{END} Crash Love กระแทกรัก |【ตีพิมพ์กับ Product Y】

ตอนที่ 10 : กระแทกรัก : Chapter 9 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,080
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 313 ครั้ง
    7 ส.ค. 62

{ Y a o i / B o y' s L o v e }


ติดแฮชแท็ก #คุณเทพไอ้เจา

Chapter 9



“เฮ้อ...”

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งจัด 

ตอนนี้กำลังรดน้ำกล้วยไม้อยู่ที่สวนกล้วยไม้ในบ้านของคุณเทพตามปกติ พอดีวันนี้มีอะไรให้คนไม่ชอบใช้สมองคิดเรื่องยุ่งยากอย่างผมคิดนิดหน่อย

ไม่ดิ ที่จริงผมก็เอาแต่คิดเรื่องนี้วนไปวนมาสองสามวันแล้ว

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แล้วผมก็ไม่ถูกโรคกับเรื่องที่ต้องใช้สมองเยอะเท่าไหร่ด้วย

“เซ็งว่ะ เฮ้ออออ”

บางทีกูก็ไม่ควรเก็บมาคิดแต่แรกเลยปะวะ 

แม่ง ทั้งที่ก็ไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้มาสองสามปีแล้ว ตั้งแต่ออกจากบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ แต่พอมีอะไรมากระตุ้น สมองที่มีอยู่น้อยนิดก็เสือกคิดเยอะจนตัวเองนอยด์แดก

ผมยกมือขยี้หัวตัวเองแรง ๆ ระบายความเครียด กำลังจะถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่

ทว่า...

“เป็นอะไร?”

ฮะ เฮือก!

จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู ทำให้ผมสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ

“เฮ้ยยย” พลันหันไปมองตามเสียงโดยอัตโนมัติ 

ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงกระซิบเมื่อครู่มายืนซ้อนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ พอหันกลับไปแบบไม่ทันระวัง แก้มผมก็กระแทกกับปากคนตัวโตที่ยังโน้มตัวค้างอยู่ในท่ากระซิบ

กึก!

ทั้งผมทั้งคนข้างหลังชะงักไปหนึ่งวิฯ

“...” ผมตาโตอย่างตกใจ รู้สึกได้ถึงลมหายใจกรุ่นที่เป่ารดแก้มจนไรขนอ่อนลุกเกรียวทั้งร่าง พลันผงะไปด้านหลังตามสัญชาตญาณจนเกือบหงายหลังกระแทกชั้นกล้วยไม้เพราะทรงตัวไม่อยู่

แต่ก็แค่เกือบ

หมับ...

“คะ คุณเทพ!” ผมเรียกชื่อเจ้าของอ้อมกอดหน้าตาตื่น

“เกือบไปแล้วนะเจา” 

ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้คุณเทพตวัดแขนรั้งเอวผมแล้วดึงกลับไปชิดนะมึงเอ๊ย มีหวังผมได้ล้มหัวฟาดชั้นตายห่า แถมยังพังกล้วยไม้ที่คุณเทพรักอีกต่างหาก

ผมถอนหายใจพลางยกมือลูบอกตัวเอง ขวัญหนีดีฟ่อหมด 

และเมื่อตั้งสติได้ผมก็นิ่วหน้า รู้สึกว่าท่าที่ยืนอยู่กับคุณเทพตอนนี้มันประหลาดไปหน่อย เหมือนผมยืนให้คุณเทพกอดยังไงไม่รู้

ไม่ ไม่เหมือนดิ...

ก็ตอนนี้คุณเทพกำลังกอดเอวผมอยู่เลยนี่หว่า!

“เอ่อ คุณเทพ คือผมไม่ล้มแล้ว”

“...” แขนแกร่งคลายออกจากเอวอย่างไม่รีบร้อน แต่ก็ให้ผมเป็นอิสระตามคำขอ

คุณเทพไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรมากกว่าปกติ เขาแค่ถอยออกไปยืนห่างหนึ่งก้าว ยกมือเกาจมูกตัวเองด้วยหน้านิ่ง ๆ 

แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าความอุ่นร้อนจากกอดเมื่อกี้ยังไม่หายไปไหน แถมตรงแก้มข้างที่ชนกับปากคุณเทพก็ยังรู้สึกอุ่น ๆ ก่อนมันจะกลายเป็นความร้อนจัด และความร้อนนั้นก็กำลังลามไปทั่วหน้าผมอย่างห้ามไม่ได้

หนำซ้ำ หัวใจผมเต้นแปลก ๆ ด้วยอะตอนนี้

เต้นแรงจนเจ็บอกเลยว่ะ

“เอ่อ...” ผมยกมือเกาหัวอย่างงุ่นง่าน 

อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ดันคิดคำพูดไม่ออก คุณเทพยืนมองผมเงียบ ๆ แต่ผมไม่ได้เงยหน้ามองคุณเทพเลยตอนนี้ 

คือไม่รู้กูเป็นบ้าอะไรถึงรู้สึกว่าตัวเองมองหน้าคุณเทพไม่ได้

“เจา เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

“มะ ไม่ ๆ ไม่เจ็บ” ผมโบกมือไปมา รู้สึกมือไม้มันเกะกะเงอะงะชอบกล ก่อนจะดึงสติเงยหน้ามองคุณเทพ อา... หยุดสายตามองแค่กระดุมเสื้อดีกว่า มองหน้าไม่ไหวอะ “แล้วทำไมคุณเทพมาเงียบ ๆ ผมตกใจหมด”

นี่กะเอาคืนที่ถูกผมแกล้งคราวนั้นปะ ถ้าใช่ บอกเลยว่าสำเร็จ

คุณเทพทำไอ้เจาหัวใจจะวายอยู่แล้ว!

“ฉันเรียกตั้งแต่หน้าประตูแล้ว เธอนั่นแหละ เป็นอะไร ยืนเหม่อเชียว”

“อ้าว เหรอ” ผมยิ้มแห้ง “ผมไม่ได้ยินอะ ขอโทษครับ”

“อืม ฉันก็ขอโทษที่ทำให้ตกใจ ไม่คิดว่าเธอจะตกใจขนาดนั้น”

“...”

“ตกลงเป็นอะไร ถอนหายใจดังไปถึงหน้าประตู เครียดอะไรหรือเปล่า?”

“ก็ไม่เชิงอะ...” ส่ายหน้าพลางถอนหายใจออกมาอีก “ผมเซ็ง ๆ นิดหน่อย”

“เห็นกบบอกว่าช่วงนี้เธอดูไม่ค่อยร่าเริง หรือว่าปวดท้องอีกแล้ว?”

“เปล่า ๆ ผมไม่ปวดแล้ว แหม ก็คุณเทพเล่นคุมเรื่องอาหารผมเข้มขนาดนั้น ท้องผมคงกล้าปวดอีกหรอก กินข้าวตรงเวลาครบสามมื้อ แถมกินเยอะจนรู้สึกว่าน้ำหนักจะขึ้นด้วย เหมือนผมโดนขุนยังไงไม่รู้”

คุณเทพสั่งให้กินข้าวครบทุกมื้อและตรงเวลา ทานยาตามที่หมอสั่ง

ที่สำคัญ! ห้ามดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลมอย่างเด็ดขาด

โรคกระเพาะกำเริบผ่านมาเป็นอาทิตย์ละ วันที่ออกจากโรงพยาบาล กลับมาถึงบ้าน ป้าศรี พี่กบ ลุงสุชาติก็ดูตกอกตกใจกันใหญ่ เพราะคุณเทพโทรบอกว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนผมจะออกจากโรงพยาบาล ส่วนค่ารักษา เอาเป็นว่าไม่ต้องพูดถึงแล้วกัน 

คุณเทพจ่ายไปแล้ว ผมเลยไม่อยากจะโอดครวญกับค่าเสียหายให้คุณเทพรำคาญใจ

พอทุกคนรู้ว่าไอ้เจาปวดท้องโรคกระเพาะกำเริบเพราะแดกเหล้า บอกเลยว่าไม่มีใครโอ๋สักคน พูดแล้วน้ำตาจะไหล โดยเฉพาะป้าศรี คนนี้น่ะ ดุผมชุดใหญ่พอกับหมอหน้าโหดที่โรงพยาบาลเลยเถอะ

มีแต่คนดุจนสำนึกผิดแทบไม่ทันแล้วเนี่ย!

แต่เข้าใจได้แหละ ที่ทุกคนดุก็เพราะเป็นห่วง

“ก็ไม่เห็นจะอ้วนตรงไหน ผอมจนเอวบางไปหมดแล้ว” 

หน้าผมร้อนวูบตอนคุณเทพพูด คือถ้าพูดอย่างเดียวจะไม่อะไรเลย แต่พูดแล้วลากสายตามองเอวผมสำทับด้วยนี่สิ พานให้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าขึ้นมาไง

แล้วที่คุณเทพรู้ก็เพราะเขาเพิ่งกอดเอวผมเมื่อกี้เถอะ!

“บางที่ไหนคุณเทพ แบบผม เขาเรียกมีกล้าม หุ่นดี”

“มีแต่ก้าง” คนตัวโตส่ายหน้า ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบแก้มผม “แต่ก็ดูมีแก้มกว่าเดิมนะ”

ไอ้เจายืนตัวแข็งไปแล้ว ตอนคุณเทพใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้บีบ ๆ แก้มผมสำทับคำพูด ซึ่งแก้มกูเสือกเด้งรับนิ้วคุณเทพดีเหลือเกิน 

เออว่ะ เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าผมเริ่มจะมีแก้ม ตอนแรกแก้มกูไม่เด้งแบบนี้นี่หว่า

เชี่ยยย โดนขุนจนอ้วนจริง ๆ ด้วย!

“โหยยย เป็นผู้ชายแก้มย้วยก็ไม่เท่ดิ” 

สงสัยหลังจากนี้ไอ้เจาคงต้องลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ทว่าดูเหมือนอีกคนจะไม่ได้คิดแบบเดียวกับผม เพราะคุณเทพดันพูดประโยคสั้น ๆ แต่สั่นหัวใจไอ้เจาฉิบหายออกมา

“ไม่เท่ แต่น่ารักดี”

“ไม่ดีดิ ผมไม่ชอบ”

“ฉันชอบ”

!!!

“...” ผมกะพริบตาปริบ ๆ คุณเทพไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากกว่าเดิม เขาก็พูดด้วยท่าทางและน้ำเสียงตามปกติ เป็นธรรมชาติ 

แบบนี้อีกแล้ว... 

คุณเทพควรจะเลิกพูดจาแบบนี้เรี่ยราดอย่างจริงจังได้แล้วนะ

เพราะมันจะทำให้คนฟังคิดไปไกล

“แล้วตกลงจะบอกได้หรือยังว่าเธอไม่สบายใจเรื่องอะไรอยู่” 

คุณเทพวกกลับมาถามเรื่องที่ยังไม่ได้คำตอบ ทำให้บรรยากาศแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในใจเมื่อครู่คลายลง 

“เจา รู้ใช่ไหมว่าเธอปรึกษาฉันได้ ทุกเรื่องเลย”

“...” ผมเม้มปากเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

“...” คุณเทพก็ไม่ได้กดดันหรือเร่งเร้า

เขายืนรออย่างใจเย็น มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง 

คุณเทพเป็นแบบนี้เสมอ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก คุณเทพยังเป็นคนใจดีของไอ้เจาไม่เปลี่ยน เพราะความใจดีที่ถูกหยิบยื่นมาให้ ทำให้ผมเริ่มผ่อนลมหายใจและปล่อยปาก

ก่อนจะเริ่มพูดสิ่งที่อยู่ในหัวมาตลอดหลายวัน

“เมื่อหลายวันก่อน ผมบังเอิญเจอเพื่อนเก่าตอนไปจ่ายตลาดให้ป้าศรี”

“...”

“มันเป็นเพื่อนที่เรียนมอต้นกับปวช. มาด้วยกันอะคุณเทพ ผมไม่ได้ติดต่อมันเลยตั้งแต่เรียนจบจนมาอยู่กรุงเทพฯ ผมกับมันเคยสนิทกันมากเพราะเรียนด้วยกันหลายปี แก๊งผมเป็นเด็กหลังห้อง เรียนอ่อน แล้วก็เกเร พากันโดดเรียนบ่อย ๆ จนเกือบจะเรียนไม่จบ ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันเข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ วันนั้นผมเห็นมันใส่ชุดนักศึกษาดูเป็นคนละคนกับสมัยก่อนมาก ทั้งที่เมื่อก่อนมันก็เรียนแย่ไม่แพ้ผม แต่ตอนนี้มันบอกว่ากำลังเรียนปีสุดท้ายใกล้จะจบแล้ว”

“...”

“พอได้ยินแบบนั้น ได้เห็นมันในตอนนี้ ใจหนึ่งผมก็ดีใจกับมันนะ แต่อีกใจผมกลับรู้สึกเศร้ายังไงไม่รู้” ผมแค่นยิ้ม กลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ 

ผมคิดเรื่องพวกนี้คนเดียวจนอึดอัด เหมือนมีหินก้อนใหญ่กดทับอกตลอดเวลา

“...”

“มันเล่าเรื่องที่มหาลัยให้ผมฟัง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรม เรื่องเพื่อน หลาย ๆ อย่าง ดูสนุกมากเลยคุณเทพ ผมยังตื่นเต้นไปด้วย พอฟังมันพูดแล้วก็ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง... อดเปรียบเทียบตัวผมกับมันไม่ได้ ตอนนี้ตัวผมเป็นยังไง แล้วเพื่อนเป็นยังไง มันเรียนต่อและกำลังจะเรียนจบ มันชวนผมไปงานรับปริญญา บอกว่าพ่อแม่มันก็จะมาเหมือนกัน มันกำลังจะก้าวหน้า ในขณะที่ผมไม่ยอมเรียน ชีวิตยังย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม”

บางทีที่เฟิร์นพูดใส่หน้าผมตอนนั้นก็ไม่ผิด

ไอ้เจาก็แค่คนห่วยแตกที่ชีวิตไม่พัฒนาไปไหน หาความเจริญก้าวหน้าไม่ได้ ผมไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เพราะไม่ได้ใส่ใจ ผมก็แค่ทำงาน มีเงินเดือน ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย 

แต่พอเห็นเพื่อนที่เคยเกเรมาด้วยกันกำลังจะได้ดี

... ผมรู้สึกเศร้า

มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และผมไม่สามารถห้ามความคิดตัวเองได้

บางครั้งผมก็หายใจไม่ออก ผมไม่ชอบความเครียด ไม่ชอบคิดเรื่องยุ่งยาก

และผมไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองคิดตอนนี้เลย

“...”

“คุณเทพรู้ไหม พ่อกับแม่อยากให้ผมเรียนสูง ๆ บ้านผมไม่ได้รวยเลย พ่อแม่ทำนา แต่เป็นหนี้ ไม่ค่อยมีเงิน ผมก็ยิ่งไม่อยากเรียน รู้ว่าตัวเองโง่ ไม่อยากให้พ่อแม่มาเสียเงินส่งควายอย่างผมเรียนหรอก แต่พ่อขายบุญสมให้โรงฆ่าสัตว์เพื่อจะเอาเงินมาส่งผมเรียนต่อ ผมโกรธพ่อ เราทะเลาะกัน แล้วผมก็เลือกหนีมาหางานทำที่นี่กับแฟน ตอนนั้นผมคิดว่าไม่ต้องเรียนก็ได้ แค่หางานทำมีเงิน ไม่เห็นเดือดร้อน ผมส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ได้ ถึงมันจะไม่ได้เยอะอะไร แต่ผมก็อยากให้เขาสบาย อยากให้เห็นว่าผมหาเงินได้นะ ไม่ต้องเสียเงินมาส่งคนโง่ ๆ อยากผมเรียนให้เสียเงินเสียเวลาหรอก”

“...” 

คุณเทพยังเป็นผู้ฟังที่ดี เขายืนฟังผมระบายออกมาเงียบ ๆ

“ผมก็คิดนะ ถ้าตอนนั้นผมเลือกเรียนต่อ ตอนนี้ผมก็คงเรียนปีสุดท้ายใกล้จะจบปริญญาเหมือนกัน” กระบอกตาของผมเริ่มร้อนผ่าว ปลายจมูกเริ่มแสบร้อน ตาพร่าเพราะน้ำตาคลอเต็มหน่วยตา 

ผมเงยหน้าขึ้นเพื่อไล่น้ำตา กัดปากแน่นเพราะรู้สึกว่าริมฝีปากตัวเองกำลังสั่น เหมือนมือที่ต้องกำหมัดไว้แน่น

“...”

ผมไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้

ไม่ชอบเลย...

“ยิ่งมองตัวเอง ผมก็ยิ่งเศร้า ผมไม่มีอะไรเลย ทั้งที่เพื่อนไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว แต่ตอนนั้นผมกลับเลือกผู้หญิง เอาแต่คิดว่าความคิดตัวเองถูก ผมดื้อ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่ตอนนั้นผมอายุแค่สิบแปด”

“...”

“ผมเห็นแต่ความคิดตัวเอง เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองถูกใจ แต่มองไม่ออกว่าอะไรถูกต้อง ผมไม่เคยวางแผนชีวิต ไม่เคยคิดถึงอนาคต ผมใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อนที่เคยเกเรมาด้วยกันกำลังจะก้าวหน้าในชีวิต แต่ผมไม่มีอะไรสักอย่าง”

“...”

“ผมไม่มีเป้าหมาย ผมไม่มีความฝัน ไม่มีแม้แต่ความภูมิใจในตัวเองด้วยซ้ำ” นั่นยิ่งทำให้ผมเศร้า ไม่ว่าจะในอดีตหรือตอนนี้ ผมก็ยังหาความภูมิใจไม่เจอ ทั้งต่อตัวเองและพ่อแม่ “ผมเสียใจ คุณเทพ ผมเสียใจ อึก...”

“...”

“ผมเสียใจที่วันนั้นผมตัดสินใจผิดพลาด”

ถ้ามึงคิดว่าดี อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน

พ่อเคยพูดกับผมเอาไว้ และตอนนี้ผมรู้ซึ้งถึงคำว่าเสียใจทีหลังเป็นอย่างดี

แหมะ...

น้ำตาหยดแรกร่วงลงจากหน่วยตา ก่อนที่มันจะไหลออกมาราวเขื่อนแตก ความอึดอัดที่กดทับอยู่ในอกหลายวันถูกปล่อยออกมา 

ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อาย เพราะผมทนความรู้สึกและความคิดตัวเองไม่ไหว ผมเก็บมันไว้คนเดียวมาตลอด พอมีคนรับฟังสิ่งที่ผมคิด ก็เหมือนความเครียดถูกระบายออกมาจนหมด

แล้วผมก็ร้องเพราะรู้สึกเสียใจ เสียใจกับหลายอย่างที่ทำลงไป...

โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว

“ไม่เป็นไร เจา ไม่เป็นไร” 

คุณเทพดึงผมที่ยืนก้มหน้าร้องไห้เข้าไปกอด ตัวผมแทบจมอยู่ในอกของเขา คุณเทพลูบหัวผม แล้วกระซิบปลอบชิดขมับ 

“อึดอัดมากใช่ไหม ไม่เป็นไรเลย ร้องออกมาเถอะ ร้องออกมาให้หมด”

“อึก! ฮือออ”


 

แม่ง กูขี้แยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?

รู้สึกว่าพออยู่กับคุณเทพแล้วผมกลายเป็นคนขี้แยยังไงไม่รู้

เอะอะร้อง ๆ ร้องไห้จนขอบตาบวมช้ำไปหมด กว่าจะหยุดร้องก็เกือบสิบนาที คุณเทพยืนปลอบจนตะคริวแทบแดก แถมพอหยุดร้อง กูยังต้องมาอายย้อนหลังเพราะสะเออะยืนให้คุณเทพกอดปลอบอยู่ตั้งนานสองนาน

ตอนนี้ไม่รู้จะเครียดเรื่องอนาคตดี หรือเรื่องที่ใจเสือกเต้นแรงกับเจ้านายดี

โอ๊ยยย อย่ามีเรื่องให้คิดเยอะได้ปะ ไอ้เจาไม่ถนัดใช้สมองว้อย!

“เป็นไง โอเคขึ้นบ้างหรือยัง?”

“ครับ” ตอบเสียงอ้อมแอ้ม พลางยกแก้วโกโก้ร้อนขึ้นมาจิบแก้เก้อ

ตอนนี้ผมกับคุณเทพยังอยู่ในห้องสวนกล้วยไม้ นั่งหันหน้าเข้าหากันอยู่ที่โต๊ะกลม ตอนพี่กบเอาชาร้อนมาเสิร์ฟ พอเห็นหน้าตาดูไม่ได้ของผมก็ตกอกตกใจ แต่ไม่ทันได้ถามอะไร คุณเทพก็วานให้เอาโกโก้ร้อนมาให้ผม ดูเหมือนคุณเทพมีเรื่องอยากจะคุยกับผมต่อ 

ก็เดาไว้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ผมเพิ่งระบายออกไปให้คุณเทพฟังนั่นแหละ

“เธออยากจะคุยเรื่องเมื่อกี้หน่อยไหม?”

“แล้วคุณเทพอยากคุยอะไร” ผมช้อนตามองคนที่นั่งตรงข้าม

“อันที่จริง ฉันเองก็อยากจะถามเธอเรื่องนี้มาสักพักแล้วเหมือนกันนะ”

“...”

“เจา เธออยากเรียนต่อหรือเปล่า?”

“...” ผมชะงักปลายนิ้วที่กำลังถูขอบแก้วโกโก้ร้อนไปมาเพราะประหม่า 

คราวนี้เงยหน้ามองคนพูดเต็มสองตา คุณเทพเองก็ไม่ได้หลบตาไปไหน เขามองมาอย่างรอคำตอบแบบไม่ได้กดดันกันเหมือนทุกที

“...”

“ผม ผมไม่รู้” ผมพึมพำบอกอย่างไม่มั่นใจ ไม่เคยคิดเรื่องเรียนต่อมาก่อนด้วยซ้ำ “คือผมโง่ไงคุณเทพ เรียนไม่ได้เรื่องเลย กว่าจะจบปวช. มาได้ก็แทบกราบอาจารย์อยู่แล้ว ผมก็เลย... คิดว่าตัวเองคงเรียนไม่ไหวหรอก”

“ที่คิดว่าทำไม่ได้ ไม่ไหว เพราะยังไม่ได้ลองพยายามทำให้เต็มที่หรือเปล่า?”

“...”

“เจา ลองถามตัวเองดูว่าตอนนั้นเธอตั้งใจมากพอหรือยัง”

“...”

“เธอบอกเองว่าตอนเรียนน่ะเกเร ชอบโดดเรียน ที่เรียนไม่รู้เรื่องอาจจะไม่ใช่เพราะหัวไม่ดี แต่เธอเกเรเกินไป ต่อให้เป็นคนหัวดี แต่ถ้าไม่ขยัน ไม่ใส่ใจ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ต้องไม่ได้ดีเลิศอยู่แล้ว” 

ผมเม้มปาก คิดตามคำพูดของคุณเทพ 

“ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจหรอก เริ่มแรกอาจจะยาก แต่เชื่อเถอะ ความพยายามจะไม่ทรยศเธอ”

“...”

“ฉันเชื่อว่าเธอทำได้” คุณเทพพูดทั้งรอยยิ้มอบอุ่น มองผมอย่างให้กำลังใจและเชื่อมั่น 

เป็นความเชื่อที่แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

ผมไม่มั่นใจ ไม่คิดว่าการเรียนต่อมันดีจริงไหม ไม่รู้ว่าตัวเองจะไหวหรือเปล่า

แต่ก็อาจจะจริงอย่างที่คุณเทพบอก...

ที่ผ่านมาผมเกเรเป็นส่วนใหญ่ เวลาอยู่ในห้องก็ไม่ตั้งใจเรียน เพราะไม่ตั้งใจถึงเรียนไม่รู้เรื่อง พอไม่รู้เรื่องการเรียนมันก็น่าเบื่อ ผมโดดเรียนเป็นกิจวัตร ทั้งหมดอาจไม่ใช่เพราะหัวไม่ไป แต่เพราะผมขี้เกียจมากกว่า

นั่นสิ ที่ผ่านมาผมไม่เคยพยายามทำอะไรให้ดีขึ้นเลยนั่นแหละ

ผมปล่อยให้ตัวเองเหลวไหล ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนโง่ เพราะผมไม่ตั้งใจทำให้ดีเอง

“คุณเทพคิดว่าอย่างผม... จะทำได้จริงเหรอ?”

“ฉันเชื่อ” เขาบอกด้วยโทนเสียงน่าฟัง “และฉันก็อยากให้เธอเชื่อมั่นในตัวเองด้วย”

“ผมไม่รู้ ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากเรียนไหม” หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ผมรู้สึกอึดอัดอีกแล้ว อึดอัดกับความคิดตัวเอง “หรือจริง ๆ ผมก็แค่อิจฉาที่เห็นเพื่อนประสบความสำเร็จกว่าตัวเองกันแน่”

“รู้ไหมเจา ความอิจฉาจะไม่น่ากลัวเลย ถ้าเธอหยิบเอาความรู้สึกไม่ดีนั้นมาผลักดันตัวเองให้ดีขึ้น และไม่ใช้มันไปทำร้ายความรู้สึกคนอื่น เธอเลือกได้ว่าจะใช้สิ่งที่เธอเรียกว่า ความอิจฉาเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตให้ไปทางไหน”

“...”

“ไม่เป็นไร ค่อย ๆ คิด” 

เจ้าของโทนเสียงน่าฟังแตะปลายนิ้วโป้งลงระหว่างคิ้วผม คลึงเบา ๆ จนคลายออก ก่อนจะลากลงมาตามกรอบหน้า หยุดลงตรงมุมปาก ไล้เบา ๆ เช็ดคราบโกโก้เหนือริมฝีปากให้อย่างเบามือ 

“เธอตัดสินใจได้เมื่อไหร่แล้วเรามาคุยกันนะ เธอจะเรียนหรือไม่เรียน ฉันก็จะเคารพการตัดสินใจของเธอ โอเคไหม?”

“อะ อื้อ!” ผมยิ้ม เผลอเลียริมฝีปากหลังจากคุณเทพดึงมือกลับไปแล้ว รู้สึกเหมือนเลือดร้อนในร่างกายกำลังไหลมารวมอยู่บนหน้าเป็นจุดเดียว 

ทำไมช่วงนี้คุณเทพขยันเล่นกับใจไอ้เจาจังว้า 

“ขอบคุณนะ คุณเทพ”

“ครับ” คุณเทพตอบรับคำเดียวสั้น ๆ มุมปากของเขายกยิ้มนิด ๆ ดูแตกต่างจากตอนยิ้มใจดี 

ผมไม่รู้ว่าการยิ้มแบบนี้คุณเทพกำลังคิดอะไรอยู่ แต่มันทำให้ผมใจสั่น ทั้งที่มันไม่ควรจะสั่นกับผู้ชายด้วยกันขนาดนี้

พลันบรรยากาศระหว่างผมกับคุณเทพก็แปลกยิ่งกว่าเดิมไปอีก

ไม่ได้ จะปล่อยให้เป็นงี้ไม่ได้

“เฮ้อออ ไอ้เจานี่โชคดีจังเนอะที่มีคุณเทพอยู่ตรงนี้ โคตรดีเล้ยยยยยย” 

ผมพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงกว่าปกติ พยายามจะทำให้บรรยากาศชวนใจเต้นนั้นหายไปด้วยเสียงร่าเริงของตัวเอง

แต่คุณเทพกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาซะเลย

“ถ้าดีก็อยู่ด้วยกันตรงนี้ อย่าไปไหน”

“...”

“ฉันก็อยากให้อยู่ด้วยกันนาน ๆ เหมือนกัน”

ตูมมมม! ใจแตกไปเลยจ้า

 



หลังจากนั่งคิด นอนคิด ตะแคงคิด จนเกือบจะได้ตีลังกาคิดมาหลายวัน

ผมก็ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ...

ครับ ไอ้เจาจะกลับไปเรียนอีกครั้ง!

มาถึงวันนี้ ผมรู้แล้วว่าตัวเองในอดีตเคยติดสินใจผิดพลาดหลายเรื่อง พอมองย้อนกลับไปก็เห็นว่าผมพลาดอะไรไปบ้าง ผมดื้อกับพ่อแม่ ไม่ยอมเรียนต่อ และพลาดมากที่ตัดสินใจทิ้งครอบครัวเพื่อมาอยู่กับแฟน ผู้หญิงที่ผมเคยคิดว่าเขาเป็นทุกอย่าง เป็นคนที่ทำให้ผมยอมทิ้งพ่อแม่ ยอมเป็นลูกอกตัญญู แค่เพราะผมรักเธอ หลงเธอจนหน้ามืดตามัว

และเธอก็ยังเป็นคนแรกที่สอนให้รู้จักว่าการ เสียใจทีหลัง เป็นยังไง

ผมรู้นะว่าตัวเองเป็นลูกที่แย่ของพ่อแม่แค่ไหน ทำตัวแย่ ๆ อะไรลงไปบ้าง ดังนั้นเมื่อคิดได้ เมื่อมีโอกาส ผมก็อยากลองพยายามดูสักครั้ง 

อยากแก้ไขในสิ่งที่ทำพลาดไป และอยากมีความภูมิใจในตัวเองมากกว่านี้

ที่สำคัญ... ผมอยากให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวผม

คุณเทพไม่ใช่คนแรกที่ผมบอกเรื่องนี้ ผมเลือกโทรหาแม่เป็นคนแรก เราไม่ได้คุยกันนานมาก ผมไม่ค่อยติดต่อพ่อกับแม่ โอนเงินให้อย่างเดียว 

ยิ่งกับพ่อ... ผมยังไม่เคยคุยสักครั้งด้วยซ้ำ 

ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯกับเฟิร์นนั่นแหละ ผมกับพ่อทะเลาะกันถึงขั้นจะตัดพ่อตัดลูก ไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนโทรไปหา แต่ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกผิด

ที่จริงก็ต้องยอมรับ มันเหมือนที่เขาว่ากันว่า...

ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา

หลังจากบ้านมากรุงเทพฯกับเฟิร์น ผมยังคิดว่าตัวเองทำถูก คิดว่าพ่อไม่เข้าใจเลย ทำไมต้องบังคับ ทำไมต้องทำให้ตัวเองลำบาก ทั้งที่ไม่มีเงินส่งผมเรียน ผมก็เลยไม่อยากเรียนให้นี่ไง ยิ่งพ่อขายบุญสมเพื่อจะเอาเงินมาส่งผมเรียน นั่นยิ่งทำให้ผมโกรธจนต่อต้านพ่อหนักกว่าเดิม ผมยังเอาแต่อารมณ์และความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่

กระทั่งในวันที่ผมรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกมันไม่ได้ดีอย่างที่หวัง

ผมคิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีหน้ากลับไปหาพวกเขาหรอก ผมทำอะไรไว้บ้าง ผมจำได้ดี และผมก็คิดว่าพ่อคงไม่มีวันให้อภัย ในเมื่อเขาจะตัดผมตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจมาที่นี่ ไม่อย่างนั้นวันที่เกิดเรื่องแย่ ๆ ผมคงไม่เกิดอารมณ์ชั่ววูบที่คิดอยากจะตาย เพราะคิดว่าตัวเองไม่เหลือใคร คิดว่าพ่อคงเกลียดลูกเนรคุณอย่างผมไปแล้ว

ตอนนี้ผมรู้สึกผิดมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดตัวเอง

รู้สึกผิดที่ดื้อกับเขา รู้สึกเกลียดตัวเองที่แม้แต่คำว่า ขอโทษก็ยังไม่กล้าพูด

ทว่าผมก็ติดต่อแม่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็เรียกว่านับครั้งได้ตลอดสามปีมานี้

พอโทรไปหาวันนี้ เสียงแม่ดูตกใจมาก และยิ่งตกใจใหญ่ตอนผมบอกว่า ผมกำลังจะกลับไปเรียนต่อ แม่เงียบ แล้วก็เริ่มร้องไห้ แม่อวยพรผม บอกให้ผมตั้งใจเรียนจะได้มีความรู้ไว้เลี้ยงตัว เพราะพ่อแม่ไม่มีสมบัติอะไรจะให้นอกจากสนับสนุนให้ผมเรียนหนังสือ อย่างน้อยความรู้มันก็จะติดตัวผมไปจนตาย แม่พูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

แล้วผมก็ร้องไห้ออกมาจนได้...

วินาทีนั้น มีความคิดหลากหลายพรั่งพรูเข้ามาในหัว

“ฮึก... อีแม่ ข่อยขอโทษ (แม่ ผมขอโทษ)”

[...]

“ขอโทษ ฮือออ ข่อยขอโทษ”

ที่จริงมีหลายอย่างอยากจะพูด อยากจะบอก หากแต่ทุกอย่างกลับจุกเป็นก้อนสะอื้นอยู่ในลำคอ กดทับเส้นเสียงจนผมไม่สามารถเรียบเรียงประโยคออกมาได้อีก ผมเอาแต่ร้องไห้ ปากก็พึมพำขอโทษแม่ซ้ำ ๆ

ผมอยากขอโทษสำหรับทุกอย่าง...

ขอโทษที่ทำตัวไม่ดีกับพ่อแม่ ขอโทษที่ดื้อ ขอโทษที่ทำให้เสียใจ ขอโทษที่เอาแต่ใจ ขอโทษที่ไม่เข้าใจพ่อแม่ ขอโทษที่ก้าวร้าว ขอโทษที่เป็นลูกอกตัญญูแบบนี้ ผมขอให้แม่อภัยให้ลูกไม่รักดีคนนี้

และขอโอกาสแก้ตัว...

[บ่เป็นหยัง บ่เป็นหยังเล้ยบักหล่าคำแพงของแม่ (ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลยลูกรักของแม่)]

“...”

[แม่ฮักลูกหลายเด้อ แม่บ่เคยเคียดเคยซังลูกเล้ย (แม่รักลูกมากนะ แม่ไม่เคยโกรธเคยเกลียดลูกเลย)] 

แม่ก็คือแม่ แม้ผมจะดื้อ ทำตัวไม่ดี ทำให้เสียใจ แต่แม่ก็ยังให้อภัย และไม่เคยโกรธเกลียดผมเลย

เมื่อผ่านจุดดราม่าของสองแม่ลูกเจ้าน้ำตาไป เราก็คุยอะไรกันต่ออีกหลายอย่าง

แม่ก็ถามถึงชีวิตตลอดสามปีของผมว่าเป็นยังไง บอกว่าเงินที่ผมส่งให้ทุกเดือนแม่ยังเก็บเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เพราะตอนนี้พ่อกับแม่ก็ยังมีแรงหาเงินได้อยู่ 

ผมเล่าเรื่องราวในชีวิตให้ฟังคร่าว ๆ บอกว่าเพิ่งเลิกกับเฟิร์นไป แล้วตอนนี้ก็ได้งานใหม่ ตอนนั้นเองที่แม่ถามถึงคุณเทพขึ้นมา คราวนี้เป็นไอ้เจาที่ตกใจจนตาเหลือกบ้าง

เฮ้ย! แม่รู้จักคุณเทพได้ไงอะ แถมยังรู้ด้วยว่าที่ทำงานใหม่คือบ้านคุณเทพ!

โอ้โห ไอ้เจางงมาก ถามไปถามมา แม่ตัดบทบอกว่าให้ไปถามคุณเทพเอง

เอ้า! อิหยังวะ

“เป็นหยังคือบอกบ่ได้? (ทำไมบอกไม่ได้?)”

[เอาว่าไปถามนำเพิ่นเอาเด้อบักx ส่ำนี่ก่อน ๆ (เอาเป็นว่า ไปถามกับเขาเองนะลูก แค่นี้ก่อน)]

“เดี๋ยวอีแม่! (เดี๋ยวแม่!)”

[แม่ฮักลูกเด้อ บักxน้อย (แม่รักลูกนะ)] 

อยากจะบอกแม่เหลือเกินว่าตอนนี้xผมไม่ได้น้อยเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นเหมือนคำเรียกเฉย ๆ เขาไม่ได้หมายถึงxผมน้อยจริง ๆ

“ข่อยกะฮักอีแม่ (ผมก็รักแม่)”

ด้วยเหตุนั้นไอ้เจาถึงได้ล้างรถไป ชะเง้อคอรอคุณเทพกลับจากที่ทำงานไปอย่างร้อนใจ อยากบอกเรื่องเรียน แล้วก็อยากถามเรื่องที่แม่พูดด้วย 

แต่จนล้างรถ เช็ดรถ และลงแว็กซ์เคลือบเงาเสร็จ คุณเทพก็ยังไม่กลับ

วันนี้กลับช้ากว่าปกติแฮะ นี่เกือบจะหกโมงเย็นละด้วย

เอาเหอะ เดี๋ยวคงกลับ ผมคงใจจดใจจ่ออยากคุยกับคุณเทพเกินไปหน่อย เลยรู้สึกว่าเวลาเดินช้ากว่าปกติ

ผมจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ตรงนั้นเหมือนทุกที แต่งตัวเสร็จก็ขับรถเข้าไปจอดในโรงรถตามเดิมด้วยสภาพรถใหม่เอี่ยม 

อ้อ ยังไม่รู้กันล่ะสิว่าไอ้เจาก็ขับรถยนต์เป็นเด้อ เคยทำงานที่คาร์แคร์ไง บางทีก็ต้องขับรถลูกค้าเข้า-ออก พวกพี่ที่ทำงานด้วยกันก็เลยสอนขับ แต่ผมยังไม่มีใบขับขี่รถยนต์หรอก มีแต่ของมอเตอร์ไซค์

เมื่อจัดการหน้าที่ด้านนอกเรียบร้อยก็เดินเข้ามาในครัว

“วันนี้คุณเทพกลับช้าจังเนอะป้าศรี” มาถึงก็บ่นก่อนเลย ก่อนจะเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย เมื่อเห็นจำนวนกับข้าวที่แม่ครัวใหญ่ทำวันนี้ “โห วันนี้กับข้าวเยอะนะป้า ทำเหมือนจะมีใครมางั้นแหละ”

“ใช่ วันนี้จะมีแขกมาทานข้าวกับคุณเทพน่ะ”

“คุณขุนพลปะ?”

“คุณขุนพล ส่วนอีกคนคือคุณหนูน้ำฝน ชาติบอกคุณเทพกำลังไปรับเธอมาที่นี่ก็เลยกลับช้า”

“คุณหนูน้ำฝน?” ผมนิ่วหน้ากับชื่อแปลกที่ไม่เคยได้ยิน “ใครเหรอป้า?”

แต่ป้าศรีไม่ทันได้ตอบ พี่กบที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวก็ชิงพูดซะก่อน

“อ๋อ คุณหนูน้ำฝนน่ะนะ เขาเป็นคู่หมั้นของคุณชายแหละเจา”

“...” หือ อะไรซิ...

คู่หมั้นคุณเทพเรอะ?!!


TO BE CONTINUED

มาทิ้งระเบิดจ้าาาาาาาาาา <3

ตอนนี้ปิดรอบพรีเซลแล้ว และทางผู้จัดพิมพ์ทำการส่งหนังสือรอบพรีเซลเรียบร้อย ใครสั่งซื้อเอาไว้รอรับที่บ้านได้เลยเด้อออ ใครได้รับหนังสือแล้ว มากระซิบส่งฟีดแบ็กบ้างน้า

ส่วนใครนัดรับในงาน BL วันที่ 9 มิ.ย. นี้ ก็มาเจอกันนะคะ ใครพลาดรอบพรีเซลก็สามารถมาซื้อหนังสือที่งานนี้ได้เลยจ้า นกไปนั่งขายคุณเทพด้วย ของแถมได้เหมือนรอบพรีเซลเลยงับ

แต่หลังจากนี้ รอบปกติจะไม่มีของแถมที่คั่นหัวโตที่แถมเฉพาะรอบพรีเซลกับขายในงาน BL นะคะ


"หึ เด็กดื้อเอ้ย"

Contact me:     Twitter: @noknsn     Facebook: noksinsn



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 313 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

316 ความคิดเห็น

  1. #291 pueng2u (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 21:55
    คู่หมั้น
    #291
    0
  2. #272 pcy921 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 15:22
    อ่าวคุณเทพบุตรมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว เนี่ยแต่มาอ่อยเจานะดูออก
    #272
    0
  3. #254 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 01:00

    อ้าว! งานงอกแล้วไอ ้แสบ คู่หมั้นเค้าโผล่!

    #254
    0
  4. #174 Xialyu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 20:32
    อ้าววววววววว
    #174
    0
  5. #130 yojb (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2562 / 19:27
    ว่าจะอ่านใฟ้จบแล้วเม้น ที่เดียวมาเจอกับอุ่นๆแล้วตอนท้าย มาเจอคู่หมั้น วอทททท$/$
    #130
    0
  6. #116 Nun7036 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 17:34
    อ้าวววววววว อ้าวเลยยยย ไหงงั้นล่ะคุณชาย
    #116
    0
  7. วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 16:27

    อ้าวว คุณเทพมีคู่หมั้นนนน เศร้าแล่ะสิงานนี้เจา

    #115
    0
  8. #114 nattida dansumrit (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 08:38
    เอ๋า มีคู่หมั้นซะงั้นอ่าคุณเทพ ขอให้ไม่ใช่ทีเถอะ
    #114
    0
  9. วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 07:14

    ดราม่านะเจา

    #113
    0
  10. #112 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 01:18
    คุณเทพนี่ป๋ามาก ให้ข้าว ให้ที่นอน เดี๋ยวจะส่งน้องเรียนอีก ฮื้อออออ
    #112
    0
  11. #111 Kiekie40 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 01:17
    งื้ออออ คุณเทพพพพพพ
    #111
    0
  12. #110 Punches_099 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 16:44
    รวมพลคนไปฉุดคุณเทพค้า
    #110
    0
  13. วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 07:44

    งื้อออ อิจฉาเจาอย่างแรงอ่ะ

    #109
    0
  14. #108 monstertt (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 06:17
    เอ็นดูคู่นี้มากกกก อยากได้ จอบอ!!
    #108
    0
  15. #107 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 23:49
    กรีดร้องหนักมากกก มีแต่คำว่าน่ารักกก
    #107
    0
  16. วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 07:39

    รอนร้าาาาาาาาา

    #106
    0
  17. #105 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 02:06
    ฮื้ออออ น่ารักมากพ่อออ
    #105
    0