ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 5 : [4] เ ส พ ติ ด ห ม อ น (2) [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,276
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    14 ก.ย. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 






“เดินกลับมาหรือให้ผมเดินไปหา... เลือก”

แบบนี้ก็ได้เหรอครับ?

ผมย่นคิ้วหนักทันทีที่ฟังประโยคชวนหงุดหงิดของคนตัวสูงตรงหน้าจบ อะไรคือความแฟร์ในประโยคเมื่อครู่นี้ ทางเลือกที่เขาหยิบยื่นให้จะมีความหมายอะไร ถ้าเขาจะกำหนดให้ทั้งสองตัวเลือกมีทิศทางเดียวกันหมดแบบนี้

สองทางที่เขาเสนอมา ไม่ว่าทางไหนผมก็หนีไม่ได้เห็น ๆ

ผู้ชายคนนี้นี่...

“เอาแต่ใจเกินไปแล้วนะคุณ” 

แถมยังดื้อด้าน เผด็จการมากขึ้นทุกที

“ว่าผมได้ด้วยเหรอ คุณน่ะ”

“ผมเปล่า”

“เหรอ...” 

ผมชักจะหมั่นไส้การครางรับส่ง ๆ จงใจแสดงให้รู้ว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของผมนั่นจริง ๆ ไหนจะท่าทางของเขา การเลิกคิ้วสูง เอียงคอมองผมเหมือนกำลังหาเรื่องกัน ใบหน้าคมคายคล้ายกึ่งยิ้มกึ่งบึ่งในทีนั่นก็ด้วย

“น้อยกว่าคุณก็แล้วกัน” ผมย่นจมูก ก้มหน้าลง พลางพึมพำกับตัวเอง

“เลือกได้หรือยังครับ” เสียงทุ้มแหบต่ำดึงขึ้นผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงอีกครั้ง 

เขาหลุบมองผมที่ตัวเตี้ยกว่าด้วยสายตาคาดคั้นเอาคำตอบ พอถูกเขาจ้องเอา ๆ ไม่เลิกผมก็รู้สึกอยากกัดริมฝีปากตัวเองอีกแล้ว

“...” คนอะไรก็ไม่รู้ ใช้สายตากดดันคนอื่นเก่งชะมัด

“หนึ่งหรือสอง”

“สาม”

“...” 

เราสบตากันนิ่งท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในวินาทีที่เหมือนเวลากำลังหยุดนิ่ง ลำคอผมรู้สึกถึงความแห้งผาก ขณะสมองกำลังประมวล เรียบเรียงถ้อยคำทั้งหมดในหัวจนกลายเป็นรูปประโยค

“ผมจะกลับหลังหัน” ปลายเท้าขยับไปตามริมฝีปาก “และเดินจากไป”

ทว่า...

“ดื้อเก่ง”

ตอนหมุนตัวกลับหลังหันตามความคิด สองเท้าพลันก้าวออกจากจุดเดิมอย่างไม่ประวิงเวลา ไม่รู้ทันรู้ตัวว่าจุดที่เคยยืนเป็นริมทางเท้าที่มีทางโค้งเป็นถนนเลนเดียวตัดตั้งแต่เมื่อไหร่ 

พอก้าวออกมาจึงกลายเป็นว่าผมเดินกำลังลงถนน เป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถยนต์คันสีดำกำลังพุ่งเข้าโค้งมาพอดิบพอดีจนใจผมร่วงไปอยู่ตาตุ่มในวินาทีนั้น

ปี๊นน!

เสียงแหลมของแตรรถดังเสียดแก้วหูทำให้ผมตัวแข็งทื่ออย่างตกใจ

หมับ!!

ก่อนทั้งร่างจะถูกบางคนกระชากอย่างแรงจนสองเท้าของผมกลับไปยืนอยู่บนทางเท้า ใบหน้าพลันปะทะกับแผงอกกำยำและกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย รอบเอวมีท่อนแขนใหญ่ข้างหนึ่งโอบรัด ส่วนอีกข้างก็ประคองอยู่ที่ศีรษะของผมที่ฝังแทบกับอกของเขา 

กรอบตาผมยังเบิกกว้างค้างกับเหตุการณ์น่าพรั่นพรึงเมื่อครู่ ลมหายใจเลือนหายตั้งแต่หันไปเจอรถพุ่งเข้าหา ก่อนร่างกายที่กำลังจะขาดอากาศตายจะออกอาการ ผมถึงเริ่มหอบหายใจ แม้ลมหายใจจะสะดุดหนักก็ตาม

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนสมองผมประมวลผลแทบไม่ทัน

ตึกตัก ตึกตัก!

หัวใจเต้นรุนแรงหนักหน่วงคล้ายจะหลุดกระดอนออกมาข้างนอกยังไงยังงั้น

“ดื้อจนได้เรื่อง” เสียงทุ้มโทนดุดังขึ้นชิดกระหม่อม แต่ผมกลับฟังไม่รู้เรื่อง

“อึก...”

ผมสำลักเพราะปรับลมหายใจเป็นจังหวะปกติไม่ได้ ตัวยืนตัวสั่นหงกอยู่ในอ้อมกอดของเขา มือที่เผลอยกขึ้นกำเสื้อโค้ทด้านหลังของคนตัวสูงเองก็สั่น มันสั่นระริกจนผมต้องกำเสื้อโค้ทเขาไว้แน่นจนเพื่อระงับอาการนั้น 

เช่นเดียวกับริมฝีปาก สั่นจนต้องกัดปากแน่นและรับรู้ถึงรสเค็มปร่าในโพรงปากในนาทีต่อมา

เมื่อกี้... ถ้าไม่ได้เขาคว้าตัวกลับมา ผมคงแย่

“คุณ ไม่เป็นไรนะ?”

หมับ...

“ดะ เดี๋ยว” มาถึงตรงนี้ เส้นเสียงผมก็สั่นไม่ต่างจากร่างกายสักนิด “ขอ... หนึ่งนาที”

“...”

“อึก! ขะ... ขาผมสั่น มันจะล้ม”

พลันน้ำไหลก็เอ่อคลอหน่วยตาอย่างห้ามไม่ได้ 

สารภาพเลยว่าตกใจจนขวัญหาย ใจสั่นจนเหมือนจะหายใจไม่ออก 

ตอนเจ้าของอ้อมกอดทำเหมือนจะผละออกเพื่อสำรวจตัวผมหรืออะไรสักอย่าง ผมกลับเป็นฝ่ายกอดเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จิกทึ้งเสื้อโค้ทของเขาจนเจ็บฝ่ามือ กัดริมฝีปากแน่นขึ้นเพื่อจะทำให้ตัวเองสงบลงมากกว่านี้

ไม่ไหว สั่นจนแทบไม่มีแรงยืน

“...” ไร้เสียงตอบรับ แต่แรงกอดรัดกลับมาโอบรอบกายผมอีกครั้ง

คราวนี้แรงโอบรัดที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผ่านความอุ่นจากร่างกายอีกคนมาสู่อีกคนได้ไม่ยาก 

ความอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยยามเมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแกร่งแบบนี้ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่ลอยวนอยู่รอบตัว คล้ายเวทมนตร์ที่กำลังปัดเป่าความหวาดกลัวให้หายไป 

รวมถึงโทนเสียงทุ้มแหบต่ำที่อ่อนโยนลงกว่าเดิมนี่ก็ด้วย

“ไม่ล้มหรอก” ถูกปลอบประโลมจนเนื้อตัวเริ่มหยุดสั่นในที่สุด “ผมกอดคุณอยู่”

“อื้อ” 

ผมเชื่อว่าคงไม่มีวันล้ม...

ก็เขาเล่นกอดผมไว้แน่นจนหายใจแทบไม่ออกขนาดนี้เลยนี่นา

หากเมื่อตั้งสติได้ทีละนิด หัวคิ้วผมก็เริ่มขมวดเข้าหากัน คิดมาถึงตรงนี้ฝ่ามือข้างหนึ่งก็คลายออกจากเสื้อโค้ทตัวหนา เปลี่ยนเป็นกำหมัดแน่น ก่อนจะทุบตุบลงกลางแผ่นหลังกว้างอย่างไม่ออมแรงด้วยความโมโห

ตุบ!

“คุณทุบหลังผมทำไมเนี่ย” แรงทุบสะเทือนมาถึงหูผมที่แนบอกเขาอยู่เลย

“ถ้าคุณไม่เอาแต่เดินต้อน ผมจะเกือบถูกรถชนแบบนี้เหรอครับ!

นี่แน่ะ!

โมโหจนเผลอทุบหลังเขาอีกหนึ่งตุบด้วยความหงุดหงิดใจ

“ผมเจ็บนะ”

“สมควรโดนแล้ว คนนิสัยไม่ดีอย่างคุณน่ะ!

“ก็ถ้าคุณไม่ดื้อ เชื่อผมตั้งแต่แรกก็คงไม่เป็นแบบนี้” คนทำเสียงดุกว่าปกติเพิ่มแรงรัดตัวผมแน่นขึ้น ออกแรงเหวี่ยงตัวผมในอ้อมกอดเขาไปมาเหมือนมันเขี้ยว แถมยังใช้คางที่วางบนศีรษะผมบดขยี้ลงมาเหมือนจะหยอกล้ออีก “ถามแล้วนะว่าถอยอีกก้าวจะดีเหรอ ให้เลือกอีกต่างหากว่าจะเดินกลับมาหรือให้ผมเดินไปหา แต่คุณก็เลือกจะเดินหนี”

ผมกลายเป็นคนผิดที่ไม่เชื่อฟังเขาอย่างนั้นเหรอ?

เจ้าเล่ห์นักนะ!

“คุณมันนิสัยไม่ดี” ผมโหม่งอกเขารัว ๆ อย่างหมั่นไส้ “ไม่น่ารัก...”

“...”

“ไม่น่ารักเลยจริง ๆ โอ้ย... คุณ!” ความเจ็บจี๊ดทำให้ผมเบ้หน้า พลันเงยหน้าขึ้นจากอกไปมองหน้าอีกคนที่เพิ่งก้มลงมากระทำการอุกอาจกับแก้มของผมตาเขียวปั๊ด พลางกุมแก้มตัวเองไว้ “มากัดแก้มผมทำไมเนี่ย มันเจ็บนะ!

“แล้วคุณโหม่งอกผมทำไม?”

“ผมหมั่นไส้คุณไง!

“ผมก็มันเขี้ยวคุณเหมือนกัน” เขาก้มลงมาสบตากับผมในระยะประชิด ทิ้งหน้าผากของเราให้แนบชิดกัน จากนั้นก็กระซิบเสียงต่ำให้ได้ยินกันสองคน “เลิกดื้อกับผมได้แล้วครับ เพราะมันยิ่งน่ากำราบ”

“...”

“ปากที่กัด ผมนับไว้หมดนะครับคุณ”

อันตรายกว่าเสียงกระซิบต่ำพร่าก็คงเป็นสายตาคมกริบ

ยิ่งในระยะหน้าผากแนบชิด ริมฝีปากแทบจะเสียดสีกัน พอถูกจ้องด้วยแววตาที่สามารถทำให้คนถูกมองหนาวสั่นได้ทั้งตัว ผมก็เกือบจะเผลอเม้มปากอย่างอดไม่ได้ แต่ก็ยั้งความคิดไว้ได้ทัน

ทว่า ท่าทางผมคงไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเขา

หมับ

“อึก...” ผมสะดุ้ง หลุดเสียงสะอึก กะพริบตาปริบจ้องเจ้าของฝ่ามือที่เพิ่งยกขึ้นมาประคองแก้มอย่างมึนงง

ราวกับเหตุการณ์มันเดจาวู ปลายนิ้วโป้งที่ไล่อยู่บนริมฝีปากทำให้ผมตัวสั่น ยามเมื่อนัยน์ตาคู่คมสีถ่านหลุบมองต่ำ สำรวจตรวจตราบาดแผลบนริมฝีปากของผมไปพร้อมกับใช้นิ้วปาดรอยเลือดที่ซึมจากแผล 

ความเจ็บแสบที่เกิดขึ้นก็เหมือนจะยิ่งแสบร้อนมากกว่าเดิม 

ทุกอย่างดำเนินแบบเชื่องช้า แผ่วเบา แสนจะอ่อนโยน

เว้นเสียแต่...

ประโยคต่อมาจากปากเขา ผมรู้สึกว่ามันช่างไม่อ่อนโยนเอาซะเลย

“ถ้ายังกัดอีกที ผมจะจูบคุณให้ล้มตรงนี้เลย เชื่อไหม”

เชื่อครับ

“...” ตอบรับในใจแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด 

คนเอาแต่ใจยืนหนึ่งอย่างคุณน่ะคงคิดจะทำจริงไม่ผิดที่พูดแน่ แววตาวาบวับระยิบระยับ จ้องเหมือนอยากจะกัดแผลบนปากผมซ้ำให้ได้ยังไงยังงั้น ปลายนิ้วก็ยังไม่หยุดลูบปากผมสักที

“กัดจนได้แผลแบบนี้... ผมนับคูณสองนะครับคุณ”

ไม่ไหว ขืนยังอยู่ในสภาพนี้ต่อ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีกับตัวเอง

“คุณ ปล่อยครับ” ผมยกมือขึ้นมาดันอกแกร่งเพื่อให้คนตัวสูงกว่าผละร่างกายออก แต่เขาก็กวนผมด้วยการรัดเอวแน่นขึ้นด้วยท่อนแขนข้างเดียว ผมขมวดคิ้ว ฟาดต้นแขนเขาเต็มแรง “นี่! ผมจะไปแล้ว”

“ขาหายสั่นแล้วหรือไง”

“โอ้ย คุณ! ถามอย่างเดียว ไม่ก้มลงมาได้ไหมครับ” 

ยิ่งผมเอียงหน้าหนีก็เหมือนยิ่งเปิดโอกาส จากที่ชิดอยู่แล้ว ตอนนี้จมูกเขาก็ยิ่งคลอเคลียแก้มผมไม่ห่าง ผมก็เลยฟาดต้นแขนเขารัวไปอีกหลายทีอย่างเหลืออด

เป็นปลาหมึกหรือไงนะ ทำไมนัวเนียติดหนึบแกะไม่ออกแบบนี้

“หึ โอเค... ปล่อยแล้วครับ” เขาเอ่ยอย่างเรียบง่าย คลายแรงกอดและเป็นฝ่ายถอยกลับไปยืนห่างหนึ่งก้าว เหมือนผมจะได้ยินเสียงหัวเราะต่ำในลำคอจากเขา พอเงยหน้ามองก็เห็นว่าแววตาคมมีแววอ่อนแสงอยู่ไม่น้อย

คล้ายกึ่งเอ็นดูกึ่งพอใจที่ได้แกล้งให้ผมหัวเสีย

เชื่อเลย นั่นแหละเขา...

เราจ้องตากันเงียบ ๆ ท่ามกลางสายลมพัดหอบเอาความหนาวเย็นมาปะทะใบหน้าไม่หยุด 

ผมหมุนตัวอีกครั้ง ก้าวเท้าออกจากจุดเดิม ทิ้งร่างสูงไว้ด้านหลัง ข้ามผ่านทางเลี้ยวที่เกือบจะถูกรถชนเมื่อกี้ กระทั่งมาหยุดยืนบนทางเท้าที่เชื่อมต่อจากจุดที่เขายืนเพียงแค่ถนนเล็ก ๆ คั่น 

จากตรงนี้ผมต้องเดินไปตรงทางม้าลายที่อยู่ห่างประมาณห้าสิบเมตรข้างหน้าเพื่อรอสัญญาณไฟข้ามถนนใหญ่อีกที เป็นทางม้าลายที่ยาวเอาเรื่องเพราะถนนมีตั้งเป็นสิบเลน

“คุณ”

กึก...

ก่อนจะถูกรั้งไว้ด้วยโทนเสียงทุ้มเนิบนาบที่ดังมาตามสายลม สองเท้าพลันหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ ลมหายใจผมสะดุดนิดหน่อยตอนหันกลับไปมองคนตัวสูงที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น สายตายังมองตามผมไม่เปลี่ยน

“...” เป็นอีกครั้งที่ผมกับเขาสบตากันนิ่ง

“ที่ที่คุณจะไป”

“...” ผมเผลอกลั้นใจรอฟังว่าเขาจะพูดอะไร

“จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะไปด้วยกัน”

“...” 

จู่ ๆ ก็เต้นแรงขึ้นมาและหนักหน่วงมากกว่าเดิม ก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ ทำงานหนักเกินไปจนผมรู้สึกเหมือนจะหน้ามืด ไร้คำตอบจากปาก ผมหมุนตัวกลับมาทางเดิม มองตรงไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย

พอเดินข้ามถนนใหญ่ไปแล้วก็ต้องเดินลัดเลาะไปตามลานจาดรถที่มีต้นไม้ปลูกไว้หนาตา บางต้นยังเป็นสีเขียว บางต้นใบไม้ก็เปลี่ยนเป็นสีแดง บางก็กลายเป็นสีเหลืองเตรียมผลัดใบ ผมคิดว่าคงจะหยุดถ่ายภาพใบไม้เปลี่ยนสีพวกนั้นระหว่างทาง ก่อนจะเดินไปเรื่อย ๆ ตามที่กระทู้บอก กระทั่งเจอสะพานข้ามถนนลอยฟ้าที่เชื่อมไปยังทางขึ้นฮานึลปาร์ค

บันไดสองร้อยเก้าสิบขั้นที่ต้องเดินขึ้นคงสูบพลังงานของผมไม่น้อยแน่ ๆ

หมับ...

ที่จริง มันก็ไม่แย่เท่าไหร่ ถ้าผมจะมีเพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกหนึ่งคน

“ข้ามถนนกันครับ” เสียงนั่นดังขึ้นข้างตัว

ความอุ่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านฝ่ามือทำให้ผมก้มหน้าลง ทิ้งสายตามองมือข้างหนึ่งของตัวเองด้วยความรู้หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือความสั่นไหวที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ 

เรียวนิ้วทั้งห้าของผมถูกสอดประสาน แนบแน่น แต่ไร้ความน่าอึดอัด ก่อนถูกรั้งให้ออกเดินพร้อมกับเขาเพื่อเดินไปข้ามทางม้าลายที่ยาวจนน่าท้อใจนั่น

เหตุการณ์แบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่าเหมือนนานมากแล้วในความรู้สึก

ผมก้มหน้าต่ำจนปลายคางแทบชิดคอ พยายามซ่อนมุมปากที่ทำเหมือนจะกระตุกขึ้นตลอดเวลาเอาไว้ จากที่คิดว่าจะหยุดถ่ายรูปใบไม้เปลี่ยนสีแถวลานจอดรถเป็นระยะ รู้ตัวอีกที เขาก็พาผมเดินลัดเลาะลานจอดรถเรื่อย ๆ จนมาโผล่อีกฝั่ง ตรงหน้าเป็นสะพานข้ามถนนลอยฟ้าที่เชื่อมต่อไปยังทางขึ้นไปยังสวนดอกหญ้าที่ล่ำลือ

เหมือนเวลาผ่านไปไว ทั้งที่เราใช้เวลาเดินกันมาเกือบยี่สิบนาที

ไม่มีใครพูดอะไร มีความรู้สึกชื้นเหงื่อแถวฝ่ามือข้างนั้น แม้อากาศจะหนาวเย็นและมีลมพัด แต่การเดินเป็นระยะทางไม่น้อย ทั้งยังจับมือกันไม่ปล่อยมาตลอดทางก็ทำให้ร่างกายขับเหงื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“คุณ...” 

เป็นผมที่ทำลายความเงียบลงเป็นคนแรก เราทั้งคู่หยุดชะงักในตอนที่กำลังจะขึ้นบันไดเพื่อข้ามสะพานลอยฟ้าเพราะผมกระตุกมือข้างนั้น เขาหันกลับมาเลิกคิ้วมองผม 

“มือน่ะ จะจับไปถึงเมื่อไหร่ครับ?”

เขากระชับฝ่ามือจนแทบไม่มีอากาศแทรกผ่าน พลางยกขึ้นมาขึ้นมาในระดับสายตา

“คิดว่าถ้าคุณไม่ทัก ผมคงจับจนเราขึ้นถึงบนเขา”

“สายเนียนเหรอครับ”

“...” เขาทำแค่ยิ้มมุมปาก แล้วลดมือของเราลง แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย

“ปล่อยได้แล้วครับ เหงื่อเต็มมือเลย” 

เขานิ่งครู่หนึ่ง ก่อนขยับตัวมายืนหันหน้าเขาหากันโดยที่ฝ่ามือของผมยังถูกเขาประสานเอาไว้ไม่เปลี่ยน คนตัวสูงหลุบตามองมา สีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าแววตากลับให้ความรู้สึกบางอย่าง

ก่อนมือข้างที่สอดประสานจะถูกเขายกขึ้นอีกครั้ง มันกลับมาอยู่ในระดับสายตาของเรา ทำให้ผมเห็นว่าเขาจับเอาไว้แน่นแค่ไหนในตอนนี้ ผมเบิกตากว้างเมื่ออีกคนก้มลงมากระซิบพูดชิดหลังมือของผมจนผิวเนื้อส่วนนั้นร้อนผ่าว

“ถ้าปล่อย... เรายังจะเดินไปด้วยกันได้อีกไหม?”

มือของผมกระตุกรุนแรงตอนริมฝีปากอุ่นกดแนบลงมา

มันแรงพอจะทำให้ขอบแหวนที่ทำจากโลหะบนนิ้วผมครูดริมฝีปากอีกฝ่ายจนเกิดรอยแดงตอนพยายามชักมือกลับ ทว่าก็ไม่ได้ทำให้หลุดจากการจับกุมแต่อย่างใด อีกฝ่ายมีท่าทีชะงักอย่างเห็นได้ชัด

“ปล่อยเถอะครับ”

เขาเหลือบตามองด้วยแววตาที่ทำให้ผมอยากจะเบือนหน้าหนี

“นั่นคือคำตอบสินะ”

“...” ผมเงียบ 

คนตัวสูงถึงได้จ้องผมนิ่งงัน คล้ายจะเหยียดยิ้มแต่ก็ไม่ใช่

ใบหน้าเขายังเรียบนิ่ง ทว่าดูตึงขึ้นหลายส่วน ไม่นานแรงบีบรัดตรงฝ่ามือก็คลายออกช้า ๆ พร้อมกับมือที่ตกลงข้างลำตัวของเราทั้งคู่ ความเย็นแล่นเข้ามาปะทะกับความชื้นบนฝ่ามือจนรู้สึกสะท้าน

ผมกำหมัดแน่น เบี่ยงตัวแล้วเดินผ่านร่างสูงไปยังบันไดทางขึ้นสะพานลอยสีฟ้า

กึก...

แค่ไม่กี่ก้าวก็หยุดลงตรงบันไดขั้นที่สองแล้วหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง

ร่างสูงยังยืนนิ่งราวกับหุ่นยนต์ถูกดึงถ่านออก เขายืนหันหลังให้ผมที่อยู่ตรงนี้ ศีรษะก้มลงนิดหน่อยคล้ายคนคอตก ผมมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย แอบเม้มปากในตอนที่เขาไม่ทันได้เห็น ก่อนจะเบ้หน้าเพราะบาดแผลที่ตัวเองสร้างเอาไว้ พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกอยู่หลายครั้ง สายตายังจ้องแผ่นหลังกว้างของเขาไม่วางตา

นานหลายสิบวินาทีที่ผมยืนมองเขาอยู่อย่างนั้น 

อีกคนก็ไม่มีท่าทีจะขยับเขยื้อนสักนิด เขายืนนิ่งอยู่ในท่าเดิมเหมือนไม่รู้จะจัดการกับตัวเองยังไงหรืออะไรสักอย่าง ผมมองไม่เห็นว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

ทว่า ภาพที่เห็นก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองสุนัขตัวโตหูตกหางลู่ชอบกล

เฮ้อออ

พลันลอบถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

ผมน่ะ... ไม่ถนัดแกล้งใครเอาเสียเลย

“คุณ ไม่มาเหรอครับ?”

พลัน แผ่นหลังที่ดูเหงาหงอยก็เหยียดตรง ร่างสูงที่หมุนตัวกลับมาด้วยสีหน้าแปลกใจ หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันมองมาที่ผมอย่างสับสน ผมไม่ได้ขยายความอะไรอีกนอกจากสบตากับเขาท่ามกลางความเงียบ

ก่อนจะหมุนตัวกลับไปทางเดิม เริ่มออกเดินขึ้นบันไดต่อไปอย่างไม่เร่งรีบ

เมื่อขึ้นมาถึงสะพานลอยสีฟ้า ท่ามกลางนักท่องเที่ยวหนาตา เงาของผมที่ทอดอยู่บนพื้นตรงหน้าก็มีเงาของใครอีกคนเกิดขึ้นข้าง ๆ กัน แม้แต่ตอนหยุดเดิน ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปนำสายตาของสะพาน เงานั้นก็หยุดลงเช่นกัน

อย่างที่บอก... มันก็ไม่ได้แย่ถ้าผมจะมีเพื่อนร่วมทางสักคน

หรืออาจจะดีกว่าการเดินเที่ยวที่นี่คนเดียวด้วยซ้ำ

การเดินทางไปยังสวนดอกหญ้ามีให้เลือกสองทาง หนึ่งคือบันไดทางขึ้นสองร้อยเก้าสิบเอ็ดขั้น ส่วนถ้าใครไม่อยากเหนื่อยก็มีบริการ Shuttle Bus สามารถเดินไปอีกทางเพื่อซื้อตั๋วจากตู้อัตโนมัติและรอรอบรถได้เลย

ผมคิดมาแล้วว่าอยากลองพิชิตบันไดสองร้อยเก้าสิบเอ็ดขั้นดูสักครั้ง

“จะขึ้นบันไดเหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยถามตอนผมเดินมาหยุดตรงทางขึ้นบันได

“ครับ” ผมหันไปมองคนข้างตัว “แล้วคุณล่ะ จะเดินขึ้นหรือนั่งรถครับ?”

“ผมยังไงก็ได้” เขาหลุบตามองผม เผยยิ้มบาง พลางเอ่ยเสียงเบา “ขอแค่มีคุณ”

ทว่า ประโยคนั้นกลับดังก้องอยู่ในหัวของผมไม่ยอมหยุด

แปลกนะครับ ก่อนหน้านี้ผมยังเห็นภาพสุนัขตัวใหญ่หางลู่หูตกอยู่เลย แต่ตอนนี้ภาพที่แวบเข้ามาในหัวกลับเป็นสุนัขตัวโตตัวเดิมที่ใบหูของมันกำลังตั้งชันขึ้น ซ้ำหางนั่นเริ่มระดิกไหวไปมาไม่หยุด

“...” ความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วใบหน้าทำให้ผมหมุนตัวกลับมาทางเดิมอีกครั้ง ริมฝีปากแอบเม้มเข้าหากันอย่างห้ามไม่ได้ แม้จะเจ็บแต่นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ผมสามารถจัดการกับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ข้างในได้

แต่ไม่ว่าจะพยายามสงบสติอารมณ์เท่าไหร่ ความร้อนก็ยังไม่หายไปจากผิวแก้มสักที

เขาน่ะร้าย... 

ข้อนี้ผมควรจำให้ขึ้นใจ

“หูแดงหมดแล้วนะครับ คุณน่ะ”

อึก!

ลมหายใจกรุ่นที่เป่ารดหลังใบหูทำให้ผมสะดุ้ง ปล่อยปากตัวเองโดยอัตโนมัติ แผ่นหลังพลันเหยียดตรง รับรู้ได้ว่าร่างสูงของใครอีกคนกำลังยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ถ้าเมื่อกี้หันกลับไปตามเสียงคงไม่พ้นปากผมได้ชนกับแก้มเขาแน่ ๆ 

ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเขาจงใจก้มลงมากระซิบพูดข้างหู ไหนจะเสียงหัวเราะต่ำในลำคอที่ผมได้ยินอีก

คนนิสัยไม่ดี!

“ยุ่ง!” ผมกระทุ้งศอกใส่หน้าท้องแข็งของคนข้างหลังอย่างหมั่นไส้

พลันเดินไปยังบันไดทางขึ้นโดยไม่คิดจะรอคนที่ขอเดินทางไปด้วย 

ไม่ไหว ผมน่ะอยากจะทิ้งเขาเอาไว้ตรงนี้จัง แต่ผมเดินหนีขึ้นบันไดมาได้ไม่เท่าไหร่ ด้วยความขายาวก็ทำให้เขาสามารถเดินขึ้นบันไดตามผมมาได้ติด ๆ

ตามเก่งมากครับคนนี้

หลังจากจ้ำอ้าวขึ้นบันไดเร็ว ๆ ในทีแรก ไม่นานสปีดการเดินของผมก็เริ่มช้าลง บอกตามตรงเลยว่าเหนื่อย อีกอย่างคนที่เดินสวนขึ้น-ลงก็ไม่อยู่ไม่น้อย บางจังหวะก็ต้องหยุดชะงัก บันไดที่ละชั้นก็ประมาณยี่สิบขั้นเห็นจะได้ 

ผมเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเริ่มหอบและหายใจติดขัดถึงได้หยุดพักที่จุดพักระหว่างบันไดแต่ละชั้น

ดูเหมือนอากาศเย็นไม่ได้ช่วยให้ร่างกายรู้สึกเย็นเท่าไหร่แล้วตอนนี้

พอหันกลับมาเจอกับวิวด้านล่าง พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนดวงหน้าทันที ลืมเรื่องที่ถูกใครบางคนก่อกวนเอาไว้เสียสนิท ผมยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพวิวไปเรื่อย ๆ ก่อนจะคว้าเป้มาเปิดหยิบน้ำดื่มที่พกขึ้นมาจิบพลางใช้หลังมือปาดเหงื่อตามกรอบหน้า ในตอนที่กำลังกระดกขวดน้ำก็หันมาเจอกับร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างตัว

เขาไม่ได้มองมาที่ผม แต่กำลังทอดสายตามองวิวตรงหน้าเงียบ ๆ

ผมมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าคมเช่นกัน แต่เหมือนเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ก่อนสายตาผมจะเลื่อนต่ำมองสิ่งที่กำลังขยับขึ้น-ลงช้า ๆ บนลำคอแกร่ง เขาคงคอแห้งเหมือนกันเพราะเราก็เดินขึ้นมาหลายชั้น พอลองมองสำรวจก็เห็นว่าเขามาตัวเปล่า ไม่มีเป้ตุนเสบียงแบบผม

ไม่เตรียมพร้อมเลย

อยากจะทำเป็นมองผ่าน ไม่สนใจ แต่ผมรู้ว่าเวลาคนเราคอแห้งต้องการน้ำมันทรมานแค่ไหน กว่าจะเดินขึ้นไปถึงข้างบน ต่อให้เขาแข็งแรงก็คงแย่ไม่น้อยถ้าร่างกายน้ำทั้งที่ใช้พลังงานเยอะขนาดนี้

“น้ำครับ”

ตอนหันกลับมาทิ้งสายตาไว้กับวิวตรงหน้า ผมก็ยื่นขวดน้ำในมือให้คนข้าง ๆ หางตาเห็นว่าเขาก้มมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตัวเองสลับกับจ้องผมจากด้านข้าง 

แต่เพราะเขาไม่ยอมรับไปสักทีผมจึงหันกลับมามองเขาที่จ้องอยู่ก่อน

“...” เขาเลิกคิ้วสูง หลุบมองขวดน้ำแล้วมองผมอีกครั้ง

“จ้องทำไมครับ ดื่มสิ คอแห้งไม่ใช่เหรอ”

“ใจดีแบบนี้ก็แย่สิ” เขาพึมพำบางอย่างกับตัวเอง ก่อนจะเอ่ยกับผม “ขอบคุณครับ”

ขวดน้ำในมือถูกอีกคนหยิบไปดื่ม จังหวะนั้นผมเห็นว่าเม็ดเหงื่อกำลังจะกลิ้งเข้าสู่ดวงตาคม ร่างกายก็ขยับไปก่อนความคิด ผมล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อฮู้ดออกมา ใช้มันซับเหงื่อที่กำลังจะไหลเข้าตาของอีกฝ่าย

กึก...

ก่อนที่ทั้งผมและเขาจะชะงักในวินาทีนั้น

เอ่อ ผม... เห็นว่าเหงื่อมันจะเข้าตาคุณน่ะ ก็เลย...” จู่ ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนเส้นเสียงถูกบางอย่างกดทับเอาไว้จนเสียงขาดหายไป มือที่ถือผ้าเช็ดหน้ายังแข็งค้างอยู่บนหางคิ้วเข้มของอีกฝ่าย “บางทีคุณอาจจะอยากเช็ดเอ...”

ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคดี

“เอาสิ” เขาก็ลดขวดน้ำดื่มลง หันกลับมาหาผมเต็มตัว ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน นัยน์ตาสีถ่านอ่อนลงหลายส่วนตอนสบตากับผม ร่วมถึงเสียงทุ้มที่เอ่ยต่อด้วย “เช็ดเหงื่อให้ผมหน่อย”

“...”

“นะครับ”

ปลายนิ้วมือที่ขับผ้าเช็ดหน้าอยู่เกร็งเครียดขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามือตัวเองสั่นนิด ๆ ตอนคนที่ยื่นหน้ามาหากระตุกยิ้มแล้วหลับตาลง ตอนนั้นเองที่ผมเม้มปากเข้าหากันแน่น ใบหน้าร้อนผ่าว ลามไปจนถึงก้อนเนื้อที่อยู่ใต้อก

ผมรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเราตอนนี้มันไม่ดีเท่าไหร่

“ตกลงว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทางหรือเป็นภาระกันแน่ครับ คุณน่ะ” ถึงได้ทำเสียงเหมือนติดรำคาญออกไป แม้จะรู้สึกเหมือนมีใครเอากาน้ำร้อนมาอังหน้าก็ตาม คนตรงหน้ายังไม่ลืมตา ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มน่ามองมากขึ้น

ผมเป็นได้ทุกอย่างแหละ โดยเฉพาะ...”

“...”

เป็นแฟนคุณ”

นี่ไม่ดีกับใจผมแล้วจริง ๆ

ปึก!

“ชะ เช็ดเหงื่อเองไปเลยคุณ!

ผมโปะผ้าเช็ดหน้าลงกับใบหน้าเขาแล้วดันให้ออกห่าง อีกฝ่ายยกมือขึ้นจับผ้าเช็ดหน้า แต่ไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น ผมก็รีบหมุนตัวเดินขึ้นบันไดอย่างรีบร้อน พลางใช้ยกหลังมือขึ้นมาปิดปากตัวเองแน่น

“หนีเก่ง”

“...” ตอนหันหลังหนีเหมือนจะได้ยินเสียงทุ้มพึมพำอะไรสักอย่าง

“รอด้วยครับ” ตามด้วยเสียงตะโกนของเขา หากผมก็ไม่ได้สนใจ

ตอนนี้อุณหภูมิในร่างกายเริ่มสูงเกินไป รู้สึกเหมือนเลือดลมข้างในมันปั่นป่วนตีรวนจนไม่สามารถยืนเฉยได้ ต้องใช้พลังงานเพื่อทำให้ตัวเองสงบลงกว่านี้หน่อย ผมก้มหน้าก้มตารีบเดินสับขาขึ้นบันไดแบบไม่สนใจใคร 

ดีที่หนีมาก่อนอีกฝ่ายดึงผ้าเช็ดหน้าออก ไม่อย่างนั้นเขาต้องลืมตามาเห็นสีหน้าผมแน่ ๆ

ขนาดไม่ต้องส่องกระจกผมยังเดาได้เลยว่าหน้าตัวเองกลายเป็นสีอะไรไปแล้ว

ไม่ไหว ผมสบตาเขาตอนนี้ไม่ได้ หน้าผมร้อนเหมือนจะระเบิดรอมร่อ

ไหนจะเสียงข้างในอกนี่อีก...

มันเริ่มดังกลบเสียงรอบข้างหมดแล้วล่ะครับ

ใช้เวลาพักใหญ่กว่าผมจะขึ้นมาถึงสวนดอกหญ้าอันเลื่องชื่อ

แต่กว่าจะพิชิตบันไดสองร้อยเก้าสิบเอ็ดขั้นมาได้ก็สูบพลังงานผมไปเยอะเหมือนกัน พอขึ้นมาแล้วก็ยังต้องเดินเท้าตามป้ายบอกทางไปอีกหน่อย ก่อนจะพบกับสวนดอกหญ้าที่กว้างมาก ๆ ดอกหญ้าต้นสูงเลยหัวขาวนวลไปทั่วทุกพื้นที่ก็ดูสวยแปลกตาน่าถ่ายรูปดีเหมือนกัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่ก็มีไม่น้อยเลยด้วย

ที่นี่มีการทำทางเดินเป็นบล็อกเอาไว้ เราสามารถเดินเข้าไปถ่ายรูปข้างในได้

ผมเดินไปตามทางคอนกรีตเส้นหลักสักพัก ยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศสวนดอกหญ้าและผู้คนเป็นระยะ พอถ่ายจากมุมนี้ก็จะถ่ายเห็นจุดชมวิวรูปครึ่งวงกลมตรงกลางสวน ด้านในมีทางขึ้นเป็นชั้นให้เราขึ้นไปถ่ายรูปของสวนแบบมุมกว้างด้วย ตรงนั้นเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะทีเดียว ผมก็เลยเดินเลี้ยวเข้าซอยไปถ่ายรูปด้านในแทน

ส่วนด้านข้างผมก็ยังมีผู้ชายตัวสูงคนเดิมเดินอยู่ไม่ห่าง

“คุณไม่เบื่อบ้างเหรอ?” ผมพูดพลางยกกล้องแนบใบหน้า แหงนหน้าขึ้นเพื่อถ่ายภาพดอกหญ้าที่กำลังพลิ้วไหวตามสายลมโดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสดใส “เดินกับผม ไม่สนุกหรอกนะครับ”

“ไม่” เขาตอบกลับแทบจะทันที “มองคุณแบบนี้ก็เพลินดี”

“แปลกคน” ผมพึมพำ ลดกล้องมาเช็คภาพที่ถ่าย ก่อนจะเริ่มเดินต่อ

ที่จริง การได้อีกคนเป็นเพื่อนร่วมทางก็ไม่ได้แย่ อย่างน้อยผมก็สามารถใช้เขาถ่ายภาพให้ตัวเองได้โดยไม่ต้องเซลฟี่ตอนที่อยากได้ภาพมุมกว้าง 

แต่คงจะดีกว่านี้มาก ถ้าเขาจะช่วยเลิกขยันทำให้หัวใจผมทำงานหนักสักที

“คุณ ถ่ายรูปให้ผมสักรูปได้ไหม?”

เขาเอ่ยประโยคนี้ขึ้นตอนที่เรากำลังจะกลับออกจากสวนดอกหญ้าไปตรงทางเดินที่เป็นคอนกรีต ตรงปากทางจะมีทางเดินเล็ก ๆ ให้เข้าไปถ่ายรูปโดยที่ตรงหน้าจะมีต้นดอกหญ้าบางตาสามารถมองเห็นคนที่ยืนตรงกลาง ถ้าถ่ายภาพเจาะไปจากตรงทางเดินคอนกรีตก็จะเห็นเป็นภาพดอกหญ้าเบลอ ๆ ด้านหน้าและดอกหญ้าหนาตาเป็นพื้นหลัง

ผมเคยเห็นคนอื่นถ่ายลงกระทู้รีวิวก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

“เอาสิครับ” ผมเดินข้ามมายืนฝั่งทางเดินคอนกรีต “คุณไปยืนตรงนั้น ผมจะถ่ายจากตรงนี้”

คนตัวสูงเดินไปยืนในจุดที่เหมาะสมแก่การถ่ายภาพ เขาหันหน้ามามองผม ระหว่างเรามีต้นดอกหญ้าบางตาและคูน้ำที่ทำจากคอนกรีตกว้างประมาณเมตรกว่ากั้น ผมยกกล้องขึ้นแนบใบหน้า มองเห็นอีกคนผ่านช่องมองภาพ

“คุณอยากได้ภาพแบบไหนครับ?”

“แบบไหนก็ได้”

“...”

“แค่คุณถ่ายให้ก็พอ”

“งั้น... ถ่ายแบบเต็มตัวก่อนนะครับ” 

เขาเป็นคนที่ค่อนข้างดูดีมาก ทั้งรูปร่างและหน้าตา แค่ยืนเฉย ๆ ยังเหมือนนายแบบมาถ่ายนิตยสารยังไงยังงั้น ผมกระแอมในลำคอเล็กน้อย เมื่อได้องค์ประกอบที่พอใจก็เริ่มนับ

3

2

1

แชะ!

“คราวนี้ผมถ่ายเจาะหน้านะ”

หลังจากเช็คภาพแล้วก็เริ่มถ่ายแบบเฮดช็อต ผมแนบตากับช่องมองภาพ มือก็ปรับโฟกัสไปด้วย ส่วนนายแบบสมัครเล่นก็ยืนนิ่งไม่ได้เปลี่ยนท่าทางจากเดิมสักนิด คราวนี้เป็นการซูมเข้าไปเพื่อถ่ายเจาะให้เห็นสีหน้าทำให้ผมเห็นแววตาคมที่จ้องมาตรงมาอย่างชัดเจน เหมือนเขากำลังจ้องตาผมผ่านเลนส์กล้องยังไงยังงั้น

ก่อนมือที่ประคองกล้องอยู่จะเริ่มสั่นอย่างห้ามไม่ได้

เขาขยับริมฝีปากเป็นคำพูดออกมาช้า ๆ ทีละคำ...

“...”

“...”

ราวกับต้องการให้ผมอ่านคำพูดเล่านั้นผ่านการขยับปากของเขา แม้จะไม่ได้ยินเสียง แต่ผมก็สามารถอ่านคำพูดจากปากของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย เป็นคำแค่สามคำแต่กลับทำให้ลมหายใจของผมสะดุดยิ่งกว่าครั้งไหน ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็ทำงานหนักจนเกินไป และมือไม้ก็สั่นเกินกว่าจะประคองกล้องได้อีกต่อไป

ผมลดกล้องลงจากใบหน้า ปล่อยให้มันห้อยอยู่แถวหน้าท้องโดยไม่ได้ใส่ใจ

สิ่งที่ดึงความสนใจทั้งหมดไปคือผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้น ห่างออกไปเกือบสองเมตร เมื่อไม่มีกล้องบดบังทำให้ผมได้สบตากับเขาอย่างตรงไปตรงมา เขายังยืนอยู่ที่เดิม มองผมด้วยสายตาแบบเดิม ๆ

แววตาแบบนั้น... คล้ายต้องการยืนยันว่าจริงจังในสิ่งที่พูดแค่ไหน

ไม่ไหว ตอนนี้หัวใจผมทำงานหนักจนรู้สึกเจ็บไปทั้งอก ถ้าเขาจะช่วยเลิกทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะแบบนี้จะดีมาก พลันแข้งขาก็เหมือนจะอ่อนแรงดื้อ ๆ เข่าอ่อนจนทรุดลงนั่งยองบนพื้นในวินาทีนั้น

“บ้าจริง ๆ” ผมยกหลังมือขึ้นกัด พลางซุกหน้าลงกับเข่าตัวเอง ความร้อนที่เกิดขึ้นบนใบหน้าเริ่มลามไล้ไปทั่วทั้งร่างในเวลาแค่เสี้ยววินาที ขอบตาเหมือนจะร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

เขาน่ะ... พูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง

ไม่คิดจะเห็นใจผมบ้างเลยสินะ

ผมนั่งซุกหน้ากับเข่าอยู่หน้านั้นจนรู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ตรงหน้า รองเท้าของใครคนนั้นอยู่ในสายตา ก่อนจะรู้สึกว่าเขากำลังทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้า พลันศีรษะก็สัมผัสได้ถึงความหนักและอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ที่วางลงมา

“เข้าใจใช่ไหม?”

ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองก็รู้ว่าใคร เจ้าของเสียงทุ้มแหบต่ำที่กำลังโน้มลงมากระซิบเหนือศีรษะ เป็นคนเดียวกับที่เมื่อกี้ยืนอยู่ห่างกันเป็นเมตรนั่น เป็นคนที่ทำให้ลมหายใจผมติดขัดมาจนถึงตอนนี้ด้วย

เป็นเขามาตลอด...

“ไม่เข้าใจ” ผมส่ายหน้ากับเข่า

“งั้นฟังให้ชัด”

“ไม่...อื้อ!” ผมเงยหน้าขึ้นอย่างลนลาน กรอบตาเบิกกว้าง กำลังจะบอกว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก แต่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็เอามือมาปิดปากผมไว้เพื่อปิดกั้นทุกสรรพเสียง พลางโน้มมาสบตากับในระยะประชิด

ก่อนจะกระซิบพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ

I need you. (ผมต้องการคุณ)”

ตอนนี้... ใจผมมันจะไม่ไหวอยู่แล้ว



[TBC.]
ไม่รู้จะทอล์คอะไรแล้วค่ะทุกคน ฮือออออออ
น้อน! หนีไปลูก มันรุกหนักไม่ไหวแล้ววว หนีไป๊!
ปล. ตอนหน้ามีคิสซีนแหละ แงงงงงงงงง

โอ้โห! มั่ยหวัยแร้วววววววววววว *หยิบผ้าเช็ดหน้าในมือน้อนมาปาลงพื้น!*
มันร้ายอีกแล้วค่ะแม่! มันหยอดน้อนไม่หยุดไม่หย่อน มันทำให้น้อนของเลาเป็นเขินนนนนนน
ตาพระเอกมันท็อปฟอร์มทุกพาร์ทเลยทำไงดี 555555555555

การเดินมันดีอย่างนี้แหละ มันมีโมเม้นต์ มันแบบ... ฟหกด่าสว
เนี่ยยย บอกแล้วว่าโทนเรื่องมันเนิบนาบ เชื่องช้า เดินมาจะสองตอนแล้ว ไม่ถึงฮานึลปาร์คสักทีโว้ยย 5555
แล้วคนพี่อะ หลังแกล้งน้อนแล้วก็จะมาพูดเหมือนจะอ้อนขอความเห็นใจแบบนี้ไม่ได้ป่าววว เราอะมันร้าย อั้ยทัวดี!
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะก๊ะ มาเถอะ อ่านแล้วมาเม้นต์สุมไฟให้เราร้อนรุ่มจนต้องปั่นน้อนหน่อยยย

แพ้! น้อนแพ้เขาหมดแล้วอะ หนูรู๊กกกกกกกกกกก
คนพี่มันก็ร้ายนักนะ เจ้าคนร้ายกาจจจจจจจ
ขอบคุณทุกคอมเม้นต์นะคะ มีเม้นต์ก็มีกำลังใจปั่นเลยฮะ ฮือออ



เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

169 ความคิดเห็น

  1. #104 mo-aloofness (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 22:48
    ร้ายยยยยย โอ้ยยยย ไม่ไหวแล้ววววว
    #104
    0
  2. #102 LittleDummy1408 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 08:40
    5555 พวกเค้าชื่ออะไรกัน
    #102
    0
  3. #97 Chanee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 08:50

    โอ้ยยยยย เราเขิน เราฟิน

    #97
    0
  4. #79 tsunayoshi4869 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:37
    555 อ่านมาถึงตรงนี้ยังไม่รู้ชื่อพระ-นายเลยอ่ะ
    #79
    0
  5. #64 dang24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 11:00

    เรื่องน่ารัก ถ้าอัพบ่อยๆจะดีมากเล้ยยยยยยยยย

    #64
    0
  6. #63 dang24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 11:01

    ชอบจัง อ่านนิยายไรต์เหมือนได้ทัวร์เกาหลีดูภาพสวนไปด้วยสวยงามมากๆ

    #63
    0
  7. #62 dang24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 09:51

    หน่องหนีไปไม่ไหวล้าวววววววววววววว

    #62
    0
  8. #61 towarisa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 07:47

    เบาหวานจะขึ้นแล้ววววววววว

    #61
    0
  9. #59 towarisa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 08:51

    แดดิ้นนนนน ใจละลายหมดแล้ววว

    #59
    0
  10. #58 Gaerd (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 06:30
    อ่านไปเขินไปเลยยยย อ่านไปสักพักก็เริ่มไม่กล้ากัดปากเหมือนน้องแล้ว555
    #58
    0
  11. #57 manowwyippyka (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 00:58
    แหมมม พี่ก็นะะ อ้อนเก่ง แกล้งเก่ง
    น้องเขินไปหมดแล้วนะ เดี๋ยวน้องก็กัดปากแผลใหญ่กว่าเดิมหรอกป
    #57
    0
  12. #56 dang24 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 16:18

    เขียนได้น่ารักมากๆ ยังไม่สายใช่ไหมที่ได้เข้ามาอ่าน

    #56
    0
  13. #53 Praewapr (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 07:21

    อยากเห็นตอนเขาเป็นแฟนกันนน เราว่าหวานแบบต้องไปฉีดอินซูลิน

    #53
    0
  14. #52 towarisa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 07:30

    มันดีต่อใจจจจจจจจ

    #52
    0
  15. #51 Vemin (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 22:59

    นี่กำลังคิดว่าเมื่อไหร่สองคนนี้จะแนะนำตัวต่อกัน เราหวังว่าคงจะไม่ใช่ตอนจากกัน แล้วพึ่งนึกได้ว่าลืมถามชื่อกันนะ5555555555555
    #51
    0
  16. #50 Praewapr (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 10:42

    น้องไม่รอดแน่ๆๆ

    #50
    0
  17. #49 towarisa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 08:37

    งื้อออออ เขินนนนนนน

    #49
    0
  18. #48 namss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 07:10

    อ๊อยยเขินนแทนน ทำไมต้องเขินไม่ไหวแล้ววว น้องงง

    #48
    0
  19. #47 Gaerd (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 05:23
    ทำไมอิพี่ไม่เตือนน้องดีๆหละ อิพี่เตือนอย่างนั้นน้องก็ไม่รู้เรื่องสิ ความผิดของอิพี่นี่แหละฮึ่ยยยย หมั่นไส้อะ
    #47
    0
  20. #46 DMace9 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 04:50
    กรี้ดดดดดด ใจบ่ดีเลย คุณตำหนวดดดด ยกมาทั้งสน.เลยดีมั้ย น้องจะหนียังไงให้พ้น 5555
    #46
    0