล่น้ำใสที่เริ่มเอ่อเต็มหน่วยตา กัดริมฝีปากซ้ำแผลเดิมแม้ว่ามันจะเจ็บ แต่ก็คงไม่เท่าหัวใจ 

บางทีอาจจะไม่ได้สักครึ่งหนึ่งของใครอีกคนด้วยซ้ำ

คนนิสัยไม่ดีจริง ๆ คงไม่ใช่เขา... เป็นผมเอง

ผมเองที่ใจร้าย

ใจร้ายมาตลอด

“น้องเก่ง”

“...” คำชมของเขาทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ

พลันร่างกายเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเมื่อแรงกอดรัดที่หายไป 

ท่อนแขนที่เคยเหนี่ยวรั้งคลายออกคล้ายหมดแรง เจ้าของกายแกร่งที่เคยให้ความอบอุ่นถอยห่าง ก่อนจะลุกขึ้นไปยืนเต็มความสูงที่ข้างเตียง ผมผวาตัวลุกขึ้นนั่งตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ขอบตาแสบร้อนมากกว่าเดิมจนมองแทบไม่เห็นอะไร

“ทำได้ไง อยากทำบ้างเหมือนกัน” ก้อนเนื้อโง่งมในอกเต้นแรง หน่วงหนืดจนอยากยกมือกดเพื่อลดความเจ็บ “ทำแบบน้อง ทำเหมือนไม่รู้จักกัน กลายเป็นคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่ไหว...”

“อึก!” ผมนั่งตัวสั่นกลั้นก้อนสะอื้นอยู่ข้างเตียง แต่ก็ไม่อาจหยุดน้ำตาที่หยดลงบนหลังมือตอนก้มหน้าได้ 

ไม่อยากมองหน้าเขาแล้ว ไม่อยากเห็นสายตาแบบนั้น ไม่อยากฟังเสียงที่ชวนให้เจ็บไปทั้งใจ ผมได้ยินเสียงตัวเองสะอื้น สายตาพร่าเบลอจนมองแทบไม่เห็นเมื่อน้ำเริ่มหยดกระทบหลังมือที่กุมกันบนตักตัวเองไม่หยุด

“ไม่เก่งเลยว่าไหม”

“...” แรงยวบริมเตียงทำให้ผมเห็นว่าคนที่เคยยืมทิ้งตัวนั่งริมเตียง ก่อนจะยื่นมือหนามาเชยคาง ออกแรงดันให้ผมเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา ทว่าดวงตาก็พร่าเบลอเกินกว่าจะมองเห็นอะไรได้ชัดจนต้องกะพริบตาถี่ ๆ

“ขอโทษ”

“ไม่...” ผมส่ายหน้าทั้งน้ำตาแล้วสะอื้นยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะสบตานัยน์ตาสีถ่านที่อ่อนแสงจนคล้ายจะหม่นหมองกำลังมองมา เขายิ้มอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนเคย พลางใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างอ่อนโยน

“ขอโทษที่ทำเหมือนไม่รักไม่ได้”

“...” ผมต่างหาก...

“ขอโทษครับ”

แกรก!

เขาออกไปแล้ว

เสียงเปิดและปิดประตูดังเข้ามาในโสตประสาท ผมมองบานประตูที่ถูกปิดสนิทจากฝีมือคนข้างห้อง 

หลังจากเช็ดน้ำตาที่เหมือนจะไม่หยุดไหลง่าย ๆ จนพอใจหรืออาจจะเหนื่อยใจ เขาก็ลุกขึ้นแล้วส่งยิ้มให้ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้องโดยที่ไม่ต้องออกปากไล่เหมือนทุกที หากทว่าครั้งนี้เหมือนหัวใจผมถูกกระชากตามออกไปด้วย

คล้ายกับมันหายไป ข้างในกลวงโบ๋จนรู้สึกได้

ผมนั่งนิ่งเหมือนคนโง่อยู่กลางเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่คิดจะเช็ด

นานเหมือนกันกว่าจะขยับตัว หันไปคว้าหมอนเน่าที่หล่นอยู่ข้างเตียงขึ้นมากอดแนบอกราวกับมันจะช่วยปลอบช้ำความเจ็บร้าวข้างในได้ ผมซุกหน้ากับหมอนสีตุ่นอย่างไม่รู้จะทำยังไง กอดแน่นจนมันผิดรูป 

ก่อนจะปล่อยทุกก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ข้างในออกมาอย่างทนไม่ไหว นอนคุดคู้กอดหมอนพลางสะอื้นฮัก ๆ จนตัวโยน

ปล่อยให้หมอนเน่าซับน้ำตา

ให้มันทำหน้าที่ของมัน... อย่างทุกที

“ฮือ...”

เป็นผมเอง

ผมมันนิสัยไม่ดี

เป็นผมที่ควรพูดคำนั้น ไม่ใช่เขา

“ขอโทษ อึก...”

พี่เฟิร์ส ผมขอโทษ



[TBC]

*ยื่นทิชชู่* ไหนใครมันทอล์กคราวก่อนว่า 'เน้นความฟินคนพี่คนน้องไปเรื่อย' ใคร๊!!
ฮือออ ชั้นเองขร่ะะะ ชั้นเองงง คนที่เดี๋ยวนี้น่ะอัปช้า แถมมาแบบหักมุมจนคิดว่าต้องถูกฉาบแน่
ไม่รู้จะทอล์กอะไรเลย แงงง ขออ่านคอมเม้นต์นักอ่านกันดีกว่าค่ะ มาส่งฟีดแบ็กกัน
หวานมาทั้งตอน พาร์ทสุดมท้ายเลยเค็ม ๆ น้ำตานิดนึงเนอะ ฮืออออออ
โทนเรื่องที่ตั้งใจไม่ใช่ดราม่า จะเน้นฟินเน้นโรแมนติกอีโรติกกรุบ ๆ จี ๆ นะ!
คิดถึงนะคะ ช่วงนี้เนือยมาก ๆ เขียนนิยายช้าสุด ๆ หวังว่าจะยังมีคนอยู่กับเราน้าาา

สวัสดีค่ะ กลับมาอัปน้อนหลังจากหายไปเกือบหนึ่งเดือนเต็ม!
มิมีอะไรจะแก้ตัว *แอ่นหลังให้ลงหวาย* ขออภัยจริง ๆ ค่ะที่ให้รอนาน
เอาล่ะ! ในที่สุดก็ได้เวลาเปิดไพ่กันแล้ว ชื่อคนพี่หลุดออกมาแย้วววว ฮาโหลพิเฟิร์สสสสส
แน่นอนว่าปมในส่วนของการรู้จักหรือไม่รู้จักกันยังไง ความเอ๊ะในตอนแรก ๆ ก็ออกมาด้วยนั่นแหละฮะ
ปริศนาที่เฉลยในตัวมาตั้งแต่เริ่มเรื่องว่าทำไมเขาถึงไม่ถามชื่อกัน บางอย่างคนแปลกหน้าจริง ๆ ก็ไม่ทำกันไรงี้
สรุปก็คือรู้จักกันมาก่อนนะจ๊ะ แต่เรื่องราวมันมีอะไรยังไงให้สองคนมาเจอกันในรูปแบบนี้ก็ติดตามกันต่อฮะ
เรื่องนี้ไม่มีปมซับซ้อนอะไรหรอก แน่นฟินความคนพี่คนน้องแบบเนิบนาบไปเรื่อยแหละจ้า
ใครมาทวงนิยายไว้ ขอบคุณมากนะคะที่ยังไม่ลืมกัน ฝากเม้นต์ส่งฟีดแบ็กด้วยน้าา คิดถึงงงงงง

น้อน! แม่เหลาไม้เรียวไว้ฟาดหนูแล้วนะ โอ้ยยยยยยยยย
ไม่รู้จะว่ายังไง รออ่านฟีดแบ็กแม่ยกดีกว่า ฉากนี้มันเป็นยังไง มาเม้นต์กัน!
เรื่องนี้ไม่ค่อยหวือหวา ไม่มีอะไรโบ๊ะบ๊ะ มีแต่ความเนิบนาบของทั้งสองคน ตัวละคนก็น๊อยน้อยเนอะ
ปมอะไรก็ไม่ได้เยอะหรือยากด้วย แถมชื่อพระ-นายก็ยังไม่ออก ให้อยู่กับความไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอต่อไป
เอาว่าใครยังอ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ขอบคุณมากนะคะ ถ้ายังไม่เบื่อความคนพี่คนน้อนซะก่อนก็ไปด้วยกันต่อน้า


ปล. เอาจิบิความตัลล๊ากของคนพี่กับน้อนมาปลอบที่หายไปหลายวัน พร้อมกับคาร์คนพี่ที่โคตรกร๊าวใจ! น่ารักมั้ยยยย

เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

168 ความคิดเห็น

  1. #157 mildHottest2PM (@mildHottest2PM) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 00:47
    ฉันรู้สึกเป็นนายเอกเลย งืออ
    #157
    0
  2. #139 บิบเบิ้ลBibble🦁🐢 (@skksskks) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 18:37
    มาต่อเร็วๆน้าาา อยากเห็นเค้าหวานๆกัน
    #139
    0
  3. #138 07052508 (@07052508) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 17:05
    รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ
    #138
    0
  4. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 21:15
    ชั้นบอกแล้ววว!!!ว่ามันมีซัมติงแน่ๆๆ!!
    #137
    0
  5. #136 BarBiirs_39 (@BarBiirs_39) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 19:17

    คือเคยเป็นแฟนกันอ่อ ละอิพี่ง้อ?อยู่แบบนี้ป้ะ งงอ่าา ละแบบดราม่าเฉยหน่องปรับอารมณ์ไม่ทัน55555 หน่องจะเป็นไบโพลาแล้วกับการอ่านนิยายหลายๆเรื่อง
    #136
    0
  6. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 15:56

    ดราม่าเฉยเลยอ่ะ ตะไมน้องทำงี้ๆๆ

    #134
    0
  7. #133 M0013 (@M0013) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 / 15:49
    มันหน่วงอ่ะ ไมไรท์ทำกับเราแบบบนี้ สงสารทั้งคนพี่คนน้อนนเลยอ่ะะะ รอติดตามนะคะะเ
    #133
    0
  8. #132 meedanphai (@meedanphai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 07:20
    เป็นเขิน ไรท์มาต่อเร็วๆนะคะ
    #132
    0
  9. #130 บิบเบิ้ลBibble🦁🐢 (@skksskks) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 00:36
    เรามารอไรท์ที่นี่ทุกวันเลยนะ เลิฟฟฟ
    #130
    0
  10. #129 gu_blue (@gu_blue) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 20:45
    เขินมากแม่ อ้ากกกกกกกก
    #129
    0
  11. #128 BeMoreFriend (@mystory-gig) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 23:44
    โอยยยย ลุ้นมากจ้ะ อินมากเว่อ

    คือ พอบอกว่า แอ่นหลังให้ลงหวาย

    นี่ก็นึกถึงท่าแอ่นโจโจ้...5555

    หมดกัน ความโรแมนติด อีโรติก นัวเนียๆที่ปั้นมาทั้งตอน 55555 ขำพรืดดดดด
    #128
    0
  12. #126 Lucky DZ (@luckydz555) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 13:56
    รอๆๆๆๆๆๆ
    #126
    0
  13. #124 Angleklekk (@Angleklekk) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 00:39
    ดีค่ะแม่ ชอบ ฟินมากกกก
    #124
    0
  14. #121 386187 (@386187) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 11:49
    เป็นชื่อแรก ใน 7 ตอนนี้ 5555
    #121
    0
  15. #119 kotchaporn7777 (@kotchaporn7777) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 20:35
    แง๊ววววววว มันดีมากเลยแม่ ฮือออออออออ งุ๊ยยยยยย เขิลลลลลล นายเอกซื่ออะไรอ่ะ ชื่อน้องเหรอ (0-0) รอเลยค่าาาาติดตามจนจบแน่นวลลลลลลลล เยิฟๆๆๆ
    #119
    0
  16. #118 namss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 00:20

    โง้ยย พี่เฟิร์สสของน้องงงง ละมุนปนฟินเหลือเกินคู่นี้ //ชอบการบรรยายของไรท์มากๆเลยอะ ฮื่อ บรรยายดีมาก มากแบบมากๆๆๆๆๆๆๆๆ♡♡

    #118
    0
  17. #117 aernatp (@aernatp) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 22:26
    อ้ากกกก
    #117
    0
  18. #116 บิบเบิ้ลBibble🦁🐢 (@skksskks) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 21:01
    งืออออออ มาแล้ววว เราเงิน ><
    #116
    1
  19. #115 jandeetured (@jandeetured) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 14:35
    คิดแล้วว่าต้องรู้จักกันมาก่อน ทั้งคู่น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกก
    #115
    0
  20. #114 Yoru rin (@nightnava) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 13:57
    ละลายไปแล้วจ้าาาา
    #114
    0
  21. #113 Nunam Soraya (@nunamsoraya) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 13:09
    ปริศนา ชื่อพระเอก โผล่มา 1 แล้ว
    ปริศนาถัดไป รู้จักกันยังไง ????
    #113
    0
  22. #112 ¢α¢αk£ (@CUPPINGCAKE) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 09:41
    ในที่สุดดดดดดดดด ชื่อก็มาาาาา><
    #112
    0
  23. #111 Chanee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 09:31

    ฮือออออ เราฟิน

    #111
    0
  24. #110 PiGunChaNok (@PiGunChaNok) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 08:52
    เรารู้ชื่อพระเอกล้าวววววว
    #110
    0
  25. วันที่ 18 ตุลาคม 2562 / 08:41

    ชอบคนดื้ออออออ

    #109
    0