ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 6 : [5] จู บ ห ม อ น (1) [120%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 223 ครั้ง
    15 ก.ย. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 






นานหลายนาทีกว่าจะตั้งสติปรับลมหายใจให้คงที่ได้...

ผมลุกขึ้นยืน หันหลังให้อีกคน ก่อนเงาสูงใหญ่ของเขาจะค่อย ๆ ยืดสูงทาบทับเงาของผมในเวลาไล่เลี่ยกัน ผมกำชายเสื้อพลางกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อระงับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังสั่นไหวอยู่ในนี้... 

ในอกนี่เอง

ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของผม หรือแม้แต่เขา

เราต่างปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันต่อไป ทั้งที่มีเสียงมากมายดังอยู่ในหัวผมไม่ยอมหยุด ภายในไม่ได้สงบเงียบเหมือนภายนอกแม้แต่นิด สารพัดความนึกคิดไหลราวน้ำหลาก ทั้งหลากหลายความรู้สึกที่ตีรวนพร้อมกันอีก 

ถ้าไม่กำชายเสื้อและกัดริมฝีปากเอาไว้ ผมก็คงจัดการความรู้สึกตัวเองได้ยากกว่านี้ 

นี่ก็แทบเต็มกลืนแล้ว

ให้มองหน้าเขาตอนนี้ไม่ไหวหรอก

ผมน่ะ...

“คุณ”

สองเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากจุดนั้นถูกหยุดด้วยฝ่ามืออุ่นร้อนของคนเบื้องหลัง เขาคว้าข้อมือข้างซ้ายของผมเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวกัน ผมหลุบตามองเงาของเราที่ซ้อนทับอยู่บนพื้นจนเป็นเงาเดียวกันนิ่ง

หัวใจยังไม่หยุดทำงานหนักสักวินาที

คำพูดของเขาก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน...

ประโยคนั้นยังคงดังวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมาราวเทปถูกกรอซ้ำ

“คุณช่วย...” หยุดคำไว้อึดใจหนึ่ง “ช่วยอย่าเพิ่งตามผมมาได้ไหม”

“...”

“ผะ ผมขออยู่คนเดียวสักพัก” 

รับรู้ได้ถึงแรงบีบกระชับตรงข้อมือให้รู้ว่าเขาไม่อยากทำตามคำขอของผมเท่าไหร่ แต่จะให้ผมอยู่กับเขาต่อตอนนี้ก็คงไม่ไหว ขอให้ผมได้พาตัวเองไปสงบจิตสงบใจหน่อยเถอะ 

“... นะครับ”

“...” ไม่มีคำตอบใดจากคนด้านหลัง

หากไม่กี่วินาทีต่อมาแรงบีบนั้นก็คลายลง ผมถึงเริ่มก้าวออกจากจุดนั้นเพื่อจะลงจากเขาตามที่คิดเอาไว้แต่แรก 

อีกคนไม่ได้ปล่อยมือตั้งแต่แรกทำให้เมื่อผมเริ่มเดินฝ่ามือเขาก็เลื่อนต่ำลงตั้งแต่ข้อมือ ลงมาใจกลางฝ่ามือ จนถึงข้อนิ้วทั้งห้า เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในหัว เลื่อนต่ำลงมาจนถึงปลายนิ้ว

ฉันพลัน ราวกับมีกระแสไฟแล่นมาจากจุดนั้น

ก่อนมันจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อมือของผมเป็นอิสระ

หากทว่า

หมับ!

ร่างของผมกลับถูกรวบกอดจากด้านหลังจนต้องหยุดเดินอีกครั้ง

ก้มมองท่อนแขนที่กอดรัดลำตัวผมเอาไว้ รับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดลงแถวต้นคอเพราะคนตัวสูงทิ้งศีรษะซบลงมา นอกเหนือจากนั้น ผมรู้สึกได้ถึงเสียงบางอย่างที่กระหน่ำเต้น มันแนบอยู่ที่แผ่นหลังของผมนี่เอง

เสียงที่ดังจากอกแกร่งของเขานั่นน่ะ

“รู้ไหม”

“...”

“ลิมิตที่ผมมี... ตอนนี้มันแทบไม่เหลือ”

ร่างของผมถูกรัดแน่นขึ้น พร้อมกับริมฝีปากที่กดลงมาบนหลังคอเบา ๆ พานให้ไรขนอ่อนทั้งร่างลุกชันอย่างห้ามไม่ได้ กรอบตาผมเบิกกว่าอย่างตกใจ เงยหน้ามองที่ที่เรายืนอยู่ 

ตามกลางผู้คน ทว่าก็ไม่มีใครสนใจเรา

“คุณ”

“ผมจะทำยังไงกับคุณดี”

ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนพูดประโยคนั้นกับคนดื้อดึงอย่างคุณน่ะ

“อันดับแรก คุณปล่อยผมก่อน โอเคไหมครับ?”

“ไม่ครับ”

“อย่าดื้อสิคุณ!

“ดุเหรอ” 

ใช่ ผมจะดุแล้วนะถ้าขืนคุณยังไม่ยอมปล่อยแบบนี้

“ครับ ผมดุคุณอยู่ ช่วยกลัวหน่อยเถอะ”

“ไม่”

“...” คำตอบของเขาทำให้ผมอยากจะเอาก้านมะยมฟาดจริง ๆ

“ผมชอบ...” พลัน ร่างกายผมก็เกร็งเครียดในวินาทีนั้น เขากระชับกอดแน่นขึ้น ซบหน้าลงกับหลังคอผมมากขึ้น หากเสียงที่กระซิบมากลับแผ่วเบา ทว่าสามารถเขย่าความรู้สึกคนฟังได้ไม่ยาก “ชอบให้คุณดุ”

“ระ โรคจิตเหรอครับ”

“เสพติดคุณมากกว่า”

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผมต้องเม้มปากซ้ำ ๆ เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เป็นความเคยชินอย่างที่ผมเคยบอก 

ริมฝีปากที่ยังคลอเคลียแถวหลังคอทำให้ผมตัวสั่นน้อย ๆ ใบหน้าที่ร้อนผ่าวอยู่แล้วยิ่งร้อนมากกว่าเดิมจนผมไม่รู้จะจัดการกับตัวเองยังไง แม้แต่สายลมที่หอบความเย็นมาช่วยบรรเทาก็ยังสู้ไอร้อนจากแก้มของผมไม่ได้เลย

แย่แล้วล่ะครับ ผมน่ะ...

เขายังร้ายเหมือนเดิม เหมือนที่ผมเคยบอก...

ทั้งร้าย ทั้งอันตราย

“พอก่อนได้ไหมครับ” ผมบอกเสียงแผ่ว พยายามควบคุมไม่ให้เส้นเสียงสั่นไปมากกว่านี้

“คอคุณแดง” เขาบอกอย่างนั้น

“นี่ คุณ!” ทั้งยังกดริมฝีปากซ้ำลงมาจนผมเกือบจะประสาทเสีย

“เขินเหรอ?” เหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังมาจากด้านหลัง ไม่ต้องเห็นหน้าก็เดาได้เลยว่าตอนนี้มุมปากของเขาคงกำลังยกสูง สีหน้าคงเจ้าเล่ห์ร้ายกาจจนน่าหมั่นไส้แน่ ๆ

เขาแกล้งผมอีกแล้ว!

“คุณมันนิสัยไม่ดี”

“ไม่เหมือนคุณ...”

“ผมทำไมครับ”

“โคตรน่ารักเลย”

ผมขบริมฝีปากล่าง ก้มหน้าลง หลุบตามองท่อนแขนแกร่งใต้เสื้อโค้ทที่กำลังกอดรัดรอบตัวนิ่ง ความร้อนผะผ่าวยังคงลุกลามไปทั้งดวงหน้า ใบหูและลำคอ รวมไปถึงสิ่งที่กำลังขยับเต้นเป็นจังหวะรัวเร็วอยู่ภายใน

มันทำงานหนักเกินไปจนกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน

ไม่ไหว...

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีลิมิต ผมเองก็มีเหมือนกัน...

ไอ้สิ่งที่เรียกว่าขีดจำกัดน่ะ

“คุณ...” เส้นเสียงของผมไม่น่าฟังเท่าไหร่ เป็นแค่คำ ๆ เดียว แต่กลับสั่นไหวและไม่มั่นคงเอาเสียเลย ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อควบคุมทุกอย่างเอาไว้ พลางยกมือขึ้นกดท่อนแขนแกร่ง “ปล่อยเถอะครับ”

“...” อ้อมกอดแข็งแรงพลันเกร็งเครียดในวินาทีนั้น

“ขอผมอยู่คนเดียวสักพัก”

“...” เขามอบความเงียบเป็นคำตอบ

“นะครับ”

“...” ราวกับกำลังบอกปฏิเสธกันอย่างเอาแต่ใจ

“ดื้อจังเลย” ผมว่าเสียงอ่อน 

ทั้งอ่อนใจ ทั้งอ้อนวอน

“พอกัน” เขาพึมพำอะไรสักอย่างกับต้นคอเปลือยจนขนลุกซู่

ทั้งที่สวมเสื้อผ้าหลายชั้น แต่แค่ถูกดึงรั้งนิดหน่อยก็เผยท้ายทอยเปลือยออกมาง่ายดาย ก่อนคนด้านหลังจะกดริมฝีปากลงบนต้นคอของผมอีกครั้ง ซ้ำรอยเดิมที่ทำก่อนหน้า ทว่าคราวนี้แตกต่าง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นสร้างความปลาบแปลบตรงจุดนั้นให้ได้นิ่วหน้า ผมย่นคอหนีสัมผัสร้อนทั้งจากริมฝีปากและลมหายใจของอีกฝ่าย

“คุณ!

แต่ก็ไม่เคยพ้น...

ไม่มีวันหนีพ้นจนกว่าเขาจะเป็นฝ่ายปล่อย

คล้ายจะได้ยินเสียงถอนหายใจหนักจากคนด้านหลัง ราวอีกฝ่ายก็กำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมตัวเอง ผมพลันเกร็งตัวตอนเขาขยับใบหน้าออกจากต้นคอ ทิ้งไว้เพียงลมหายใจกรุ่นที่เป่ารดลงมาซ้ำรอยริมฝีปากนั้น 

ก่อนความอบอุ่นที่เคยโอบรัดรอบกายจะคลายออกเชื่องช้า เป็นอิสระจากกันในที่สุด

ผมก้าวเท้าออกจากจุดนั้นอย่างไม่ประวิงเวลา

ทว่าก็ไม่รู้ว่าคิดยังไงถึงได้หยุดฝีเท้าและหันกลับมาอีกครั้ง

“...”

“...”

ร่างสูงของเขายังยืนอยู่จุดเดิม แสดงให้เห็นว่ากำลังทำตามคำที่ผมขอ

เราสบตากันท่ามกลางผู้คนมากมายอีกครั้ง นัยน์ตาสีถ่านสะท้อนภาพของผมอยู่ข้างใน แววตาคมราบเรียบ ทว่าอัดแน่นหลากหลายความรู้สึกจับจ้องผมไม่วางตา พานให้ร่องรอยที่ถูกทิ้งเอาไว้แถวท้ายทอยร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม ลุกลามมาจนถึงตำหนิตรงไหปลาร้าซึ่งมีที่มาเดียวกัน ต่างตรงที่ตำหนินี้ได้มาโดยที่ไม่รู้ตัว

ก่อนความร้อนเหล่านั้นจะกระจุกรวมตรงอกซ้ายเป็นจุดเดียว

เมื่อโทนเสียงทุ้มลึกและแหบต่ำดังจากปากเขา

“ผมรอ”

ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

ไม่เห็นต้องทำแบบนั้นก็ได้

แต่เขาน่ะ...

ดื้อจริง ๆ

 


กว่าผมจะกลับมาถึงที่พักเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่

เดิมทีคิดจะพาตัวเองไปเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยแถวคลองชองเกชอน อีกหนึ่งสถานที่ปักหมุดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ทำแพลนเที่ยวตามกระทู้รีวิวต่าง ๆ อย่างผม ทว่า ตอนกำลังลงจากสวนดอกหญ้าโดยไม่มีเงาสูงใหญ่ของใครอีกคนตามอย่างทุกที โทรศัพท์ก็พลันส่งเสียงร้อง บ่งบอกว่ามีใครสักคนโทรผ่านเฟซบุ๊คมาหา

เพื่อนเก่าของผม

เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่จบมัธยมต้นเพราะเขาไปเรียนต่อที่อื่น จำไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงมีเขาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค อาจเพราะอีเมลที่ใช้สมัครยังเป็นอีเมลเก่าที่ผมใช้ตั้งแต่สมัยครูสอนให้สมัครอีเมลก็ได้ล่ะมั้ง 

เราคุยกับผ่านเฟซบุ๊คบ้างถึงได้รู้ว่าตอนนี้เขาย้ายมาอยู่เกาหลีเพราะมีแฟนที่นี่

พอรู้ว่าผมจะมาเที่ยวเขาก็ขอนัดเจอกับผมตั้งแต่ก่อนเดินทางด้วยซ้ำ

อันที่จริงนัดของเราคือพรุ่งนี้เย็น... หมายถึงวันที่เพิ่งผ่านเที่ยงคืนมาสี่สิบห้านาทีนี่แหละครับ แต่เขามีธุระกะทันหันจึงโทรมาเลื่อนนัดเป็นเย็นเมื่อวานแทน ผมตอบตกลงอย่างไม่อิดออด ก่อนจะนั่งซับเวย์ไปหาเพื่อนเก่าแถวกังดง

จากจุดที่ผมอยู่ก็ใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโมงเหมือนกันว่าจะไปถึง ตอนเรียนเราไม่ได้สนิทกันมากนัก ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันด้วยซ้ำ มีความประดักประเดิดนิดหน่อยตอนเจอหน้ากัน แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นดี

เขาพาผมไปทานเนื้อย่างร้านเด็ดในย่านนั้น เราคุยกันด้วยเรื่องทั่วไประหว่างทานอาหาร ถูกเขาชวนให้ลองดื่มโซจูแกล้มเนื้อย่างเหมือนคนเกาหลีโต๊ะอื่น ๆ ที่มีขวดสีเขียวประดับกันแทบทุกโต๊ะ ผมลองดื่มเพราะถูกเชิญชวน แต่เพราะไม่ใช่คนชื่นชอบแอลกอฮอล์อยู่แล้ว รสชาติขมฝาดเฝื่อนไม่ลื่นคอก็ทำให้ต้องนิ่วหน้าก่อนจะถอดใจ

หลังจากนั้นก็ถูกเขาชวนไปนั่งร้านเบียร์ต่อ

เขาดูยังไม่อยากกลับเท่าไหร่ ผมเองก็ไม่ได้ติดอะไร เรานั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยอีกครั้งในร้านเบียร์มืด ๆ สั่งเบียร์มาคนละแก้ว มีกับแกล้มเป็นต็อกชีสย่างหอม ๆ กับยำปลาหมึกสด ผมละเลียดเบียร์ทีละนิดสลับกับกัดต็อกชีสย่างอย่างเชื่องช้า แก้วของผมไม่ทันพร่องครึ่งแก้วเพื่อนก็หันไปสั่งมาอีกหนึ่งเหยือก 

เขาดื่มเก่งพอตัว บางช่วงก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับมาพร้อมกลิ่นบุหรี่ติดเสื้อผ้าเต็มไปหมด ท่าทางจะติดบุหรี่ ทุกครั้งที่ขอไปเข้าห้องน้ำกลิ่นที่ติดตัวก็ยิ่งชัดขึ้น

กลิ่นนั้นทำให้ผมนึกถึงใครอีกคนขึ้นมา...

กลิ่นของนิโคตินผ่านลมหายใจกรุ่น ผสมกับกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขา

กลิ่นที่ไม่เหมือนกับเพื่อนเก่าคนนี้ เป็นกลิ่นที่ทำให้ผมต้องกลั้นหายใจทุกครั้งที่อยู่ใกล้

เที่ยงคืนสี่สิบห้านาที...

ผมลงจากรถแท็กซี่ที่มีเพื่อนเก่านั่งมาส่ง ทั้งที่ปฏิเสธว่านั่งกลับมาคนเดียวได้แต่อีกฝ่ายก็ไม่ฟัง นั่งมาส่งถึงที่ แถมระหว่างทางยังทำให้ผมต้องตกใจกับสิ่งที่เขาโพสต์ในหน้าเฟซบุ๊ค รูปพร้อมแคปชั่นและแท็กชื่อผม

ทว่าก็ไม่มีการพูดอะไรกันมากไปกว่านั้น

ผมไม่ได้ถาม เขาก็ไม่ได้ขยายความ บางทีก็อาจจะแค่เมา พรุ่งนี้พอสร่าง เขาก็คงจะลบโพสต์หรือเปลี่ยนแคปชั่น แวบแรกผมก็แค่ตกใจนิดหน่อย ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่าน่าสนใจมากไปกว่าตอนหันกลับมาเห็นร่างสูงของใครบางคนกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าตึกหลังจากเพื่อนและแท็กซี่คันนั้นขับออกไป 

และดูเหมือนผมจะอยู่ในสายตาอีกฝ่ายแต่แรก

ตอนหันมาถึงได้สบเข้ากับนัยน์ตาคมที่กำลังจ้องเขม็ง

ผมขมวดคิ้วกับสายตาที่ดูจะ ดุกว่าครั้งไหนของเขาอย่างไม่ค่อยเข้าใจ

เหนือสิ่งอื่นใด... ผมเองก็กำลังไม่พอใจเช่นกัน

ความงุ่นง่านเกิดขึ้นเมื่อเห็นว่าเขานั่งอยู่ในโซนสูบบุหรี่หน้าตึก ตรงนั้นเป็นช่องตึกที่มีลมพัดตลอดเวลา ยิ่งดึกอุณหภูมิยิ่งลดต่ำ ตอนนี้อากาศแทบจะติดลบ แต่เขากลับนั่งตากลมเย็นจัดด้วยท่าทางไม่ยี่หระ ซ้ำข้างกันยังมีกระป๋องเบียร์เปิดแล้วสี่กระป๋องล้มระเนระนาด ในถุงก็มีที่ยังไม่ได้เปิดอีกสอง อยู่ในมือเขาอีกหนึ่ง โทรศัพท์วางเกะกะใกล้กัน

ผมเดินโต้ลมเย็นจัดไปหาคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น

หยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่ายนิ่ง...

เขาเงยหน้าขึ้นมองผม แววตายังดูดุไม่เปลี่ยน ผมสบตาคม เหลือบมองกระป๋องเบียร์เปล่าที่ถูกใช้เป็นที่เขี่ยบุหรี่พลันนิ่วหน้า พอมาดูใกล้ ๆ ถึงได้เห็นเศษซากสารพิษที่เขาสูบมันเข้าร่างกายว่ามากมายแค่ไหน

มืออีกข้างของเขาก็ยกมันขึ้นจรดริมฝีปากทั้งที่ยังจ้องไม่วางตา

พรึบ...

ผมดึงมันออกจากปากเขาอย่างถือสิทธิ์ ค้อมตัวลง กดปลายบุหรี่ติดไฟกับกระป๋องเบียร์ข้างคนตัวโต ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้ผมได้กลิ่นนิโคตินผสมปนกลิ่นเบียร์จากลมหายใจอีกฝ่ายชัดเจน

ใช่ ผมกลั้นหายใจอีกแล้ว

“คุณสูบเยอะเกินไป”

“ชั่วโมงละมวน”

“...” เสียงทุ้มลึกแหบต่ำดังอยู่ข้างหู

“เท่าจำนวนที่รอคุณ”

จบประโยคนั้น ผมก็หันไปมองคนพูดอย่างลืมตัว...

ลืมว่าโพสิชันตอนนี้ไม่เอื้อต่อการหันหน้าไปหาอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ เมื่อทำแบบนั้นปลายจมูกของเราจึงชนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ สัมผัสเล็ก ๆ กรุ่นไปด้วยลมหายใจอุ่นจัดทำให้ผมหยุดชะงักอย่างไม่ตั้งใจ กลิ่นนิโคตินปนกลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้นจากลมหายใจของอีกฝ่าย ทั้งกลิ่นน้ำหอมประจำตัวกายที่ปะปนอบอวลไปทั่วทั้งโพรงจมูก

กลิ่นเหล่านั้นทำให้ลมหายใจของผมติดขัดอย่างควบคุมไม่ได้

คำพูดของเขาเมื่อกี้ก็ด้วย...

โทนเสียงที่ใช้ราบเรียบ แต่เจือไปด้วยความขุ่นมัว บ่งบอกว่าคนตัวโตไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ 

เขาดูหงุดหงิดงุ่นง่าน ยิ่งพอได้สบนัยน์ตาสีถ่านใกล้ขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ ก้อนเนื้อในอกพานกระตุกไหว แววตาเข้มของเขาทำให้ผมประหม่า อดเผลอเม้มริมฝีปากเข้าหากันด้วยความเคยชินอย่างเสียไม่ได้

คนตัวโตหลุบตามองริมฝีปากจนผมต้องรีบปล่อย ทั้งที่เขาก็แค่จ้องด้วยสายตานิ่งเรียบเหมือนที่ทำมาตลอดทั้งวัน แต่ครั้งนี้ไม่มีการนับเลขชวนให้รู้สึกลนลาน ทว่ากลับรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมากกว่าทุกที

เขากำลังอารมณ์เสีย...

“คุณ... รออยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“แปลก” มากทีเดียว “นึกว่าคุณรู้อยู่แล้ว”

เขาเหลือบมองตามผมที่ยืดตัวตรง จ้องผมนิ่งด้วยสายตาที่ยังดุไม่เปลี่ยน สายตาของเขายังทรงพลังและอันตรายเสมอ แน่นอนว่าผมสู้ไม่ไหว เบนสายตาไปทิ้งไว้กับสิ่งที่ระเกะระกะอยู่ข้างตัวเขาแทน

กระป๋องเบียร์เปล่าบุบบี้ หน้าจอมือถือที่ยังเปิดค้าง ก้นกรองบุหรี่มากมายชวนหงุดหงิด

เท่าจำนวนที่รอ...

“ผม...” เส้นเสียงของผมขาดหาย คล้ายมีก้อนบางอย่างกดทับ 

ตั้งแต่ที่เขาบอกว่ารอ... ตลอดเวลาหลายชั่วโมงที่ผมอยู่กับเพื่อนเก่า นั่งกินเนื้อย่าง จิบเบียร์ คุยเรื่องสัพเพเหระโดยไม่ได้สนใจเวลา กลับมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนี้

ความรู้สึกหน่วงในอกเหมือนมีอะไรถ่วงมันกำลังทำให้ผมหายใจไม่ออก

“คุณขออยู่คนเดียว”

“...”

“แต่ที่เห็น... เหมือนไม่ใช่”

ผมสบแววตาที่คล้ายเย็นชา แต่กลับสั่นไหว เสียงของเขาราบเรียบ แข็งกระด้าง แต่ก็เหมือนกำลังตัดพ้อ ทั้งหมดนั้นผมรับรู้ได้ ต่อให้เขาพยายามจะข่มมันเอาไว้ 

ผมเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ไม่สนแล้วว่าจะโดนดุไหม รู้แค่ว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ปากของผมหยุดสั่นได้ เพราะจู่ ๆ ตาก็พร่ามัวขึ้นมาตอนผมเริ่มสำรวจใบหน้าของเขา

ผิวแก้มสากแดงเรื่อ บ่งบอกว่าผิวของเขาถูกความเย็นจัดเล่นงานเป็นเวลานาน ริมฝีปากขาวซีดแห้งแตกกว่าปกติ ต่อให้เขาไม่ใช่คนขี้หนาว แต่การนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมงไม่ได้แปลว่าร่างกายของอีกฝ่ายจะไม่เป็นอะไรเลย

ไม่เข้าใจ เขาจะทรมานตัวเองไปทำไม ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมจะกลับมาที่นี่เมื่อไหร่

ต่อให้ไม่แตะยังรู้เลยว่าแก้มทั้งสองข้างของเขาคงเย็นเฉียบ

คนโง่...

“อยากหนาวตายเหรอครับ”

อย่างที่คิด... แก้มของเขาเย็นจัดจนฝ่ามือของผมสั่น

คนตัวโตชะงักนิ่งตอนผมขยับไปยืนจนขาชนกับเข่าของเขา พลันยื่นมือซ้ายออกไปวางทาบแก้มสาก นัยน์ตาสีถ่านที่เคยดุอ่อนลงเล็กน้อย 

เขาเบียดแก้มเข้าหา ก่อนจะกุมหลังมือผมไม่ให้ขยับ บีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ

“อยากให้ผมเป็นบ้าตายหรือไง”

“คุณน่าจะอยู่ที่ห้อง ตรงนี้เย็นเกินไป” หัวคิ้วผมยังขมวดมุ่น มองกลุ่มผมสีดำของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกไม่ดี เขาอาจจะไม่สบายขึ้นมาก็ได้ถ้าเรายังอยู่ตรงนี้ต่อ แต่อีกคนก็เหมือนจะไม่ได้ฟังที่ผมพูดสักนิด

“คุณกลับดึก...” แววตาของเขาอ่อนลงก็จริง แต่ความงุ่นง่านก็ยังคงอยู่ ผมระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าคนตัวโตกำลังงุ่นง่านเรื่องอะไร “มีกลิ่นเหล้า แล้วยังมากับคนอื่น”

“ขึ้นห้องเถอะครับ” ผมจะดึงมือออก แต่กลับถูกบีบแน่นจนเจ็บไปหมด

“นั่นไม่ใช่ที่ผมอยากได้ยินตอนนี้”

“...” ตาเขาดุขึ้นอีกแล้วล่ะครับ ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกเสียวสันหลังจนหนาวสั่นไปทั้งตัวราวกับคนมีชนักปักหลัง สายตาของเขาคาดโทษคล้ายจะบอกว่าผมนั้นมีความผิดติดตัว เป็นอีกครั้งที่ผมต้องหลบตาอีกฝ่าย

สายตาเขาสามารถฆ่าคนตายได้แน่ ๆ เชื่อไหม

ใครคนนั้นก็คงเป็นผมนี่แหละ

“มันเป็นใคร” ดุจังเลยครับ

“ผมหนาว”

พรึบ...

มือผมเป็นอิสระแทบจะในวินาทีนั้น

ฉับพลัน เขาก็ลุกพรวดขึ้นเต็มความสูงจนผมผงะ เผลอก้าวถอยหลังอย่างตกใจ คนตัวโตเหลือบมองผม เขาถอนหายใจด้วยความงุ่นง่าน หันก็ไปหยิบโทรศัพท์มือถือยัดกระเป๋ากางเกง เก็บกระป๋องเบียร์เปล่าไปทิ้งถังขยะใกล้ ๆ แล้วเดินกลับมาคว้าถุงจากร้านสะดวกซื้อที่ยังเหลือเบียร์อีกสองกระป๋อง 

ส่วนอีกข้างก็คว้ามือผมไปจับเหมือนกลัวผมหนี

“คุณ...” ผมเงยหน้ามองเจ้าของฝ่ามือใหญ่ “ผมเดินเองก็ได้”

“รู้ใช่ไหมว่าผมกำลังหงุดหงิด” เขาก้มลง หรี่ตามองเหมือนกำลังคาดโทษอีกแล้ว ดุมากเลยครับตอนนี้ คงเพราะผมไม่ยอมให้คำตอบในเรื่องที่เขาคาใจสักที “เชื่อเถอะ คุณไม่อยากได้ตัวเลือกจากผมตอนนี้หรอก”

“ตัวเลือกอะไรครับ?”

“เลือกว่าจะให้ผม จับมือหรือ อุ้มคุณดีไง”

“...” โอเค ผมว่าผมไม่ควรเถียงกับเขาตอนนี้จริง ๆ

“โดนแน่”

พอทิ้งคำขู่จนผมปิดปากเงียบ เขาก็ดึงให้ผมเดินตามเข้าตึกทันที ผมก้มมองมือตัวเองที่ถูกจับจูงสลับกับแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย มุมปากเริ่มกระตุกจนต้องเม้มเข้าหากันอีกครั้ง

มือของเขาเย็นมาก แต่กลับทำให้อกข้างซ้ายของผมอุ่นวาบขึ้นมาเฉยเลย

ทว่าก็รู้สึกอุ่นได้แค่ไม่กี่นาที พลันความร้อนก็คืบคลานเข้ามาแทนที่...

ปึง!

หลังปล่อยให้ความเงียบเป็นตัวคั่นกลางระหว่างเราตลอดการขึ้นลิฟต์มาสิบสี่ชั้น เมื่อเขาเปิดประตูห้องพักได้ผมก็โดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว ถูกดึงให้พ้นกรอบประตูเข้ามา พริบตาเดียวก็ถูกกดร่างลงกับบานประตูจนปิดลงเสียงดังด้วยแผ่นหลังของผม 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนผมยังมึนงง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คนตัวสูงตามมากักตัวผมไว้ใต้ร่าง ยกมือทั้งสองข้างวางทับประตูในระดับศีรษะของผม สร้างกรงขังมนุษย์ด้วยร่างกายสูงใหญ่ของเขาขึ้นอย่างถือสิทธิ์

“นี่ คุณ!

เขาไม่ได้รุนแรงจนดูหยาบคาย แต่ก็ทำผมร้อนรนได้อยู่ดี

ฮะ เฮือก!

พลันสะดุ้งเมื่อเงยหน้าขึ้นและได้สบกับแววตาดุที่ก้มมองอยู่ก่อน เผลอเม้มปากเข้าหากันอย่างลืมตัว ตอนนี้ไม่มีร่างกายส่วนไหนของเราสัมผัสกันก็จริง แต่นัยน์ตาสีถ่ายตรงนี้ก็สร้างความกดดันให้ผมได้ไม่ยากเลย

เก่งจังเลยครับคุณคนนี้...

เรื่องใช้สายตากดดันกันเนี่ย เขาจะเก่งเกินไปแล้ว!

มันเป็นใคร?” คำถามเดียวกับตอนอยู่ข้างล่างถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง โทนเสียงยังมีความดุ บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวยังไม่มีท่าทีจะอารมณ์ดีขึ้นหากไม่ได้คำตอบที่ต้องการ นัยน์ตาสีถ่านจ้องผมตาไม่กะพริบราวกับต้องการคาดคั้น

เป็นผมอีกแล้วที่ต้องหลบตา หลุบมองกระดุมเสื้อบนอกเขาแทนการสบแววตาดุคู่นั้น

“ถอยครับ”

“คุณไม่ตอบ”

“ผมอึดอัด”

ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่บอกว่าหนาว อีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะอ่อนข้อให้ นอกจากจะไม่ขยับออกแล้วยังขยับเข้าใกล้กว่าเดิมพลางโน้มหน้าลงต่ำจนใบหน้าเราอยู่ในระดับเดียวกัน รับรู้ได้ถึงลมหายใจกรุ่นคละคลุ้งด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ปนกลิ่นบุหรี่ที่กำลังเป่ารดใบหน้า พานให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายและผิวแก้มร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้

“ผมจะบอกอีกครั้ง เผื่อคุณลืม”

“อึก...” ร่างกายพลันเกร็งเครียด กรอบตาเบิกกว้างมองคนตัวโตเลิ่กลั่กเมื่อเขาใช้หน้าผากเย็น ๆ จากการตากลมนั่นกดลงบนหน้าผากผม แนบสนิท พลางออกแรงดันจนต้องแหงนหน้าขึ้นสบตา

ก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปากเสียงเข้ม

“ความอดทนผมมีจำกัด”

คะ คุณ! ใจเย็นได้ไหม” ผมเลิ่กลั่ก ยกมือแตะแผ่นอกแน่นตึงตรงหน้า ออกแรงดันเมื่อเขาเบียดตัวลงมาจนแทบจะไม่เหลือที่ว่าง ไม่สิ ตอนนี้ไม่มีส่วนไหนของเราแล้วที่ไม่สัมผัสกัน “แล้วก็... ช่วยเขยิบออกหน่อย”

รู้ไหม ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากไม่ให้เสียงตัวเองสั่น

การขยับปากพูดก็ทำให้ผิวเนื้ออ่อนของปากเราสัมผัสกันบางเบาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะพยายามแนบศีรษะไปกับประตู แต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มระยะห่าง ริมฝีปากสั่นไม่ต่างจากเสียงราวกับต้องของร้อนจนต้องกัดมันเอาไว้

ใจผมเหมือนจะหลุดออกมาจากอกแล้วตอนนี้

“ถ้าผมใจร้อน คุณคงไม่ได้ขึ้นมาหรอก” 

จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนคิดผิดที่ยอมให้เขาจับจูงเข้ามาในห้องตามใจชอบ ถ้ารู้ว่าจะถูกคนนิสัยเสียต้อนให้จนมุมขนาดนี้ บางทีผมน่าจะปล่อยให้เขานั่งตัวแข็งตายอยู่ข้างล่างไปซะ

“คุณ เราไปนั่งคุยกันดีกว่าไหมครับ” ผมพยายามพูดอย่างใจเย็น

“ยืนคุยไม่ดีตรงไหน” แต่เขากลับทำหน้ามึนจนผมนึกหมั่นไส้

“ผมอึดอัด!” 

ถูกเขาเบียดจนจะแบนติดประตูอยู่แล้ว มันดีตรงไหนครับ!

“งั้นเลือกสิ...” คนตัวสูงเคลื่อนใบหน้าไปด้านข้าง ก่อนจะกระซิบข้างหูผมด้วยโทนเสียงทุ้มแหบต่ำและแตกพร่าชวนให้รู้สึกหนาวสั่นอีกทั้งยังเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง “เราจะ ยืนคุยตรงนี้หรือ นอนคุยบนเตียงดี?”

“...” ผมเม้มปากแน่น ใบหน้าร้อนผ่าวเพราะลมหายใจอุ่นที่เป่ารดใบหู 

ความรู้สึกหมั่นไส้คนตรงหน้ามีมากขึ้นจนอยากหยิกให้เนื้อเขียว ไม่ใช่ว่าเขาหงุดหงิดแล้วจะข่มกันได้นะ ผมหรี่ตามองซอกคอและลาดไหล่ของเขานิ่ง

รวดเร็วเท่าความคิด!

“มันเจ็บนะครับ” กัดลงที่บ่าใกล้ซอกคอแกร่ง คราวนี้เสียงเข้มดังชิดใบหูจนผมขนลุก เขาไม่มีท่าทีจะขยับหรือผลักผมออก ทั้งที่ผมเขย่งตัวงับเนื้อเขาเต็มแรงราวหมาบ้า แต่เขากลับนิ่งเฉยทำเหมือนผมเป็นแค่ลูกหมาคันฟัน

ก่อนจะเป็นผมที่ต้องสะดุ้งตัวโหยง ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บออกมา

“โอ้ย!” แทบจะวินาทีนั้น

ปึก!

ผมยกกำปั้นทุบอกหมาบ้าตัวโตที่ฝังเขี้ยวลงที่ซอกคอจนเจ็บจี๊ดอย่างหงุดหงิด ผมนิ่วหน้า เบะปาก กรรมตามสนองแบบติดจรวดจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่สิ ตอนนี้รู้สึกเหมือนน้ำตาปริ่มออกมาจากหางตานิด ๆ แล้ว

“ดื้อ” เขากระซิบดุเสียงเบาชิดผิว

“อึก!” ผมเกร็งตัวอยู่ใต้ร่างเขา กรอบตาพลันเบิกกว้าง

หมับ...

มือที่เคยกำหมัดตัวเองเปลี่ยนมากำเสื้อของอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ หูอื้อตาลายไปหมด ลมหายใจก็เริ่มติดขัดเมื่อรับรู้ถึงสัมผัสเปียกชื้นที่ลากวนอยู่บนรอยกัด ริมฝีปากที่เริ่มอุ่นบดลงมาบนผิวเนื้อหนัก ๆ จูบซับ ก่อนจะแตะปลายลิ้นร้อนไปตามรอยฟันราวกับจะปลอบประโลม แต่มันกลับทำให้ผมตัวสั่นผวาจนต้องกำเสื้อเขาแน่นกว่าเดิม

“ตอบคำถามผม”

“เจ็บ!” ผมเม้มปาก เชิดหน้าขึ้นเพื่อหาอากาศหายใจ เขายังฝังหน้าอยู่กับคอผม กระซิบพูดชิดผิวเนื้อที่กัดและเลียจนเปียกชื้น จูบซับ ขบเม้มจนผมรู้สึกเสียวจี๊ดตั้งแต่ซอกคอไปจนถึงช่องท้อง

รับรู้ได้ถึงแรงกดดันมากกว่าทุกที คล้ายเจ้าหมาบ้าคนนี้จะบอกให้รู้...

ถ้าขืนผมยังโยกโย้เล่นแง่อยู่ เขาอาจจะไม่ใจเย็นอีกต่อไปแล้ว

“มันเป็นใคร”

“พะ เพื่อน” น่าโมโหที่เสียงผมยังคงสั่นและควบคุมมันได้ยาก

เพื่อน?”

มันช่วยไม่ได้เลยในเมื่อเขายังทำให้ผมสะท้านไปทั้งตัวด้วยริมฝีปากอุ่นร้อน ผมสูดลมหายใจลึก พยายามดันตัวเขาออก แต่อีกคนก็ขืนตัวแล้วเบียดลงมามากกว่าเดิม อกเราแนบสนิทจนไม่มีอากาศแทรกผ่าน หัวใจกระตุก ทั้งยังกระหน่ำเต้น ร่างกายก็สั่นเมื่อรับรู้ว่าริมฝีปากอุ่นเริ่มกดลงตามซอกคอเชื่องช้าคล้ายต้องการปั่นประสาท

เพื่อนเก่า อึก!” ผมหอบหายใจ “สะ สมัยมัธยม โอ้ย คุณครับ! หยุดยุ่งกับคอผมสักที!

“คุณยังตอบคำถามไม่ครบ”

“ยืนคุยดี ๆ ไม่ได้หรือไง”

“ก็ถ้าคุณตอบแต่แรก” คราวนี้ผมเริ่มผลักเขาอย่างจริงจัง จนเขาต้องตวัดแขนมารั้งเอวผมไว้แน่น ผมชักจะโมโหขึ้นมาบ้างแล้วนะ ทำไมเขาถึงไม่น่ารักแบบนี้ อยากให้ผมขาดอากาศตายหรือไง เบียดเข้ามาอยู่ได้

หายใจไม่ออกแล้วนะ

ปึก!

“นิสัยไม่ดี!” ว่าแล้วก็ทุบอกเขาระบายความหงุดหงิด

เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะผงกหัวขึ้นมาจนเราได้สบตากันอีกครั้ง เขากวาดตามองทั่วหน้าผมวินาทีหนึ่ง ก่อนยกมืออีกข้างเกลี่ยน้ำใสแถวหางตาให้อย่างอ่อนโยน พลันว่า... 

ทำไมถึงมากับมัน”

เรานัดเจอกัน” พูดได้แค่นั้นเขาก็ทำตาดุอีก มือใหญ่ที่โอบอยู่ก็ขยำเอวผมแน่น บ่งบอกว่าคำตอบของผมไม่ค่อยเข้าหูเขาเท่าไหร่ ผมสูดลมหายใจ พูดต่ออย่างใจเย็น “เขามาอยู่กับแฟนที่นี่ พอรู้ว่าผมจะมาเที่ยวก็เลยนัดเจอกันตั้งแต่ก่อนเดินทาง จริง ๆ เรานัดกันพรุ่งนี้ แต่เขาติดธุระก็เลยเลื่อนมาเป็นวันนี้แทน หลังจากผมแยกกับคุณนั่นแหละ”

“ทำไมมากับมัน” เขาย้ำคำถามเดิมอย่างต้องการคำตอบ

“เขาก็แค่นั่งแท็กซี่มาส่งเพราะเห็นว่าดึกแล้ว”

“...” คนตัวสูงเงียบเหมือนกำลังคิดอะไร คิ้วขมวดจนยุ่งเหยิง

“ปล่อยได้หรือยังครับ ผมง่วง อยากกลับห้องแล้ว” ผมขยับตัวอย่างอึดอัดอยู่ในอกเขา แต่ท่อนแขนแข็งแรงก็ไม่มีท่าทีจะปล่อยให้ผมเป็นอิสระ เขารั้งตัวผมเข้าหาจนร่างกายท่อนล่างเบียดเสียดกันอย่างน่าหวาดเสียว

“ใช่ คุณกลับดึก... แถมยังดื่มเหล้า”

“เขาชวน ผมก็แค่ชิมนิดหน่อย” แรงขยำตรงเอวหายไป แต่ก็ยังจ้องผมด้วยสายตาดุไม่เลิก ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายดุ พลันจ้องเขาอย่างเอาเรื่องบ้าง “ผมดื่มน้อยกว่าคุณด้วยซ้ำ ไหนจะสูบบุหรี่ตั้งขนาดนั้นอีก”

“ก็ผมรอคุณ” เขาบอกเสียงอ่อย แววตาก็อ่อนลงหลายส่วน

“นั่นไม่ใช่ข้ออ้างครับ” คราวนี้เป็นผมที่เริ่มเสียงแข็ง

“ทำไมคุณโกรธผม”

“แปลก” ผมสบตาอีกฝ่ายนิ่ง หยิบเอาคำพูดของเขาขึ้นมาใช้บ้าง “ผมนึกว่าคุณรู้อยู่แล้ว”

“หึ” แม้จะแค่เสี้ยววินาที แต่ผมที่จ้องเขาตาไม่กะพริบก็มองเห็นความสั่นไหวเล็ก ๆ ในแววตาของคนตรงหน้า มุมปากของเขาเหมือนจะยกยิ้มถูกใจ แววตาที่เคยดุคล้ายจะยิ้มตามปาก “ขี้โกงจังครับ”

“...”

“พูดแบบนี้แล้วผมจะดุคุณต่อได้ยังไง”

“ผมไม่มีอะไรให้คุณดุแล้ว นี่!

พลันเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อเขาฟุบหน้าลงกับไหล่ผมเหมือนคนหมดแรงระคนออดอ้อน ผมได้แต่ยืนตัวแข็งเกร็งเพราะตอนนี้ถูกเขากอดเอาไว้ทั้งตัวเรียบร้อย ลมหายใจถี่แรงที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินและแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งทำให้ผมต้องกลั้นหายใจอยู่หลายครั้ง แรงกอดรัดที่เพิ่มขึ้นทำให้ผมรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากอกของคนตัวสูงเป็นอย่างดี

แค่เพื่อน... ใช่ไหม” เขาถามเสียงอู้อี้ ไถหน้าผากไปมากับบ่าผมเหมือนเด็ก

ครับ”

สายตามันไม่ใช่” เสียงของเขาเบามาก แต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี

สำคัญเหรอครับ”

“...” เขาไม่ตอบ แต่กระชับกอดแน่นขึ้น

สำหรับผม... เขาคือเพื่อน”

หลังจากนั้นก็เหลือเพียงความเงียบระหว่างเรา

ผมปล่อยให้คนตัวโตกอดและซบหน้ากับบ่าเหมือนหมีโคอาล่าเกาะต้นไม้อยู่นานเกือบห้านาที ก่อนเขาจะเป็นฝ่ายผละออก ผงกหัวขึ้นมาจนเราได้สบตากันอีกครั้ง นัยน์ตาสีถ่านยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เสมอ ยิ่งตอนที่มุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ยิ่งดูอันตราย ผมหรี่ตามองสีหน้าที่เหมือนเพิ่งคิดเรื่องอะไรได้ของอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ

“จริง ๆ ก็มีอีกเรื่อง”

“อะ... อะไรครับ” สังหรณ์ใจว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผมยังไงไม่รู้ 

เขาละแขนข้างหนึ่งที่กอดผมไว้ออก เคลื่อนฝ่ามือไปตามแผ่นหลังเชื่องช้าพานให้ลมหายใจผมสะดุด ก่อนจะลากขึ้นมาถึงท้ายทอยและออกแรงนวดเบา ๆ

“จำได้ไหม เมื่อเช้าผมพูดว่ายังไง?”

“คุณพูดตั้งเยอะ”

ผมย่นคอหนีฝ่ามือเขา เริ่มจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดถึงเรื่องอะไรก็ตอนเขาหลุบตามองริมฝีปากของผมอย่างสื่อความหมาย พลันรู้สึกเสียววาบแถวริมฝีปากทำให้ผมต้องกัดเอาไว้ นั่นทำให้ผมได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปนขี้แกล้งของอีกฝ่ายชัดกว่าครั้งไหน ผมสะดุ้งตอนเขาละมืออีกข้างออกจากเอวมาประคองหน้าผม ใช้ปลายนิ้วโป้งไล้ริมฝีปากเบา ๆ

“คุณกัดปากหลายครั้งจนผมขี้เกียจจะนับ”

“กะ ก็ไม่ต้องนับสิ” ผมว่า “ปล่อยเลย ผมจะกลับห้องแล้ว”

“โอเค ผมไม่นับ” เขาว่าอย่างใจดี

ทว่า รอยยิ้มบนหน้าหล่อเหลากลับทำให้ไรขนอ่อนตามร่างกายของผมลุกชันอย่างห้ามไม่ได้ ผมลอบกลืนน้ำลายลงคอ กำลังจะผลักเขาออก แต่กลับถูกมือหนากดท้ายทอยจนใบหน้าแหงนขึ้น

ก่อนริมฝีปากเปื้อนยิ้มขี้แกล้งจะโฉบลงมาปิดปากผมในวินาทีนั้น

“อื้อออ!!

ผมเบิกตากโพลงอย่างตกใจ ยืนตัวแข็งอย่างคนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

คนตัวสูงบดเบียดริมฝีปากร้อนที่เต็มไปด้วยรสเบียร์และกลิ่นบุหรี่ลงมาอย่างไม่ปรานี กดจูบหนักหน่วงบนเรียวปากผมจนเจ็บแสบหลายต่อหลายครั้ง เขาไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น ไม่ได้ลุกล้ำเข้ามาในโพรงปากด้วยซ้ำ

กระนั้นก็ทำให้ผมหอบหายใจถี่แรงคล้ายคนเพิ่งออกกำลังกายมา

เขากดท้ายทอยผมให้แหงนหน้ารับจูบอย่างถนัดถนี่ มืออีกข้างก็ล็อกคางไม่ให้ผมดิ้นหนี ผมกะพริบตาอย่างสับสน ใจสั่นไปหมด มือไม้พานเกะกะจนไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน ได้แต่ขยำเสื้อเขาเป็นหลักยึด ริมฝีปากยังคงถูกสำเร็จโทษไม่หยุด 

เขากดจูบหนักหน่วง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งขบ ทั้งเข้ม ดูดดึงเอาแต่ใจ ริมฝีปากเผยอออกเมื่อเขาทำเหมือนจะดูดกลืนกลีบปากผมลงท้องให้ได้ เขายังคงสร้างความแสบร้อนให้กับผิวเนื้ออ่อนบนเรียวปากผมอย่างถือสิทธิ์

“อึก อื้อ!

จูบที่ไร้การลุกล้ำ แต่กลับสั่นคลอนผมได้ทั้งตัว

เขาน่ะอันตราย... อันตรายจริง ๆ

ทั้งก้อนเนื้อในอกข้างซ้าย ทั้งลมหายใจ ทั้งแข้งขาที่เริ่มอ่อนแรงจนอีกคนต้องแทรกขาเข้ามาระหว่างขาผมเพื่อช่วยพยุง ผมนิ่วหน้าเมื่อเขาไม่ยอมหยุดพัก เจ็บริมฝีปากจนหางตาปริ่มน้ำ แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ คล้ายกับว่าจำนวนที่เคยนับมันไม่สำคัญสำหรับอีกฝ่าย เพราะไม่ว่ายังไงปากผมก็ต้องช้ำตามคำที่เขาประกาศเอาไว้อยู่ดี

นานหลายนาทีที่เขาเอาแต่ดูดกลืนและไล่เลียริมฝีปากของผมราวกับขนมหวาน

ก่อนจะผละออกในตอนที่ผมทิ้งตัวลงกับหน้าขาเขาอย่างหมดแรง

“แฮก”

เสียงหอบหายใจของดังปนกัน ผมซบหน้าลงกับอกของเขา หอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดถี่แรง หัวใจเต้นระรัวเหมือนเพิ่งวิ่งมาเป็นสิบกิโลฯ เนื้อตัวสั่นไม่ยอมหยุด ริมฝีปากที่ถูกทำร้ายก็เหมือนกัน เส้นเลือดใต้ผิวเนื้ออ่อนสั่นร้อนราวกับอีกไม่กี่วินาทีมันอาจจะระเบิดออกมา ความแสบร้อนทำให้รู้ว่าปากผมคงบวมเจ่อจนน่าเกลียด

“อื้อ จะ... เจ็บ” ผมนิ่วหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า

ความเจ็บแสบที่ได้รับบนเรียวปาก คิดว่าถ้าไม่ช้ำก็คงห้อเลือดไม่ต่างจากตำหนิแถวไหปลาร้า พอลองแลบลิ้นแตะริมฝีปากตัวเองก็ต้องน้ำตาเล็ด รสเค็มปร่าติดปลายลิ้น ไหนจะรอยสีแดงที่ติดอยู่บนริมฝีปากของอีกฝ่าย บ่งบอกให้รู้ว่าปากผมแตกยับจนเลือดซิบ ตอนนี้ปากผมเจ็บจนไม่สามารถเม้มเข้าหากันได้เลยตอนนี้

เขาไม่ปรานีผมสักนิด นิสัยไม่ดี!

“เจ็บครับ” คนพูดก้มลงมาซบกับหัวผมที่มุดอยู่กับอกเขา พยายามดึงมือผมออกจากหน้าท้อง แต่ผมไม่ยอมปล่อย หยิกหน้าท้องเขาแล้วบิดแรง ๆ อย่างโมโห 

ทำปากผมแตกยับขนาดนี้ จะหยิกให้เนื้อหลุดเลย

“ผมโกรธคุณแล้ว!” ขอบตาผมร้อนเพราะความเจ็บที่ปาก ผมโหม่งอกเขาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นเพราะตอนนี้ปากคงบวมเป่งจนน่าเกลียด แต่เขาก็ใช้มือเชยคางผมขึ้น ผมสบตากับเขาทั้งที่มีน้ำคลอหน่วยตา

คนตัวสูงกวาดสายตามองเหมือนเอ็นดู ก่อนก้มลงจูบบนเปลือกตาแผ่วเบา

“ขอโทษครับ”

“ไม่ยกโทษให้ อ๊ะ!” ผมเบะปากใส่ แต่เขากลับยิ้มแล้วก้มมาจุ๊บปากผมเร็ว ๆ มันเบามาก แต่ก็สะเทือนความเจ็บที่ทำไว้ก่อนหน้าจนผมสะดุ้ง 

ดูที่เขาทำสิครับ แล้วจะมาห้ามไม่ให้ผมกัดปากตัวเองได้ยังไง

เขาน่ะมันตัวร้าย...

“งั้นทำยังไง กัดปากผมคืนไหม?”

ผมจะกัดให้ได้เลือดเหมือนกันเลย คอยดู


[120%]
ขอโทษที่หายไปหลายวันนะคะ มาอัปให้น้าาา คราวนี้จัดไป 5 หน้า A4 จุก ๆ เลยขร่ะะะ
ไม่รู้ว่าพาร์ทนี้เป็นยังไงมั่ง ลบ ๆ เขียน ๆ อยู่หลายครั้งเลย แงงง
ฝากส่งฟีดแบ็กด้วยนะฮะ จะรออ่านคอมเม้นต์ อิพี่มันบดปากน้อนแตกหมดแล้ว กูจะแจ้งงงง!

คุณพี่ก็คือกำลังโกรธ คาดคั้นจะเอาคำตอบ
แต่พอน้อนบอกหนาว พี่ก็จะพาขึ้นห้องเลย
โธ่... เลามันก็แพ้น้อนมากเหมือนกันอะพี่ จะโกรธเค้าได้สักกี่น้ำ ถ่อวววววว
เอาล่ะ! พาร์ทหน้าก็คือไม่รอด คิสซีนที่ลอยคอมาแน่นวลจ้ะะะะ

เอ๊ะ! มันจะฟินต่อไม่รอแล้วนะ หรือ มันจะหน่วงกันแน่นะจังหวะนี้!
มาแล้วค่าาา ไม่เจอกันหลายวัน คิดถึงเค้ามั้ยยย หายไปจัดการธุระตจว. มาฮะ
ไหน ๆ มีใครรอบ้างงงงงงงงงงงงง

น้อนจะใจแข็งได้แค่ไหนกันน้าาา คนพี่เขาไม่ออมมือมาก ๆ เลย ทำไงดี๊! 55555555
หยอดได้หยอดดีนะเอ็ง หยอดน้อนเป็นขนมครกเลยนะอิพี่! อั้ยทัวดี
ปล. คิสซีนมาแน่ ตอนที่ 5 นี่แหละ แต่พาร์ทไหนไปลุ้นเอาเด้ออออ เกียมตัววว บอกเลยว่าช้ำ!



เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 223 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

168 ความคิดเห็น

  1. #160 cherry bomb (@BB-Gun01) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 21:10

    น้องกำลังโดนล่อลวงงงงงง คุณตำรวจคะ จับมันเร็ววววว

    #160
    0
  2. #156 mildHottest2PM (@mildHottest2PM) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 23:13
    ชอบผู้ชายแบบนี้ หนูชอบเขาๆ
    #156
    0
  3. #155 mildHottest2PM (@mildHottest2PM) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 22:47
    ชอบความดื้อนี้
    #155
    0
  4. วันที่ 4 กันยายน 2562 / 13:13

    โอ๊ยยยยยยยยย เขิลลลลลลลลลลลลล

    #78
    0
  5. #77 Praewapr (@Praewapr) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 10:20

    เอ็นดูน้องงงงง

    #77
    0
  6. #76 namss (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 17:36

    งื้อออ เขินไม่ไหวแล้ววว บ้าที่สุด

    #76
    0
  7. วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 08:26

    อย่าดื้อดีกว่านะ อีพี่เขายิ่งกำลังงุ่นง่านอยู่นะ

    #75
    0
  8. #74 Praewapr (@Praewapr) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 10:50

    อิพี่จะไม่เป็นมะเร็งปอดใช่มั้ย..

    #74
    1
    • #74-1 (@nok-gm) (จากตอนที่ 6)
      25 สิงหาคม 2562 / 12:19
      เกียมค่าหมอให้พี่เค้าด้วย...
      #74-1
  9. วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 09:46

    เพือนเก่าโพสต์อะไรนร้าาา

    ปล่อยให้รอขนาดนีโดนทำโทษแน่ๆ

    #73
    0
  10. #72 42685 (@42685) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 07:16

    แอบรอเธอ​อยู่​นะจะ
    #72
    0
  11. #71 ฟามหมิง (@your-name) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 06:35

    รู้สึกว่า พระเอกกับนายเอกยังไม่มีชื่อ
    #71
    0
  12. #70 DMace9 (@DMace9) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 05:45
    เค้าคบกันอยู่ (หรืออยู่ช่วงห่างกันสักพัก) เลารู้เลาดูออกกกกกกกก ถ้าเดาผิดคืออายเลยน่ะ 555 พี่ต้องเห็นในเฟสแน่ๆ อารมณ์ถึงดิ่งขนาดนั้น น้องหนีปายย แถวนี้ไม่ปลอดภัยเด้อ
    #70
    0
  13. #69 Krongkaewry (@Krongkaewry) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 21:10
    รีบมาต่อเลยนะคะ ฮรื่อออฟินตัวแตกมากกกกด
    #69
    0
  14. #68 Praewapr (@Praewapr) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 13:21

    ได้กันๆๆๆๆๆ

    #68
    0
  15. #67 sararee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 09:04

    ชอบน่ารักมุ้งมิ้งดี แต่ไรต์ให้ประเด็นที่ว่าไมชอบกันเร็วจัง ขอโตดนารึเด๋วก็ค่อยเฮลยไปเรื่อยๆไรงี้

    #67
    1
    • #67-1 `•to be or not to be? (@nok-gm) (จากตอนที่ 6)
      20 สิงหาคม 2562 / 10:24
      เดี๋ยวมีเฉลยฮ้าบบบ เรื่องจะเดินไปเรื่อย ๆ ฮะ
      #67-1
  16. #66 k-kh (@k-kh) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 07:07
    ฮือออออออ รีบมาต่อเลยยย อยากอ่านคิสซีนนนน กรี๊ดดดดดดดดด เขินมากกกก
    #66
    0
  17. วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 07:06

    งื้ออออออออ เขิลลลลล

    #65
    0