{END} Crash Love กระแทกรัก |【ตีพิมพ์กับ Product Y】

ตอนที่ 2 : กระแทกรัก : Chapter 1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 410 ครั้ง
    19 ก.พ. 62

{ Y a o i / B o y' s L o v e }


ติดแฮชแท็ก #คุณเทพไอ้เจา

Chapter 1



โอ้ยยย กูอยากร้องไห้เป็นภาษารัสเซียให้กับความกากของชีวิต

แรงกระแทกเมื่อกี้ควรจะเป็นแรงจากตัวรถที่พุ่งชนผมจนกระเด็นรึปะ?!

ใช่ ที่จริงก็ควรเป็นงั้น แต่ก็คือเปล่าครับ ไม่ใช่สักนิด นี่มันไม่เหมือนกับที่คิดไว้นี่นา ไม่ใช่แรงของตัวรถที่พุ่งมาบดขยี้ร่างผมจนเละ 

แต่ที่กำลังเจ็บร้าวไปครึ่งซีกอยู่นี่คือ... 

กูล้มกระแทกพื้นถนนเอง รถคันนั้นเสือกเบรกทัน

โคตรเชี่ย!

ผมทิ้งตัวลงจูบพื้นโดยที่ตัวรถยังไม่ทันได้สะกิดขนสักเส้นเลยเถอะ!

เฮ้ย ทำไมอะ! ไม่เข้าใจ คืออีกนิดก็จะชนแล้วปะ ทำไมไม่ชนให้ตาย ๆ ไปเลยวะ จะหยุดกึกก่อนถึงตัวผมแค่ไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดให้กูเจ็บใจเล่นทำเพื่อ?! 

เวรเอ๊ย! คนบ้าอะไรวะแม่ง อยากตายแต่ไม่ได้ตาย ฮืออออออ

สวรรค์เกลียดผมมากเหรอวันนี้ เฮงซวยไม่จบสิ้นแม้กระทั่งตอนคิดสั้นอะคิดดู

“ทำไมต้องเป็นงี้ด้วย” กูเบะปากร้องไห้แล้วเนี่ย “โธ่เว้ย! ก็อยากตายอะ ทำไม ๆ ๆ ๆ!

พลันดีดดิ้นกระแด่ว ๆ คลุกฝุ่นบนพื้นถนนด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจชีวิตสุดไรสุด 

อารมณ์เหมือนตอนพ่อแม่พาไปเดินห้าง อยากได้ของเล่นแต่พ่อแม่ไม่ซื้อให้ ผมก็ลงไปดิ้นกับพื้นเอาแต่ใจแบบนี้เหมือนกันแหละ

เนี่ย! แล้วพออยากตายก็ไม่ได้ตาย กูเลยงอแงแม่ง!

ถามจริง โลกใบนี้มันจะโหดร้ายกับ ไอ้เจา ไปไหน?

วันนี้จะไม่ให้เหลืออะไรดี ๆ ให้รู้สึกว่าสมหวังสักอย่างเลยใช่ปะ

ทั้งที่วันนี้ควรเป็นวันที่ดี... ในวันเกิดแบบนี้ ใช่ วันเกิดอายุครบ 21 ปีของผมเอง แถมยังตรงกับวันเงินเดือนออกอีกต่างหาก 

บอกเลย สำหรับมนุษย์เงินเดือน (น้อย) คือไม่มีวันไหนจะแฮปปี้เท่าวันเงินเดือนออกอีกละนะ

อุตส่าห์วางแผนตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะทำอะไรบ้างในวันดี ๆ แบบนี้

เริ่มจากตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำบุญตักบาตรในวันเกิด รับศีลรับพรเสร็จก็รีบโหนรถเมล์เบียดกับมวลมนุษย์เงินเดือนอีกหลายสิบชีวิตเพื่อไปทำงานอย่างร่าเริง 

แค่คิดว่าวันนี้จะได้รับเงินเดือนหนึ่งเดือนเต็ม แล้วก็เงินเดือนย้อนหลังอีกสองเดือนที่เจ้านายค้างจ่ายเอาไว้ ผมก็มีความสุข รู้สึกเหมือนได้กลิ่นเงินลอยปะทะร่างกายตลอดเวลา

ไม่จบนะครับ ยังวางแผนไว้อีกว่าหลังเลิกงาน รับเงินเดือนเสร็จก็จะพาแฟนไปฉลองกันสองคน พาเธอไปกินอาหารดี ๆ อย่างเอ็มเคสักมื้อ แล้วก็ซื้อของขวัญแพง ๆ ให้ตัวเองสักชิ้น ซึ่งนานทีปีหนเลยกว่าผมจะยอมควักเงินให้กับอะไรที่ค่อนข้างสิ้นเปลืองพวกนี้ เพราะลำพังแค่กระเบียดกระเสียรเงินให้พอใช้แต่ละเดือนก็ลำบากแล้ว

แต่ใครจะรู้... วันที่คิดว่าเป็นวันดี กลับเป็นวันเฮงซวยกว่าที่คิด

เออ ขนาดตัวกูเองยังไม่รู้เลยเถอะ

รู้อีกทีก็ตอนไปถึงโรงงานแล้วเห็นพนักงานคนอื่นยืนออกันอยู่เต็มหน้าประตู ประตูโรงงานที่ควรจะเปิดต้อนรับพนักงานเหมือนทุกเช้าปิดเงียบ และด้านหน้าก็ติดป้ายประกาศว่า ปิดกิจการกระแทกหน้าพนักงานอย่างจัง

ทันทีที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมทั้งตกใจทั้งสับสน แข้งขาสั่นแทบทรุดกับพื้นตอนใครสักคนตะโกนบอกว่าตอนนี้ยังติดต่อเถ้าแก่ไม่ได้ 

ก่อนจะได้รับคำยืนยันว่าเถ้าแก่ปิดโรงงานหนีหนี้ไปเรียบร้อย แถมที่นี่ก็กำลังจะถูกธนาคารยึด

กูช็อก...

คือไง คือหมายความว่าค่าแรงที่ทำงานเลือดตาแทบกระเด็นหายวับไปกับตา!

ไอ้เชี่ยยยยย

แล้วอย่างที่บอก ผมอุตส่าห์ตั้งตารอ ด้วยก่อนหน้านี้เขาขอจ่ายเงินครึ่งเดียวมาสองเดือนเพราะโรงงานขาดสภาพคล่องทางการเงิน แล้วเดือนนี้เถ้าแก่บอกว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างของเดือนก่อน ๆ ให้ครบด้วย

แต่เจอแบบนี้... ครบก็แย่แล้วไอ้สัด!

สลัดผักเอ๊ย นอกจากจะไม่ได้ส่วนที่ค้าง ค่าแรงเดือนนี้ก็ไม่ได้สักแดงอีก!!

เจอแบบนี้ก็ได้แต่สบถในใจรัว ๆ 

ไอ้เหี้ยเถ้าแก่ มึงหลอกดาว!’

แต่ยังครับ ยังหรอก นี่ยังไม่สุด มันมีเรื่องที่ สุดกว่านี้อีกเว้ย

หลังจากถูกต้อนรับวันเกิดวัยยี่สิบเอ็ดปีด้วยการตกงานแบบงง ๆ โดนเจ้านายลอยแพแล้วไม่ได้เงินเดือนสักบาทก็ว่าช็อกละนะ แต่พอกลับถึงห้องเสือกเจอเรื่องที่ทำให้ช็อกกว่า แค่กลับเร็วกว่าปกติก็ทำให้ผมเจอดีเข้าให้

ไอ้เหี้ย! กูเจอแฟนพาชู้เข้าห้องเฉย!!

ช็อกในช็อก พีคในพีคก็คือจังหวะนี้แหละจ้า

แฟนที่คบมาหลายปี ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่บ้านนอก พากันเข้าเมืองกรุงตั้งแต่เรียนจบ ปวช. เพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งควายเรียน แล้วผมก็อยากเข้ามาเห็นแสงสีในกรุงเทพฯด้วย กะว่ามาหางานทำสร้างครอบครัวกับเฟิร์นในเมืองหลวงเพราะพ่อกับแม่ผมไม่ปลื้มเฟิร์นเท่าไหร่ ขนาดยื่นคำขาดว่าถ้ามากรุงเทพฯก็ไม่ต้องกลับไปให้เห็นหน้าอีก

และใช่ ตอนนั้นเป็นวัยรุ่น ความคิดผมแม่งโคตรเด็กเลย

ผมเลือกแฟนไง คิดว่าตัวเองโตแล้ว ทั้งที่เพิ่งจะอายุสิบแปด แล้ววันนี้ก็ทำให้รู้ว่าผมคิดผิด... คิดผิดที่เลือกผู้หญิงคนนี้มากกว่าครอบครัว เธอตกงานมาเป็นปี ผมไม่เคยว่า ไม่เคยบ่นที่ต้องหาเงินหัวหมุนอยู่คนเดียว หาเลี้ยงเธอทุกอย่าง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผมก็เป็นคนออก ค่าเช่าห้องนี้ผมก็เป็นคนหามาจ่ายคนเดียวด้วยซ้ำ

แล้วนี่คือไรอะ? ตอบแทนผมด้วยการพาผู้ชายคนอื่นมาห้องแบบนี้ก็ได้เหรอ?

เออ ได้ไม่ได้ ไอ้ชายชู้มันก็ยืนแคะขี้ฟันมองกูหน้าสลอนอยู่เนี่ย!

“ทำไมเฟิร์นทำกับเจาแบบนี้อะ”

“...” ผมคงเหมือนคนโง่งมมากเลยตอนนี้ 

โคตรอยากรู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับชีวิตกันแน่ ทำไมเธอถึงต้องมีคนอื่น ทำไมต้องวันนี้ ไม่สิ อาจจะไม่ใช่แค่วันนี้ เธอมีคนอื่นมานานแล้ว ผมก็แค่เพิ่งมารู้วันนี้เท่านั้นเอง

“เจาทำอะไรผิดเหรอ เฟิร์นบอกเจาหน่อยได้ไหม เจา... เจาผิดอะไร”

“...”

“เรารักกันไม่ใช่เหรอ เมื่อคืนเฟิร์นยังบอกว่ารักเจาอยู่เลย”

“เอาจริง ๆ นะเจา...” เพิ่งรู้สึกก็วันนี้ แค่สายตาที่มองมาก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว “รักมันแดกไม่ได้ไง”

ไม่จริง เฟิร์นเอาอะไรมาพูด?

“แต่ที่เฟิร์นใช้แดกอยู่ทุกวัน นั่นก็เงินที่เจาหามาให้ใช้ด้วยความรักทั้งนั้น” 

จะมาบอกว่ารักมันแดกไม่ได้แบบนี้ได้ไง ในเมื่อเงินที่เธอใช้เป็นเงินผมทั้งหมด ทุกบาททุกสตางค์เลย ถ้าไม่รักผมก็ไม่ให้ใครมาใช้เงินตัวเองปะวะ

เนี่ย เธอแดกอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง แต่เธอมาบอกว่าแดกไม่ได้เฉย

เฟิร์น... ทำไมเฟิร์นย้อนแย้งอะ?

“ตลกเหรอเจา”

“เจาพูดความจริง” กูซีเรียสครับ “เฟิร์นนั่นแหละเป็นไร โกรธไรก็พูดกันดิ จะมีชู้เพื่อ?”

“ฟังนะเจา” เจ็บว่ะ ถูกแฟนตัวเองถอนหายใจเหมือนระอาระคนสมเพช ซ้ำยังเหยียดสายตามองตั้งแต่หัวจรดตีนด้วยสายตาดูถูกดูแคลนเหมือนเราไม่เคยเอากันด้วยความรักมาก่อน “รักเจามันแดกได้ก็จริง แต่มันไม่พอไง”

“...” แล้วต้องแค่ไหนถึงจะพอ

“เงินเดือนยังไม่ถึงหมื่น ถามจริงว่าจะเอาอะไรมาเลี้ยงเราวะ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเฟิร์นไม่เห็นชีวิตเจาจะขยับไปไหน ทำงานโรงงานเงินเดือนแปดพันตั้งแต่สามปีก่อนจนตอนนี้ เจาไม่คิดว่าชีวิตที่เป็นอยู่มันจมปลักไปหน่อยเหรอ”

“...” 

อืม ตอนแรกก็ไม่รู้สึกหรอก แต่พอเกิดเรื่องวันนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าผมมันโคตรจมปลักเลยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะคิดว่าชีวิตไม่ก้าวหน้านะ 

แค่รู้สึกว่าตัวเองใกล้เหมือน ควายเข้าไปทุกที

“คือตรง ๆ นะ” ยังมีตรงกว่านี้อีกคิดดู แค่นี้ก็จุกจะตายห่าแล้วปะ ตรงกว่านี้ก็เอามีดมาแทงกูเลยเฟิร์น “เจาเป็นผู้ชายที่ โคตรห่วยเลยว่ะ” ตอนเอากันเฟิร์นไม่เคยพูดแบบนี้ เฟิร์นบอกว่าเจาเอวดี ท่าไหนก็ดีไปหมด โอเค กูว่ามันไม่น่าจะใช่ประเด็น “เราว่าไม่มีใครทนอยู่กับผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเจาได้หรอก เราก็ไม่ทนแล้วเหมือนกัน”

“...” ผมจ้องหน้าเธอด้วยความรู้สึกหลากหลาย ขอบตามันร้อนไปหมด

“เลิกกันเถอะ”

“...”

“เจาแม่งห่วยเกินไปจริง ๆ”

แล้วเธอก็จบมันด้วยประโยคง่าย ๆ เหมือนไม่ได้แคร์เลยว่าผมหาเลี้ยงมาตั้งหลายปี ไม่ได้สนใจด้วยว่าเราจะเคยรักกันมากแค่ไหน ขนาดประโยคสุดท้ายที่คนอื่นชอบพูดว่า เลิกกันเถอะ นายดีเกินไปแม่งยังไม่รักษาน้ำใจกูเลย

ผมโคตรโกรธ

ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ทั้งเสียใจ มากที่สุดก็คือรู้สึกผิดหวังที่ถูกคนที่ไว้ใจหักหลัง ลำพังแค่รู้เรื่องโรงงานปิดก็ช็อกมากพออยู่แล้ว กลับมาห้องผมก็อยากได้คำปลอบโยนจากแฟนตัวเอง อยากได้กำลังใจ 

ผมเหนื่อย รู้สึกท้อไปหมด คิดไม่ออกว่าพรุ่งนี้จะทำยังไงที่ตกงานแบบนี้ ไม่ได้ตั้งรับสักนิดว่ากลับมาแล้วจะเจอเรื่องที่หนักหนากว่าเดิม

จุกจนพูดไม่ออก เหมือนโดนหมัดฮุกเข้าท้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น

หนำซ้ำ... ห้องที่ผมเป็นคนจ่ายค่าเช่าทุกเดือนกลับไม่ใช่ที่ที่ผมจะใช้ซุกหัวนอนได้อีกต่อไป

หลังจากบอกเลิกกันแบบหน้าด้าน ๆ เฟิร์นก็บอกว่ามันเอาเงินที่ผมให้ไว้จ่ายค่าเช่าห้องไปใช้กับผัวใหม่หมด ค้างจ่ายค่าเช่ามาหลายเดือนแล้ว 

เหี้ยกว่านั้นคือไรรู้ไหม... ก็คือถ้ากูไม่หาเงินมาจ่ายค่าเช่าที่ค้างทั้งหมดภายในเที่ยงคืนนี้ เจ้าของห้องเช่าจะเปลี่ยนกุญแจ 

ง่าย ๆ ก็คือเขาจะไล่กูออกจากห้องแล้วไง ไอ้เหี้ยยยยย!

แม่งมาบอกตอนนี้ ถามหน่อย กูจะไปหาเงินเป็นหมื่นมาจากไหนวะ?

โอ้โห แล้วพอพูดจบ มันก็ขนของมันออกไปพร้อมกับชายชู้แบบไม่สนหินสนแดดใด ๆ ปล่อยให้กูยืนอึ้งแดกอยู่นานสองนาน ช็อกยิ่งกว่าแฟนมีชู้แล้วโดนบอกเลิกซ้ำก็คือ... 

กูต้องหาที่ซุกหัวนอนใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว!

มันใช่เหรออีเฟิร์น!

รักมันเก่าขนาดนี้เลยใช่ไหม ขนาดบอกเลิกกันแล้วมึงยังทำให้กูฉิบหายกลายเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่ซุกหัวนอนอีก แม่งเอ๊ย ไม่รู้เหรอว่าการหาเงินหมื่นมันไม่ได้ง่ายขนาดหาได้ปุบปับ ทั้งเนื้อตั้งตัวกูยังเหลือเงินไม่ถึงร้อยเลยเนี่ย!

เออ ดี จู่ ๆ ก็ตกงาน แฟนบอกเลิกไปกับชู้ ไม่มีที่ซุกหัวนอน เงินก็ไม่มี

โคตรเหี้ย... เป็นวันเกิดที่เหี้ยดีจริง ๆ

ถามจริง คุณคิดว่าคนเราสามารถรับเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดในชีวิตพร้อมกันภายในวันเดียวได้สักกี่เรื่อง?

สำหรับผม สิ่งที่เจอวันนี้แม่งโคตรหนักเลยไง มันหนักเพราะต้องเจอปัญหาทุกอย่างพร้อมกันรอบด้านขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงต่อหลังจำใจเก็บกระเป๋าเสื้อผ้ากับข้าวของที่ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ออกมาจากห้อง

ที่จริง ผมลองไปต่อรองกับเจ้าของห้องเช่าแล้ว แต่เขาก็ยืนยันว่าถ้าไม่หาเงินมาจ่ายคืนนี้ก็จะเปลี่ยนกุญแจทันที จะให้กูหน้าด้านอยู่ต่อก็เกินคน รู้ตัวดีว่ายังไงก็ไม่มีปัญญาหาเงินเป็นหมื่น ๆ มาจ่ายค่าเช่าห้องได้ภายในคืนนี้ไง 

โคตรจนปัญญา ผมเคว้งไปหมด ไม่มีที่ไป เงินก็ไม่มี บอกเลยว่ามืดแปดด้าน ครั้นจะให้โทรหาที่บ้านก็ฝันไปยาว ๆ

พ่อแม่ตัดหางปล่อยวัดกูตั้งแต่รั้นจะมาล่าฝันที่เมืองกรุงกับเฟิร์นแล้วเถอะ

ผมไม่มีใครที่นี่นอกจากเฟิร์นที่มาจากบ้านนอกด้วยกันนั่นแหละ

แล้วดูนะ ดูอีเฟิร์นมันทำกับกู!

“ฮึก...” ความอดทนของผมหมดลง ตอนที่น้ำตาลูกผู้ชายไหลลงมาอาบแก้ม 

ผมปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อย่างน้อยใจโชคชะตา นั่งกอดกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ตรงป้ายรถเมล์มาหลายชั่วโมง รู้ตัวอีกทีฟ้าก็มืดไปหมดแล้ว

ก็นั่นแหละ เหตุการณ์ต่อไปก็คือผมเกิดความคิดชั่ววูบขึ้นในหัว

มันเป็น ความคิดชั่ววูบจริง ๆ ที่รู้สึกอยากตาย... 

ทว่า ผมก็ไม่ตายอย่างที่ใจคิด ยังต้องหายใจริบรี่ไม่ต่างจากเงินในกระเป๋าที่มีไม่ถึงร้อยต่อไป อนาถตัวเองฉิบหาย ชีวิตมันกากจนกูเหนื่อยตัวเองแล้ว

ปัง...

“คุณ คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

เสียงเปิด - ปิดประตูรถดังขึ้น ก่อนจะตามด้วยเสียงเรียกเหมือนไม่แน่ใจว่าไอ้ที่นอนอยู่นี่ยังเป็นคนหรือศพ ผมไม่ได้ตอบรับในทันที หยุดดีดดิ้นคลุกฝุ่นตั้งแต่ได้ยินเสียงเรียกละ

“...” ไม่ใช่ไร กำลังใช้สมองอันน้อยนิดคิดอยู่น่ะ

“คุณครับ?”

ผมรู้สึกได้ว่าเจ้าของเสียงสุภาพนั้นกำลังยืนค้ำหัวอยู่ไม่ห่าง เมื่อตัดสินใจได้ก็ค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้นมองทั้งที่ยังนอนคว่ำอยู่บนพื้น เบ้หน้าให้กับความเจ็บร้าวของร่างกายที่ร่วงกระแทกถนน มองเจ้าของรถสีดำขลับด้วยความรู้สึกหลากหลาย 

อืมมม น่าจะอายุห้าสิบต้น ๆ ท่าทางดูไม่ใช่คนใจร้ายอะไร น่าจะคุยกันง่ายหน่อย

เคยได้ยินกันไหม... ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป

ผมเลยต้องใช้สมองควาย ๆ ของตัวเองรีบตัดสินใจทำบางอย่าง 

เอาวะ! ไหน ๆ สวรรค์ก็ไม่อยากรับคนห่วยบรมอย่างไอ้เจาคนนี้ไปแล้ว ถ้างั้นก็ขอเรียกค่าทำขวัญเอาไว้ต่อชีวิตไปอีกหน่อยก็ยังดี

เฮ้ย ผมไม่ได้อยากเป็นมิจฉาชีพนะ แต่ชีวิตมันต้องดำเนินต่อไปอะทุกคน เข้าใจเนอะ

คือกูต้องมีเงินกินข้าวในวันพรุ่งนี้ไง

“บาดเจ็บตรงไหนไหมครับ ทำไมถึง...”

“ระ รับผิดชอบ” ผมพึมพำกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก 

เขาชะงัก มองผมอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่ จนผมต้องพลิกตัวมานอนหงาย กระดูกลั่นร้าวไปทั้งร่างเลยทีเดียว เจ็บอะ ฮือออ 

“คุณต้องรับผิดชอบ คุณขับรถชนผม ผมไม่โอเค”

“เอ่อ เดี๋ยวนะครับ แต่ผมเบรกทันนะ ดูเหมือนจะไม่ได้ชนคุณด้วย” หน้าตาดูว่าง่าย แต่ทำไมต้องต่อความผมด้วย แค่จ่ายก็จบปะ ในเมื่อไม่ยอมชนให้ตายอะ “อีกอย่าง จู่ ๆ คุณก็เดินลงมากลางถนนเอง ผมว่าคุณ...!

“ไม่รู้แหละ! ลุงต้องรับผิดชอบผมเลยนะ ดูสิ ศอกผมก็แตก ขาก็เจ็บไปหมด ลุกไม่ขึ้นเนี่ย ถ้าเกิดกระดูกหักขึ้นมาทำไง แล้วถ้าผมช้ำในตายทีหลังใครจะรับผิดชอบ ผมยังมีพ่อมีแม่ที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูนะ ไหนจะยายที่ป่วยหนักอีก ถ้าผมพิการ ทำงานไม่ได้ บ้านผมไม่อดตายกันทั้งบ้านเลยเหรอ ลุงต้องรับผิดชอบสิ จ่ายค่าทำขวัญผมมาเลยด้วย”

บางที ผมอาจจะต้องไปเอาดีด้านมิจฉาชีพหรือเปล่านะ

ทำไมถึงเล่นใหญ่ได้เบอร์นี้ แต่มาขนาดนี้จะให้กลับลำก็คงไม่ได้ 

ผมไม่มีเงินไง พูดแล้วก็เจ็บใจ วันนี้มันวันซวยอะไรของไอ้เจานักหนา ผมอยากจะบ้าตายให้รู้แล้วรู้รอด แล้วผมก็กำลังหิวข้าวมาก ๆ ด้วย

แม่ง ท้องเสือกร้องไม่รู้เวล่ำเวลาอี๊กกกก

“คุณครับ แต่คุณไม่ได้ถูกชนนะครับ คุณล้มลงไปเอง”

“มันเห็น ๆ กันอยู่ว่าลุงจะขับรถชนผม ต้องรับผิดชอบดิ! ถ้าไม่ยอมจ่ายค่าทำขวัญผมก็จะนอนขวางหน้ารถอยู่แบบนี้แหละ เอาดิ ลุงถอยไม่ได้ด้วยนะ ข้างหลังมีรถติดอีกยาวเลยน่ะ ถ้าไม่จ่ายลุงก็คงต้องเหยียบผมให้ตายตรงนี้ก่อนถึงจะผ่านไปได้ แล้วก็ปล่อยให้คนข้างหลังผมเขาอดตายกันไปแล้วกัน ถ้าลุงใจร้ายขนาดนั้นก็เอาเลย! เอาเลยครับ!!

ผมส่งเงินให้พ่อแม่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เยอะนักหรอก เดือนไหนหมุนไม่ทันก็ไม่ได้ส่ง ส่งไปเขาจะใช้เปล่าก็ไม่รู้ ส่วนยายน่ะ ตายนานละ 

จากตอนแรกตรงป้ายรถเมล์นี้ไม่ค่อยมีคนนัก แต่ตอนนี้เริ่มมีไทยมุงมาห้อมล้อมไม่มากก็น้อยแล้ว 

คุณลุงคนนั้นมองผมด้วยสีหน้าหนักใจครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกลุงดังแว่วออกมาจากในรถ

“รอสักครู่นะครับ” ว่าแล้วแกก็เดินกลับไป 

ผมแอบกระดืบ ๆ ตัวโผล่ส่วนหัวออกไปมอง ทั้งที่ยังนอนแผ่กางแขนกางขาขวางไปส่องด้วยว่ามีใครนั่งอยู่ในนั้น 

น่าเสียดายที่ผมมองไม่เห็นอะไรในรถ แต่...

ป๊าดดดด อีพ่ออีแม่มึง คือมาคักแท้น้อออ

“ตู้หูววว” ผมเป่าปากตื่นตากับสิ่งที่เห็น

ตอนนี้ลุงยืนอยู่ไกลจากผมที่นอนแผ่หน้ารถมากอะ ปกติรถมันไม่น่าจะยาวขนาดนี้ไง แต่รถคันที่จะขับชนไอ้เจาแห่งบึงโขงหลงคนนี้น่ะสิ... 

นี่มันรถอะไรวะเนี่ยยยย ทำไมยาวเฟื้อยเหมือนหนอนรถด่วนที่ชอบซื้อกินบ่อย ๆ เลยอะ 

หือออ หรือเดี๋ยวนี้รถสองแถวเขาหันมาทำแบบรถเก๋งกันแล้ววะ แบบสองแถวติดแอร์งี้เหรอ เหวยยย อย่างเท่เลยเด้อออ

หน้าตาเหมือนเคยเห็นในหนังที่เขาเอามาฉายหนังกลางแปลงตอนงานวัดอะ เท่ ๆ

ยาวบักคักเล้ยว้ะ!

เนี่ย ก็ถ้าจะขับสองแถวหรูขนาดนี้ จ่ายพันเดียวผมก็จบแล้วลุ๊งงง

คุณลุงยืนพยักหน้ากับใครก็ไม่รู้สองสามครั้ง ก่อนจะเดินกลับมาหา ผมเลยรีบกระดืบมานอนขวางหน้ารถเหมือนเดิม เดี๋ยวเขารู้ว่ากูขี้เสือก 

คุณลุงเดินมายืนค้ำหัวพลางพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพตามเดิมไม่เปลี่ยน

“คุณชายเชิญคุณขึ้นรถครับ”

“ห๊ะ?” ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

“คุณชายเชิญคุณไปคุยครับ” ลุงก็ยังใช้น้ำเสียงและคำพูดสุภาพเหมือนเดิน

“ไรของลุงเนี่ย จ่ายมาก็จบปะ จะมาเชิญไปคุยอะไร ผมไม่ไปด้วยหรอก”

ไอ้เจาไม่โง่นะ อย่าหลอกให้ยากเลย

“...” ลุงนิ่ง ยืนเอามือกุมไข่มองผมแบบโคตรสงบ แต่บรรยากาศกดดันแปลก ๆ

“พันเดียวเองลุง จ่ายมาเหอะเรื่องจะได้จบ ขับสองแถวติดแอร์แบบนี้ค่ารถคงแพงไม่หยอก พันเดียวขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกเนอะ” นี่ประนีประนอมสุดแล้วนะลุงนะ “อะ ๆ ผมลดให้เหลือห้าร้อยก็ได้ ขาดตัวแล้วนะราคานี้”

“ถ้าคุณอยากจะเคลียร์เรื่องค่าเสียหายก็เชิญขึ้นรถไปพบคุณชายเถอะครับ”

ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ คุณชาย อะไรของเขาวะ

เอ๊ะ หรือจะเป็นรถสองแถวของพวกคนรวย?

คิดว่าใช่ ต้องใช่แน่ ๆ

“ก็แล้วถ้าผมไม่ไปล่ะ?” ผมลองเชิง ใจเริ่มกลัว แต่ก็ทำเป็นใจดีสู้เสือ

“อย่างนั้น ทางเราก็จะไม่รับผิดชอบครับ” เอ้า ลุ๊งงง! “อันที่จริงทางเราจะไม่รับผิดชอบเลยก็ได้”

“โอเค! ผมจะไปพบคุณชายของลุงก็ได้ ผมไม่ยอมให้ลุงชนแล้วหนีหรอก”

“เชิญครับ” ลุงผายมือไปทางประตูรถบานสุดท้ายเป็นเชิงให้เดินไป

ผมยันตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ยืนลังเลใจไม่กี่วินาทีก่อนเดินกะโผลกกะเผลกไปอย่างช่วยไม่ได้ ขึ้นหลังเสือแล้วมันลงยากครับ(?) 

พอเดินมาหยุดตรงหน้าประตูรถบานสุดท้าย ผมก็ได้แต่ยืนเกาหัวอย่างงุนงง เมื่อกี้ยังเปิดกระจกคุยกับลุงอยู่เลยไม่ใช่เหรอวะ ไหงเรียกผมมาคุยแล้วปิดกระจกเฉย ไม่มีท่าทีจะลดกระจกลงมาคุยกันสักนิด

ซ้ำ ผมยังมองไม่เห็นคนด้านในด้วยเพราะรถแม่งติดฟิล์มดำซะรอบคัน

เอ้า ยังไงครับคุณชาย จะกวนอ๋อ?

รู้จักป่าว ไอ้เจาแห่งบึงโขงหลงอะ เอาเรื่องนะบอกก่อน

“ทางนี้ครับ”

แกรก...

อ้าว คุณลุงคนเดิมเดินมาเปิดประตูให้ แต่เป็นอีกบานที่อยู่หลังประตูคนขับ ผมเลยต้องเดินกลับไปหา แม่ง รถก็ยาวฉิบสิ้นเปลืองเชียว 

ลุงมองหน้าผมนิดหนึ่งแล้วพยักหน้าเหมือนบอก ขึ้นรถสิมึง 

ผมชะโงกหน้าเข้าไปเหลือบมองด้านในตัวรถอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มืดแบบนี้ทำให้ผมมองเห็นหน้าคนที่นั่งไขว้ห้างอยู่ด้านในไม่ชัดนัก มุมท้ายสุดของรถเลย เห็นแค่เป็นรูปเป็นร่างของผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านใน ยิ่งมองไม่ค่อยเห็นยิ่งให้ความรู้สึกน่าขนลุกแปลก ๆ ไงก็ไม่รู้

ผมยังยืนเม้มปากนิ่งด้วยความลังเลว่าควรจะขึ้นไปดีหรือเปล่า

เอาไงดีอะ คิดสิ ไอ้เจาคิด!

“เอ่อ อันที่จริงนะลุงนะ ผมว่าแค่จ่ายค่าทำขวัญมาพันเดียวก็จบแล้วอะ ผมจะไม่วอแวอีกเลย พันเดียวจริง ๆ” 

บรรยากาศไม่น่าไว้ใจ พานให้ผมรู้สึกปอดแหกอย่างกะทันหัน อุตส่าห์ทำเป็นเก่งริจะเป็นมิจฉาชีพแล้วเชียวนะ

ไอ้ห่า ก็แม่งอย่างกับในหนังมาเฟียที่เหยื่อถูกลวงให้ขึ้นรถแล้วหลอกไปฆ่าเลยอะ

ใครไม่ระแวงก็บ้าแล้ว!

“...” กระนั้น ก็ยังไม่มีเสียงใดตอบกลับ ผมเลยยิ่งขมวดคิ้วมุ่นหนัก

“คุณครับ ห้าร้อยก็ได้ ถือว่าเป็นค่ายา” 

ขาดตัวแล้วนะ จ่ายเถ๊อะกูจะได้ไป

หากทว่า...

“ผมจะไม่คุยเรื่องนี้กับคุณที่นี่หรอกนะ” ในที่สุดก็มีเสียงทุ้มลึกน่าฟังดังกลับมา แต่ไม่ค่อยเข้าหูเท่าไหร่ ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก 

ผมยังยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูรถที่เปิดกว้าง โดยที่ลุงแกก็ยืนนิ่งไม่พูดอะไรสักคำเหมือนเดิม

“ก็แค่ห้าร้อย” ผมว่า “จ่าย ๆ มาเหอะ ผมจะได้ไป”

“...”

“เฮ้ยคุณ ถ้ามีปัญญาเช่ารถสองแถวหรูขนาดนี้ ก็น่าจะจ่ายได้ปะ แค่ห้าร้อยเองอะ”

“ถ้าคุณไม่ขึ้นมา เอาเป็นว่าจะไม่มีการชดใช้ค่าเสียหายอะไรทั้งนั้นครับ” เสียงนั้นทุ้มลึก ฟังดูไม่เย็นชาก็จริง แต่ให้ความรู้สึกกดดันและฟังดูเด็ดขาดใช้ได้ทีเดียว “ลุงชาติ กลับเถอะครับ ผมไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้”

“ครับ”

เอ้าอีลุง! ยืนกุมไข่ได้ตั้งหลายนาที เขาบอกให้ไปแค่นี้ก็จะไปเหรอ 

ทำไมลุงใจง่าย!

“โอ้ย! ดะ เดี๋ยวก่อน ๆ!” 

ผมรีบเบรกคุณชายกับคนขับสองแถวคู่นี้แทบไม่ทัน ลุงที่น่าจะชื่อชาติอะไรนี่รับคำสั่งเร็วฉิบ ขืนผมปล่อยพวกเขาไปก็แย่ดิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีเงินกินข้าว ค่ายาอีก 

“ก็ได้ ผม... ผมจะไปเคลียร์กับคุณ”

สุดท้าย ผมก็ตามเขาขึ้นสองแถวคันหรูมาเฉ้ยยยยย

คือถ้าโดนหลอกไปฆ่าเพราะเห็นแก่เงินห้าร้อยนี่ อนาถยิ่งกว่าตกงานแล้วไม่ได้เงินเดือนหรือเมียทิ้งอีกนะ แต่จะถอยก็ไม่ทันละ 

รู้ตัวอีกที ผมก็มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่เบาะฝั่งตรงข้ามกับคุณชายอะไรนี่เรียบร้อยละ

ในรถโคตรหรูเลย ที่นั่งยาวเป็นรูปตัวแอล ฝั่งที่ผมนั่งคือด้านหลังเป็นห้องโดยสารของคนขับ ส่วนคุณชายอะไรนั่นนั่งอยู่นู่นเลย ท้ายรถ มีเหมือนที่วางเครื่องดื่มด้วยอะ 

ผมขึ้นมานั่งตัวลีบอยู่คนละมุมกับคุณชายไรนั่น เว้นระยะห่างโขเชียว ตอนนี้ลุงชาติไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ สักพักก็รู้สึกว่ารถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากจุดเกิดเหตุ

ไม่แน่ พรุ่งนี้อาจจะมีพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง...

สุดอนาถ เด็กหนุ่มถูกแก๊งมาเฟียลวงฆ่าหมกป่า

จุดจบสายแข็งแห่งบึงโขงหลงที่แท้ ไม่น่าเล่นใหญ่เลยไอ้เจา ฮือออ

“พะ พวกคุณจะพาผมไปไหนกันแน่ นี่มันออกนอกเมืองแล้วนะ” 

ยิ่งขับไกลจากเมืองเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าถนนหนทางมันเปลี่ยวมากขึ้นเท่านั้น สองข้างทางมีแต่ป่า 

ห่าเอ้ย! นี่ผมจะตายเพราะเงินแค่ห้าร้อยจริงเหรอวะ

ไม่นะ ไม่อยากไปเคลียร์อะไรด้วยแล้ว เงินไม่เอาก็ได้ กูจะลง!

“จอดรถ! จอดรถเดี๋ยวนี้ ผมไม่ไปกับพวกคุณแล้ว จอดรถ จอดสิโว้ยยย!!

ผมโวยวายลั่นรถเพราะวิวด้านนอกแม่งให้ความรู้สึกเหมือนหนังฆาตกรรมจริง ๆ หากไม่ได้ลุกขึ้นมาตีโพยตีพายหรือประทุษร้ายใคร 

กูไม่รู้... คิดว่าอยู่ไกลมือไกลตีนน่าจะดีที่สุด คือทำได้แค่แหกปากทั้งที่นั่งตัวลีบอยู่มุมเดิม ลอบมองร่างสูงอย่างหวั่นใจ หลอนจนเยี่ยวเหนียวไปหมดละเนี่ย เขาไม่ได้มีท่าทางคุกคามก็จริงนะ แต่บรรยากาศนอกตัวรถแม่งสั่นประสาทเกิ๊น! 

ทำใจคิดเรื่องดีไม่ได้เลยตอนนี้ ในหัวมีแต่ฉากที่ตัวเองโดนฆ่าลอยเต็มไปหมดอะ ฮือออออ

ห่านเอ๊ย! กูก็ไม่น่าโง่ตามเขามาง่าย ๆ เพราะเงินไม่กี่ร้อยเลยเชียว

คือปึกแท่น้อ บักเจา!

“ใจเย็นก่อน” เขาพูดด้วยซุ่มเสียงทุ้มเช่นเดิม “เราจะไปคุยกับที่บ้านของฉัน ไม่ต้องกลัว”

ไม่กลัวก็บ้าแล้วปะจังหวะนี้!

“ละ... แล้วผมจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณจะไม่พาผมไปฆ่าทิ้งอะ” พูดไปก็เริ่มเบะปาก กูจะร้องอีกแล้วเนี่ย “มันเป็นแผนของคุณใช่ไหม หลอกให้ผมขึ้นรถแล้วก็พาไปทำร้ายแน่ ๆ แก้แค้นที่ผมเรียกค่าทำขวัญจากพวกคุณ”

“...”

“ผมขอโทษ ผม ผม... คุณปล่อยผมไปเหอะ ผมไม่เอาค่าเสียหายแล้วก็ได้ ปล่อยผมไปเถอะนะ ผมจะ... จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว อึก” 

ปอดแหกจนน้ำตาแตกเลยกู กลัวตายสุด ย้อนแย้งกว่าเฟิร์นก็กูเองนี่แหละไม่ใช่ใคร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ร้องอยากตายด้วยความคิดชั่ววูบแท้ ๆ 

แต่ดูตอนนี้ดิ น่าสมเพชฉิบ เสือกร้องไห้โฮเพราะกลัวตายขึ้นมาจริง ๆ

ใครก็ได้ เอาไอ้เจาคนนี้กลับไปส่งป้ายรถเมล์ที!

กึก...

ฉับพลัน ไรขนอ่อนลุกพรึบเมื่อรู้สึกได้ว่ารถสองแถวจอดสนิทลงที่ไหนสักแห่ง

ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มลึกนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“อยากจะหนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะนะ”

“ว๊ากกกกกกกกกกก!



[THEPTARA PART]

“คุณชาย เราจะทำยังไงต่อดีครับ?”

ผมเบนสายตาไปมองคนที่เป็นหัวข้อคำถามของ ลุงสุชาติคนขับรถประจำบ้าน หลังความวุ่นวายเล็ก ๆ เมื่อห้านาทีก่อนเพิ่งจบลง ตรงข้ามผมมีเด็กหนุ่มตัวผอมสูงหน้าตามอมแมมไปด้วยฝุ่นและคราบน้ำตานั่งทำหน้าระแวงอยู่

เด็กคนนี้เป็นใคร มาจากไหน... 

ผมไม่รู้

อันที่จริง เราเพิ่งเจอกันเมื่อชั่วโมงก่อน 

ระหว่างทางที่ผมนั่งรถกลับบ้านหลังจากไปประชุมผู้ถือหุ้นเสร็จ ตอนกำลังจะพักสายตา จู่ ๆ รถก็เบรกกะทันหัน เห็นแวบ ๆ ว่าเด็กคนนี้เดินลงมากลางถนนอย่างไม่กลัวตาย 

โชคดีที่ลุงสุชาติหยุดรถได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้เกิดการสูญเสียเป็นแน่ 

ผมนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในรถลีมูซีนประจำตำแหน่งนิ่ง ๆ คิดมาถึงตรงนี้แล้วตลกนิดหน่อย เพราะดูเหมือนเด็กคนนี้จะไม่รู้จักรถลีมูซีน

เขาดันเข้าใจว่านี่เป็นรถสองแถว แถมคิดว่าผมเช่ารถสองแถวนั่งอีกต่างหาก

ก็นั่นแหละ ตอนแรกคิดว่าลุงสุชาติคงไกล่เกลี่ยได้

ทว่า ผ่านไปเกือบสิบนาที เด็กคนนั้นก็ยังเอาแต่โวยวายใส่คนของผมไม่เลิก 

ดูท่าคงจะเป็นเด็กแข็งแรงพอตัว เพราะเสียงเขาถึงขั้นดังลอดเข้ามาในตัวรถจนผมได้เลย เขาโวยวายเรียกร้องค่าเสียหายที่เกือบถูกรถของผมพุ่งชน ทั้งที่เขาเองนั่นแหละเป็นฝ่ายพุ่งลงมากลางถนนเอง ราวกับจงใจจะให้รถชนยังไงยังงั้น

แวบแรก ผมคิดว่าเขาอาจจะเป็นมิจฉาชีพ 

ก็นะ เรื่องแบบนี้มีข่าวออกให้ดูไม่เว้นวัน

หากแต่ พอลองพินิจอีกที ถ้าเป็นมิจฉาชีพก็ดูท่าไม่เป็นมืออาชีพเท่าไหร่

ท่าทางเขาเอาเรื่องก็จริง แต่ไม่ได้ดูน่ากลัวเลย ไม่น่าเป็นพิษเป็นภัยขนาดนั้น ลุงสุชาติก็เตือน ตอนผมให้เขาบอกเด็กคนนั้นมาขึ้นรถน่ะ 

ก็จริงนะที่เราไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้า แต่กับเด็กหนุ่มตัวแค่นี้ ไม่น่าจะจัดการยากหรอกมั้ง

เด็กคนนี้ค่อนข้างแปลกนิดหน่อย

แปลกทั้งท่าทาง ทั้งในแง่ของเฟิร์สอิมเพรสชั่น

ระหว่างที่นั่งรถพาเขากลับมาที่บ้านเพื่อเคลียร์ปัญหา ผมสังเกตเห็นร่องรอยความทุกข์บางอย่างจากแววตาคู่นั้นในบางช่วง ถึงจะค่อนข้างมืด แต่ก็มีหลายครั้งที่เจ้าตัวเผลอทำสีหน้าเศร้า ทำหน้าอมทุกข์เหมือนคนหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต มีเรื่องให้คิดตลอดเวลา 

ผมแปลกใจ ใคร่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เด็กคนนี้มีสีหน้าแบบนั้น

เด็กหนุ่มอายุน่าไม่เกินยี่สิบ จะมีเรื่องอะไรให้ทุกข์ใจถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายกันนะ

ผมเดาว่าตอนแรกเขาคงตั้งใจพุ่งลงมาให้รถชนจริง ๆ

“เธอชื่ออะไร?”

“...” เจ้าของนัยน์ตาหวาดระแวงเหลือบมองผม

เขาขยับตัวเล็กน้อย กวาดสายตาแดงช้ำจากการร้องไห้มองไปรอบตัวคล้ายกำลังระวังภัย 

ตั้งแต่เข้ามาในบ้าน นอกจากอาการตื่นตระหนกและโวยวายไม่หยุดเพราะกลัวถูกฆ่า ผมสังเกตเห็นอีกอย่าง เด็กคนนี้ดูจะตื่นตากับบ้านของผมอยู่ไม่น้อย 

อืม ที่จริงก็ตั้งแต่ขึ้นรถมาด้วยกันแล้ว ทั้งที่กำลังระแวงแทบตาย แต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมด

ดูสิ มองบ้านผมแล้วทำตาโตวิบวับใหญ่

ตกลงเขากลัวถูกหลอกมาฆ่าจริงหรือเปล่าน่ะ

ท่าทางจะแอบดื้อน่าดู

ทั้งที่พอรถหยุดปุ๊บ เขาก็ร้องลั่น โวยวายเสียยกใหญ่ ทำเอาผมกับลุงสุชาติถึงกับกุมขมับเพราะเขาดูสติแตกไปแล้วไม่ยอมลงจากรถ 

เอาแต่บอกว่าอย่าฆ่าเขาเลย เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเหมือนมิจฉาชีพ แค่จะฆ่าตัวตาย เลยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ไหน ๆ ก็ไม่ตายเลยกะจะหาเงินไว้ทานข้าวพรุ่งนี้ 

ฟังแบบนั้นแล้วก็อยากจะส่ายหน้า

หากอย่างหนึ่งที่ได้รู้ก็คือ... ข้อสันนิฐานของผมถูกต้อง

เด็กคนนี้ตั้งใจจะฆ่าตัวตายจริง ๆ

แบบนั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย...

“ว่าไง บอกได้หรือเปล่า ชื่อของเธอน่ะ” ผมย้ำถามอีกครั้ง

“เจา”

“หืม?” เสียงเบาผิดกับตอนโวยวายลิบลับ

“ผมชื่อเจา... มาจากคำว่าจั่นเจา เพราะแม่ผมชอบจั่นเจาในเรื่องเปาบุ้นจิ้นมาก” 

ถามแค่ชื่อ แต่ก็ยังอุตส่าห์บอกที่มาที่ไปของชื่อตัวเองให้ฟัง ดูเป็นคนไม่มีหน้ามีหลัง ไม่ซับซ้อน ติดไปทางซื่อ แบบนี้คงเป็นมิจฉาชีพไม่ได้

“เอาล่ะ จั่นเจา...”

“ไม่ดิ” เขามุ่ยหน้าขัดใจ “ผมชื่อเจาเฉย ๆ แค่บอกว่ามาจากจั่นเจา แต่ไม่ได้ชื่อจั่นเจาไง”

“โอเค เจา” ผมแก้ชื่อเขาให้ถูกต้อง “เรามาคุยกันหน่อยดีกว่า”

“จะ... จะคุยอะไรล่ะครับ ผมไม่เอาค่าทำขวัญแล้วก็ได้” เจาว่าเสียงอ่อย “ผมผิดเอง ผมขอโทษ อย่าจับผมส่งตำรวจหรือฆ่าผมเลยนะ ผม ผมแค่ไม่รู้จะทำยังไงถ้าต้องมีชีวิตแต่ไม่มีเงินกินข้าว ผมแค่ แค่...”

เห็นอีกฝ่ายเบะปากทำท่าจะร้องอีก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองรังแกเขาอยู่ยังไงไม่รู้

“ใจเย็นก่อน”

“ผม ผม...” ไม่มีสติแล้วด้วย

“เจา” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เขาชะงัก เงยหน้ามองผมแล้วเม้มปากน้ำตาคลอ “ฉันไม่ได้จะเอาเรื่องหรือจับเธอส่งตำรวจ แค่อยากคุยด้วย ไม่ต้องตื่นตูมขนาดนั้นก็ได้ ใจเย็น ๆ”

“ละ แล้วคุณจะคุยอะไรกับผมล่ะ”

“บอกได้ไหมว่าทำให้เธอถึงคิดสั้นแบบนั้น?”

“...” พลัน แววตาของเจาหม่นแสงลงทันทีที่ถูกถาม เขาเม้มปากแน่นจนกลัวว่าจะได้เลือด ใบหน้ามอมแมมดูหงอยลงถนัดตา 

ผมไม่เร่งรัดเอาคำตอบ ปล่อยให้เขาได้คิด เจาเหลือบตาแอบมอง แล้วก็หลุบลงเหมือนกำลังช่างใจ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันซะยุ่งเลย 

ท่าทางเขาคงไม่ใช่คนที่เก็บความรู้สึกเก่งเท่าไหร่ มีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าหมด

นี่ถ้าเป็นมิจฉาชีพจริง เขาคงถูกจับได้ตั้งแต่สบตากัน

“...” ดวงตาเขาดูซื่อตรงและเปิดเผยเกินไป

“คุณ...” เหลือบมองอีกแล้ว “คุณจะอยากรู้ไปทำไม ไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย”

“ฉันอยากช่วย” ผมเองก็บอกอย่างตรงไปตรงมา “ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ล่ะก็นะ”

“แต่... เราไม่รู้จักกันซะหน่อย คุณจะมาช่วยผมทำไมครับ”

“ฉันเป็นผู้ฟังที่ดี เผื่อเธอมีอะไรอยากระบายออกมาบ้าง” ได้ยินผมพูดแบบนั้น เจาก็เม้มปากแน่นจนซีดเซียวกว่าเดิม “เก็บความทุกข์ไว้คนเดียวไม่ดีหรอกนะ มันจะทำให้เธออึดอัดและยิ่งเป็นทุกข์”

“...”

“คุณชายท่านเป็นคนใจดี มีอะไรก็ลองเล่าเถอะ” ลุงสุชาติที่ยืนอยู่ในห้องรับแขกด้วยเป็นฝ่ายพูดขึ้น 

คราวนี้เจากัดริมฝีปากแล้วบีบมือตัวเองไปมา ช้อนตามองผมสลับกับลุงสุชาติเหมือนยังไม่วางใจ แต่ก็ไม่ตื่นตูมอย่างตอนแรก

“แต่ถ้าเธอลำบากใจก็ไม่...”

“ก็ได้ ผมจะเล่า” อีกฝ่ายพูดแทรกอย่างตัดสินใจได้ “คือว่าวันนี้ผม...”

จากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ผมถึงรู้ว่าเขาถูกบริษัทที่ทำงานด้วยลอยแพ ปิดบริษัทหนีและไม่จ่ายเงินเดือนพนักงาน ในฐานะที่ผมเองก็เป็นเจ้าของกิจการ มีชีวิตคนในปกครองมากมายให้รับผิดชอบ ผมค่อนข้างไม่พอใจบริษัทของเจานิดหน่อย เขาไม่ควรหนีเอาตัวรอดโดยทิ้งให้พนักงานที่ทำงานให้ต้องเผชิญกับความยากลำบากแบบนี้ 

คนเราทุกคนมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน อย่างน้อยก็น่าจะจ่ายเงินเดือนให้พวกเขาก่อนแล้วค่อยปิด

แต่เอาเถอะ ไม่ควรเป็นประเด็นที่ผมจะเก็บเอามาเป็นอารมณ์

แค่รู้สึกไม่ชอบใจ เพราะพนักงานตัวเล็ก ๆ ตรงหน้าดูจะลำบากมากจริง ๆ แถมแฟนของเจาก็ยังมานอกใจ บอกเลิกเขาแล้วก็ไปกับผู้ชายคนใหม่ ซ้ำยังใช้เงินที่เขาให้เอาไปจ่ายค่าเช้าห้องจนหมด ทำให้เจาไม่มีที่อยู่เพราะจะถูกไล่ออกจากที่พักถ้าไม่หาเงินมาจ่ายภายในคืนนี้ 

ยิ่งเล่าแววตาของเจาก็ยิ่งหงอยลงจนน่าใจหาย

สำหรับผม เรื่องพวกนี้คงไม่สามารถทำให้ผมเศร้าจนคิดฆ่าตัวตายได้ก็จริง 

ทว่า ผมก็ไม่สามารถตัดสินใครว่าเรื่องไหนเขาควรจะรู้สึกแค่ไหน มันอยู่ที่จังหวะและสภาวะจิตใจของคนที่เจอ

คนเราทุกคนสามารถรับน้ำหนักของความผิดหวังได้ไม่เท่ากัน

ยิ่งต้องมาเจอเรื่องแย่ ๆ พร้อมกันในวันเดียวแบบนี้ก็ยิ่งแย่...

อย่างน้อยก็เด็กมอมแมมตรงหน้าคนนี้แหละคนหนึ่งที่รับไม่ไหว

“สรุปว่าตอนนี้เธอตกงาน ไม่มีที่อยู่ แล้วก็ไม่มีเงิน ถูกหรือเปล่า?” ผมเลี่ยงไม่พูดถึงความคิดชั่ววูบก่อนหน้าของเขา และไม่คิดจะพูดอะไรเกี่ยวกับประเด็นเรื่องแฟนด้วย 

ผมโฟกัสแค่เรื่องที่ตัวเองพอจะช่วยเขาได้เท่านั้น

“ครับ” เจาพยักหน้า แล้วก็เริ่มเบะปากอีก “แฟนทิ้งด้วย”

มีแต่เจ้าตัวนี่แหละที่ยังตอกย้ำตัวเองอยู่

“ถ้าอย่างนั้น เธอมาทำงานให้ฉันเอาไหม?”

“คะ คุณจะให้งานผมเหรอ!” เจากะพริบตาปริบ ๆ เหมือนกำลังประมวลผล ดูจากสีหน้าแล้วค่อนข้างตลกดีนะ ตาซื่อ ๆ ระคนตื่นเต้นของเขาช่างเข้ากับความมอมแมมนั่นซะจริง “อ่า เดี๋ยวครับ ว่าแต่ เอ่อ... คุณชื่ออะไรแล้วนะ”

ผมหลุดยิ้มเมื่อเจาขมวดคิ้วมุ่น เอียงคอยกเกาหัวถามอย่างงง ๆ

นั่นสิ คุยกันมาตั้งนาน ผมก็ลืมบอก... 

“ฉันชื่อเทพ เทพธารา”

“อ่า ครับ แล้ว ๆ คุณเทพจะให้ผมทำงานจริงเหรอ?”

“ฉันไม่ใช่คนชอบพูดเล่นหรอกนะ” ปัญหาของเจาคือไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่ ถ้าผมให้งานและที่พัก อย่างน้อยเขาคงไม่เครียดจนคิดทำแบบนั้นอีก “ว่าแต่เธออายุเท่าไหร่ เรียนจบอะไรมาล่ะ หรือว่ายังเรียนอยู่”

ดูภายนอก ถ้าไม่ใกล้จบมัธยมปลายก็น่าจะอยู่มหาวิทยาลัยปีต้น ๆ

“เพิ่งยี่สิบเอ็ดหมาด ๆ วันนี้แหละครับ จบแค่ ปวช. ไม่ได้เรียนต่อหรอก จบมาก็เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ ทำมาจนถูกเถ้าแก่เทนี่ล่ะ ไอ้ความรู้ที่เรียนมาผมก็คืนครูไปหมดด้วย ผมไม่รู้เลยว่าจะทำอะไรให้คุณเทพได้บ้าง แหะ”

“งั้นเหรอ” ผมพินิจ “แล้วเธอทำงานบ้านเป็นหรือเปล่า?”

“งานบ้านเหรอครับ?” เขาตาวาวขึ้น พลันว่าอย่างกระตือรือร้น “ได้ครับ ได้ ผมทำได้!

“งั้นเธอก็ทำงานบ้านให้ฉัน ดีเหมือนกัน ผู้ช่วยป้าศรี... หัวหน้าแม่บ้านของที่นี่น่ะ ผู้ช่วยเขาเพิ่งลาออกไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันจะให้เธอไปพักที่ห้องของคนที่เพิ่งออกไป อยู่เรือนเล็กหลังบ้าน ส่วนค่าจ้างก็จ่ายเป็นรายเดือน ได้เท่ากับคนเก่า อยู่ที่นี่ไม่เสียค่าที่พักกับค่าอาหาร ขาดเหลืออะไรก็บอกป้าศรีกับลุงชาติ หรือจะมาบอกฉันก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ”

“คะ ครับ! ขอบคุณมากครับคุณเทพ ขอบคุณจริง ๆ ครับ” 

เจายิ้มกว้าง ตาเป็นประกายสว่างไสว ก่อนจะพุ่งตัวมาคุกเข่ากุมมือผมอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตอนแรกนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันแท้ ๆ

หมับ!

“...” ผมผงะเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครเคยทำแบบนี้ด้วย

“ขอบคุณครับคุณเทพ ขอบคุณจริง ๆ ฮืออออ ผมโคตรดีใจอะ ไม่ตกงานแล้วววว”

“เจา! ทำไมถึงพุ่งเข้าไปหาคุณชายแบบนั้นล่ะ”

“โอ๊ะ! แหะ ๆ ลืมตัวครับลุง ผมดีใจไปหน่อยอ่า” คนถูกดุยิ้มเผล่ “ขอโทษครับ คุณเทพ”

“ไม่เป็นไร” ผมกระแอมเล็กน้อย สัมผัสรวดเร็วนั้นยังอุ่นอยู่บนหลังมือ หลุบมองมือตัวเองกับหน้ามอมแมมนั่นแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับตัวอีกครั้ง “เอาล่ะ ถ้าหมดเรื่องแล้ว เดี๋ยวให้ลุงชาติพาไปที่ห้องแล้วก็เอากล่องปฐมพยาบาลไปให้ อาบน้ำอาบท่าทำแผลซะล่ะ พรุ่งนี้จะให้ป้าศรีบอกว่าเธอมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง”

“รับทราบครับผม!” รับคำด้วยการตะเบะอย่างหนักแน่นแล้วยิ้มทะเล้น ก่อนจะได้เบ้หน้าเจ็บเพราะแขนที่ตะเบะมันเป็นข้างที่ศอกแตกจนเลือดซึมแห้งกรังไปหมดแล้ว “อูยยย เจ็บจนน้ำตาจิไหล”

“ลุงชาติพาเจาไปพักเถอะครับ”

“ครับ ราตรีสวัสดิ์ครับคุณชาย”

“ครับ” ผมพยักหน้า พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย

“คุณเทพ!” เดินมาจนถึงตีนบันไดเป็นอันต้องชะงัก เมื่อเด็กมอมส่งเสียงเรียกเสียดัง พอหันไปมองก็เห็นเจ้าตัวกำลังยิ้มกว้างแล้วโบกมือบ๊ายบายเหมือนอย่างกับเด็กเล็ก “ฝันดีผีไม่หลอกนะครับ!

เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนบอกฝันดีด้วยประโยคแบบนั้น แปลกคนจริง ๆ ด้วยสิ

“เอ้า ตามมาได้แล้ว เดี๋ยวจะพาไปที่ห้องพัก”

“ขอบคุณนะลุง แต่ช่วยพยุงขึ้นหน่อยดิ เอวเคล็ดอะ อ้อ ๆ ผมขอโทษด้วยน้าที่ทำตัวไม่ดีใส่ก่อนหน้านี้”

“อืม ไม่เป็นไร ๆ”

“โหยยย คนดีอะลุง ยกนิ้วให้เลยยยย”

“เดี๋ยวก่อน เจา...” คราวนี้เป็นผมที่รั้งตัวเด็กคนนั้นไว้เมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“ครับ?” เจ้าของชื่อและคนขับรถหยุดชะงัก 

เด็กตัวผอมจะหมุนตัวกลับมาเอียงคอมองผมด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนผมจะเอ่ยประโยคสั้น ๆ ทำให้เด็กหน้าฉงนนั่นคลี่ยิ้มกว้างขึ้นหลังจากนั้น...

“สุขสันต์วันเกิดนะ”

[END THEPTARA PART]


TBC.

คุณเทพของน้องงงงง อยากมีคุณเทพมาบอกสุขสันต์วันเกิดบ้าง 5555

นิยายเรื่องนี้ชื่อเรื่องอาจดูฮาร์ดคอร์ แต่เนื้อเรื่องฟีลกู๊ดมากเด้ออออออ

ไม่มีปมอะไรยุ่งเหยิงให้คิดมากเลยค่ะที่รัก พักเรื่องเครียดมาอ่านคุณเทพกับไอ้เจากันนะ

เรื่อย ๆ สบาย ๆ อ่านแล้วอยากมีคุณเทพมาไว้ที่บ้าน กร๊ากกกกกกกกกกก

twitter: @noknsn     page: noksinsn


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 410 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #309 thongda (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 21:13
    ชอบความมีภาษาอิสานด้วย เลิฟเลย 5555
    #309
    0
  2. #306 Paoly YG (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 22:21
    ชอบประโยค” คนเรารับนำ้หนักของความผิดหวังได้ไม่เท่ากัน” ชอบมากค่ะ!!!
    #306
    0
  3. #304 IsMyHope (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:25
    สุขสันต์วันเกิด โง้ยยยยยย อบอุ่นใจจังค้าบ
    #304
    0
  4. #303 IsMyHope (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:11
    เฟิร์นนี่น่าโดนสักป๊าบนะ ยังอ่านไม่จบ แต่ขอมาเม้นฉอดก่อน ไม่ไหวอ่ะ มาทำลูกน้อยของเราแบบนี้ได้ไง เด๊ะๆๆ
    #303
    0
  5. #295 Natthap1719 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 07:52
    โง้ยเทพสมชื่อ55555​
    #295
    0
  6. #281 View_Aranya (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2562 / 04:54

    ........
    #281
    0
  7. #248 pcy921 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 20:34
    สรุปคืออารมชั่ววูบ 5555
    #248
    0
  8. #244 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2562 / 23:10

    เจาอย่างทะเล้น!

    #244
    0
  9. #240 jibbubu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2562 / 18:55
    โห้ ชะนีนางนี้ก็ให้เจอยิ่งกว่าเจาเจอเลยเถอะ อะไรมันจะเลวได้ขนาดนี้เนี่ย
    #240
    0
  10. #234 reposes (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 02:19

    เนื้อเรื่องดูฟีลกู๊ดดด ซึ่งเราชอบมากๆ แต่แอบติดตรงพาร์ทของเจาคือเล่นมุกเยอะไปหน่อย เล่นเกือบทุกประโยคทั้งในความคิดและที่พูดออกมา

    #234
    0
  11. #191 super__p (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 22:21
    คุณชาย อุ่นเหลือเกิน ดูน้องดีๆนะ
    #191
    0
  12. #166 Xialyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 17:54
    อุ่นใจไปด้วยเลย
    #166
    0
  13. #143 AMAGERL (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 13:37
    คนหรือไมโครเวฟคะคุณเทพ ><
    #143
    0
  14. #95 KuKoi Kim (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 05:52
    สงสารน้องเจาอ่ะ ชีวิตน้องรันทดเกิ๊นนน
    #95
    0
  15. #79 Nun7036 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 16:02
    แงงงงงง้ สงสารน้อง ความคิดชั่ววูบนี่มันน่ากลัวจริงๆนะ ถ้ารถเค้าเบรกไม่ทันกะคือน้องต้องไปนอนเล่นในนรกแร้วมั้ย ฮือออออ โชคดีนะหนูลูกกกก
    #79
    0
  16. #38 secret secret (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 00:56
    ละมุน ใจกระตุกเรยจ้าาา นายคือเรื่องที่ดีที่สุดในวันนี้ของเจาเลย อาจจะดีที่สุดของชีวิตด้วยซ้ำ สุขสันต์วันเกิด แค่คำสั้นๆ แต่สำหรับบางคนมันมีค่ามากนะ
    #38
    0
  17. #21 Black-color (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 10:09
    อบอุ่นเกิ๊นนน
    #21
    0
  18. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:50

    หูยยยยยย คนหรือเทวดาา

    #4
    0
  19. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:17

    ชีวิตเจาอะไรจะบัดซบขนาดนี้

    #3
    0
  20. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:06

    รอออออออออออออ

    #2
    0