{END} Crash Love กระแทกรัก |【ตีพิมพ์กับ Product Y】

ตอนที่ 7 : กระแทกรัก : Chapter 6 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,731
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 286 ครั้ง
    9 เม.ย. 62

{ Y a o i / B o y' s L o v e }


ติดแฮชแท็ก #คุณเทพไอ้เจา

Chapter 6



[THEPTARA PART]

เวลา 11.34 นาที

@โรงแรมธารธารารี แกรนด์

แกร๊ก...

“ไงครับ ไอ้คุณชาย จมกองงานตายรึยังวะ”

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เคาะประตูก่อนเข้ามา” ผมเหลือบมองคนที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่มีการเคาะใด ๆ 

คนถูกต่อว่าไม่ได้มีสีหน้าสลดเช่นทุกครั้งที่ถูกเตือน เจ้าตัวยักไหล่ ส่งยิ้มยียวนมาให้อย่างสบายอารมณ์

“ดิฉันขอโทษค่ะคุณชาย คือคุณ...”

“ไม่เป็นไรครับ คุณเจี๊ยบไปทำงานต่อเถอะ” ผมบอกเลขาคนสนิท เธอค้อมศีรษะล่าถอยออกไปพร้อมปิดประตูให้เรียบร้อย ผมจึงหันมามองผู้ชายตัวสูงที่เดินมาทิ้งตัวนั่งเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงาน “แล้วนายมาทำไม?”

“โอ้โห ไอ้คุณชาย เพื่อนอุตส่าห์มาหา แกถามด้วยคำถามเย็นชาแบบนี้ได้ยังไงวะ”

“งานการไม่มีทำหรือไง ถึงว่างมากวนประสาทฉัน”

“เย็นชา ไม่น่ารัก แกนี่มันไม่น่ารักเหมือนเดิมเลยไอ้คุณชายเทพธารา”

“ฉันก็ไม่ได้อยากน่ารักในสายตานายหรอกนะ ขุนพล”

ขุนพล เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของผม

บ้านของเรารู้จักกันตั้งแต่รุ่นคุณหญิงย่า ผมจึงเป็นเพื่อนกับขุนพลมาตั้งแต่เด็ก เรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน กินนอนด้วยกัน รู้ไส้รู้พุงกันหมด 

บ้านขุนพลทำธุรกิจนำเที่ยว เป็นรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ นำเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่เข้าพักโรงแรมผมก็มาจากบริษัทนำเที่ยวของขุนพลเหมือนกัน

นอกจากธุรกิจนำเที่ยวก็ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวลรี่อีกด้วย

“เหอะ!” ขุนพลเบ้ปากเหมือนหมั่นไส้

“ตกลงมาหาถึงนี่ มีอะไร?”

“ฉันจะมาชวนแกไปกินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อน”

“เอาความจริง” ผมเลิกคิ้วสูง มองหน้าเพื่อนสนิทที่ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ ยังคงความอารมณ์ดีและยียวนกวนประสาทไม่เปลี่ยน 

แต่อย่างที่บอก ผมรู้จักขุนพลดี ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนที่หายหน้าไปเป็นอาทิตย์ ๆ โผล่มาอีกทีจะแค่มาชวนผมไปทานข้าวเที่ยงเฉย ๆ 

“มีเรื่องไม่สบายใจล่ะสิ ถึงมาหาฉันได้แบบนี้”

“รู้ดีตลอด” ขุนพลว่าอย่างเซ็ง ๆ “เออ ฉันจะมาชวนแกไปดริงก์เป็นเพื่อนด้วยคืนนี้”

“อกหักก็ดื่มเหล้าย้อมใจตลอด ไม่เบื่อบ้างหรือไง”

“เฮ้ย! แกรู้ได้ไงว่าฉันอกหัก ฉันยังไม่ได้บอกเลยนะเว้ยไอ้คุณชาย”

“จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้นายโผล่หน้ามาหาฉันได้ ขุนพล”

ขุนพลเป็นนักรัก... เขาเคยบอกผมอย่างนั้น ตอนที่ผมถามว่าทำไมเขาต้องคบคนนู้นคนนี้ไปทั่ว เขาบอกว่าตัวเองเป็นนักรัก และกำลังตามหาความรักที่แท้จริง 

แต่ความจริงก็คือ... เจ้านี่ก็แค่เพลย์บอยตัวพ่อคนหนึ่งเท่านั้นแหละ

ที่บอกว่าอกหัก ก็ไม่เชิงว่าอกหักจริงจัง

แค่เป็นฝ่ายถูกบอกเลิก เพียงเพราะเจ้านี่ไม่ยอมบอกเลิกเองก็เท่านั้น

“เออ ถือว่ารู้จักกันจริง นี่แหละเพื่อนแท้ซี้ย่ำปึก เพราะงั้น คืนนี้แกต้องไปเป็นเพื่อนฉัน” เป้าหมายไม่ใช่การดื่มเพื่อลืมรัก แต่ขุนพลจะไปตามหารักใหม่ต่างหาก ได้ยินแล้วผมก็ได้แต่ทอดถอนใจกับความเจ้าชู้ของเพื่อนสนิท

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้ชีวิตตัวเองวุ่นวายขนาดนั้น

“รู้ว่าฉันไม่ดื่ม แต่ก็ชอบมาชวน นายนี่ยังไง”

“ชวนไปนั่งเรียกเด็กไงวะ แกน่ะมันสเปกน้อง ๆ หนู ๆ จะตาย ไปทีไรมองตามกันตาเป็นมัน”

“ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อึดอัดเวลาถูกจ้อง”

ขุนพลเป็นเกย์... รู้ตัวมาตั้งแต่เรียนด้วยกันที่เมืองนอก ขุนพลไม่เคยปิด รู้สึกจะบอกผมเป็นคนแรกด้วยซ้ำ เหมือนเปิดใจคุยกันมากกว่า 

ขุนพลถามว่าผมรับได้ไหมที่เขาเป็นแบบนี้ ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ตรงไหน อาจจะตกใจนิดหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพื่อนในคลาสที่เป็นเกย์ก็มี ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

แค่มีรสนิยมส่วนตัวไม่เหมือนกัน ใช่ว่าจะต้องเลิกคบเพื่อนเสียเมื่อไหร่

ขุนพลชอบชวนผมไปเที่ยว ทั้งที่ผมไม่ดื่ม เหตุผลก็เหมือนที่เขาพูดมานั่นแหละ

สถานที่เที่ยวของขุนพลเป็นสถานที่เฉพาะ 

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ... คลับเกย์

เวลาเขาชวน ผมก็ไป ไม่ใช่ไม่รู้ ผมรู้ว่าถูกมองตลอด ใครบ้างจะไม่รู้ตัว ผมไม่ได้รังเกียจนะ ผมไปเที่ยวเป็นเพื่อนได้ แต่ก็อึดอัดอยู่เหมือนกันเวลาถูกจ้องมาก ๆ รวมถึงตอนมีคนเข้ามาทัก มาขอชนแก้วอะไรพวกนั้น

บอกแล้วไงว่าผมไม่ชอบเที่ยว ก็เลยอึดอัดนิดหน่อย

“ฉันล่ะสงสัยจริง ๆ แกนี่มันกามตายด้านไปแล้วหรือไงวะไอ้คุณชาย” ขุนพลกลอกตา ทำหน้าสงสัย “ตอนแรกไม่เห็นแกสนผู้หญิงคนไหน ขนาดมีสาวสวยน่ารักมาเทียวไล้เทียวขื่อก็ยังไม่หวั่นไหว”

“...”

“นี่ฉันเคยคิดว่าแกเป็นเกย์ตามฉันไปแล้วนะถึงไม่สนผู้หญิงคนไหนเลย แต่ที่ไหนได้ แม่งเล่นไม่สนใจทางโลกสักทางเลย แบบนี้คงไม่ได้เป็นเกย์ แต่แกมันเป็นฤๅษีเฝ้าถ้ำไปแล้ว ไอ้คุณชาย”

“ที่ไม่สนใจ เพราะไม่มีใครน่าสนใจต่างหาก”

“อ๋อเหรออออ ไม่บอกไม่รู้เลย”

“ฉันก็คน มีอารมณ์ มีความรู้สึกเหมือนนายนั่นแหละ”

“เหอะ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าคนที่ทำให้คุณชายจำศีลอย่างแกตบะแตกจริง ๆ” ผมไหวไหล่ ก้มหน้าทำงานต่ออย่างไม่ใส่ใจ “เอ้า แล้วจะมาก้มหน้าทำงานต่อเพื่อ ฉันมาชวนไปกินข้าวเที่ยงนะ หิวไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย”

“รอก่อน ยังไม่ถึงเวลา ฉันมีงานต้องทำ”

“เออ ไอ้ฤๅษีบ้างานเอ๊ย”


 

Rrrr…

ผมชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้องทำงานเพื่อไปทานข้าวเที่ยงกับขุนพล หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูเพราะมีสายเข้า เป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อเอาไว้ 

ก่อนจะกดรับสายในเวลาต่อมา

“สวัสดีครับ เทพธาราพูดครับ”

[โหล ๆ คุณเทพ ๆ นี่ผมเองนะ]

“เจาเหรอ?”

[อื้อ ผมมาถึงโรงแรมแล้วอะ แต่ไม่เห็นพนักงานอยู่เลย เขาตั้งป้ายว่าให้รอสักครู่อะ]

“งั้นรออยู่ตรงนั้น ฉันกำลังจะลงไป”

[อะเช]

“คุยกับใครวะ?” ขุนพลเอ่ยปากถาม เมื่อเห็นว่าผมวางสายและเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าด้านในเสื้อสูทเรียบร้อย เราเดินออกจากห้องทำงานด้วยกัน 

ผมกำลังจะพาเขาไปทานข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรมน่ะ

ตอนแรกขุนพลจะชวนไปร้านข้างนอก แต่ผมบอกว่าบ่ายนี้ติดประชุมก็เลยหมดสิทธิ์จะลากผมไปไหนในเที่ยงนี้ ส่วนที่เจามาที่นี่ เพราะผมโทรไปบอกป้าศรีว่าให้เจาเอาเอกสารที่ผมต้องใช้ประชุมมาให้ที่โรงแรม พอดีลุงสุชาติไปทำธุระที่โรงแรมอีกสาขาก็เลยต้องให้เจาเอามาให้ที่นี่แทน เมื่อเช้าผมดันรีบร้อนไปหน่อยก็เลยลืมทิ้งเอาไว้

“เด็กที่บ้าน เอาเอกสารมาให้”

“ไม่เคยได้ยินว่ามีคนชื่อนี้ รับคนใหม่มาแล้วเหรอวะ แกออกจะหวงบ้าน”

“อืม บังเอิญเจอ” ผมบอกแค่นั้น ไม่ได้ขยายความต่อ ขุนพลก็ไม่ได้ใส่ใจมาก เราเดินเข้าห้องลิฟต์โดยสารด้วยกัน ผมกดลิฟต์ที่ชั้นสิบหกและชั้นหนึ่ง “นายไปรอที่ห้องอาหารก่อน ฉันจะลงไปเอาเอกสาร”

ขุนพลเดินแยกไปเมื่อลิฟต์ถึงชั้นสิบหก โรงแรมผมมีห้องอาหารกึ่งบาร์สองชั้น ชั้นนี้มีเชฟฝีมือดีจากอังกฤษให้บริการ มีทั้งโซนห้องแอร์และแบบโอเพนแอร์ 

ในส่วนโอเพนเป็นบริเวณเดียวกับสระว่ายน้ำ เคยติดอันดับเรื่องบรรยากาศของร้านอาหารในโรงแรมที่ดีที่สุดด้วยนะครับ เปิดให้บริการตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้าจนถึงห้าโมงเย็น 

อีกห้องอยู่ชั้นบนสุดในส่วนของดาดฟ้าโรงแรม เปิดบริการตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม ส่วนห้องอาหารแบบบุฟเฟต์จะอยู่ชั้นห้า

“เจา” ผมเรียกคนที่กำลังยืนกอดแฟ้มเอกสารมองนั่นมองนี่อย่างสนใจ

“คุณเทพ” 

เจ้าของชื่อหันมาตามเสียงเรียก ส่งยิ้มสดใสนำมา ก่อนจะเดินตรงมาหาผมโดยไม่ต้องให้เรียกซ้ำ เมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าก็ส่งแฟ้มมาให้อย่างกระตือรือร้น 

“นี่เอกสารที่ป้าศรีให้เอามาให้ ผมรีบโบกวินมอไซค์บึ่งมาเลยนะเนี่ย กลัวนั่งแท็กซี่แล้วรถติด ค่าวินแพงมากกกกก ดีนะป้าศรีให้เงินค่าแท็กซี่มาเยอะ ขากลับนั่งรถเมล์ดีกว่า”

“อะไรนะ” หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

“อะไรคุณเทพ”

“เธอนั่งวินมอเตอร์ไซค์มาได้ยังไงเจา ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลยนะ”

“ก็นึกว่าคุณเทพรีบ ผมเลยนั่งวินมา มันเร็วกว่า ซอกแซกได้ด้วยตอนรถติด”

“ให้ตายสิ เจา ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะทำยังไง!” 

เจาสะดุ้งเมื่อผมเผลอใช้เสียงดุเขาอย่างไม่เหลือคราบใจดี แค่ได้ยินว่าเจานั่งมอเตอร์ไซค์จากบ้านมาจนถึงโรงแรม ระยะทางเป็นสิบ ๆ โล ผมก็รู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว

ใช่ คราวนี้ผมเริ่มโมโหจริง ๆ นั่นแหละ

“คุณเทพโกรธอะไร ผมก็แค่รีบเอาเอกสารมาให้ ป้าศรีบอกว่าเป็นเอกสารสำคัญก็เลยคิดว่าต้องรีบใช้” 

คนตรงหน้าเม้มปาก ช้อนตามองผมด้วยสายตาไม่เข้าใจ สีหน้าเริ่มไม่ดีที่จู่ ๆ ก็ถูกดุโดยไม่ทันตั้งตัว

“นั่งมอเตอร์ไซค์ไกลขนาดนี้มันอันตรายมากนะเจา”

“คุณเทพโกรธผมเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ?”

“...”

“ไม่มีเหตุผลเลยว่ะ ผมทำผิดหรือไง ก็แค่นั่งมอไซค์ รีบเอาเอกสารมาให้ แต่คุณเทพมาดุผมเฉย”

ตัวผมชาวาบ มีบางอย่างตีรวนขึ้นมา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงโมโหกับเรื่องแค่นี้ ไม่สิ มันไม่ใช่เรื่องแค่นี้หรอก จากบ้านมาโรงแรมไม่ใช่ใกล้ ๆ นั่งมอเตอร์ไซค์เป็นเนื้อหุ้มเหล็กแบบนี้อันตรายมาก

ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะทำยังไง

ให้ตายสิ ให้ตาย...

เจาเป็นเด็กที่บ้าน เป็นคนในความดูแลของผมแล้วนะ

“ถ้าฉันบอกว่าเป็นห่วง...”

!!!

“แบบนี้พอจะเป็นเหตุผลให้เธอได้หรือยัง?”

[END THEPTARA PART]



ตอนแรกตกใจมากที่คุณเทพขึ้นเสียงใส่

คุณเทพคนดีของไอ้เจาไม่เคยดุด้วยน้ำเสียงจริงจังและเสียงดังจนน่ากลัวแบบนี้

แต่ไอ้เจามันโง่ไง นี่ไม่เข้าใจหรอกว่าตัวเองทำอะไรผิด จู่ ๆ คุณเทพถึงได้ดุกันแบบนั้น 

ยอมรับเลยว่าหลังจากตกใจก็กลายเป็นความไม่พอใจตีตื้นเข้ามาในอก ถึงคุณเทพจะเป็นไอดอล แต่เมื่อมองหาเหตุผลแล้วไม่เจอว่าตัวเองทำอะไรผิดถึงถูกต่อว่ากะอีแค่นั่งวินมาที่นี่ ผมก็เริ่มจะโกรธคุณเทพขึ้นมานิดหน่อย

เผลอชักสีหน้าและน้ำเสียงใส่คุณเทพกลับไปด้วย

อารมณ์แบบ อิหยังวะ! อยู่ ๆ ก็โดนว่าเฉย งงเด้!

หากทว่า...

พอคุณเทพบอกเหตุผลของเขา 

แค่นั้นก็ทำให้คนโง่อย่างผมหาปากตัวเองไม่เจอ

เป็นห่วง แค่ได้ยินก็เข้าใจได้ว่าทำไมคุณเทพที่ปกติเป็นคนใจดีถึงดูโกรธขนาดนั้น แม้จะโดนดุ แต่ก็รับรู้ได้ถึงความใจดีของคุณเทพ เพียงเพราะคำว่าเป็นห่วง 

คุณเทพกลัวผมเกิดอุบัติเหตุเพราะนั่งมอเตอร์ไซค์ไกลเกินไป

“...”

“...”

ต่างคนต่างเงียบ ผมก้มหน้ามองปลายเท้า ขยุ้มชายเสื้อตัวเองอย่างไม่รู้จะทำยังไง 

ก็ตอนแรกไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ไม่ได้คิดว่ามันจะอันตราย ไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากรีบเอาเอกสารสำคัญมาให้เจ้านาย

เฮ้อ ทำไงดีอะ รู้สึกสถานการณ์มันแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ

ไอ้เจายิ่งโง่อยู่ด้วย ทำไงดีวะเนี่ยยยย

“ขอโทษ”

“ผมขอโทษ”

หลังจากยืนเงียบไปเกือบนาที พอจะพูดก็ดันพูดขึ้นมาพร้อมกัน คำเดียวกันอีก ผมเลยเผลอเงยหน้ามองคุณเทพ ก่อนจะเห็นว่าเขาก็มองผมอยู่แล้ว 

เราเลยได้สบตากันในวินาทีนั้น แววตาคุณเทพอ่อนลงเหมือนน้ำเสียง

“ขอโทษที่ฉันดุเธอแรงไป”

“ผมก็ขอโทษที่ลืมคิดว่านั่งมอไซค์ไกล ๆ มันอันตราย”

“...”

“แล้วก็ขอบคุณครับ ที่เป็นห่วง”

“ขอบใจที่เอาเอกสารมาให้ เป็นเอกสารสำคัญจริง แต่ก็ไม่ได้รีบขนาดนั้น” 

ใจผมเต้นแรงขึ้น เมื่อคุณเทพกลับมาเป็นคุณเทพคนเดิม คลี่ยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ พานให้รู้สึกโล่งใจมากกว่าสถานการณ์เงียบน่าอึดอัดเมื่อครู่

“เฮ้อ โล่งอก คุณเทพไม่โกรธแล้ว เมื่อกี้คุณเทพทำผมกลัวเลยอะ ดุ๊ดุ” ผมกระเง้ากระงอด

“ไม่อยากโดนดุก็ต้องคิดให้เยอะกว่านี้ เป็นห่วงตัวเองให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือเปล่า?”

“ครับผม!

“ถ้าอย่างนั้น...” คุณเทพไม่ทันได้พูดจบก็มีเสียงบางอย่างดังขัดขึ้นเสียก่อน

โครกกกกก~~

สะ เสียงท้องไอ้เจาเองจ้า ร้องดังไม่ไว้หน้ากันเล้ยยยยย

“อะ แหะ ๆ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้วอะเนอะคุณเทพ” ผมยกมือเกาท้ายทอยอย่างเขิน ๆ “ก็แบบว่า พอป้าศรีบอกให้เอาเอกสารมาส่ง ผมรีบออกมาจากบ้าน ไม่ทันได้กินข้าวอะ แฮ่ งั้นผมกลับบ้านดีกว่าเนอะ ลาล่ะครับ”

“ยังไม่ต้องกลับ”

“ครับ?”

“ไปกินข้าวเที่ยงกับฉันก่อน แล้วเธอค่อยกลับ”

“เฮ้ย ไม่เป็นไรคุณเทพ ผมกลับไปกินที่บ้านได้”

“ท้องร้องดังขนาดนี้ กว่าจะถึงบ้านได้เป็นลมไปก่อนน่ะสิ”

“แต่ว่า...”

“พอแล้วเด็กเถียงเก่ง เลิกพูดแล้วตามมาเร็วเข้า”

“คร้าบบบบ”

แหม คุณเทพแกล้งตีหน้าดุแบบนั้น ไอ้เจารึจะกล้าขัด

ผมเดินตามคุณเทพไปขึ้นลิฟต์ ยืนตัวลีบอยู่ข้างเจ้านายคนดี มองตัวเลขเลื่อนผ่านชั้นแล้วชั้นเล่าจนมาถึงชั้นสิบหกประตูลิฟต์ก็เปิด คุณเทพก้าวขายาวนำออกไป ผมเลยรีบซอยเท้าตามอย่างเด๋อ ๆ ด๋า ๆ 

โรงแรมของคุณเทพใหญ่โตแล้วก็หรูหรามาก มองไปทางไหนผมก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด รู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ของคนมีเงินจริง ๆ

ก่อนคุณเทพจะเดินเข้าร้านอาหารหรูที่ด้านนอกมีสระว่ายน้ำ

ผมเดินตามหลัง พลางกลอกตามองซอกแซกอย่างสอดรู้สอดเห็น 

ก็นะ ไอ้เจาไม่เคยมีโอกาสมาที่หรู ๆ แบบนี้นี่หว่า ความขี้เสือกมันเลยกำเริบเป็นธรรมดา เห็นแขกของโรงแรมมองสภาพการแต่งตัวของผมด้วย

เอ่อ ก็รีบอะ ผมเลยมาแค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นกับอีแตะช้างดาว

คุณเทพเดินนำมาด้านในสุดของร้านซึ่งเป็นห้องกระจก ดูเป็นส่วนตัวมากกว่าด้านนอกตรงบาร์ แล้วก็ตรงสระน้ำ พอเข้ามาแล้วปิดประตูก็ไม่มีเสียงด้านนอกรบกวน แต่ดันมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว

“ไอ้คุณชาย นั่นพาใครมาด้วยวะ?” เขาเอ่ยทักทันทีที่คุณเทพกับผมเดินเข้ามา

“นั่งสิเจา” ผมนั่งลงบนเก้าอี้นวมข้างคุณเทพ ส่วนผู้ชายคนนั้นยังอยู่ฝั่งตรงข้าม เขามองผมไม่วางตาเลยตั้งแต่เดินเข้ามา มือที่หั่นเนื้อในจานตอนแรกก็ชะงักไปแล้วด้วย “เจา นี่ขุนพล เพื่อนฉัน ส่วนนี่เจา เด็กที่บ้าน”

“หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้ตามมารยาท รู้สึกเกร็งที่ต้องมานั่งกับคนไม่รู้จัก

“นี่เหรอที่แกบอกบังเอิญเจอ เฮ้ย ไปเจอแถวไหนมาวะไอ้คุณชาย ฉันแม่งจะไปบ้าง อยากมีที่บ้านสักคน” คุณขุนพลหันไปพูดกับคุณเทพ ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาแวววาวแปลก ๆ “ชื่อเจาเหรอ น่ารักดี อายุเท่าไหร่?”

น่ารักอะไรวะ ชื่ออะเหรอ มาจากจั่นเจาแม่งน่ารักตรงไหนไม่ทราบ

“ยี่สิบเอ็ดครับ”

“อืม กำลังดี หน้าตาดี รูปร่างก็ใช้ได้”

“...”

“ให้ตาย แบบนี้ก็สเปกเหมือนกันนะเนี่ย” 

เพื่อนคุณเทพคนนี้ทำตัวแปลกฉิบหาย พอผมบอกอายุก็ยกมือลูบคาง มองผมตั้งแต่หัวจรดตีน สายตาเป็นประกายน่าขนลุกยังไงก็ไม่รู้ แล้วก็เอาแต่พึมพำกับตัวเอง

“ขุนพล” คุณเทพเรียก

“ว่า?” เจ้าของชื่อก็ตอบรับนะ

แต่ไอ้ห่าคุณขุนพลครับ คือคุณมึงเลิกจ้องกูสักทีเถอะ!

ขอหยาบในใจกับเพื่อนคุณเทพเลยนะจังหวะนี้ เพราะกูรู้สึกไม่ชอบมาพากลกับสายตาคุณขุนพลอะไรนี่มาก 

หน้าตาก็ดีนะ หล่อคนละแบบกับคุณเทพ คนนี้ออกแนวขี้เล่น กวน ๆ เออ กวนตีนนั่นแหละ แล้วก็ดูเจ้าชู้ยังไงไม่รู้

แต่ทำไมต้องมาทำสายตาเจ้าชู้ใส่ผู้ชายอย่างไอ้เจาด้วยฟะ!

หนักขี้กระเดียมเด้! (จั๊กจี้นะโว้ย!)

“ขุนพล นายเลิกมองเจาได้แล้ว”

“ทำไม หวงเหรอวะไอ้คุณชาย?”

“นายมันอันตรายต่างหาก”

เออ แค่เจอกันไม่กี่นาที ผมก็รับรู้ได้ว่าผู้ชายคนนี้อันตรายจริง ไม่ควรเข้าใกล้อย่างยิ่ง สายตาไอ้คุณขุนพลเหมือนพร้อมจะล่อดากไอ้เจาทุกเมื่อ 

อย่าเด้อออ ไอ้เจาแห่งบึงโขงหลงสู้คนนะจะบอกให้ เข้ามานี่เจอก้านคอแน่

“แหม แกก็พูดไปเรื่อย” อารมณ์ดีจริงโว้ยผู้ชายคนนี้ “น้องเจาอย่าไปเชื่อไอ้คุณชายนะ ผมออกจะใส ๆ”

นะ น้องจงน้องเจาอะไรของมึ้งงงงงง!

ขนลุกหนักมาก!

เกิดมาไม่เคยมีใครเรียกผมว่าน้องเจาเลย โดยเฉพาะผู้ชายด้วยกัน พอมาได้ยินจากปากเพื่อนคุณเทพที่มองผมด้วยสายตาแพรวพราวยิ่งขนลุกขนชันเป็นพิเศษ 

บางทีกูน่าจะกลับไปกินข้าวกับป้าศรีที่บ้านมากกว่านะ

โอ๊ย มองขนาดนี้กูดูไม่ออกเลยมั้งว่าคุณมึงคิดอะไร

“แหม ถ้าคุณขุนพลใส ผมว่าก็ไม่น่าจะมีใครขุ่นแล้วล่ะ”

“โอ้โห เห็นหน้าซื่อ ๆ แต่กัดเจ็บเหมือนกันนะเราน่ะ” 

เพื่อนคุณเทพจริงเหรอวะ นิสัยต่างกันลิบลับ คิดว่าคนเรามันจะโง่ทุกเรื่องปะ อีกอย่างสายตาก็ส่อขนาดนี้ ดูไม่ออกเลยมั้ง 

“คุณชาย ฉันว่าคืนนี้จะไม่ไปดริงก์ข้างนอกละ”

“ทำไม?”

“เปลี่ยนใจไปดื่มบ้านแกดีกว่า ฉันอยากให้น้องเจาบริการ หึ ๆ”

“ไปที่คลับประจำของนายนั่นแหละ คืนนี้ฉันเลี้ยงดริงก์เอง”



 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกเลยว่ะ

เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันที่ผมได้รับเงินเดือนเดือนแรกของการทำงานที่บ้านคุณเทพแล้ว

“โอ๊ยยย อยากจะเก็บเงินเดือนเดือนแรกไว้บนหิ้งแล้วกราบบูชาเช้าเย็น”

รู้สึกรวย แบบว่าไม่ได้จับเงินก้อนมานานแล้วอะ

อา... กลิ่นเงินมันช่างหอมหวาน

เอาไปซื้ออะไรดีวะ เสื้อผ้า กางเกงใหม่ รองเท้าใหม่ รู้สึกดีฉิบหายที่จะได้ใช้เงินที่ตัวเองหามาซื้อของขวัญให้ตัวเองบ้าง 

เออใช่ ของขวัญวันเกิดย้อนหลังไง วันนั้นแม่งกะว่าจะซื้อ แต่เสือกล่มเพราะไอ้เถ้าแก่เฮงซวย

“ดีใจอะไรขนาดนั้นเจาเอ๊ย”

“โหหห พี่กบรู้ปะ ผมอะไม่ได้มีเงินในกระเป๋าเยอะขนาดนี้มานานละ สมัยทำงานโรงงานนะ พอเงินออกปุ๊บก็ต้องแบ่งไปจ่ายค่านั่นนี่ เหลือประทังชีวิตไม่กี่พันต่อเดือนเอง นี่เพิ่งกระเป๋าหนักครั้งแรกเลย รู้สึกป๋ามาก ๆ”

“จ้า เศรษฐีใหม่ คืนนี้ไปกินหมูกระทะกันปะ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นะ เจ้าเด็ดเลย”

“เฮ้ย ไปพี่ไป ผมอยากกินอยู่พอดี ไม่ได้กินนานละ พูดแล้วน้ำลายสอ”

“ได้ยินใครพูดถึงหมูกระทะ ฉันไปด้วยคนสิ อยากกินเหมือนกัน”

“อ้าว ลุงชาติ วันนี้กลับมาเร็วแฮะ” ผมหันไปมองลุงสุชาติที่เพิ่งเดินเข้ามาหาน้ำกินในครัว แปลว่าคุณเทพก็กลับมาบ้านแล้ว วันนี้เลิกงานไวนะเนี่ย สี่โมงครึ่งถึงบ้านเรียบร้อย “ลุงคุยกับพี่กบละกันนะ ผมไงก็ได้ ไปหลายคนก็ดีจะได้ไม่เหงา ชวนป้าศรีไปด้วยนะ เดี๋ยวผมเอาน้ำออกไปให้คุณเทพก่อน”

ผมรินน้ำเย็นใส่แก้ว ปล่อยให้ลุงชาติกับพี่กบคุยกันเรื่องหมูกระทะระหว่างรอชวนป้าศรีที่ไปเข้าห้องน้ำอยู่

เดินออกจากครัวมาที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นคุณเทพกำลังคลายเนกไท พลางปลดกระดุมเสื้อคลายร้อน มีคุณเจคอปเดินวนพันแข้งพันขาไม่ห่าง หูกระดิกตอนผมเดินเข้าไปใกล้ แล้วก็วิ่งมาพันขาผมเหมือนอยากจะชวนออกไปวิ่งเล่น

“คุณเจคอป เดี๋ยวพี่เจาทำน้ำหก อย่ากระโดด ๆ”

โฮ่ง โฮ่งงงง

“สนิทกันดีนะ เจคอปดูชอบเธอมาก”

“อะแน่นอน ไอ้เจารักสัตว์ สัตว์ก็รักไอ้เจานะคุณเทพ” 

ได้ทีก็ขออวดสักหน่อย คุณเจคอปจะไม่รักไอ้เจายังไงไหว ออกไปวิ่งเล่น แถมโดดน้ำเป็นเพื่อนจนป้าศรีไมเกรนจะขึ้นแทบทุกวัน ถ้าคุณเจคอปไม่ให้ใจก็เกินไปหน่อยแล้ว

“อืม แล้วเป็นยังไงบ้าง?”

“อะไรเหรอคุณเทพ งง” เปิดมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยก็งงไปสิครับ

“อยู่ที่นี่มาหนึ่งเดือนแล้ว เธอเป็นยังไงบ้าง โอเคไหม?” 

เมื่อเข้าใจความหมายของคำถาม ผมก็คลี่ยิ้มออกมาจนเต็มแก้ม รับรู้ได้ถึงความใส่ใจของคุณเทพเป็นอย่างดี ผู้ชายคนนี้เป็นคนที่อบอุ่นและอ่อนโยนมากจริง ๆ

มายไอดอลของไอ้เจา

“ตั้งแต่คืนนั้นจนถึงตอนนี้... ผมยังไม่รู้สึกว่ามีตรงไหนที่ไม่ดีเลยคุณเทพ” ยังยืนยันคำเดิมว่าการเจอคุณเทพคือความโชคดีของผม “ผมยืนยันคำตอบเดิม ดีครับ ดีทุกอย่าง ดีมาก ดีจริง ๆ ที่ผมได้เจอคุณเทพ”

“แล้วมีความสุขกับการใช้ชีวิตบ้างหรือยัง?”

“อื้อ ผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่กับคุณเทพนะ”

“งั้นเหรอ”

“ได้เจอกับป้าศรี พี่กบ ลุงสุชาติ แล้วก็คุณเจคอป มันโคตรดีเลย”

“อืม อย่างนั้นก็ดีแล้ว” แววตาอบอุ่นระยิบระยับจนทำให้ผมตาพร่า 

คุณเทพส่งยิ้มให้ คล้ายจะทั้งเอ็นดูทั้งให้กำลังใจพร้อมกัน ผมก็เลยส่งยิ้มตอบกลับไป อยากให้คุณเทพรู้ว่าไอ้เจาคนนี้เป็นคนใหม่แล้วนะ

วันนี้ผมมีความสุขแล้วด้วย


TBC.

**เจอกันหลังสงกรานต์นะฮะทู้กคนนนนนนนน**

แม่ยกบักเจาที่เรียก 'น้องเจา' คือสะดุ้งละเด้ออออ ก๊ากกก อย่าถือสาความเกรียนของไอ้เจามันนะคะ จริง ๆ ก็ว่าจะแซวมาสักพักแล้ว คือนักอ่านเกือบทุกคนเรียกเจาว่าน้องหมดเลย ในขณะที่คนเขียนก็คือเรียก 'ไอ้เจา' ไม่ก็ 'บักเจา' เป็นส่วนใหญ่ ด้วยความเกรียนของมันจนน่าตีนั่นแหละไม่ใช่ไร 55555 ละไอ้เจาก็เหมือนจะเก่งกับทุกคนอะ ในใจคือกร่างมาก แต่ก็เห็นแพ้ให้คุณเทพตลอด ๆ โธ่ ๆ ๆ ไอ้เจาแห่งบึงโขงหลงของแม่ 555555555555

(คุณเทพก็มีแอบหวงเนียน ๆ นะ ดูออกกกกกกกก /หรี่ตามอง/)

อีกอย่าง ระหว่างอัปก็ได้อ่านทวนเนื้อหาที่เขียนไปด้วย มั่นใจว่านักอ่านคงเป็นเหมือนกัน ก็คือ... อ่านไปจะต้องอมยิ้มกันไปแน่นอน มันเขี้ยวไอ้เจา แล้วก็เป็นเขินคุณเทพของเรา ฮือออ เรื่องนี้เป็นฟีลกู๊ดที่ตอนเขียนเราก็ยิ้มอยู่คนเดียวตลอด เขียนแล้วได้ฮีลตัวเองมาก ๆ หวังว่าคนอ่านก็มีความสุขที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้เหมือนกันนะคะ

ยิ้มวันละนิดจิตแจ่มใสโน๊ะ! แฮปปี้รีดดิ้งก๊ะ!

"หึ เด็กดื้อเอ้ย"

Contact me:     Twitter: @noknsn     Facebook: noksinsn



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 286 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #259 pcy921 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 11:51
    คุนขุนพลไม่เล่นเด่กเพื่อนน้า
    #259
    0
  2. #250 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 22:37

    แหมมม ก็เด็กที่บ้านเค้าอ่ะคุณขุนพล เข้าใจป่ะ? 555555

    #250
    0
  3. #171 Xialyu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 15:31
    มีหวงจ้า^^
    #171
    0
  4. #99 KuKoi Kim (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 23:54
    คุณเทพขี้หวงอ่ะ 555
    แล้วนี่น้องจะไปกินหมูทะ จะพากันไปหมดบ้าน เด๋วก็มีบางคนน้อยใจหรอก ไม่ชวนเขาไปอ่ะ 555
    #99
    0
  5. #84 Nun7036 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 17:21
    เอาแล่วๆๆ คุณเทพระวังขุนพลจะคาบน้องไปกินนะ เพื่อนคุณเทพยิ่งร้ายๆอยู่ด้วย55555555 น่ารักกกก
    #84
    0
  6. #57 Fallen Neko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 09:09
    น่ารักเด้อออแ
    #57
    0
  7. วันที่ 9 เมษายน 2562 / 09:01

    ศัตรูจะบุกบ้านแล้วคุณเทพ

    #56
    0
  8. วันที่ 7 เมษายน 2562 / 09:58

    เป็นห่วงเพราะเป็นเด็กในบ้านแน่เหรอ

    #55
    0
  9. #54 คุณลม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 23:48
    คุณเทพพพ ให้พูดอีกที เด็กที่บ้านแน่นะคะ
    #54
    0
  10. #53 Miinkym (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 21:00
    แงงงงงงงงง่ คุณเต้พพพพพพพพพพพ
    #53
    0
  11. #52 manejanb (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 20:59

    รออออออ
    #52
    0
  12. #51 Fallen Neko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 18:28
    คุณเทพ แบบนี้ไม่ไหวแล้วเด้อ ใจละลายหมดแล้ววววว
    #51
    0
  13. วันที่ 6 เมษายน 2562 / 12:11

    อาจเจอแล้วก็ได้นร้า อิอื

    #50
    0
  14. #48 Fallen Neko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 21:41
    สนใจน้องคนเดียวแล้วแบบนี้ 555
    #48
    0