ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

ตอนที่ 1 : [0] ห ม อ น ห า ย [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,676
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    20 ก.ค. 62

[YAOI] ผมง่วง... ผมมาทวงหมอนผมคืน zZ

Presented by noksinsn

[หมายเหตุ*: เรื่องนี้เน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ]


 




xx พฤศจิกายน 25xx

กรุงโซล, ประเทศเกาหลีใต้

 

หมับ...

ผมกระชับเสื้อเชิ้ตตัวบางที่สวมทับเสื้อยืดไว้เล็กน้อยเมื่อร่างกายเจอกับอุณหภูมิลดต่ำแบบที่แทบจะไม่เคยเจอในเมืองไทยในช่วงหลายปีหลังมานี้ ก็นะรู้ว่าช่วงเวลาที่ตัวเองจะเดินทางมาเกาหลีใต้เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นและมีลมแรงตลอด แต่เมื่อคืนผมก็ดันลืมหยิบเสื้อโค้ทกันลมที่เตรียมไว้ดิบดีมาด้วย

สายลมเย็นจัดปะทะร่างตั้งแต่ผมก้าวเท้าขึ้นมาจาก subway ผิวแก้มทั้งสองข้างเย็นเฉียบในเวลาแค่ไม่กี่นาที หน้าเริ่มชา ปากและตัวก็เริ่มสั่นด้วยความเป็นคนขี้หนาว พลันเร่งเดินให้ถึงที่หมายเร็วขึ้นแทนที่จะมาหยุดเปิดกระเป๋าเดินทางแล้วหยิบเอาเสื้อกันหนาวออกมาสวมตรงทางเท้าที่มีคนเดินขวักไขว่แบบนี้ 

ไม่ไหว ตอนนี้ผมอยากอาบน้ำและงีบเอาแรงสักหน่อย

ผมยังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อวานเพราะต้องจัดกระเป๋า เตรียมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ขึ้นเครื่องตอนตีสอง มาถึงที่เกาหลีใต้ตอนประมาณเจ็ดโมงกว่า ใช้เวลาบินจากไทยมาประมาณห้าชั่วโมง ตอนอยู่บนเครื่องผมก็นอนไม่หลับ

ด้วยเพิ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรกก็จะมีความตื่นเต้นนิดหน่อย บวกกับ อะไรหลาย ๆ อย่างทำให้ผมนอนไม่ได้

สภาพผมตอนนี้ก็เลยไม่ต่างจากซอมบี้เท่าไหร่

โชคดีที่ที่พักของผมอยู่ไม่ไกลจาก subway ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็เดินมาถึงจนได้

ที่นี่เป็นอะพาร์ตเมนต์ เช็คอินแบบ Self-service หรือบริการตัวเอง ทางเจ้าของที่พักได้ส่งอีเมลเรื่องขั้นตอนการเช็คอินให้ผมตั้งแต่ก่อนเดินทาง ผมเดินไปยังกล่องจดหมายที่อยู่หน้าลิฟต์ เมื่อเจอหมายเลขห้องพักที่จองก็หยิบเอาซองจดหมายที่มีคีย์การ์ดออกมา มีคุณลุงชาวเกาหลีที่น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของอะพาร์ตเมนต์เดินมาขอดูเอกสารในซองคีย์การ์ดและขอพาสปอร์ตผมเพื่อเช็คว่าชื่อที่จองตรงกับเอกสารที่ทางเจ้าของพริ้นต์เอาไว้หรือไม่

เมื่อไม่มีปัญหาคุณลุงก็ผายมือให้ผมกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องพัก

ระหว่างยืนรอลิฟต์ก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นที่จองห้องพักที่นี่เหมือนกันเดินเข้ามาเรื่อย ๆ ผมหันไปมองแวบหนึ่ง มีทั้งมากันเป็นกลุ่ม เป็นคู่หรือเดินทางคนเดียวเหมือนผม เมื่อพวกเขาได้คีย์การ์ดก็มายืนรอลิฟต์อยู่ด้านหลัง 

ผมไม่ได้สนใจใคร เงยหน้าจ้องตัวเลขสีแดงที่ปรากฏอยู่ด้านบนอย่างจดจ่อ ยกกำปั้นขึ้นมาเป่าลมใส่ให้มืออุ่นไปพลาง

ติ๊ง!

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด ผมก้าวเท้าเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เลือกยืนอยู่ด้านหน้าตรงที่กดลิฟต์ ทำหน้าที่กดเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้เพื่อรอคนอื่น นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ตามด้วยคู่รักฝรั่งผมทอง แล้วก็ผู้ชายตัวสูงอีกคนที่ลากกระเป๋าเดินทางแบบเดียวกับผมเข้ามายืนตรงกลางหน้าลิฟต์เป็นคนสุดท้าย

ผมจำได้ เขานั่งข้างผมบนเครื่องตอนขามา แต่เราก็ไม่ได้คุยกันสักคำหรอกครับ

Seven, Thank you.

Eleven, Thank!

อึก...

ผมเผลอกลั้นหายใจเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมลอยวนอยู่แถวปลายจมูก ก่อนจะแตะคีย์การ์ดเพื่อปิดประตูลิฟต์พลางกดเลขชั้นตามที่ได้ยินคนอื่นบอกอย่างไม่อิดออดแล้วค่อยกดชั้นที่สิบสี่ซึ่งเป็นชั้นที่ผมพักทีหลัง 

ผู้ชายที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายไม่ได้บอกหรือยื่นมือมากดชั้นเอง คิดว่าเขาคงพักหนึ่งในสามชั้นที่กดเลขเอาไว้นั่นแหละ

ติ๊ง!

ชั้นเจ็ด... คู่รักผมทองก็เดินออกไป

ติ๊ง!

ชั้นสิบเอ็ด... กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินออกไป

ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้คงจะพักที่ชั้นเดียวกับผม

ติ๊ง!

และเมื่อลิฟต์หยุดที่ชั้นสิบสี่ก็ไม่ผิดจากที่ผมคิดไว้...

เขาก้าวออกไปจากลิฟต์เป็นคนแรก เดินไปแตะคีย์การ์ดเพื่อเปิดประตูกระจก ผมเดินตามออกไปทีหลังเห็นเขาจับประตูกระจกอยู่ บ่งบอกให้รู้ว่าเขามีน้ำใจเปิดประตูรอให้ผมเดินเข้าไปเพื่อจะได้ไม่ต้องแตะคีย์การ์ดอีกรอบ

ครืด... ครืด...

ผมกระชับด้ามจับกระเป๋าแน่น เดินลากกระเป๋าเดินทางผ่านร่างเขาไปยังทางเดินลาดยาวของอะพาร์ตเมนต์ที่แสนจะเงียบเชียบ สายตาที่ลดระดับลงทำให้เห็นกระเป๋าเดินทางแบบเดียวกันในสายตาอีกครั้ง 

ผมสูดลมหายใจเข้าปอด พลางเงยหน้ามองหาหลายเลขห้องพักของตัวเอง ไม่ได้สนใจเสียงฝีเท้าและเสียงล้อลากที่ดังตามมาด้านหลัง

กระทั่งเดินมาหยุดหน้าประตูห้องที่เลขห้องตรงกับที่ผมจองเอาไว้

ติ๊ด! ติ๊ด!

ในตอนที่ผมแตะคีย์การ์ดกับประตู เสียงเซ็นเซอร์จากการแตะคีย์การ์ดก็ดังมาจากห้องข้าง ๆ แทบจะพร้อมกัน ผมหันไปมองผู้ชายที่ใช้กระเป๋าเดินทางยี่ห้อ รุ่น ขนาด หรือแม้แต่สีก็เป็นสีเดียวกับผม

เขาเองก็กำลังหันมามองผมอยู่เช่นกัน

ไม่มีการยิ้มหรือทักทายแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนไทยเหมือนกันก็ตาม

ผมกับเขาแทบจะเปิดประตูเข้าไปในห้องพักพร้อมกันในวินาทีต่อมา

ปึก...

หลังจากปิดประตูห้อง ผมก็ทรุดลงนั่งพิงประตูอย่างหมดแรง อากาศประเทศนี้ทำให้ร่างกายผมหมดแรงอย่างง่ายดาย แล้วผมก็ทั้งง่วงทั้งเหนื่อยจากการเดินทางด้วย

ตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งผมก็ลุกขึ้นลากกระเป๋าไปไว้บนเตียง หมุนรหัสบนซิปกระเป๋าเดินทางก่อนกดปลดล็อกจนหัวซิปทั้งสองอันเด้งออก ผมว่าจะอาบน้ำไล่ความเมื่อยแล้วงีบเอาแรงสักสองชั่วโมงก่อนจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก

หากทว่า เมื่อเปิดกระเป๋าเดินทางออกกลับทำให้ผมชะงักอย่างตกใจ

นี่ไม่ใช่กระเป๋าของผม...

ทั้งที่ใส่รหัสล็อกและสามารถเปิดกระเป๋าได้อย่างง่ายดาย แต่นี่ก็ไม่ใช่กระเป๋าเดินทางที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของผมอย่างที่ควรจะเป็น และสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวผมก็คือ... ผู้ชายห้องข้าง ๆ

ถ้าถามว่าทำไมผมต้องถึงนึกเขา?

คำตอบง่ายมาก

หนึ่ง... เขานั่งข้างผมบนเครื่อง ฉะนั้นก็ต้องรับกระเป๋าที่เดียวกัน

สอง... กระเป๋าที่เขาลากเข้าห้องไปนั่นก็เหมือนกระเป๋าของผมทุกกระเบียดนิ้ว เหมือนแม้กระทั่งรหัสล็อกกระเป๋าที่ผมเพิ่งเปิดเมื่อกี้ด้วย ผมคงหยิบสลับกับเขาตอนไปเอากระเป๋าที่สายพานหลังผ่าน ตม. มาแล้ว

ใช่สิ ไม่หยิบผิดก็แปลก กระเป๋าของผมกับเขาเหมือนกันอย่างกับแกะขนาดนั้น

แล้วถ้าผมปลดล็อกกระเป๋าเขาได้แบบนี้ หมายความว่าเขาเองก็ปลดล็อกกระเป๋าผมได้เหมือนกัน

“ให้ตายเถอะ”

ผมถอนหายใจอย่างระอาตัวเอง จัดการรูดซิปปิดกระเป๋าเดินทางของคนอื่นอย่างไม่คิดจะแตะต้องของข้างใน แม้ขวดน้ำหอมที่เห็นผ่านตาจะทำให้ผมนึกถึงกลิ่นของมันเมื่อตอนอยู่ในลิฟต์ขึ้นมาก็ตาม

ก่อนจะลากกระเป๋าออกไปยืนอยู่หน้าประตูห้องพักข้าง ๆ พลางยืนมองประตูอยู่ครู่หนึ่ง

และในตอนที่ผมกำลังจะเคาะประตูตรงหน้า มันก็ถูกเปิดจากด้านในพอดี

แกรก...

“...” เจ้าของห้องชะงักเมื่อเห็นผม แต่ก็ไม่ได้ดูตกใจเท่าไหร่

ผมหลุบตามองกระเป๋าเดินทางฝาแฝดที่เขาลากติดมือมาด้วย รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงเปิดกระเป๋าผมไปเรียบร้อยแล้ว 

ฉับพลัน ผิวแก้มของผมก็ร้อนวูบ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาคงจะเห็นของในกระเป๋าผมแล้วเป็นแน่

“กระเป๋าผมสลับกับคุณ” ผมพูดโดยไม่สบตาเขา

“ผมก็คิดอย่างนั้น” เขาตอบกลับด้วยสุ่มเสียงทุ้มและแหบต่ำอย่างมีเสน่ห์ “นี่กระเป๋าคุณ”

“...” ผมคว้าด้ามจับกระเป๋าตัวเองที่เขาส่งให้ ก่อนจะลากกระเป๋าอีกไปตรงหน้าเพื่อเปลี่ยนคืนเจ้าของให้เรียบร้อย เขารับมันไปและยืนมองผมอยู่ที่เดิมจนผมต้องพึมพำออกมา “ขอโทษด้วย”

“ไม่เป็นไร”

“...”

“ดีที่พักที่เดียวกัน”

“อืม”

“...”

“ผมขอตัวก่อน” พูดจบผมก็ลากกระเป๋ากลับห้องตัวเอง รีบร้อนจนเผลอปิดประตูเสียงดัง เข้ามาในห้องได้ก็โยนกระเป๋าใบโตเจ้าปัญหาขึ้นบนที่นอนและเปิดมันอย่างไม่ประวิงเวลา

ก่อนสิ่งที่ปรากฏจะทำให้ผมชะงักด้วยความตกใจ

!!!

มีของบางอย่างในกระเป๋าผมหาย

มันหายไป ผมจำได้ว่าใส่มันไว้ในกระเป๋าอย่างดี เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมขาดไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางลืมเอาไว้เหมือนเสื้อโค้ทแน่ ๆ 

ผมกัดริมฝีปากล่างด้วยความรู้สึกหลากหลาย หันไปมองที่ประตูห้องตัวเอง นึกไปถึงสีหน้าเรียบเฉยของผู้ชายคนห้องข้าง ๆ พลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ทั้งที่ผมไม่ได้แตะต้องของในกระเป๋าของเขาแม้แต่น้อย

แต่ของ ๆ ผมกลับหาย...

หมอนที่ผมเอามาด้วยมันหายไป

ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นคนเอาหมอนในกระเป๋าของผมไป

จะเป็นใครได้... ถ้าไม่ใช่เขา!


[TO BE CONTINUED]

เปิดเรื่องใหม่เก่งอีกแล้ว เรื่องนี้แนวไหนยังไงก็อยากให้ลองอ่านกันดูก่อน

อาจจะเน้นบรรยายเยอะหน่อยนะคะ (บรรยายเยอะทุกเรื่องอะแก) แล้วก็จะเน้นแทนกันด้วยสรรพนาม ชื่อตัวละครจะโผล่มาตอนท้าย ๆ เรื่องแหละ เรื่องนี้เป็นฟีลลิ่งคิดถึงอะไรเก่า ๆ โลเคชั่นเรื่องนี้ก็หยิบมาจากตอนที่เราไปเที่ยวเกาหลีมาเขียนด้วย มู้ดแอนด์โทนจะออกแนวเนิบ ๆ เรียบเรื่อย ไม่หวือหวาเท่าไหร่ บางทีอาจจะมีงง ๆ กันบ้างแหละ แต่ก็อยากให้อ่านไปเรื่อย ๆ นะ

ถ้าชอบกดไลก์ ใช่กดคอมเมนต์ แต่ถ้าแชร์ให้ด้วยเราก็ขอบคุณมากค่า ฝากด้วยนะคะ

เรื่องนี้ใช้แท็ก #ทวงหมอนคืน น้าาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

169 ความคิดเห็น

  1. #55 dang24 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 15:23

    =ชอบของไรต์ทุกเรือง มีให้อ่านหลายแนว

    #55
    0
  2. #17 fighting writeee♡ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 02:41
    ต้องไปตามจับผู้ร้าย!!
    #17
    0
  3. #7 The Z (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 / 04:16
    นิยายเรื่องอื่นทวงหนี้กัน เรื่องนี้ทวงหมอน 5555
    #7
    0
  4. วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 13:43

    รออ่านต่อนะคะ

    #1
    0