{END} Crash Love กระแทกรัก |【ตีพิมพ์กับ Product Y】

ตอนที่ 16 : กระแทกรัก : Chapter 12 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 315 ครั้ง
    29 ส.ค. 62

{ Y a o i / B o y' s L o v e }


ติดแฮชแท็ก #คุณเทพไอ้เจา

Chapter 12




เมื่อตัดสินใจเรียนต่อก็ต้องมีการเตรียมพร้อมกันหน่อย

วิทยาลัยที่ผมเลือกจะเปิดรับสมัครในอีกสี่เดือนข้างหน้า

ระหว่างนี้คุณเทพก็ให้ผมเริ่มเรียนปรับพื้นฐาน เนื่องจากผมหยุดเรียนมาสามปี แถมไอ้ที่เรียนมาก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เพราะไม่ตั้งใจเรียน เรียนก็เหมือนไม่ได้เรียน ประมาณนั้นอะ

คุณเทพจัดการหาครูมาสอนผมที่บ้าน แถมยังเป็นคนจ่ายค่าจ้างครูสอนพิเศษพวกนี้อีกต่างหาก เถียงกันเรื่องนี้ไปรอบละ ผมเกรงใจไง นี่ยังไม่รู้นะว่าค่าจ้างครูสอนพิเศษน่ะเท่าไหร่ แต่คิดว่ายังไงต้องแพงแน่

ซ้ำยังจ้างมาตั้งสามคน สามคนเลยนะเว้ย!

ทว่าคราวนี้คุณเทพไม่ยอมผมง่าย ๆ เหมือนเรื่องจ่ายค่าเทอมอีกต่อไป

และยกนี้... ไอ้เจาแพ้

ครับ คนแพ้มันจะไปขัดขืนไรได้ นอกจากยอมจำนน ตอนนี้ก็เลยมีครูสอนพิเศษมาสอนถึงบ้าน มีการสอบวัดระดับความรู้ก่อนเรียน แน่นอนว่าผลประเมินจากครูสอนพิเศษทั้งสามคน ผลก็คือ...

ไอ้เจาโคตรอ่อนเลยสาดดดดดด

ครูแทบจะยกมือกุมขมับ โง่จนครูอยากร้องไห้แล้ว แต่เพราะรับเงินไปละไง จะโบกมือลาทันทีที่เห็นผลคะแนนก็ย่ำยีใจกันเกินไป แถมคุณเทพก็กำชับว่าถ้ามีกลยุทธ์อะไรให้งัดออกมาสอนให้หมด ผมต้องติวเข้มเต็มวัน สามวันต่อสัปดาห์ โดยครูจะสอนกันคนละหนึ่งวัน คนละวิชาแตกต่างกันไป คนหนึ่งสอนสอง-สามวิชานั่นแหละ

ผมเริ่มเรียนปรับพื้นฐานมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อน

บอกเลยว่าหินสุด โหดสัด ได้แต่สบถว่า อิหยังวะอยู่ในใจรัว ๆ สมองอันน้อยนิดของไอ้เจาแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ เวลาเจอโจทย์หรือเจอคำถามแต่ละที ยิ่งภาษาอังกฤษนี่บอกเลยว่าได้แต่นั่งเอ๋อมองหน้าครูตาปริบ ๆ

วันแรก ๆ บอกเลยว่าท้อ...

กูท้อมากกกก ไอ้เหี้ยยยย

เข้าใจความรู้สึกคนหัวไม่ดีปะ สมัยก่อนรู้สึกยังไง ตอนนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้น

ไอ้ฉิบหาย กูเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่อยากเรียนแม่งแล้ว!

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงถอดใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะผมมีความฝัน มีความมุ่งมั่น และ มีเป้าหมายในชีวิตกว่าเมื่อก่อนเลยทำใจฮึดสู้ แถมได้กำลังใจดีจากทั้งป้าศรี พี่กบ ลุงสุชาติ คอยแวะเวียนมาดูผมเรียนตลอด ป้าศรีทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้กิน พี่กบก็เอาของว่างมาให้ ลุงสุชาติก็พาคุณเจคอปมาให้กำลังใจ

โดยเฉพาะคุณเทพ คนนี้คือที่สุดของที่สุดในทุกความหมาย ที่สุดของกำลังใจแบบไม่ต้องทำไรมากเล้ยยยย แค่เดินมาลูบหัว ยิ้มหล่อ ๆ ละมุน ๆ แล้วบอกด้วยเสียงอบอุ่นว่า ตั้งใจเรียนนะ

แค่นั้นแหละ ไฟฮึดสู้ของไอ้เจาก็ลุกพึ่บพั่บทันที!

สู้โว้ยยยยยยยย

 


เข้าสู่สัปดาห์ที่สามของการติวเข้มเพื่อเตรียมตัวสมัครเรียน

ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่ม ครูสอนพิเศษกลับไปตั้งแต่ห้าโมงเย็น แต่ผมยังนั่งอยู่บนพื้นพรมในห้องนั่งเล่น ยึดโต๊ะเตี้ยหน้าโซฟาเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ เพิ่งจะทบทวนบทเรียนและทำแบบฝึกหัดที่ครูให้เสร็จเมื่อกี้ บอกเลยว่าหมดแรงข้าวต้ม ถึงกับเลื้อยตัวลงไปทิ้งหัวแนบหนังสือที่อยู่บนโต๊ะตามแรงโน้มถ่วง แล้วหลับตาลงเพราะความเหนื่อย

“ไง ไหวหรือเปล่าเรา?”

“ยากอะ เหนื่อยโคตรรร” ผมลืมตามองคนถาม “แต่คิดว่าไหวแหละ”

พอลองตั้งใจให้มากกว่าเดิม ลองพยายามให้มากกว่าที่เคยเป็น ก็มีประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

แบบ... เฮ้ย! มึงก็ทำได้นี่หว่า

นั่นทำให้ผมเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ผมเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ความรู้ระดับพื้นฐานของมัธยมต้น ไต่ระดับการเรียนยากขึ้นตามการประเมินผลรายสัปดาห์ว่าผ่านไปถึงขั้นไหนแล้วบ้าง ผมทบทวนสิ่งที่ครูสอน ถ้าไม่เข้าใจผมก็จะถาม ต่างจากสมัยก่อนมาก ตอนนั้นเวลาครูถามว่ามีใครไม่เข้าใจอะไรตรงไหนไหม ผมไม่เคยยกมือเลยสักครั้ง

ทั้งที่กูแม่งก็ไม่เข้าใจมาตั้งแต่แรกนั่นแหละ

หมับ...

“เก่งแล้ว ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง เธอทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป พยายามเข้า” 

คุณเทพยิ้ม เอื้อมมือมาลูบหัว ผมรู้สึกผ่อนคลายทุกครั้งที่ถูกมือใหญ่ของคุณเทพลูบหัวแบบนี้ อาการตึงเครียดที่ขมับคลายลง

“อื้ออ สู้ตายเลย” ผมรู้สึกสบายจนหลุดยิ้มออกมา ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

คุณเทพนั่งอยู่ตรงนี้ตลอด บนโซฟาด้านหลังนั่นแหละ นั่งจิบชาพลางอ่านหนังสือภาษาอังกฤษยาก ๆ อะไรก็ไม่รู้เงียบ ๆ ส่วนผมก็อ่านหนังสือทำแบบฝึกหัดของผมไป ไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่มีคนนั่งด้วย 

กลับกัน พอมีคุณเทพอยู่ใกล้ ๆ ผมกลับยิ่งอุ่นใจ เหมือนความมั่นใจมันจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย เวลาไม่เข้าใจตรงไหนก็จะหันไปถามคุณเทพ

แน่นอน เทวดาของไอ้เจาไม่เคยทำให้ผิดหวัง

คุณเทพเป็นคนเก่ง ฉลาด ก็พอรู้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งทุกเรื่องขนาดนี้ คุณเทพตอบคำถามผมได้หมด ช่วยอธิบายให้เข้าใจ หรือต่อให้รอบแรกผมยังมึน คุณเทพก็จะค่อย ๆ อธิบายให้ผมทำความเข้าใจอีกรอบอย่างใจเย็น

บอกแล้ว ผมโคตรโชคดีเลยที่มีคุณเทพ

บ้านใครไม่มีคุณเทพก็เศร้า ๆ หน่อยอะเนอะ

“ผมเธอเริ่มยาวแล้วนะ” เสียงกระซิบล่องลอยอยู่ใกล้ตัว

ไม่ได้ตัดผมมาหลายเดือน ตอนนี้ยาวระต้นคอให้รำคาญ แต่ผมไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่

“อือ...” กำลังเคลิ้มจะหลับเลยครางอืออาตอบกลับส่ง ๆ สมองรับรู้แต่ก็คล้ายคนกึ่งหลับกึ่งตื่น รู้สึกเหมือนมีเงาดำพาดทับลงมา จากนั้นก็มีปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยปอยผมที่อยู่แถวหน้าผากออกจากหน้าให้

“ก่อนไปสมัครเรียนฉันจะพาไปตัดผม”

“อื้อ” พลันรู้สึกถึงความอุ่นที่กดทับแถวขมับบางเบา

“เด็กดี”

ทว่ากลับอุ่นซ่านลามมาจนถึงกลางอก

 


การเรียนปรับพื้นฐานแบบเข้ม ๆ ก้าวเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว

เวลาผ่านไปไวจนน่าตกใจ แป๊บเดียวผมก็อาศัยอยู่บ้านคุณเทพมาหลายเดือนละ แน่นอนว่าเวลาเปลี่ยน อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนตามไปด้วย อย่างผลการเรียนก็มีความเปลี่ยนแปลงปรากฏให้เห็น 

ผลการประเมินจากการทำข้อสอบของผมขยับขึ้นมาอยู่ในระดับปานกลาง จากตอนก่อนเรียนผลประเมินคือรากหญ้ามาก ทว่าตอนนี้ขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์พอใช้ คุณครูที่ตอนแรกแทบจะเอาหวายฟาดให้ความโง่ของไอ้เจากระเด็นหายก็เริ่มยิ้มมุมปาก

อารมณ์ประมาณว่า...

เอออออ มึงนี่มันก็ไม่ได้โง่จนเกินเยียวยาขนาดนั้นรึปะ!’

ไอ้เจานี่ยิ้มกริ่มเลย ทำหน้าขิงไปทีตอนเห็นผลประเมิน

คุณเทพพูดไว้ไม่มีผิด ความพยายามไม่เคยทรยศเรา 

สำหรับคนอื่นก็ไม่รู้นะว่าพยายามแล้วมีอะไรเปลี่ยนไหม แต่สำหรับผม ความพยายามที่ผ่านมามันเห็นผล ทำให้รู้ว่าที่เหนื่อยแทบรากเลือดในช่วงแรก แม่งโคตรคุ้มค่า

ตอนนี้ไอ้เจาสามารถพูดได้ละนะว่ากูก็ไม่ได้โง่ไรขนาดนั้น ระดับสติปัญญาพัฒนาแล้วเด้อออออ

แต่ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนหรอกที่มีการเปลี่ยนแปลง...

บรรยากาศระหว่างผมกับคุณเทพเองก็เช่นกัน

ไงดีวะ คือก็แปลกมาได้พักใหญ่ละ แต่ช่วงหลัง ๆ ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกคุณเทพอ่อยไงไม่รู้ 

เฮ้ย มั่นใจด้วยนะว่าไม่ได้คิดไปเอง เพราะการกระทำ คำพูด อะไรหลายอย่างที่คุณเทพแสดงออกมันทำให้ผมคิด! ถึงจะมาตามสไตล์ละมุน นุ่ม ๆ นิ่ง ๆ แต่พลังทำลายล้างไม่เคยธรรมดา หรือจะต้องโทษหัวใจไอ้เจาที่เสือกบางกับคุณเทพดี

ขยันทำให้ใจสั่น ขยันทำให้ใจบางยิ่งกว่ากระดาษ เบา ๆ ก็ขาด เบา ๆ ก็ปลิว

หมับ...

โดยเฉพาะเรื่องลูบหัวเนี่ย ไม่ได้เลยเดี๋ยวนี้

“ทำได้ดี เก่งแล้ว เก่งมาก” คุณเทพยิ้มให้ผมทั้งปากทั้งตา ตอนผมเอาผลประเมินมาให้ดู ยกมือวางบนกระหม่อม แล้วก็ลูบเบา ๆ แบบนี้ที่ชอบทำ เดี๋ยวนี้คุณเทพดูชอบลูบหัวผมมากเลยเถอะ

นี่โดนคุณเทพลูบหัวมากกว่าคุณเจคอปอีกมั้ง

โดนลูบทู้กกวัน! จนเป็นผมเองที่เริ่มติดสัมผัสจากคุณเทพโดยไม่รู้ตัว

“ผมเก่งขนาดนี้ คุณเทพมีรางวัลให้ปะ?” 

แกล้งแหย่ด้วยน้ำเสียงติดตลก ไม่ใช่ไร อยากทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นให้หายไป มืออุ่นที่วางอยู่บนหัว กับรอยยิ้มและสายตาเอ็นดูของคนตัวสูงกำลังทำให้ผมทำตัวไม่ถูกน่ะ

ทั้งที่แจ้นเอาคะแนนมาให้คุณเทพดูเพราะอยากได้คำชม อยากโดนลูบหัวแท้ ๆ

แต่เสือกทำท่าจะ แพ้ซะเอง ไอ้เจาเอ๊ย!

“เธออยากได้อะไรล่ะ?” 

เอาจริง คุณเทพนี่ไม่เก็ตมุกหรือว่ายังไงวะ?

“หูยยย ไม่เอาหรอก ผมก็แค่หยอกคุณเทพเล่น อิ ๆ”

“ฉันคิดเอาไว้เหมือนกันว่าถ้าเธอทำได้ดี ก็อยากให้รางวัลสักอย่างเป็นของขวัญ” ผมเลิกคิ้วสูง มองคุณเทพที่ยังคงพูดด้วยสีหน้าแบบเดิม “รางวัลสำหรับความพยายามของเธอไง จะได้มีกำลังใจเรียนต่อ”

โอ๊ยยย พ่อเทวดาของไอ้เจา ทูนหัวของบ่าว ใจดีตล๊อดดด

ใจดีกับไอ้เจาบ่อย ๆ ถ้าเสียคนขึ้นมา คุณเทพต้องรับผิดชอบด้วยนะ

“เหรอ ๆ แล้วคุณเทพจะให้อะไรผมอะ?”

“แล้วอะไรที่เธออยากได้ล่ะ”

“โห ใจป้ำขนาดนี้ ถ้าหมดตัวขึ้นมา อย่ามาโทษไอ้เจาเด้อออ”

“จะสักแค่ไหนกันเชียว”

“แหมมม เดี๋ยวก็ขอรถเจ๋ง ๆ สักคันเลยดีปะ หมั่นละเกิน”

มันเขี้ยวคนหล่อ ใจดี สปอร์ตกทม. แถวนี้จริงโว้ยยยย

“จะเอาคันไหนล่ะ เลือกในโรงรถฉันหรือจะซื้อคันใหม่ดี?”

เดี๋ยวก่อน! คุณเทพต้องใจเย็นนะจุดนี้

ไอ้เจาแค่หยอกจ้า หยอกกกกกกก

“...” อึ้ง ทึ่งกับความป๋าของคุณเทพจนเบิ้ดคำสิเว้า!

ไอ้เจานี่ถึงกับใบ้แดกไปชั่วขณะเลยเถอะ 

แหมะ! ลืมไปครับว่าคุณเทวดาของผมเดี๋ยวนี้ชอบทำตัวป๋ามาก หรือคุณเทพนิสัยป๋าอยู่แล้วก็ไม่รู้นะ โคตรเอาเรื่อง ชอบพูดล้อเล่นด้วยหน้าตาจริงจัง แยกไม่ออกละนะว่าจริงหรือเล่น

“ว่าไง?” แน่ะ ยังจะย้ำอีก!

“โอ้โห จังหวะนี้ต้องเรียก ป๋าเทพแล้วล่ะ สายเปย์ กระเป๋าหนักจริงจริ๊งงง” ผมยิ้มขำ คุณเทพเล่นมุกใหญ่เกินเบอร์มาก “ผมก็แค่หยอกเล่น คุณเทพไม่ต้องตบมุกทำเหมือนเป็นพวกป๋า ๆ อยากเลี้ยงต้อยอีหนูก็ได้ แหม่”

“อยากลองเลี้ยงเหมือนกัน แต่เจ้าตัวเขาไม่ยอม”

“...” แน่ะ แอบอยากเลี้ยงเด็กที่ไหนวะคุณเทพเนี่ย

นี่มุกหรือจริง หรือยังไง ดูทำหน้า!

“ค่าเทอมก็ยังไม่ยอมให้จ่ายให้” โอเค ก็น่าจะหมายถึงกูแล้วล่ะจุดนี้ แหม ๆ ท่าทางคุณเทพจะชอบบทป๋าสายเปย์มากเนอะ รู้สึกจะอินเป็นพิเศษ “ดื้อ เลี้ยงยาก ไม่รู้ว่าต้องเลี้ยงด้วยอะไร แต่ก็อยากลองเลี้ยงดู”

อื้อหือ ช็อตนี้กูตายว่ะ

“...!” พูดด้วยน้ำเสียงชวนให้เข้าใจผิด แถมจ้องหน้าผมซะจริงจัง ไม่รู้หรือไงว่ามันทำให้คนถูกมองด้วยสายตาแบบนั้นใจคอไม่ดี ช่วงนี้ภูมิต้านทานคุณเทพของไอ้เจายิ่งลดต่ำลงจนแทบจะต้านไม่ไหวอยู่แล้วด้วย

ทำเป็นเล่นไป อย่านะ ยิ่งจน ๆ อยู่เด้อ

เดี๋ยวไอ้เจาหวั่นไหวยอมให้คุณเทพเลี้ยงดูขึ้นมาทำไง

และในจังหวะที่ผมกำลังยืนเงอะงะงุ่นง่านอยู่ตรงหน้าคุณเทพนั้นเอง

โฮ่ง โฮ่งงง!

พลั่ก...

“เฮ้ยยย โอ๊ะ!” 

เคยยืนอยู่ดี ๆ แล้วเหมือนวูบปะ โลกเอียงกะทันหัน นึกว่าตัวเองหัวใจวายจริง ๆ ไปละ แต่เปล่า ไม่ได้หัวใจวาย แต่กูถูกจู่โจมจากด้านหลังอย่างแรงจนถลาเข้าไปหาคุณเทพเหมือนพุ่งเข้าไปกอด

หมับ!

ไม่ใช่แค่เหมือน กูกำลังกอดคุณเทพอยู่เลยตอนนี้!

จู่ ๆ ก็หน้าทิ่มอกคุณเทพแบบไม่ได้ตั้งตัว ตกใจจนผวา สองมือรีบคว้าเสื้อตรงหลังของคุณเทพเพื่อประคองตัว คุณเทพเองก็ตวัดแขนโอบเอวผมไว้จนตัวเราแนบกันโดยอัตโนมัติ 

ดีที่คุณเทพทรงตัวได้ ไม่หงายหลังล้ม ไม่งั้นผมคงตามลงไปทับคุณเทพจนกระดูกกระเดี้ยวหักแน่นอน ส่วนตัวการของเรื่องก็กำลังวิ่งวนไปรอบ ๆ ตัวผมกับคุณเทพอย่างร่าเริง

เออเว้ย! คุณเจคอปเล่นอะไรก็ไม่รู้ มากระโจนใส่ข้างหลังทำไม๊!

กลายเป็นว่าตอนนี้ผมกับคุณเทพยืนกอดกันกลมอยู่กลางห้องนั่งเล่น

“เจ็บหรือเปล่า?” เสียงทุ้มเอ่ยถามเหนือหัว

!!!

เมื่อเงยหน้าขึ้นจากอกแกร่งอย่างลืมตัว ตัวผมก็เกร็งเครียดฉับพลัน ไม่ได้คิดว่าคุณเทพจะก้มหน้าลงมาอยู่ก่อนแล้วแบบนี้ ทำให้หน้าของเราสองคนอยู่ห่างกันไม่กี่เซ็นต์ รู้สึกถึงลมหายใจของกันและกันได้อย่างน่ากลัว

ที่สำคัญ...

ปากของคุณเทพเกือบจะโดนปากผมในอีกสองเซ็นต์เท่านั้น!

“เอ่อ มะ ไม่เจ็บครับ” 

ผมลนลาน รู้สึกตื่นเต้นระคนตื่นตัวอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่ดิ ก็อาจจะมี พลันรีบก้มหน้างุดลงกับอกอุ่น อยากผละตัวออก แต่คุณเทพกลับไม่ยอมปล่อยแขนจากเอว แถมกูก็ไม่กล้าสะบัดตัวออกด้วยไงประเด็น

โอ๊ยยยย นี่มันอะไร นี่มันอะไร้!!!

“...”

“...” ผมกัดริมฝีปากแน่น ร่างกายที่แนบชิดกันจนรู้สึกถึงอุณหภูมิของอีกฝ่ายกำลังทำให้ผมประหม่า ทำตัวไม่ถูกจนดูเงอะงะไปหมด รู้สึกเหมือนมือไม้เกะกะจนไม่รู้จะเอาวางไว้ตรงไหน ได้แต่ขยำชายเสื้อคุณเทพจนยับยู่ยี่

มันจะแปลกเกินไปแล้วนะ

สถานการณ์ตอนนี้มันคืออะไรวะ อย่างกับฉากในหนังในละครรักยังไงยังงั้น อุบัติเหตุที่นางเอกสะดุดหรือห่าเหวอะไรสักอย่างแล้วพุ่งเข้าไปหาพระเอก จากนั้นก็ทำตาหวานซึ้งใส่กัน แล้วจากนั้น 

จากนั้น...

ไม่ดิ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก กูไม่ใช่นางเอกซะหน่อย

เออ แม่ง ไม่ใช่ แล้วทำไมต้องยืนแข็งทื่อให้คุณเทพกอดไม่ปล่อยด้วยวะเนี่ย

ฮือออ แต่ไม่กล้าขยับเลยอะ ทำไงดี แทบจะกลั้นหายใจตายคาอกคุณเทพละ เพราะหน้าที่ฝังกับอกทำให้กลิ่นกายคุ้นเคยลอยแตะจมูก แม้แต่กลิ่นของคุณเทพก็ยังมีเสน่ห์ ชวนให้ใจเต้นแรงจนผมต้องกลั้นหายใจไว้

“เจา...” ซุ่มเสียงแหบต่ำเอ่ยเรียกอีกครั้ง

ไม่นะ คุณเทพอย่ามาทำให้มันเหมือนบทละครหลังข่าว อย่ามาเรียก!

“...” ได้ยินเว้ย แต่ไม่ตอบ ไม่เงยหน้ามองด้วย นิ่งใส่แม่งเลย เอาดิ

แต่นิ่งไปก็เท่านั้น เมื่อคุณเทพใช้มืออีกข้างเชยคางผมให้เงยหน้าขึ้น มันช่วยไม่ได้ ตอนนิ้วเรียวแตะใต้คางแล้วออกแรงดันเบา ๆ จนผมต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเทวดาเดินดินของตัวเอง เขากำลังมองจ้องผ่านกรอบแว่นด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก และก็ไม่สามารถหลบสายตานั้นได้ เหมือนโดนตรึงเอาไว้ยังไงยังงั้น

แย่ละ นี่ไอ้เจาแห่งบึงโขงหลง เอาเรื่องนะเว้ย จะมาหงิมแบบนี้ได้ไง

ใช่ ได้ไงวะ คุณเทพทำงี้ได้ไง ทำให้ไอ้เจาดื้อไม่ออกแบบนี้ได้ยังไง!

ตึกตัก ตึกตัก...

ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายสั่นอย่างรุนแรงจนอยากยกมือกุมอก แต่ก็ทำได้แค่ขยำชายเสื้อคุณเทพแน่นขึ้นอย่างไม่รู้จะทำยังไง สมองเบลอไปหมดเลยตอนนี้ เพราะสายตาของคุณเทพที่มองมาไม่อบอุ่นเหมือนเคย ไม่อบอุ่นเลย...

ไม่อบอุ่น แต่ร้อน...

และเหมือนจะร้อนมากเลยด้วย

“คุณ...” ผมตาพร่า ลมหายใจสะดุดห้วงอย่างน่าใจหาย

ใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าโน้มลงมาใกล้อย่างเชื่องช้า ไม่ได้เร่งรีบ แต่กลับทำให้ก้อนเนื้อในอกผมสั่นอย่างรุนแรง ก่อนริมฝีปากแดงเรื่อสุขภาพดีของคุณเทพจะค่อย ๆ แตะลงบนปากของผมแผ่ว ๆ เขานิ่งค้างไปนิดเหมือนกำลังหยั่งเชิง 

เมื่อเห็นว่าผมกำลังยืนนิ่งอึ้งหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณเทพก็กดริมฝีปากลงมาจนแนบสนิทกับปากผม

หมับ!

ผมเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ ขยำเสื้อคุณเทพจนเจ็บฝ่ามือ กรอบตาเบิกโพลงกว้างอย่างตกใจระคนสับสน ผมมองเห็นแววตาของคุณเทพ ทว่าก็ตาพร่าและสมองเบลอเกินกว่าจะรู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรอยู่กันแน่ 

ผมรู้แค่ว่าเขากำลังจ้องลึกเข้ามาในตาของผม พร้อมทั้งขยับริมฝีปากกรุ่นร้อนกดย้ำลงมาบนเรียวปากผมเป็นจังหวะอย่างไม่เร่งรีบ

เนิบนาบ ใจเย็น อ่อนโยน

ทว่า... อันตราย

แบบนี้มันโคตรอันตรายต่อใจไอ้เจาเลยนะคุณเทพ

ฮืออออ จะตายแล้ว จะตายแล้วววววววว



 

[THEPTARA PART]

[โหหห วันนี้ท่าทางฝนจะตกหนัก คุณชายงานยุ่งโทรมาหาฉันได้]

“ว่างไหม?” ผมถามเสียงเรียบ ไม่ได้สนใจคำพูดแดกดันของเพื่อนสนิท

[ฉันก็มีการมีงานทำเหมือนกันนะโว้ย]

“...”

[อ้าว ทำไมเงียบ เป็นไรปะ เสียงแกดูเครียด ๆ นะ]

“ฉันมีเรื่องอยากปรึกษา” ผมบอก “เที่ยงนี้ไปทานข้าวกัน”

[เรื่อง?] ผมเลียริมฝีปากนิดหน่อย ก่อนจะถอนหายใจระบายความอึดอัด

พลันว่า... “เจา”

[เฮ้ย ไม่ต้องรอเที่ยง เดี๋ยวฉันไปหาแกที่โรงแรมเดี๋ยวนี้แหละ เค้! อีกสี่สิบห้านาทีเจอกัน!]

ผมส่ายหน้าให้กับความเอาใจใส่เรื่องคนอื่นเป็นพิเศษของขุนพล วางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะทำงานเมื่อสายถูกตัดไป ก่อนจะทิ้งแผ่นหลังไปกับพนักพิงเก้าอี้ เหม่อมองเพดานของห้องทำงานส่วนตัวอย่างใช้ความคิด

ในหัวมีแต่เรื่องเดิม ๆ คนเดิม ๆ ลอยวนเวียนเต็มไปหมด

คิดแล้วก็ต้องพ่นลมหายใจออกมาอีกรอบ

ขุนพลใช้เวลาเดินทางมาหาผมที่โรงแรมเร็วกว่าที่บอกไว้

ปกติจากบริษัทของขุนพลมาถึงโรงแรมผมต้องใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าถึงห้าสิบนาที แต่วันนี้ขุนพลทำเวลาได้ดี เขามาถึงที่นี่ภายในเวลาสามสิบเจ็ดนาที มาเร็วอย่างกับเหาะมา ทั้งที่สภาพการจราจรแทบเกินเยียวยา

พลั่ก!

“ไอ้คุณชาย ฉันมาแล้ว! ไหน ๆ แกมีเรื่องน้องเจาอะไรจะปรึกษา ว่ามาเลย!

ไม่คิดว่าจะเอาใจใส่เรื่องของผมขนาดนี้ เปิดประตูพรวดเข้ามาก็เปิดประเด็นอย่างเร่งรีบราวกับอดใจรอไม่ไหว ทั้งที่ท่าทางของเจ้าตัวก็ยังมีอาการหอบเหนื่อย เหงื่อผุดซึมตามกรอบหน้าเต็มไปหมด ท่าทางอย่างกับวิ่งมา

น่าปลื้มใจจริง ๆ (ประชดนะเผื่อไม่รู้)

“นายดูเหนื่อยนะ พักดื่มน้ำก่อนไหม”

“รู้ว่าฉันขี้เสือกก็รีบ ๆ พูด อย่ามาลีลาได้ปะ!” เป็นเจ้าของเรื่องอย่างผมเองที่อยากจะโยกโย้ขึ้นมา ขุนพลเลยถลึงตาขวางมองผมอย่างเอาเรื่อง ชี้หน้าแล้วบังคับทางสายตาว่าให้พูดออกมาเดี๋ยวนี้

“กับเรื่องงานเคยตั้งใจขนาดนี้ไหม อันนี้ถามจริง ๆ”

“จะแขวะอีกนานไหม ฉันอุตส่าห์บึ่งรถปาดซ้ายแซงขวารีบมาหาแกนะโว้ย”

ไม่ใช่ไม่อยากพูด... “ฉันแค่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี”

“เอ้า! ก็เริ่มตรงประเด็นที่ทำให้แกกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่นี่ก็ได้ เกิดอะไรขึ้น?”

“เจาหลบหน้าฉัน”

“วอท?! น้องเจาหลบหน้าแก?” ขุนพลเลิกคิ้วสูง ก่อนหรี่ตามองผมอย่างจับผิด ขยับตัวเข้ามาวางแขนบนโต๊ะทำงานผมแล้วยื่นหน้ามาใกล้ “ทำไมน้องเจาต้องหลบหน้า แกไปทำอะไรน้องเจาหรือไง หืมมม?”

“...” ผมเงียบ เลี่ยงสายตาเพื่อนไปมองแจกันบนโต๊ะทำงานแทน

“ไอ้คุณชาย ไม่ต้องมาหลบตาโว้ยยย ไอ้นี่ ซึนไม่รู้เวล่ำเวลา เดี๋ยวปั๊ด! ฉันอุตส่าห์ทิ้งงานแล้วรีบมาสะ... เอ๊ย ฉันอุตส่าห์รีบมาหาแกนะเนี่ย หยุดเล่นตัวแล้วเล่าสักที คายมันออกมาให้หมด ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น”

“...”

Now! (เดี๋ยวนี้เลย!)”

ผมเหลือบตาขึ้นมองเพื่อนสนิทที่ขมวดคิ้วจ้องมาอย่างกดดัน พลันเลียริมฝีปากด้วยความรู้สึกประหม่า สมองกำลังนึกไปถึงใบหน้าของเด็กดื้อเมื่อหลายวันก่อนกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป พลางถอนหายใจระบายความอึดอัดในอกออกมาอีกครั้ง 

อึดอัดจนผมอยากจะปรึกษาใครสักคน แล้วก็ไม่พ้นเพื่อนสนิทอย่างขุนพลนี่แหละ

ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พ่นออกมาเพื่อปรับจังหวะหายใจ และเริ่มพูด...

“ฉันจูบเขา”

“ฮะ?!” สีหน้าขุนพลประหลาดจนอยากจะขำ แต่ก็ขำไม่ออกเพราะมีเรื่องให้คิดหนักกว่า

“ฉันบอกว่าฉันจูบเจาไปแล้ว”

“จูบไปแล้ว?! ได้ไง อะไร ยังไง เมื่อไหร่ แล้วเป็นไง มีไรมากกว่านั้นอีกปะ?” ขุนพลยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาเป็นประกายแสดงชัดเจนว่าอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้มาก เป็นคนที่ใส่ใจกันเก่งจริง ๆ “เป็นไง ๆ เล่าต่อดิวะ!

หรือผมคิดผิดที่เล่าเรื่องนี้ให้เจ้านี่ฟังกันนะ

“ก็ไม่ยังไง”

“อะไรคือก็ไม่ยังไงของแก?”

“ก็แค่จูบ ปากแตะปาก หลังจากนั้นเจาก็หลบหน้าฉัน”

“...”

“หลบมาสามวันแล้ว” ผมขมวดคิ้วเครียด “เขาอาจจะโกรธ”

“...”

“ไม่สิ หรือบางทีอาจจะรังเกียจก็ได้”

“...”

“ฉันจูบเขา ทั้งที่เราเป็นผู้ชาย และเขาก็มีแฟนเป็นผู้หญิงมาก่อน”

“...”

“ฉันอยากคุยกับเจา แต่เขาก็เอาแต่หลบหน้า ฉันไม่รู้จะทำยังไง”

“...”

“ฉันบุกไปหาเขาที่ห้อง แต่ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเคาะประตูเพื่อเรียกเขามาคุยด้วยซ้ำ”

“...”

“ฉันกลัวเจาโกรธ กลัวเขารังเกียจ ฉัน ฉัน...” ผมหยุดคำพูดไว้แค่นั้น รู้สึกเหมือนก้อนแข็งบางอย่างกดทับเส้นเสียงจนไม่สามารถพูดออกมาได้อีก 

ผมหลับตาอย่างสับสน รู้สึกถึงความหวาดกลัวในใจ

Hey, Calm down dude. (เฮ้ย ใจเย็นก่อนนะเพื่อน)”

สมองกำลังนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น วันที่เขาวิ่งเข้ามาหาผมแล้วยื่นผลประเมินให้ดู 

ตอนนี้เจาเก่งขึ้นแล้ว เขาทำได้ดี ทำให้ผมรู้ว่าที่จริงแล้วเจาไม่ใช่คนหัวไม่ดีขนาดนั้น เขาแค่ขาดการใส่ใจในการเรียนและขี้เกียจเกินไป แต่พอขยันก็ทำได้ไม่เลวเลย 

นั่นแหละ เราคุยกันนิดหน่อย แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ

เจคอปกระโจนใส่หลังเจาจนเขาถลาเข้ามาในอกผม

พลันผมก็ยกแขนกอดเอวของคนตัวผอมเอาไว้ตามสัญชาตญาณ เจาตั้งสติได้ก่อน พยายามจะผละตัวเอง ทว่ากลับเป็นผมที่ไม่ยอมปล่อย ตอนนั้นเป็นจังหวะที่รับรู้ได้ถึงอะไรหลายอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็น

ก็รู้ตัวมาสักพัก รู้มานานก่อนที่ขุนพลจะจับจุดผมได้ด้วยซ้ำ...

ผมกำลังตกหลุมรัก

ไม่สิ... รักไปแล้วต่างหาก

ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือตอนไหน รู้ตัวอีกที คนที่ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้อย่างผมก็ตกหลุมรักเด็กดื้อจอมแสบคนนี้เข้าอย่างจัง 

เริ่มแรกอาจจะมาจากความรู้สึกสงสาร ถึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก แล้วต่อมาก็กลายเป็นความรู้สึกเอ็นดูเมื่อได้รู้จักตัวตนของเขา ก่อนความเอ็นดูจะกลายเป็นความสบายใจเวลาอยู่ด้วยกัน

สบายใจที่มีเขาอยู่ข้าง ๆ รู้สึกดีจนพัฒนาเป็นความรู้สึกชอบ...

ชีวิตผมมีพร้อมทุกอย่างแล้ว ผมไม่ได้ต้องการอะไรเพิ่ม แทบจะบอกได้ว่าชีวิตผมสมบูรณ์แบบ ขาดแค่คนรัก คู่ชีวิตที่ผมไม่เคยไขว่คว้า ไม่เคยขวนขวายใฝ่หา และผมไม่เคยเดือดร้อนกับการไม่มีใครข้างกายมานาน

กระทั่ง... เด็กคนนี้เดินเข้ามาในชีวิต ทิ้งตัวกระแทกลงพื้นถนนในคืนนั้น

แล้วตัวตนของเขาก็ค่อย ๆ ทลายกำแพงเข้ามาเติมเต็มสีสันให้หัวใจที่จืดชืดของผม

จากที่เคยคิดว่าการมีคนรักไม่ใช่เรื่องจำเป็น ไม่มีก็ไม่เห็นเดือดร้อน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อที่จะมีใครก็ได้ แต่พอเจานำพาความสบายใจพวกนั้นมาให้ ผมก็เริ่มเห็นความสำคัญของการมีใครสักคนข้างกาย คนที่อยู่ด้วยแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเองได้ 

คนที่จะเป็นอีกครึ่งของชีวิตเรา

ผมเริ่มคิดเรื่องคนรัก คู่ชีวิต และก็คิดว่าเจอคนคนนั้นแล้วล่ะครับ

เรื่องเพศไม่ใช่ประเด็นที่ผมใส่ใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเจาจะคิดเหมือนกันไหม

อย่างที่รู้กัน เจาเป็นผู้ชาย เคยมีแฟนเป็นผู้หญิง สำหรับตัวผมเอง อาจจะเคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมาบ้างในสมัยยังเรียนอยู่ และไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายที่ไหนมาก่อน 

แต่ผมก็ไม่ได้วอร์รี่ที่ตัวเองมาหลงรักเด็กผู้ชายเอาตอนนี้

แต่สำหรับเจา... ผมไม่มั่นใจว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้

ทั้งที่คิดว่าจะไม่รีบร้อน ไม่รวบรัด ไม่เอาความรู้สึกตัวเองมาทำลายตัวตนของเขา แต่ผมกลับห้ามตัวเองไม่ได้ ไม่ว่าจะด้วยบรรยากาศพาไป หรืออะไรแล้วแต่ หากสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็มาจากความต้องการของผม เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นเฉพาะเวลาอยู่กับเจาคนเดียว เราใกล้ชิดกันบ่อย ๆ และความรู้สึกผมก็เพิ่มขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ตัว

รู้ไหมครับ มีหลายครั้งผมแอบจูบขมับเขาตอนหลับอย่างฉวยโอกาส มันน่าอาย

และใช่ สุดท้ายผมก็อดใจไม่ไหว จูบเจาไปจริง ๆ จนได้

“ขุนพล เขาจะหนีฉันไปหรือเปล่า เจาน่ะ... จะหนีฉันไหม” ผมก้มหน้ามองมือที่ประสานกันบนโต๊ะ คิ้วยังขมวดมุ่นด้วยความตึงเครียด 

หลังจากเกิดเรื่อง เจาก็ตั้งใจหลบหน้าหลบตาอย่างเห็นได้ชัด

นั่นทำให้ผมยิ่งเครียด ยิ่งกังวลกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปเพราะไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ ผมกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้ กลัวว่าเขาจะโกรธ กลัวว่าเขาจะรังเกียจ ผมกลัวไปหมด 

อยากคุย อยากอธิบาย แต่ก็ไม่กล้าพุ่งชน...

ด้วยกลัวว่าถ้าพุ่งชนแล้ว เขาอาจจะยิ่งหนีหายไปจากสายตา

ให้ตายเถอะ

ทำไมผมถึงต้องมาเครียดกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ตอนอายุสามสิบด้วยนะ

“แล้วตอนที่แกจูบ... น้องเจามีปฏิกิริยายังไงบ้างวะ?”

“เขาตกใจ ตัวแข็งทื่อเลย” ผมบอก “ทำตาโตด้วย น่ารักมาก”

“โอ้โห เป็นเอามาก เสียอาการหมดแล้วเพื่อน ใจเย็นนะ ใจเย็น กลับเข้าเรื่องก่อน อย่าเพิ่งมาอวยความน่ารักของน้องเจาให้ฉันฟัง” ขุนพลเบ้ปาก “คือแล้วไงต่อ? น้องรีบผละออกจากแกเลยปะ ทำสีหน้าแบบรังเกียจไหม?”

“ไม่” ผมขมวดคิ้ว ส่ายหน้า “เขาไม่ได้ผลัก ไม่ได้ดิ้น ดูอึ้ง ๆ สายตาเขาไม่ได้มองมาแบบรังเกียจ”

“อึ้งเพราะตกใจอะเข้าใจได้ แต่เชื่อเหอะ ไม่มีผู้ชายที่ไม่ชอบเพศเดียวกันคนไหนจะยืนนิ่งให้ผู้ชายด้วยกันจูบนานเกินสิบหรืออาจจะห้าวิแน่ ๆ ป่านนี้แกโดนสวนหน้าแหกไปละ” ขุนพลพูดอย่างใจเย็น “แล้วหลังจากนั้น เป็นไงอีก?”

“เจาหน้าแดงเอาแต่ก้มหน้า ไม่มองฉันอีกเลย ฉันก็อึ้งกับการกระทำของตัวเองด้วยเลยไม่ทันได้พูดอะไร เจารีบเดินหนีออกไป ท่าทางลนลาน ฉันอยากจะตามไปคุยแต่คิดว่าอาจจะไม่เหมาะ พอเช้ามาก็โดนหลบหน้าเลย”

“แล้วแกคิดว่าน้องเจาชอบแกบ้างปะวะ”

“เขาชอบ เพราะฉันใจดี” เขายิ้มกว้างเหมือนเด็กทุกครั้งเวลาผมใจดีด้วย

“ไม่ดิวะ คือแกคิดว่าน้องเจาชอบแกแบบที่แกชอบน้องไหม?”

“ฉันไม่รู้...” 

เขาไม่ได้มีท่าทีอะไร ปกติเจาก็เข้าใกล้ตัวผมมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว เวลาผมแตะตัวเขา ลูบหัว เจาก็แค่ยิ้ม ถึงบางทีจะทำหน้าอึกอัก แต่ก็ไม่มีสีหน้าอึดอัดแบบรังเกียจให้เห็นนะ 

เขาก็ดูปลื้ม ๆ ผมมาตั้งแต่ที่ช่วยเขานั่นแหละ

ผมก็เลยดูไม่ออกว่าเจาชอบผมในแง่ไหนกันแน่

“แต่ฉันว่าน้องก็น่าจะชอบแก”

“รู้ได้ไง” ผมเงยหน้าสบตากับเพื่อนสนิท 

ขุนพลยกยิ้มแล้วยักคิ้วกวน ๆ นี่ขนาดผมอยู่กับเจาทุกวันยังดูไม่ออกเลย ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนดูง่ายมาก แต่พอเป็นเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าผมดูไม่ออกจริง ๆ หรือไม่กล้าดูอย่างตรงไปตรงมากันแน่

บางทีก็กลัวคำตอบถ้ามองเห็นความรู้สึกของเขาได้ชัดเจนเกินไป

ให้ตาย ทำไมในหัวผมถึงได้มีแต่ความย้อนแย้งเต็มไปหมดแบบนี้

“ก็อย่างที่บอก ถ้าน้องไม่รู้สึกอะไรกับแกสักนิดนะ ป่านนี้แกโดนต่อยไปละเว้ยไอ้คุณชาย”

“เจาอาจจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก”

“แต่แกบอกว่าน้องหน้าแดง”

“นั่นอาจจะแดงเพราะโกรธมาก ๆ ก็ได้”

“ยิ่งถ้าโกรธจนหน้าดำหน้าแดงก็ยิ่งต้องอัดแกให้น่วมเว้ย ไม่ใช่มายืนก้มหน้าหลบตา” ขุนพลกลอกตามองบน พ่นลมหายใจออกมาทางจมูกแรง ๆ เหมือนเหนื่อยใจ “ไอ้คุณชายเอ๊ย กับธุรกิจนี่อ่านเกมขาด มองคนทะลุตลอด แต่กับอีแค่ความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่อยู่กับแกทุกวัน ทำไมแกดูไม่ออกวะ”

“...” กลัวที่จะดูให้แน่ใจต่างหาก

“จากที่แกพูดมา ฉันว่าอาการเจานี่ก็ชัดมากแล้วนะ” 

ชัดในแง่ไหนล่ะ

“แต่เจาหลบหน้าฉันมาสามวันแล้วนะ”

“ที่น้องหลบหน้าเพราะทำตัวไม่ถูกไง จู่ ๆ แกก็ไปจูบเขาเฉย จูบทั้งที่แกก็ไม่เคยบอกความรู้สึกของตัวเองให้น้องรู้ แบบนั้นเป็นใครก็ต้องมีตั้งตัวไม่ทันบ้างไหม อาจจะหลบไปทำใจ หรือไม่ก็เขินจนไม่กล้ามองหน้าล่ะมั้ง”

จะใช่อย่างนั้นจริงเหรอ จะเป็นอย่างนั้นจริงไหม

“แล้วฉันควรทำยังไง” ผมถามออกมาเหมือนคนโง่

“บ๊ะ! ไอ้นี่ ทีเรื่องลงทุนธุรกิจล่ะเก่งนัก แต่ความรักเสือกไม่ได้เรื่อง!

“ก็ฉันเป็นนักธุรกิจ ไม่ไม่นักรัก ไม่อย่างนั้นจะเรียกนายมาปรึกษาทำไม”

“จ้า พ่อนักธุรกิจแถวหน้า ปากดีนี่ ฉันไม่จำเป็นแล้วมั้ง”

“นายจะให้ฉันทำยังไง” ไม่รู้จะมาทำขี้ใจน้อยอะไรตอนนี้ ไม่รู้เวล่ำเวลาเลย

“ถ้าอยากได้เขาก็มีแต่ต้องบอกความรู้สึกตัวเองให้เขารู้ไม่ใช่ไง?” ขุนพลยังถอนหายใจไม่เลิก เหมือนกำลังเจอความยุ่งยาก และก็ไม่ใช่ใครที่ไหน จากผมเอง “บอกน้องไปสิว่าแกคิดยังไงกับเขา แล้วก็ขอเป็นแฟนเลย”

“เร็วเกินไปไหม”

“แต่แกรู้ตัวว่ารักน้องมาเป็นเดือน ๆ แล้วไม่ใช่เรอะ นี่ยังมาฉวยโอกาสจูบน้องอีก อะไรคือเร็วไป ตอบ!” 

ผมว่าขุนพลกำลังอยากจะเข้ามาเขย่าคอผมแรง ๆ แล้วตอนนี้ 

“นี่มันช้าเกินไปด้วยซ้ำ ยิ่งรู้ใจตัวเองก็ยิ่งต้องรีบคว้าไว้สิวะ หรือแกอยากปล่อยให้หมาคาบไปแดก จะเอางี้ใช่ไหม เก็บความรู้สึกไว้ ให้แม่งค้างคาอยู่งี้แหละ เอางี้ไหม?”

“แต่เจาอาจจะไม่ได้คิดเหมือนกับฉันก็ได้” 

ผมไม่เคยต้องวุ่นวายเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ขนาดนี้มาก่อน ทำไมมันถึงยุ่งยากและน่าปวดหัวขนาดนี้เนี่ย ผมไม่เป็นตัวของตัวเองเลย เอาแต่กลัว เอาแต่กังวลถึงผลที่จะตามมาจนงุ่นง่าน

ถ้าเกิดผมบอกความรู้สึกตัวเองออกไปแล้วเจาปฏิเสธ ผมจะทำยังไง?

“แกเป็นนักธุรกิจ แกรู้อยู่แล้วเพื่อน”

“...”

“ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง”

“...” ใช่ ผมเป็นนักธุรกิจ ไม่เคยกลัวเรื่องลงทุน นั่นเพราะผมศึกษาอย่างรอบคอบทุกด้านก่อนการลงทุนเสมอ ผมป้องกันความเสี่ยงทุกรูปแบบ ต่อให้รู้ว่าความเสี่ยงยังมี แต่ผมก็ต้องมั่นใจก่อนว่าผมจะเลือกทางที่เสี่ยงน้อยที่สุด

แต่พอเป็นเรื่องของเจา... ผมกลับไม่มีความมั่นใจเอาเสียเลย

“ถามจริง กลัวไรของแกอยู่วะ”

“มันไม่ง่าย”

“เออ มันไม่ง่าย... มันไม่ง่ายเลยเว้ย สำหรับคนไม่เคยให้ความสำคัญกับความรักอย่างแกน่ะ ไม่ง่ายเลยที่แกจะได้เจอคนที่แกรู้สึกกับเขาได้มากขนาดนี้ ไอ้คุณชาย อย่าไปกลัวดิวะ ฉันเชื่อว่ามันต้องคุ้มค่าที่แกจะลองเสี่ยง”

“...”

“เสียอาการเพราะเด็กมันขนาดนี้ ก็ทำให้เด็กมันรู้ไปเลยดิว่ารักแค่ไหน”




TBC.

ลุยไปเลยค่ะคุณเท้พพพพพพพพพ

คุณขุนพลก็คือยุเก่ง ชงเก่งมาก

5555555555555555


หมายเหตุ*

ใครต้องการสั่งซื้อหนังสือคุณเทพ สั่งซื้อที่เว็บนี้ได้เลยนะคะ >> http://producty.lnwshop.com/p/25

หรือถ้าใครเป็นสายอีบุ๊ค ก็มาที่ Meb ได้เลยจ้า >> คลิกเพื่อซื้ออีบุ๊ค


"หึ เด็กดื้อเอ้ย"

Contact me:     Twitter: @noknsn     Facebook: noksinsn



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 315 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #298 Natthap1719 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 15:10
    ปย.สุดท้าบเเบบ อห.ท่านคุณคะะะวไยกวดข/บกง-//-
    #298
    0
  2. #292 pueng2u (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 22:32
    ลุยยยยย
    #292
    0
  3. #287 «PhuengAugust» (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 10:26
    เพื่อนช่วยขนาดนี้แล้ว ไปค่ะคุณเทพ สู้
    #287
    0
  4. #275 pcy921 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:23
    จีบไปเลยค่ะลุย
    #275
    0
  5. #261 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 23:13

    เออ! มันต้องงั้นดิ่! ตัวพ่อแนะนำเองมันจะไม่ได้ผลได้ไง?

    #261
    0
  6. #177 Xialyu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 21:13
    คุณเจคอปทำดีอิอิ
    #177
    0
  7. วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 15:00

    เชื่อขุนพลอ่ะดีแล้วคุณเทพ ลุยเลยยยยยย

    #161
    0
  8. #160 กิ้ก (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 12:52

    โโอ๊ยยยยใจบางงงง

    #160
    0
  9. #159 dang24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 14:57

    โห แย่แล้วคุณใจบางคนอ่าน

    #159
    0
  10. #158 Peony.n (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 10:36
    ไม่อยากเจอหน้า กลัวใจสั่นแน่เลยย
    #158
    0
  11. วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 09:19

    น้องหลบเพราะไม่ได้รังเกียจหรอกคุรเทพ น้องแค่ตั้งตัวไม่ถูก เชื่อจิ

    #157
    0
  12. #156 ยูกิอนนะ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 00:20
    อยากเปิดพจนานุกรมแล้วโยนคำว่า "เขิน" ใส่หน้าคุณชาย
    #156
    0
  13. #155 Nun7036 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 23:56
    คุณเทพพพพพพพพพพพพพพพ คุณเทพคุยกับเจาก่อน แงงงง้
    #155
    0
  14. #154 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 21:58
    คุณเทพคะ มั่นใจตัวเองหน่อยเด้ออ หน่องเจาเค้าเขินจนตัวม้วนแล้ว ฮื้ออ
    #154
    0
  15. #153 Punches_099 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 21:34
    ม้ายยยยคุณเทพพพพพพพ น้องเจาชอบเชื่อสิ แต่แค่น้องเจายังไม่แน่ใจเฉยๆๆๆๆ
    #153
    0
  16. #152 Punches_099 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 / 22:33
    เอาไปเลยยย เอาหนูไปเลยยยย
    #152
    0
  17. #151 Peony.n (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 12:59
    บ้านใครไม่มีคุณเทพก็เศร้าๆหน่อยเนอะ หึยอิดสาได้มะ 5555
    #151
    0
  18. วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 09:44

    ขยันอ่อยขนาดนี้ระวังนุ้งเจาหัวใจวายเอานะคุณเทพ

    #150
    0
  19. #149 Nun7036 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 00:03
    อยากมีคุณเทพมาตั้งบูชาไว้ที่บ้าน โอ้โหพ่อคุณบุญทุ่ม นี่ว่าคุณเทพกะรู้ใจตัวเองแล้วแหละ ขายอ้อยเก่งละเกิ๊น แล้วนั่นอะไร แอบหอมหัวน้องเจาหรอ ใช่ไม่ใช่!!
    #149
    1
    • #149-1 `•to be or not to be?(จากตอนที่ 16)
      29 กรกฎาคม 2562 / 00:13
      ใช่! 555555
      #149-1
  20. #148 Black-color (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 20:57
    คุณเทพใจเย็นก่อนนะ
    #148
    0
  21. #147 jomjai2265 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 20:52
    ป๋าเทพสายเปย์555
    #147
    0
  22. #146 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 20:47
    เจายังหายใจอยู่มั้ย 55555
    #146
    0
  23. #145 Poyid (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 20:38

    คุณเทพ แรงมากพ่ออ

    #145
    0