ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 3 : [2] ก ล า ย เ ป็ น ห ม อ น [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,259
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 214 ครั้ง
    30 ก.ค. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 




(***ก่อนอ่านตอนนี้ กลับไปอ่านท้ายตอนที่ 1 ก่อนนะคะ มีอัปเนื้อหาเพิ่มนิดนึงจ้า 24/7/62***)



ทำไมยังไม่กลับมาอีกนะ

ความว้าวุ่นใจของผมเกิดขึ้นอีกครั้งตอนประมาณห้าทุ่มตามเวลาเกาหลี

ใช่ครับ ตอนนี้เป็นเวลาที่ผมควรจะนอนได้แล้ว

อันที่จริง ทั้งใจและร่างกายของผมเรียกร้องหาเตียงนอนตั้งแต่ช่วงสองทุ่ม หลังกลับมาถึงห้องพักผมก็อาบน้ำแต่งตัวด้วยความง่วงงุนสุด ๆ แต่ก่อนจะนอนก็ไม่ลืมทายาแก้ฟกช้ำตามแขนขาจนเสร็จสรรพ พลันนึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้หมอนคืนจากเขาคนนั้นก็ตอนล้มตัวนอนแล้วนอนไม่หลับใจมันโหวงเหวงนั่นแหละ

ทว่า พอผมไปเคาะประตูห้องเขากลับไม่มีสัญญาณตอบรับเลย

ดูเหมือนคราวนี้เขาน่าจะยังไม่กลับห้องจริง ๆ

นี่แหละปัญหา ปัญหาใหญ่สำหรับผมด้วย

นอกจากที่ว่าถ้าไม่ได้กอดหมอนเน่าแล้วจะนอนไม่หลับ ผมยังมีความลับอีกหนึ่งอย่าง 

บอกแล้วใช่ไหมว่าเพิ่งทายาแก้ฟกช้ำไป คือ... ผมเป็นคนนอนดิ้นน่ะครับ 

บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติก็ได้ หลายคนก็อาจจะนอนดิ้น แต่คุณว่าจะมีคนอายุยี่สิบสี่คนไหนนอนดิ้นหนักถึงขั้นตกเตียงบ่อยเกือบทุกวันเหมือนเด็กเล็กบ้าง

ผมเป็นคนนั้นครับ

ตามข้อศอก หัวเข่า ทั้งแขนทั้งขามักมีรอยช้ำประปรายให้เห็นประจำ

อาการนี้เคยหายไปอยู่หลายปี จนมาช่วงหลัง ผมกลับมานอนดิ้นจนตกเตียงอีก แล้วก็ได้ค้นพบว่าพอนอนกอดหมอนเน่าใบนั้นผมจะไม่ค่อยนอนดิ้นจนตกเตียงเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน

ไม่รู้แหละ ยังไงผมก็ต้องได้หมอนผมคืน

ผมหยิบมือถือมากดดูนาฬิกา เวลาเดินเร็วจนน่าตกใจ นั่งขัดสมาธิกอดหมอนบนเตียงแทนเพื่อรอเจ้าหัวขโมยคนนั้นกลับมาไม่เท่าไหร่ ดูเวลาอีกทีก็เกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว เปลือกตาผมแทบจะปิดรอมร่อ แต่จิตใต้สำนึกกลับหลับไม่ลง ง่วงแต่ไหนก็ต้องนั่งอยู่อย่างนั้น หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อกด ๆ เลื่อน ๆ มือถืออยู่แป๊บหนึ่ง

ก่อนผมจะวางหมอนแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

ผมออกมายืนพิงประตูห้องตัวเองเพื่อรอเจ้าของห้องข้าง ๆ กลับมา แค่ห้านาทีผมก็ได้ยินเสียงเซ็นเซอร์ประตูกระจกของทางเดินดังแว่วมา จากนั้นก็ตามด้วยร่างสูงที่เปิดประตูกระจกแล้วเดินมาทางนี้อย่างไม่เร่งรีบ

เขาไม่ได้ชะงักตอนหันมาเห็นผมยืนรออยู่แถวหน้าห้องแบบนี้

หนำซ้ำยังมองตรงมาที่ผมด้วยสายตาเดิม ๆ พลางก้าวเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างมั่นคง เป็นผมเองเสียอีกที่รู้สึกประหม่ากับการถูกจ้องแบบนั้น แม้ระยะห่างจะไกลพอสมควร แต่มันก็ถูกร่นลงตามความยาวขาของเขาเรื่อย ๆ 

ผมขยับตัว เปลี่ยนเป็นยืดหลังตรง ยืนนิ่งรอจนอีกฝ่ายเดินมาหยุดตรงหน้าห้อง

กึก...

ผมต้องขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นอย่างอื่นปะปนกับกลิ่นน้ำหอมของเขา

กลิ่นชัดจนอดจะถามออกไปอย่างเสียไม่ได้

“คุณดื่มมาเหรอ?”

“อืม”

“สูบบุหรี่ด้วย?”

“มวนเดียว” เสียงเขาในตอนนี้แหบและต่ำมาก “แค่มวนเดียว”

“...”

“จริง ๆ”

ผมยกมือกอดอก เบือนหน้าไปอีกทาง ก่อนจะถอนหายใจอย่างระอากับตัวเอง รู้สึกว่าผมกำลังผิดประเด็นไปหน่อย ที่มายืนรอไม่ได้จะมารอสอบสวนอะไรเขา ผมมาทวงหมอนผมคืนต่างหาก

ใช่...

“เรื่องของคุณ”

“...”

“ผมแค่มาทวงหมอนผม” คราวนี้ผมหันกลับมาเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง เพื่อสำทับคำพูด หน้าตาผมก็จริงจังพอสมควร “คุณควรจะเลิกแกล้งผมเล่นแล้วคืนของ ๆ ผมมาได้แล้วนะครับ”

“คุณคิดว่าผมเล่น?”

“...”

“ผมน่ะเหรอแกล้งเล่น?” เขาเลิกคิ้ว ก้าวเข้ามาใกล้ผมก้าวหนึ่งจนผมเผลอถอยหลังอย่างลืมตัว เพราะหน้าตาคมของเขาดูดุขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมาก็แรงขึ้นจนได้กลิ่นเหล้าและบุหรี่ลอยมาชัดเจน

“คุณ!” ผมตกใจจนเผลอยกมือดันแผ่นอกของเขาไว้

คนตัวสูงหลุบตามองมือผมที่ดันอกเขาด้วยสายตาอ่านยาก หากเขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่ายืนนิ่ง ไม่ได้ปัดมือหรือขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เขาแค่มองมันแล้วก็เลื่อนสายตาขึ้นมาจ้องผมเหมือนเดิม

เป็นสายตาที่ไม่ชินเลยจริง ๆ

“ผมจะล็อกห้องตอนตีหนึ่ง”

“...”

“ถ้าคุณมาเคาะหลังจากนั้น ผมไม่เปิด”

พอพูดจบเขาก็ถอยห่างออกไปหยิบคีย์การ์ดแตะกับเซ็นเซอร์ เปิดประตูห้องเข้าไปโดยไม่ลืมหันมาทิ้งสายตาแบบเดิมไว้ให้ผมอีกครั้ง ส่วนผมก็ได้แต่ยืนนิ่งมองเขาหายเข้าไปในห้องพัก ขมวดคิ้วกับความยุ่งยากที่เกิดขึ้น พลางก้มมองฝ่ามือข้างนั้นของตัวเอง หัวใจของเขาเต้นหนักหน่วง แต่ไม่สม่ำเสมอ มันสับสนวุ่นวายไม่ต่างกับผมสักนิด

ผมกลับเข้ามาในห้องตัวเองอีกครั้ง

สมองกำลังคิดหาทางออกกับปัญหานี้ รู้ซึ้งดีแล้วว่าความเอาแต่ใจและดื้อดึงของเขาไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย หากผมไม่รับข้อเสนอ เขาก็จะไม่มีทางคืนหมอนให้ผม บนโลกใบนี้จะมีใครเจอเรื่องแบบนี้เหมือนผมบ้างไหม

นอนไม่ได้เพราะหมอนถูกขโมย

เจ้าหัวขโมยก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

ผมเดินไปเดินมาอยู่แถวปลายเตียงอย่างนั่งไม่ติด มือข้างหนึ่งกอดอก อีกข้างก็ยกขึ้นมากัดปลายนิ้วอย่างใช้ความคิด พลางกดมือถือดูนาฬิกาซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนใกล้เป็นโรคประสาทเต็มที

เชื่อไหม กว่าผมจะตัดสินใจได้ก็เกือบวินาทีสุดท้าย

เวลาเที่ยงคืนห้าสิบแปดนาทีของเกาหลีใต้...

ก๊อก ๆ ๆ ๆ

สุดท้าย ผมหอบผ้าห่มแล้วเดินออกไปเคาะห้องข้าง ๆ เพื่อขอนอนด้วยอย่างจนใจ

แกรก...

เจ้าของห้องมาเปิดประตูรับด้วยสภาพเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เปลือยท่อนบนสวมเพียงกางเกงขายาวตัวเดียว บนคอมีผ้าขนหนูพื้นเล็กพาดเอาไว้ ส่วนปลายของผ้าถูกเขาใช้มือจับขยี้เรือนผมสีดำสนิทอยู่ นัยน์ตาคมจ้องมาไม่วางตา

ถ้าผมเปลี่ยนใจตอนนี้...

จะทันไหมนะ?

ทันไม่ทันไม่รู้ แต่ผมก็บ้าจี้กล้าตอบรับข้อเสนอด้วยการหอบผ้าห่มมาเคาะห้องเขาจนได้

“เข้ามาสิ”

เจ้าของห้องเอ่ยปาก เบี่ยงตัวหลบจากกรอบประตูเป็นเชิงอนุญาต ผมยืนนิ่งไปหนึ่งวิฯ เกือบจะลังเลอีกหน ถ้าไม่ใช่เพราะสายตาดันเหลือบไปเห็นหมอนเน่าสีตุ่นเก่า ๆ ของตัวเองตรงปลายเตียงเข้าเสียก่อน 

เท่านั้นแหละ ผมก็หอบผ้าห่มเดินเข้าไปในห้อง ตรงไปคว้าน้องหมอนเน่ามากอดไว้อย่างไม่ลังเลราวกับคนรักที่พลัดพราก

คิดถึงน้องเน่าชะมัดเลย

พอได้สัมผัสและกลิ่นที่คุ้นเคยกลับสู่อ้อมกอด ร่างกายผมก็เริ่มเรียกร้องหาการพักผ่อน อยากจะทิ้งตัวแล้วหลับตานอนให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกใครสักคนจ้องมอง

กึก...

ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องปิดประตูและเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ถ้าเดาจากสายตาที่มองมาเหมือนพออกพอใจอะไรสักอย่างกับมุมปากที่ยกสูงนิด ๆ นั่น ผมคิดว่าเขาคงเห็นแล้วว่าผมโหยหาหมอนเน่าใบนี้มากแค่ไหน

ผมกัดริมฝีปากตัวเอง พลันแก้มทั้งสองข้างร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่ได้

ร่างสูงทิ้งสะโพกสอบพิงกับเคาน์เตอร์หินอ่อนด้วยท่าทางสบาย ๆ ต่างจากผมที่ยืนจิกปลายเท้ากับพรมเป็นระยะเพราะรู้สึกเกร็ง สองมือของเขาจับปลายผ้าขนหนูพาดคอเอาไว้ พลางเอียงคอมองผมที่ยืนกอดหมอนอยู่ตรงนี้

เขาเอาแต่มองผมไม่วางสายตาอีกแล้ว

นัยน์ตาคู่คมของเขาอยู่ไม่นิ่ง ลากสายตาขึ้น-ลงบนตัวผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แววตาของเขาเหมือนเครื่องสแกนร่างกายมนุษย์ไม่มีผิด 

ตอนเขาใช้มันมองสำรวจไปทั่วตัวน่ะ... ทั้งที่ชุดนอนบนตัวผมเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเข้าชุดอย่างดี มีแค่ปลายมือและเท้าที่โผล่จากแขนเสื้อและขากางเกงแค่เล็กน้อย

หากทว่า ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองยืนเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้าเขายังไงยังงั้น

ให้ตาย ใครใช้ให้เขายืนจ้องผมแบบนี้เนี่ย

“คะ คุณ...” จ้องจนเสียงผมสั่นหมดเห็นไหม “เลิกจ้องผมก่อน”

“ทำไม”

“...” เขาจะว่าง่ายทำตามผมโดยไม่ย้อนถามสักเรื่องไม่ได้หรือไงนะ

“หึ หน้าแดง” เสียงทุ้มดังกลั้วเสียงหัวเราะต่ำในลำคอ “คุณเขิน?”

ผมอยากทุบเขา!

“เลิกยุ่งกับหน้าผมเถอะ”

วันนี้ผมรู้สึกอยากทุบเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่ใช่ครั้งแรกแน่ ๆ ผมรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่เขาไล่ต้อนหรือกวนผมด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์นั่น มันทำให้ผมรู้สึกอยากทุบ อยากฟาดเขาด้วยก้ามมะยมสักสิบทีจริง ๆ

รู้ว่าผมจะหงุดหงิด แต่ก็ชอบแหย่ นิสัยไม่ดีเลย

“หมอนก็ได้คืนแล้ว ยังหน้าบูดอีก ยิ้มให้ผมบ้างก็ได้”

“ใครเขาจะยิ้มให้คนที่แกล้งตัวเองกัน”

ผมหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมแล้ว พลางกอดหมอนแน่นด้วยกลัวว่าเขาจะแกล้งเข้ามาแย้งหมอนผมไปอีก ผมไม่ยิ้มให้คนนิสัยเสียอย่างเขาหรอก พอเห็นท่าทางผมแบบนั้น เขาก็ยิ้มขำเหมือนเอ็นดูหรืออะไรสักอย่างเสียอย่างนั้น

“ง่วงนอนแล้วงอแงจังครับ”

“อะไรเล่า” ผมเผลอย่นจมูกใส่เขาอย่างขัดใจ

ผมเปล่างอแงนะ ก็เขานั่นแหละที่เอาแต่กวนใจผมไม่เลิก ถึงเขาจะแค่เอาแต่ยืนจ้องกันเฉย ๆ ก็เถอะ แต่ผมก็ถือว่านั่นคือการก่อกวนอย่างหนึ่ง เพราะสายตาของเขามันทำให้คนถูกมองยืนไม่ติดที่ได้เลยนี่นา

“ง่วงก็นอนได้แล้วครับ ผมไม่อยากให้คุณงอแงมากกว่านี้”

ไม่ได้งอแงซะหน่อย!

“คุณจะไม่เปลี่ยนใจแน่เหรอ?” ผมขยับตัวอยู่บนพรมไปมาอย่างลังเล มองดูคนตัวสูงกลับมายืดหลังตรงเต็มความสูง เขาโยนผ้าขนหนูพาดไปพาดไว้บนที่ตากผ้าเล็ก ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ขยับตัวเดินมาทางนี้จนผมเผลอขยับหนี

“แล้วคุณล่ะ อยากเปลี่ยนใจไหม?”

“เปลี่ยนได้เหรอ!” ตาผมเป็นประกายขึ้นมาเลย

“อืม”

“งั้น...” ผมเกือบจะหลุดยิ้ม ถ้าไม่ใช่เพราะเขาก้าวขายาว ๆ แค่สองก้าวก็เข้ามาประชิดตัวผมได้ในพริบตา หนำซ้ำยังยึดหมอนเน่าจากมือไปทีเผลอ รู้ตัวอีกทีเขาก็ชูแขนยาวขึ้นเหนือหัวจนผมเอื้อมไม่ถึงหมอนแล้ว

“คุณกลับก็ได้ แต่ผมยึดหมอน”

“ฮึ่ย คุณ! นั่นมันหมอนผม”

ปึก!

ผมหลุดโมโห ทุบท้องเขาเต็มแรงหนึ่งตุบจนอีกฝ่ายตัวงอเล็กน้อย

“เจ็บ”

สมน้ำหน้า อยากมาแกล้งคนง่วงอย่างผมให้หงุดหงิดทำไมกันล่ะ

แต่ถึงเขาจะงอตัวจนความสูงลดลงนิดหน่อย ผมก็ยังไม่สามารถแย้งหมอนจากเขาได้อยู่ดี น่าโมโหจริง ๆ ผมเม้มปากแน่น จ้องเขาอย่างเอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้เกรงกลัว เขายืดหลังตรงจนความสูงกลับไปเท่าเดิมอีกครั้ง

คราวนี้ผมเลยตัดสินใจปีนขึ้นเตียงเพื่อเพิ่มความสูงให้ตัวเองบ้าง

แน่นอน มันได้ผล ตัวผมสูงกว่าเขาจนสามารถคว้าหมอนได้แล้ว

หากทว่า...

“เฮ้ยย”

เพราะเขาชูหมอนหนีไปด้านหลัง ทำให้ผมที่พยายามเอื้อมมือคว้าตามหมอนโดยลืมไปว่าตัวเองยืนอยู่ปลายเตียงอย่างหมิ่นเหม่เสียหลักอย่างไม่ต้องสงสัย 

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ร่างสูงตระง่านของเขายืนขวางปลายเตียงไว้ ทำให้ผมที่เสียหลักโถมตัวพิงอกเปลือยของเขาทั้งตัวแบบเต็ม ๆ

หมับ!

พลัน เขาก็ใช้มืออีกข้างที่ว่างตวัดมากอดเอวตอนที่ผมโน้มตัวไปด้านหน้าจนเสียหลัก ส่วนผมเองก็เท้ามือทั้งสองข้างกับบ่าของเขาเพื่อเป็นหลักยึดไม่ให้ล้มโดยอัตโนมัติ แบบร่างกายมันเป็นไปเองตามสัญชาตญาณน่ะครับ

ท่าทางของผมกับเขาตอนนี้เลยออกจะแปลกไปหน่อย

ผมยืนบนเตียง เกาะบ่าเขาทั้งสองข้าง ส่วนเขายืนอยู่บนพื้น มือหนึ่งถือหมอนเน่า อีกมือก็จับเอวเปลือยของผมเอาไว้ ที่เป็นแบบนั้นเพราะตอนเขาคว้าเอวเป็นตอนที่ผมชูมือสุดแขนพอดี ชายเสื้อก็เลยเลิกขึ้นสูงเกินจำเป็น

ตอนนี้หน้าเขาฝังอยู่กับท้องผม...

หนำซ้ำ ชุดนอนที่ผมใส่ก็ไม่หนาพอจะกันลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหน้าท้องได้เลย

“...”

“...”

ช่องว่างที่เรียกว่าความเงียบก่อตัวขึ้นในวินาทีนั้น

ช่วงเวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่เหมือนนานนับปีในความรู้สึก ผมรับรู้ได้ว่าร่างกายของเราทั้งคู่เกร็งเครียด ร่างกายตัวเองผมรู้ดีว่าเส้นมันตึงจนเผลอจิกบ่าแกร่งที่ยึดเอาไว้ซะแน่น ส่วนอีกคน... ท่อนแขนที่โอบรอบเอวผมก็เกร็งจนรู้สึกเขาเขารัดเอวผมแน่นเกินไป ยิ่งเป็นแบบนั้น ใบหน้าของเขาก็ยิ่งฝังกับหน้าท้องผมมากขึ้น

ลมหายใจกรุ่นร้อนของเขาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที

ทว่า ลมหายใจผมกลับสะดุดเพราะเสียงทุ้มแหบต่ำกว่าปกติของเขา

“ผมชอบกลิ่นครีมอาบน้ำของคุณ”

อึก...

“...” ผมหลุดสะอึก อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ริมฝีปากกลับสั่นจนต้องกัดมันเอาไว้ ลำคอแห้งผากดื้อ ๆ ร่างกายร้อนผะผ่าว จากจุดเล็ก ๆ แถวหน้าท้อง พลันขยายอาณาเขตไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว

แปลกไหม ทั้งที่ในเวลานี้อุณหภูมิด้านนอกลดต่ำจนเกือบแตะศูนย์องศา ทว่าภายในห้องกลับไต่ระดับสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ไม่รู้ว่าฮีตเตอร์ทำงานดีเกินไปหรือเป็นเพราะใครที่นำพาให้บรรยากาศเป็นไปในทิศทางนี้

“ผมชอบ กลิ่นนี้ กลิ่นที่อยู่บนตัวคุณ”

ดูเหมือนจะเป็นอย่างหลัง เพราะเขายังไม่หยุดทำให้ผมสั่น...

ทั้งประโยคที่เขาใช้ โทนเสียงแหบต่ำและแตกพร่าที่เปล่งออกมา รวมไปถึงริมฝีปากร้อนที่ขยับตามคำพูดนั่น มันเสียดสีหน้าท้องผมเป็นจังหวะตามคำพูดเชื่องช้า ต่อให้ตอนนี้บนตัวผมจะมีชุดนอนขวางกั้น ทว่าผมกลับรู้สึกเหมือนริมฝีปากร้อนจัดของเขากำลังแตะลงบนหน้าท้องเปลือยเปล่าของผม เสื้อที่สวมอยู่ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย

ไม่ดี แบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ

“คุณ” ผมเพิกเฉยสิ่งที่เขาพูด ส่งเสียงเรียก ออกแรงดันบ่าเขาเพื่อส่งแรงให้ตัวเองกลับไปทรงตัวอีกครั้ง แต่ติดตรงที่เขาไม่นำพา ไม่ยอมปล่อยแขนที่รวบเอวผมไว้เลย “คุณปล่อยผมก่อน”

“...” ไม่มีสัญญาณตอบรับ

แต่ผมรู้ว่าเขาได้ยิน รู้สึกด้วยว่าพอผมบอกให้ปล่อย เขาก็กดหน้าลงบนท้องผมแน่นขึ้น ก่อนผมจะรู้สึกเย็นวาบแถวช่วงเอว ผมก้มมองกลุ่มผมสีดำสนิทที่ฝังอยู่แถวหน้าท้องตัวเอง แล้วก็เห็นว่าแขนข้างที่เขาใช้รวบเอวผมไว้กำลังเลื่อนขึ้นสูง ส่งผลให้ชายเสื้อเชิ้ตของชุดนอนที่ผมใส่อยู่ก็ถูกเลิกสูงจนเอวและหน้าท้องโผล่พ้นเนื้อผ้าบางส่วน

กรอบตาผมเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะทำอะไร

ปึก!

“คุณ หยุด!” ผมทุบบ่าเขาอย่างเหลืออด พลันลดมือข้างนั้นลงมาปิดเอวตัวเองไว้ก่อนที่ริมฝีปากเขาจะกดลงมาบนผิวได้ทัน แต่กลายเป็นว่าริมฝีปากเขาแตะลงบนแหวนที่หลังมือผมแทน

รู้ไหม หัวใจผมจะวายอยู่แล้วตอนนี้

ก้อนเนื้อในอกมันเต้นรุนแรงและหนักหน่วง เลือดลมสูบฉีดจนเริ่มจะเวียนหัว ผมหอบหายใจหนักราวกับคนที่เพิ่งวิ่งออกกำลังกายมายังไงยังงั้น พลันร่างกายก็กระตุกอีกครั้งเมื่อเขากดริมฝีปากย้ำลงบนหลังมือผมแผ่วเบา

ทำไมเป็นคนแบบนี้เนี่ย

เผลอไม่ได้ ทั้งมือไว แถมปากก็ไวอีกต่างหาก

ผมไม่อยากนอนห้องเขาแล้ว อยากหนีกลับห้อง แต่หมอนเน่าผมอยู่ในมือเขา!

“ห้ามเก่ง” 

เขาพึมพำอะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้ยิน ก่อนจะคลายแรงกอดรัดที่เอวให้ผมได้ออกแรงดันบ่าเขาเพื่อกลับไปทรงตัวบนเตียงได้สักที พอเป็นอิสระจากเขาก็ค่อยหายใจหายคอโล่งหน่อย

แบบเมื่อกี้ไม่ไหวเลย ไม่ไหวจริง ๆ นะครับ

ผมว่าผมควรนอน ใช่ ผมควรจะนอนซะที ไม่ควรต่อปากต่อคำกับเขา เพราะไม่ว่ายังไงคนเอาแต่ใจคนนี้ก็ไม่มีทางคืนหมอนแล้วให้ผมออกจากห้องไปง่าย ๆ ขืนผมยังดึงเวลา เกรงผมจะเจออะไรที่ไม่สามารถรับมือได้มากกว่านี้

“ขอหมอนครับ ผม... ผมจะนอนแล้ว”

“นอนที่นี่?”

แล้วผมมีทางเลือกอื่นด้วยหรือไง ในเมื่อคุณเอาแต่ใจขนาดนี้

อยากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เดี๋ยวเรื่องจะยาวซะเปล่า ๆ แบตฯผมจะหมดอยู่แล้ว มาเกาหลีวันแรกก็ถูกสูบพลังงานจนเกือบหมดแบบนี้ ผมต้องนอน ผมต้องพักผ่อน ผมจะไม่เถียงกับเขาให้เสียเวลาอีก

“อื้อ” ผมพยักหน้าหงึก พลางทิ้งตัวนั่งกลางเตียง “ผมง่วง ขอหมอนผมคืนด้วย”

อีกคนมองผมที่เริ่มตาปรือเหมือนกำลังประเมิน ก่อนจะยื่นหมอนเน่ามาตรงหน้า ผมก็คว้าน้องเน่าเข้ามากอดแนบอกแล้วล้มตัวนอนอย่างไม่ลังเล อีกมือก็คว้าผ้าห่มที่ตัวเองหอบมาด้วยขึ้นคลุมตัวแล้วกลิ้งไปนอนริมเตียงอีกฝั่งอย่างหมิ่นเหม่ เหลือที่เกินครึ่งให้เจ้าของห้องได้นอนอย่างสบายใจ

ไม่ต้องห่วงเลย ผมจะไม่นอนเบียดเขาแน่ ๆ

“นอนริมขนาดนั้น เดี๋ยวก็ตกเตียง”

“เรื่องของผม” ได้กอดน้องเน่าแล้วผมไม่นอนตกเตียงหรอก “จะนอนแล้ว คุณห้ามชวนคุย”

“ถ้าเจ็บตัวขึ้นมา ผมดุนะ”

“...” ผมเงียบใส่ ไม่ได้กลัวคำขู่ของเขา ผมแค่จะนอนอย่างจริงจังก็เท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อีกคนกำลังทำสีหน้าแบบไหน ผมนอนหันหลังและหลับตาลงตั้งแต่กลิ้งมานอนริมเตียง

ตอนแรกก็คิดว่าความง่วงจะทำให้ผมหลับไปอย่างง่ายดาย

ทว่า มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น...

ทั้งที่ร่างกายเรียกร้องหาการพักผ่อนจะแย่ แต่พอประสาทสัมผัสรับรู้ว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้อง ความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นทำให้หูผมได้ยินทุกสรรพเสียงอย่างชัดเจน 

เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ตามมาด้วยเสียงกดสวิตซ์ไฟ จากนั้นเสียงฝีเท้าของเคลื่อนเข้ามาใกล้บริเวณเตียง พื้นที่บนเตียงอีกฝั่งจะยวบ ลงเป็นสัญญาณว่าเขาขึ้นเตียงมาแล้ว

ผมกลั้นหายใจ กอดหมอนในอกแน่นจนรูปทรงบิดเบี้ยว

“คุณ!” 

พลันลืมตาโพลงในความมืดอย่างตกใจ

“ชู่ว... ไหนคุณบอกจะนอน ห้ามคุย”

ผมคงจะไม่แตกตื่น ถ้าเขานอนบนเตียงอีกฝั่งที่ผมเว้นที่ไว้ให้ดี ๆ ไม่ใช่เข้ามาประชิด สอดแขนข้างหนึ่งเข้ามารองใต้คอผมต่างหมอน ส่วนอีกแล้วก็ตวัดมากอดเอวแล้วรั้งให้หลังผมแนบชิดกับแผ่นอกเปลือยเปล่าของเขาแบบนี้

มือไว ไว้ใจไม่ได้เลย

“คุณ ปล่อยผม” ผมขยับตัวในอ้อมแขนเขาอย่างอึดอัด

“...” เขาเงียบ ทำตีมึน

“คุณ มากอดผมทำไมครับ นอนดี ๆ สิ”

“ถ้าผมไม่กอดไว้ คุณก็นอนตกเตียงสิ” ริมฝีปากที่กระซิบพูดชิดต้นคอ ทำให้ไรขนอ่อนตามร่างกายของผมลุกเกรียว ยิ่งพยายามขยับตัวมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งกอดตัวผมที่ขดอยู่ใต้ผ้าห่มเกือบทั้งตัวแน่นขึ้น

ไม่กอดอย่างเดียว เอาขามาเกี่ยวขาผมไม่ยอมให้ดิ้นอีก

“ผมไม่ตกเตียงหรอก”

“...” ไม่เงียบสิครับ คุณเงียบ แต่ลมหายใจร้อนของคุณมันเป่ารดต้นคอผมอยู่ ผมจะหลับลงได้ยังไง 

ผมเม้มปาก ร่างกายทั้งส่วนรับรู้ถึงแรงกอดที่ยังไม่คลายออก หนำซ้ำยังรู้สึกว่าเขาซุกจมูกลงกับต้นคอจนผมต้องหดคอหนี

“โอ้ย คุณ ผมกอดหมอนแล้ว ไม่ตกครับ”

“...”

“จริง ๆ นะ”

“คุณว่า...”

“...” ตอนเสียงทุ้มแหบต่ำดังจากปากเขา ระดับเสียงแผ่วเบา ทว่าผมกลับได้ยินชัดเจน พลันขนลุกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพราะริมฝีปากเขาเสียดสีกับต้นคอผม ปลายจมูกโด่งก็คลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

ผมพยายามหดคอหนี แต่ก็ไม่เคยพ้นริมฝีปากเขาสักที

ก่อนประโยคต่อมาของเขาจะทำให้ผมชะงักนิ่ง

“ระหว่าง คุณกอดหมอน กับ ผมนอนกอดคุณแบบไหนมันดีกว่ากัน?”

เขาไม่น่าถามผมแบบนี้เลยจริง ๆ



[TBC]

มันร้ายนะคะหัวหน้า! กูจะแจ้ง! กูจะแจ้งงงงงงง 55555555555

เลาจะพูดอัลไลได้อีก นอกจาก... "น้อง หนีไป๊!!!"

เพิ่งจะตอนที่สองเอง นักอ่านเราจะต้องงงงวยกับสองคนนี้อีกแค่ไหน 55555

ไม่รู้ว่านักอ่านชอบมั้ยนะคะ อาจจะเนิบนาบ งงงวยไปบ้าง แต่พล็อตก็จะดำเนินต่อไปค่ะ

เมื่อถึงเวลาความกระจ่างอะไรมันก็จะค่อย ๆ ออกมาโน๊ะะะ ยังไงถ้าอ่านได้ก็อยู่ด้วยกันต่อไปเด้อออ

และใช่ค่ะ... เลาจะยังไม่เปิดเผยชื่อตัวละคร ไม่ได้เป็นความลับ แต่ก็นั่นแหละ เมื่อถึงเวลาาาาา

ปล. ขอบคุณสำหรับนักอ่านที่มารอนะคะ แงงง


เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 214 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

169 ความคิดเห็น

  1. #163 gung_suwan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:24
    สองคนนี้ต้องรู้จักกันมาก่อน และมีซัมทิงกันมาก่อนหน้านี้ ละอาจจะเพิ่งมีการทะเลาะจนเกิดการเลิกรากันไปตอนก่อนบินมาเกาหลีแน่นอน
    #163
    0
  2. #94 aumylovelove (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 09:27
    ความสัมพันธ์​ของสองคนนี้ต้องไม่ธรรมดา ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ๆ
    #94
    0
  3. #54 ... (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 22:44

    ซี๊ดดดดดด อ่าห์ แม่งเอ้ยเผลอไปจริงๆ

    #54
    0
  4. #27 vtyds (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 20:57

    รอ....
    #27
    0
  5. #26 DMace9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 14:26
    เหมือนเค้ามาง้อเมียยังไงไม่รู้ วอแวจังคุณ น้องจะนอนอย่ากวนน้องงง 5555
    #26
    0
  6. #25 Praewapr (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 09:57

    คบกันไปเล้ย!! เป็นแฟนกันโลด!!!

    #25
    0
  7. #24 misskanchana783 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 08:25

    กูจแจ้งงงงงง!!!กูจะแจ้งงงงงง!!!5555555หนีไปปลูกกกหนีไปปปป~~~ร้ายยยยขึ้นนทุกกวันนน~~~

    #24
    0
  8. #23 towarisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 07:59

    อ่านมาถึงจุดนี้เหมือนเขารู้จักกันมาก่อนเลยอ่ะ



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 31 กรกฎาคม 2562 / 08:02
    #23
    0
  9. #22 sedna0327 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 06:41
    คูมตำหนวดค้าบบบบบบ มีโรคจิตอยู่ทางนี้!!!!!
    #22
    0
  10. #21 DMace9 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 10:06
    มีความรู้สึกว่าสองคนนี้รู้จักกันมาก่อน...อาจจะเคยคบกันด้วย เพราะคิดว่าแหวนที่ใส่เนี่ยมันจะเป็นแหวนคู่มั้ยเอ่ยยยย เดาาาา
    #21
    0
  11. #20 iu41190 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 12:25
    ชอบเขาก็บอกมาเถ๊อะ!! ทำเป็นอ้างนั้นอ้างนี้ ><
    #20
    0
  12. #19 towarisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 09:26

    ชอบแค่กลิ่นครีมเหรอ ไม่ชอบคนใช้ด้วยเหรออออ อิอิ

    #19
    0
  13. #18 sedna0327 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 02:58
    มันแบบเาด้เป%^&&($/^"'^^$^&;"%^
    #18
    0
  14. #16 towarisa (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 17:57

    ทันแน่นอน แต่ว่าไม่รอดแน่ 5555

    #16
    0
  15. #15 vtyds (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 17:49
    ชอบ อัพเร็วๆนะไรท์ สู้ๆๆ
    #15
    0
  16. #12 k-kh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 05:14
    นั่นน่ะสิ เราลืมเลยว่าชื่อคู่พระนายยังไม่มา 555+
    #12
    0