ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 2 : [1] ท ว ง ห ม อ น คื น (1) [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,471
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 247 ครั้ง
    12 ธ.ค. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 




ต้องไปเอาหมอนคืน!

แทบจะไม่มีความคิดอื่นในหัวผมตอนนั้น รู้อย่างเดียวว่าผมต้องไปเอาหมอนคืนจากผู้ชายคนนั้น ผุดลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องตัวเองและกลับมายืนตรงหน้าประตูห้องข้าง ๆ อีกครั้งในนาทีต่อมา

ก๊อก ๆ ๆ

เคาะเรียกเจ้าของห้องและทิ้งช่วงรอการตอบรับ

แต่หลังจากเคาะประตูไปเกือบสองนาที สิ่งที่ผมได้รับกลับเป็นความเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง ทั้งที่ผมเพิ่งจะแยกกับเขาเมื่อกี้ไม่ถึงห้านาทีดีด้วยซ้ำ 

นี่เขาคงจะไม่ได้ลื่นล้มหัวฟาดพื้นหลังจากผมกลับห้องหรอกใช่ไหม?

ก๊อก ๆ ๆ!

“คุณ นี่ผมเอง” เคาะซ้ำพร้อมส่งเสียงเรียกไปด้วย

“...” 

ทว่าก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากคนด้านในอยู่ดี

ผมว่าเขาน่าจะยังอยู่ในห้อง ไม่น่าจะออกไปข้างนอก บางทีเขาอาจจะกำลังเข้าห้องน้ำหรือทำอะไรสักอย่างจนไม่ได้ยินเสียง ถ้าคิดในแง่บวกน่ะนะ 

แต่ถ้าในแง่ลบ...

ผมคิดว่าตัวเองกำลังโดนเขาแกล้ง

เมื่อคิดว่าอาจจะเป็นแง่ลบมากกว่าแง่บวก พลันหน้ามุ่ย จ้องบานประตูที่ปิดสนิทตรงหน้าด้วยใบหน้างอง้ำ 

ความง่วงและเหนื่อยจากการเดินทางกำลังทำให้ผมเริ่มจะหงุดหงิด เมื่อวานผมตื่นตั้งแต่แปดโมงเช้าตามเวลาที่ไทย ตอนนี้เวลาในเกาหลีก็เที่ยงวันแถมที่นี่เวลาก็เร็วกว่าถึงสองชั่วโมง หมายความว่าตอนนี้ที่ไทยก็ประมาณสิบโมงเช้า

ผมไม่ได้นอนมาเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว

และผมอดนอนได้มากที่สุดไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมงด้วย

ให้ตาย ผมเหนื่อย ผมอยากกลับไปนอนพักที่ห้องนะ แต่ของที่หายไปมันก็ทำให้ผมว้าวุ่นใจจนไม่อาจหันหลังกลับห้องไปก่อนแล้วค่อยมาทวงคืนทีหลังได้ 

ผมต้องการหมอนของผมคืน

ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยด้วย

ก๊อก ๆ ๆ

“คุณ! เลิกแกล้ง ผมรู้ว่าคุณอยู่ในห้อง เปิดเลยนะ” เสียงของผมดังขึ้นตามสภาพอารมณ์ หากไม่ได้ดังจนทำให้คนทั้งชั้นออกมาดู ถ้าเขายังไม่ยอมมาเปิดประตูในอีกหนึ่งนาที 

ผมจะหงุดหงิดแบบจริงจังแล้วนะ

ผมจะเกรี้ยวกราดให้ดูเลย

แกรก...

เขาอาจรับรู้ได้ว่าผมเริ่มจะไม่พอใจถึงได้เปิดประตูในที่สุด

“โทษที ผมเข้าห้องน้ำ”

“ครับ ก็อยากจะเชื่อ” ผมว่า พลางเงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“...” 

อีกฝ่ายก็ก้มหน้ามองด้วยใบหน้านิ่งเฉยเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูจริง ๆ

อยากจะเชื่อคำพูดของเขาอยู่หรอกนะ ถ้าผมไม่สังเกตเห็นว่ามุมปากเขายกขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยอยู่ตอนนี้ เหมือนจะยิ้ม แต่ก็ไม่ยิ้ม มุมปากของเขาเปลี่ยนองศาแค่นิดเดียว ทว่าผมก็รู้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่ไม่ผิดแน่

นิสัยไม่ดีเลย

ผมส่งสายตาปรามาสไปให้ แต่เขาก็ทำเหมือนไม่เข้าใจ

เอาเถอะ ผมไม่อยากจะเสียเวลาแล้ว

“ขอของ ๆ ผมคืนด้วยครับ” เอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อมด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

ที่จริงมันก็เป็นแค่หมอนเก่า ๆ ใบหนึ่ง ผมไม่ได้ใช้หนุนนอนด้วยซ้ำ แต่มันคือ หมอนเน่าของผมไง

คุณรู้ไหมว่าคำนี้หมายถึงอะไร?

ถ้าตอนเด็กคุณเคยติดอะไรมาก ๆ จนต้องมีมันไว้ข้างตัวตลอดเวลานอนถึงจะนอนหลับเหมือนผม ผมคิดว่าคุณก็น่าจะเข้าใจได้ว่ามันมีความสำคัญยังไง เพียงแต่... ผมไม่ได้ติดหมอนเน่าใบนี้มาตั้งแต่เด็กหรอก เพิ่งมาติดตอนโตนี่แหละครับ 

แต่ก็ไม่มีใครบอกอยู่ดีว่าโตแล้วคนเราจะติดหมอนเน่าไม่ได้ถูกไหม?

นั่นแหละครับ

หมอนใบนั้นสำคัญกับผม ถ้าไม่ได้นอนกอดหมอนเน่าผมก็จะนอนไม่หลับ หรือต่อให้ร่างกายจะทั้งเหนื่อยทั้งง่วง หรือแม้แต่อดนอนเกินขีดจำกัดจนหลับไปเอง แต่ผมก็จะสะดุ้งตื่นเกือบตลอดเวลา

เพราะงั้นผมถึงต้องมาทวงหมอนคืนอยู่นี่ไง

“ของอะไรเหรอ?”

“อย่ามากวนผม คุณรู้ว่าผมหมายถึงอะไร” คิ้วผมขมวดเข้าหากันจนจะผูกโบว์ได้อยู่แล้วตอนนี้ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายกำลังตีหน้าซื่อเหมือนไม่เข้าใจเรื่องที่กำลังพูด ผมก็ยิ่งหน้าง้ำมากกว่าเดิม

“รู้ได้ยังไงว่าผมจะรู้ในเมื่อคุณไม่ได้บอกว่าอะไรเป็นของคุณ”

“คุณ... หมอนผมอยู่ไหน?” ผมพยายามไม่สนใจคำพูดเนิบ ๆ แต่ยอกย้อนของเขา พยายามโฟกัสถึงของตัวเองที่เขาเป็นคนเอาไป “กระเป๋าเราสลับกัน คุณเปิดกระเป๋าผมแล้วแน่ ๆ ไม่งั้นคงไม่รู้ว่ากระเป๋าเราสลับกันหรอก”

เพราะก่อนหน้านี้ที่กระเป๋าเขาเปิดประตูห้องก่อนผมจะเคาะด้วยซ้ำ

“ทำไมถึงคิดว่าผมเอาไป” เขาว่า “บางทีคุณอาจจะลืมเอามา”

“ผมไม่ได้ลืม”

“ทำไมถึงมั่นใจ”

“...” ของสำคัญที่มีผลกระทบกับการนอนขนาดนั้น ผมจะลืมลงได้ยังไง

“คุณตอบไม่ได้”

ผมไม่อยากตอบคุณต่างหาก

“คุณ อย่าแกล้งผมได้ไหมครับ” ผมพูดกับเขาเสียงอ่อน รู้สึกระโหยโรยแรงอยากจะนอนพักผ่อนเต็มที “ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ ทำไมต้องแกล้งผมด้วย”

“ก็แค่ไข่เน่า” เขาพึมพำเสียงเบา แต่ผมดันได้ยิน

“อย่ามาว่าหมอนผม!” 

ถ้ามีก้านมะยมในมือ ผมจะฟาดเขาสิบทีให้แขนเขียว 

“คุณน่ะนิสัยไม่ดีเลย”

“ขอบตาคุณคล้ำแล้วนะ” เหมือนคนตัวสูงไม่ได้ฟังที่ผมต่อว่า สายตาคู่คมมีประกายกำลังมองสำรวจหน้าของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมมัวแต่ไม่พอใจเขาและโฟกัสจะเอาหมอนคืนเลยไม่ได้สังเกต

แต่เขาคิดว่าเป็นเพราะใครกันที่ทำให้ขอบตาผมคล้ำเป็นหมีแพนด้าแบบนี้

“คุณไม่ต้องยุ่งกับขอบตาผม แต่เอาหมอนของผมคืนมาก็พอ”

“แล้วถ้าผมไม่อยากคืนล่ะ?” ถามกลับแบบหน้าตาเฉยเชียวนะ เจ้าหัวขโมยคนนี้

ทำตัวน่าตีจริง ๆ

คุณครับ นั่นหมอนผม”

งั้น... จะเป็นอะไรไหม ถ้าผมจะขอซื้อต่อ?”

ไม่เป็นก็บ้าแล้ว เน่าขนาดนั้นคุณจะเอาไปทำอะไร”

“...” เขาไม่ตอบคำถาม ยังคงเอาแต่จ้องหน้ากันไม่เลิกจนผมต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่คมนั้นอย่างเสียไม่ได้ ก็แค่หมอนเน่า ๆ ใบหนึ่งที่แทบจะไม่มีนุ่นข้างในเพราะถูกกอดทุกคืนและไม่เคยซักมาเป็นปี ๆ

เขาจะมาแย่งหมอนผมทำไมเนี่ย

คุณ ผมง่วง คืนหมอนให้ผม ง่วงจะตายอยู่แล้วนะ”

ไม่รู้ล่ะ ยังไงผมก็ต้องได้หมอนผมคืน ผมต้องการนอนแล้ว เข้าใจไหมครับ

ผมจะคืนหมอนใบนี้ให้ แต่ผมมีข้อแม้อย่างหนึ่ง”

แต่นั่นหมอนของผมนะคุณ”

งั้นผมไม่คืน”

คุณ!”

ผมจะคืนหมอนให้ แต่...”

“...”

คืนนี้คุณต้องมานอนกับผม”

หมอนเน่าใบนั้นสำคัญกับผมมาก...

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะบ้าจี้ตอบรับข้อเสนอของคนนิสัยไม่น่ารักอย่างเขา

ไม่หรอก ผมไม่ได้บ้าขนาดนั้น... อย่างน้อยก็ตอนนี้ 

ผมเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง จ้องเขาด้วยแววตาไม่พอใจ ขณะอีกคนก็เอาแต่จ้องผมด้วยแววตาอ่านยาก ก่อนที่ต่างคนต่างเงียบไปนานเกือบสองนาทีคล้ายเป็นนาทีวัดใจ

“...”

“...”

“คุณ...” ผมเรียกเขาเสียงอ่อน “ผมง่วงนะ”

“เตียงผมว่าง แค่คุณเดินเข้ามา คุณจะได้หมอนคืนแล้วก็นอนได้เลย”

ไม่ว่าเปล่า เขาประตูห้องให้กว้างขึ้นพลางเบี่ยงตัวหลบ ภายในห้องพักของเขาก็ไม่ได้ต่างจากห้องผม ที่พิเศษก็เพราะบนเตียงคิงไซซ์นั่นมีหมอนเน่าของผมอยู่ หมอนข้างลาย ไข่ขี้เกียจรุ่น Hug Me Gudetama Limited Edition ขนาดสองฟุตกะทัดรัดสีตุ่นเก่า ๆ ถูกเอาไปวางไว้แถวปลายเตียงให้ผมมองเห็นจากหน้าประตูอย่างจงใจ

ให้ตายเถอะ

“ผมจะนอนที่ห้องของผม”

“นั่นคือคำตอบของคุณสินะ” เขาจ้องผมไม่วางตา แถมตอนอีกฝ่ายขยับตัวกลับมายืนตรงกลางกรอบประตูห้อง ผมได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเขาอีกแล้ว เป็นกลิ่นที่ทำให้ผมต้องเผลอกลั้นหายใจตั้งแต่ในลิฟต์

“เอาหมอนผมคืนมา”

“คุณไม่รับข้อเสนอ ผมก็ไม่คืนครับ”

“นี่คุณ!

“กลับไปนอนที่ห้องคุณเถอะ ผมก็ง่วงนอนแล้วเหมือนกัน”

“...”

“ฝันดีครับ”

แกรก...

เขายิ้มให้ผม ทั้งยังบอกฝันดีทั้งที่เพิ่งจะเที่ยงวัน หลังจากนั้นก็ถอยกลับเข้าไปในห้องแล้วก็ปิดประตูไปเลย ผมได้แต่ยืนมองประตูห้องเขานิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกหลากหลาย 

ทำไมผมต้องถูกแกล้งตั้งแต่มาถึงเกาหลีวันแรกด้วยเนี่ย

“นิสัยไม่ดีเลย!

ผมเบะปากพลางต่อว่าเขาผ่านหน้าประตูห้องอย่างหงุดหงิด แน่ใจด้วยว่าเขาจะต้องได้ยินเพราะห้องไม่ได้เก็บเสียงขนาดนั้น ก่อนจะเดินลงเท้าหนักกลับมาที่ห้องตัวเองอย่างไม่รู้จะต่อกรกับผู้ชายขี้แกล้งคนนั้นยังไงดี

ง่วงก็ง่วง เหนื่อยก็เหนื่อย ยังมาถูกแกล้งอะไรที่ชวนให้หัวเสียแบบนี้อีก

“แกล้งผมสนุกนักหรือไง” ผมพึมพำกับตัวเอง จ้องกำแพงห้องเสมือนว่ามองเห็นคนข้างห้องผ่านกำแพงได้ ส่งกระแสจิตให้เขารู้ว่าผมไม่พอใจ 

แต่ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่ได้เดินมาเคาะห้องแล้วบอกว่าเอาหมอนมาคืน

ขโมยหมอนคนอื่นแล้วยังมาบอกฝันดีอีก

ฝันดีก็แย่แล้ว!

ไม่มีหมอนผมก็นอนไม่ได้หรอก ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปข้างนอกแทน เพิ่งมาเกาหลีวันแรกผมคงไม่ไปไหนไกล คงจะเดินสำรวจแถวที่พักแล้วก็หาอะไรใส่ท้องก่อน เอาไว้ตอนค่ำ ๆ ผมจะลองไปทวงหมอนคืนจากเขาอีกที ถึงตอนนั้นเขาอาจจะเบื่อที่ผมไม่เล่นตามเกมเขาจนยอมคืนหมอนเน่าให้ผมก็ได้

ครับ ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

 


ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงของที่เกาหลี

ก่อนใบไม้จะร่วงก็จะมีช่วงที่เรียกกันว่า ใบไม้เปลี่ยนสีใบไม้บนต้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งเมือง ตามทางเดินที่เขาปลูกต้นไม้เรียงกันไว้จะดูสวยมากเลยครับ แต่ผมดันมาช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีกลายเป็นสีเหลืองและกำลังร่วงจากต้นแล้ว ก็เห็นสีแดงบ้างประปรายนะ แต่ดูเหมือน ย่านฮงแดที่เป็นย่านที่พักของผมใบไม้เป็นสีเหลืองกำลังจะร่วงซะส่วนใหญ่

บางทีผมน่าจะหาข้อมูลดูว่าย่านไหนที่ใบไม้ยังเป็นสีแดงเต็มต้นอยู่

ผมอยากไปถ่ายรูปน่ะ

แต่วันนี้คงเดินทางไปที่อื่นไม่ไหว ขอเซอร์เวย์ดูแถวนี้ไปเรื่อย ๆ ก่อนเพราะย่านฮงแดก็ขึ้นชื่อสำหรับนักท่องเที่ยวเหมือนกัน ผมเดินเข้าออกร้านค้าอย่างไม่เร่งรีบ ยกกล้องที่สะพายติดมาด้วยถ่ายภาพบรรยากาศวิถีชีวิตของผู้คน การจราจร รวมถึงถนนหนทางต่าง ๆ เอาไว้ 

อากาศเย็นลมพัดตลอดเวลาจนผมไม่รู้สึกว่าการเดินถนนน่าเบื่อเลย

ถ้าเดินแบบนี้ที่เมืองไทย ขนาดผมขี้หนาวเหงื่อก็ยังท่วมตัวจนเหนอะหนะ

เดินดูอะไรไปเรื่อยเปื่อยเป็นชั่วโมง ผมก็แวะเข้าร้านขายต๊อกบกกีกับโอเด้งข้างทาง อากาศเย็นแบบนี้ถ้าได้กินโอเด้งแล้วซดน้ำซุปร้อน ๆ คงจะรู้สึกอุ่นท้องไม่น้อย แน่นอนว่าเรื่องของกินสำหรับผมก็สำคัญไม่แพ้การนอนเช่นกัน

“อื้อ อร่อย”

ผมพึมพำพลางยิ้มถูกใจหลังกัดโอเด้งคำแรกพร้อมซดน้ำซุปที่คุณป้าเจ้าของร้านท่าทางใจดีตักให้ 

คุณป้าเห็นผมเคี้ยวโอเด้งจนแก้มกลมก็ส่งยิ้มให้ไม่หยุด ถามอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาเกาหลีที่ผมฟังไม่ออก ผมก็เลยยกนิ้วโป้งกลับไปให้ คุณป้าก็พยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วก็หันไปตักต๊อกบกกีที่ผมสั่งมาวางให้

ผมจิ้มต๊อกเข้าปาก รสชาติออกจะเผ็ด ๆ หน่อยสำหรับผม พอดีผมเป็นคนทานเผ็ดไม่ค่อยได้ แต่ก็อร่อยดีครับ แป้งต๊อกเหนียว ๆ กับซอสเข้ากันได้ดี แต่ผมชอบโอเด้งมากกว่า เลยหันมาเป่าโอเด้งที่ควันฉุยพลางยืนกินอยู่หน้าร้านอย่างไม่เร่งรีบ 

ร้านสตรีทฟู้ดที่นี่ส่วนใหญ่ก็ยืนกินกันหน้าร้านอย่างนี้แหละ บางร้านก็มีเก้าอี้มีโต๊ะให้นั่งด้วย

ถ้าใครมีโอกาสเที่ยวเกาหลี ผมอยากให้ลองทานดูนะครับ ราคาไม่แพงเท่าไหร่

โอเด้งร้อน ๆ กับอากาศเย็น ๆ ทำให้ผมลืมเรื่องผู้ชายขี้แกล้งคนนั้นได้ชั่วขณะเลย

ระหว่างที่ผมยืนทานโอเด้งไม้ที่สองก็มีลูกค้าอีกคนเดินเข้ามายืนข้าง ๆ ผมไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่กวาดสายตามองดูผู้คนรอบตัว จนได้ยินเสียงแหบต่ำเอ่ยสั่งโอเด้งกับคุณป้า พลันผมก็หันกลับมามองคนข้าง ๆ ทันที

ไหนเขาบอกว่าจะนอนไง

“คุณ...”

“...”

กึก...

คนตัวสูงหันมาก้มมองตามเสียงอุทานของผม เขาไม่ได้เอ่ยทักหรือพูดอะไรเมื่อเราดันมาเจอกันอีกครั้ง แต่กลับยกมือขึ้นแล้วใช้นิ้วโป้งปาดซอสต๊อกบกกีที่มุมปากผมออกเป็นอย่างแรก ทุกอย่างไม่ได้ดูเร่งรีบหรือคุกคามจนน่ากลัว แต่เขาทำมันอย่างเนิบนาบและเป็นธรรมชาติจนผมเผลอกัดโอเด้งพลางเงยหน้ามองเขานิ่งค้างเพราะอึ้ง

ผมกะพริบตา พลันดึงสติแล้วเด้งตัวออกห่างจากเขาหนึ่งก้าว

“ทะ ทำอะไรของคุณเนี่ย”

“ปากคุณเลอะ”

หมับ!

“นี่ คุณ!

วินาทีนั้น ผมแทบจะถลาเข้าไปหาเขาทั้งตัวด้วยความตกใจ

ผมคว้าท่อนแขนหนาที่เส้นเลือดขึ้นชัดเอาไว้แทบจะทันทีทันใด ส่งผลให้สิ่งที่คนตัวสูงกำลังจะทำหยุดชะงัก เขาเลิกคิ้วขึ้นทั้งที่ยังก้มมองผมอยู่ ผมขมวดคิ้ว กัดปากตัวเองอย่างประหม่า วางโอเด้งไม้ที่สองในมืออีกข้างไว้ในแก้วกระดาษที่ใส่น้ำซุป ก่อนจะเอื้อมไปหยิบทิชชู่มาเช็ดคราบซอสบนนิ้วโป้งเขาออกจนหมด

“...” เขาหลุบตามองการกระทำของผมโดยไม่ได้พูดอะไร

“อย่าทำแบบนี้” ผมบอกหลังปล่อยมือจากท่อนแขนของเขา บนผิวเนื้อตรงนั้นมีรอยแดงนู่นนิดหน่อย คงเพราะเมื่อกี้ผมตกใจไปนิด ก็เลยเผลอคว้าแขนเขาแรงเกินจำเป็น แหวนบนนิ้วผมคงครูดผิวเขาเข้าให้

“โทษที”

เขารู้สึกผิดใช่ไหม ดีเลย...

“งั้นคุณไถ่โทษด้วยการคืนหมอนให้ผมสิ”

“อ๋อ ผมขอโทษไปอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรหรอก”

คนนิสัยไม่ดี!

ผมไม่อยากจะคุยกับเขาแล้ว

คนอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งคุยผมก็ยิ่งรู้สึกอยากจะทุบเขาสักตุบสองตุบให้สาสมกับความกวนนั่น หลังค้อนตาใส่เขาผมก็ควักเงินวอนออกมาจ่ายค่าต๊อกบกกีและโอเด้งสองไม้กับคุณป้าเจ้าของร้าน ก่อนจะเดินออกจากร้านแบบไม่หันกลับไปมองเขาอีก 

ไม่ไหว ถึงหมอนเน่าของผมจะถูกเขายึดไว้ แต่ยังไงตอนนี้คงต้องขอหนีไปตั้งหลักก่อน

เดี๋ยวคืนนี้จะกลับไปทวงหมอนคืนแน่ ๆ

ผมเดินหนีเขาจนมาหยุดที่ริมถนนตรงทางม้าลายเพื่อรอสัญญาณไฟคนข้ามกลายเป็นสีเขียว รอบตัวก็มีทั้งคนเกาหลีและนักท่องเที่ยวคนอื่นยืนรออยู่ จากที่สังเกต ทั้งระหว่างเดินสำรวจจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าจะเห็นคนเกาหลีเดินกันเป็นคู่ซะส่วนใหญ่ เป็นคู่ที่แบบดูก็รู้เลยน่ะครับว่าเป็นแฟนกัน

พวกเขาแสดงความรักกันเก่งมากเลย 

ทั้งเดินจับมือ โอบไหล่ หรือกอดคอกันไปเดินคุยกันไป ดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก ก่อนคู่รักคู่หนึ่งที่ยืนรอข้ามถนนอยู่จะทำให้ผมเผลอมองพวกเขาตาโต แก้มผมพลันร้อนวูบอย่างห้ามไม่ได้

พวกเขา... จูบกันครับ

ผู้ชายตัวสูงที่ยืนกอดฝ่ายหญิงจากด้านหลัง เขาสูงกว่าเธอมาก สูงแค่อกเอง พอผู้หญิงเงยหน้าขึ้นพูดบางอย่าง ฝ่ายชายก็ยิ้มแล้วก้มลงไปจุ๊บปากแฟนตัวเองเหมือนเอ็นดู ไม่ได้จูบทีเดียวด้วย แบบจุ๊บย้ำ ๆ บนปาก ฝ่ายหญิงเขินจัดจนพลิกตัวหันกลับมากอดเอวแล้วซุกหน้ากับอกฝ่ายชายใหญ่เลย

ผมยกนิ้วเกาแก้มพลางเบือนสายตามาอีกทางอย่างประดักประเดิดกับภาพที่เห็น พอดีผมไม่ค่อยชินกับการแสดงความรักแบบนี้ในที่สาธารณะเท่าไหร่ก็เลยอดเขินแทนพวกเขาไม่ได้น่ะครับ

หากทว่า

กึก...

พอหันมาอีกทาง ผู้ชายที่ผมเพิ่งจะเดินหนีจากร้านโอเด้งกลับมายืนอยู่ข้างผมเฉยเลย

เขาอีกแล้ว!

หนำซ้ำเขายังก้มหน้ามองผมอยู่ก่อนแล้วด้วย พอผมเงยหน้าขึ้นก็เลยได้สบกับแววตาคู่คมคู่เดิม เขามองผม เหลือบมองคู่รักคู่นั้น แล้วก็ดึงสายตาอ่านยากนั่นกลับมาจ้องผมอีกครั้ง

“คุณเขินที่พวกเขาทำอย่างนั้น?”

ใครใช้ให้เขามาถามผมกันเนี่ย จะก่อกวนผมอีกแล้วถูกไหม

“ไม่ใช่เรื่องของคุณซะหน่อย” ผมเบนสายตากลับมามองถนนตรงหน้าแทนที่จะสบตากับคนตัวสูงข้าง ๆ เขายืนชิดจนผมได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเขาอีกแล้ว แถมต้นลมก็พัดมาจากทางเขาอีก “นี่ คุณช่วยเขยิบ...!!

ไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบประโยคดี

หมับ...

“ไฟเขียวแล้ว”

พลัน ฝ่ามือใหญ่ของเขาก็คว้ามือผมไปจับอย่างถือสิทธิ์ หากสองขาของผมกลับก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติเพราะถูกอีกคนจูงมือให้เดินข้ามถนนไปด้วยกันแบบไม่ทันตั้งตัว 

ผมก้มมองมือตัวเองที่ถูกเขาจับเอาไว้ ก่อนจะเงยหน้ามองแผ่นหลังกว้างที่เดินนำอยู่ด้านหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย

สายลมกำลังหอบความหนาวเย็นเข้ามากัดกินผิวเนื้อในส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าของผมจนชาหนึบ ทว่าฝ่ามือข้างนั้นที่ถูกจับไว้กลับอุ่นจนรู้สึกร้อนและมีเหงื่อซึมชื้นตามมา โลหะเย็นบนนิ้วมือเขาทำให้ผมกัดริมฝีปากแน่น พลางเดินตามการจับจูงของเขาเหมือนคนโง่ สายตาลดระดับจากแผ่นหลังกว้างตรงหน้ามาจ้องมือของตัวเองนิ่ง

การเดินข้ามทางม้าลายถนนแปดเลนแบบนี้...

จะว่าสั้นก็สั้น จะว่ายาวก็ยาวในความรู้สึก

ระหว่างเดิน หลายครั้งที่ผมเผลอกลั้นหายใจเมื่อลมพัดเอากลิ่นน้ำหอมบนตัวเขาลอยเข้ามาแตะปลายจมูกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นที่ทำให้นึกถึงขวดน้ำหอมในกระเป๋าเดินทางของเขา พอเห็นขวดก็นึกถึงกลิ่นของมันบนตัวเขาอีก

“คุณ” 

ผมเรียกเขาเมื่อรู้สึกตัวว่าเรากำลังหยุดนิ่ง

เขาพาผมข้ามถนนมาอีกฝั่งแล้ว แต่เขากลับยังไม่ยอมปล่อยมือผมสักที ผมเลยต้องส่งเสียงเรียก พร้อมทั้งพยายามดึงมือตัวเองออก ทว่าคนตัวสูงกลับกระชับมือข้างนั้นแน่นขึ้นจนดึงไม่ออก

“หืม?”

“ปล่อยมือผมได้แล้ว”

“ไม่ครับ” ตอบกลับได้หน้ามึนเกินไปแล้วนะผู้ชายคนนี้

“นี่!

“ยืมก่อน ผมหนาว” เขาพูดอย่างหน้าตาเฉย แถมไม่ยอมปล่อยมือผมจริงซะด้วย ผมขมวดคิ้ว เงยหน้ามองเขาอย่างเอาเรื่อง ทว่าอีกคนก็ไม่ได้มีท่าทีกลัวผมแต่อย่างใด ใช่สิ ผมไม่ได้ตัวสูงใหญ่แบบเขานี่ มองแค่นี้เขาคงไม่กลัวหรอก

“คุณไม่ได้ขี้หนาวขนาดนั้น”

“ก็ใช่” เขายอมรับอย่างง่ายดาย

“งั้นคุณก็ปล่อยมือผมสิ”

“คุณขี้หนาวไง”

“เรื่องของผม” ผมพยายามจะดึงมือตัวเองออก แต่เขากลับบีบแน่นจนผมรู้สึกว่าแหวนเขากดลงบนมือผมจนรู้สึกเจ็บ ผมยื้อแรงกับเขาอยู่หลายวินาที แต่เขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้สักนิด เอาแต่ใจสุด ๆ

“อย่าดื้อสิ”

ไม่ว่าเปล่า เขายังดึงมือข้างนั้นไปซุกในกระเป๋าเสื้อตัวนอกของเขาอีกต่างหาก

“...”

“แบบนี้... ก็อุ่นดีไม่ใช่เหรอ?”

อุ่นสิ อุ่นมาก...

อุ่นจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของผมเริ่มจะร้อนขึ้นมาซะแล้ว

ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้มือตัวเองถูกอีกคนจับซุกกระเป๋าเสื้อเกือบนาที 

ช่วงเวลาแค่พริบตา แต่ความรู้สึกของผมกลับสับสนจนน่าโมโห ผมนิ่งจนลมหายใจที่สะดุดกลับมาเป็นปกติถึงได้ออกแรงดึงมือตัวเองออกจากจับกุมอีกครั้ง ผมดึงจนเกือบจะกลายเป็นแรงกระชาก 

ก็ไม่รู้ว่าผมออกแรงมากพอหรือเพราะเขาที่จ้องกันอยู่ตลอดมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของผมกันแน่ มือผมถึงได้เป็นอิสระจากมือเขาอย่างง่ายดายในวินาทีถัดมา

“คุณ ผมบอกแล้วไง”

“...”

“อย่าทำแบบนี้” ตั้งแต่เมื่อกี้ ผมบอกเขาแล้วตั้งแต่ที่หน้าร้านขายต๊อกบกกี แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจ ไม่สิ ผมว่าเขาอาจจะเข้าใจคำพูดของผมทุกคำแต่เลือกจะไม่ทำตามคำขอกันมากกว่า

เห็นได้ชัด เขาน่ะแสนจะเอาแต่ใจ

“คุณห้ามไม่ให้ลมพัดได้หรือเปล่า?”

“...” ผมเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้นที่คาดคั้นเอาคำตอบ

“คุณห้ามธรรมชาติไม่ได้...”

“...” ใครบ้างไม่รู้

“ไม่มีวัน”

“ผมไม่อยากคุยกับคุณแล้ว”

วันนี้ผมเดินหนีเขาไปรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ แต่ผมก็มทำมันอีกครั้งจนได้

หลังจบประโยคนั้น ผมก็เบี่ยงตัวแล้วเดินผ่านร่างสูงมาอีกทางแทน ไม่หันไปมองว่าเขายังยืนอยู่ที่เดิมหรือจะเดินตามผมมาอีกหรือเปล่า ผมเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เดินสวนกระแสลมเย็นพัดแสกหน้าจนชาอย่างไม่สนใจใครอีก

แววตาเรียบนิ่งทว่าแน่วแน่ยังเด่นชัดอยู่ในหัวผม ตอนกำลังจะเดินผ่านเขามา พอเงยหน้าขึ้นผมก็ได้สบตากับเขาอีก ต้องแบบนั้นอยู่แล้วในเมื่อเขาจ้องผมอยู่ตลอด แค่เงยหน้าผมก็มองเห็นแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน

ใจผม... กำลังทำงานอย่างหนัก

มันเต้นแรงและหนักหน่วงอยู่ในนี้ ในอกข้างซ้ายของผมนี่เอง

กึก...

ผมหยุดฝีเท้าเมื่อรู้สึกว่าเดินมาไกลพอสมควร เงยหน้ามองฟ้ายามบ่ายเหนือหัวด้วยความรู้สึกสับสน ตัวผมยังสั่นน้อย ๆ เพราะถูกลมเย็นพัดโกรกตลอดเวลา ช่างเป็นธรรมชาติที่เอาแต่ใจจริง ๆ ขนาดผมสวมเสื้อผ้ากันไว้ตั้งสามชั้นแล้วแท้ ๆ ทว่าความเย็นกลับยังหาทางแทรกซึมเข้ามาทำให้ร่างกายผมสั่นไหวเพราะความหนาวเย็นนั้นได้อยู่ดี

ทั้งดื้อดึง เอาแต่ใจ ไล่ต้อนเก่ง

เหมือนกันไม่มีผิด


[TBC]

ชั้นได้กลิ่นอะไรก็ไม่รู้วววววววววว

สงสัยจะเป็นกลิ่นน้ำหอม ก๊ากกกกกกกก


เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 247 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

169 ความคิดเห็น

  1. #168 mprww_kdn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 16:16
    ทำไมไม่แจ้งความ
    #168
    0
  2. #125 luckydz555 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 09:44
    ถ้าให้เดาต้องเคยเป็นแฟนกันมาก่อนแน่ๆเลย ชอบเนื้อเรื่อง+การบรรยาย เป็นกำลังใจให้นะคะ♡
    #125
    0
  3. #123 mooky-1234 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 17:32
    หงุดหงิดอ่ะ รุกแรงไป
    #123
    0
  4. #14 Praewapr (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 10:17

    มันจะมีโมเม้นนึงที่เราคิดว่าหรือเขาเคยเป็นแฟนกันวะ แต่มาคิดอีกทีก็ไม่น่าใช่อ่ะ

    #14
    0
  5. #11 BLINKxARMY (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 22:59
    หงุดหงิดอ่าาาา
    #11
    0
  6. #10 towarisa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 16:06

    เนียนเลยนร้าา

    #10
    0
  7. #9 may_max (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 08:41
    น่ารักกกกกกกกกก
    #9
    0
  8. #8 35xxxv (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 04:19
    จะได้นอนไหมนั่น
    #8
    0
  9. #6 towarisa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 08:25

    แหมมมม ขยันรุกจังนะ

    #6
    0
  10. #5 vtyds (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 05:56
    ไรท์มาอัพเร็วๆนะ สนุกมาก
    #5
    0
  11. #4 towarisa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 10:06

    ยอมมั้ยยยยยย

    #4
    0
  12. #3 MOONNIII (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 07:48

    นอนเลยยย//รอนะ
    #3
    0
  13. #2 k-kh (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 07:27
    เนื้อเรื่องสนุกมากๆเลยค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ
    #2
    0