DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 8 : LOSE :: ACTION 7 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    17 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

Author : indy_swag | Rate : PG-13

 

 ACTION 7 
 
 


มืดแล้ว...

จำไม่ได้เลยว่านั่งอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน ตรงป้ายรถเมล์ถัดจากหน้าหมู่บ้านมาสามป้าย จำได้ว่าหลังจากตะโกนออกไปอย่างนั้น คุณน้าก็ตบหน้าฉัน วินาทีนั้นฉันคิดว่าตัวเองกำลังโมโหมาก ๆ มันเป็นเสี้ยววินาทีจริง ๆ ที่ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ ผลักคุณน้าที่กำลังเงื้อมือขึ้นหมายจะตบตีซ้ำอย่างแรงจนเธอเสียหลักล้มลง

ก่อนฉันจะวิ่งหนีออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง

กว่าลมหายใจจะกลับมาสงบ ฉันก็เดินลากเท้าห่างจากหมู่บ้านมาประมาณหนึ่ง ค่อนข้างไกลพอสมควร พอหยุดเดินและหันมองรอบตัว ตอนนั้นน่าจะประมาณสักสิบโมงแล้ว แต่วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ไม่มีแดด ท้องฟ้าอึมครึมตลอดทั้งวัน ฉันพาตัวเองมานั่งตรงป้ายรถเมล์ นั่งก้มหน้านิ่ง บางครั้งก็เหม่อมองเบื้องหน้าผ่านม่านผมของตัวเอง

รู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็มืดสนิท...

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ถนนเส้นนี้ก็เลยเงียบกว่าวันธรรมดาเล็กน้อย ฝนทำท่าจะตก หากฉันกลับยังไม่คิดขยับตัวแม้สักองศา การนั่งอยู่ในท่าเดิมมาหลายชั่วโมง สร้างความปวดเมื่อยไม่น้อย แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ความรู้สึกปวดเมื่อยและเจ็บตรงข้างแก้มก็เลื่อนหายไป เพราะสมองเริ่มเอาแต่คิดถึงเรื่องอื่นขึ้นมา

กำลังคิด... ว่าควรจะทำยังไงกับตัวเองในตอนนี้ดี

พนันได้เลย คุณน้าคงกำลังรอเอาเรื่องฉันอยู่ที่บ้าน ทันทีที่ฉันกลับไปเหยียบที่นั่นอีกครั้งเป็นแน่ ไม่อยากกลับ ไม่อยากอยู่เลย ในบ้านหลังนั้น กับคุณน้าที่ใจร้าย กับลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ชอบหน้าตัวเองแบบเป้ และบางทีก็ยังมีคนน่ารังเกียจคนนั้นมาอยู่ที่บ้านหลังนั้นเหมือนในตอนนี้

เปาะแปะ เปาะแปะ...

ฝนตกแล้วล่ะ โรยตัวร่วงลงกระทบกับพื้นถนนตรงหน้า โชคดีที่ป้ายรถเมล์มีหลังคากันฝน แต่ถ้าเริ่มลงเม็ดแรงกว่านี้ฉันก็คงเปียกอยู่ดี ไอเย็น กลิ่นฝน กลิ่นดิน ทุกอย่างรอบตัวทำให้ฉันยิ่งไม่อยากขยับร่างกายจากตรงนี้ ได้แต่นั่งมองถนนที่เริ่มแฉะเพราะหยาดฝน รถราที่ขับผ่านไปผ่านมา กระทั่งเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวในเลนส์สายตา

ลูกสุนัข...

เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง อ่อนแอ แม้แต่จะเดินให้ตรงและมั่นคงก็ยังไม่ได้ มันทำใจกล้า เหยียบลงพื้นถนนสองเลนด้วยสี่ขาเล็ก ๆ จากนั้นก็เริ่มออกเดินเหมือนไม่รับรู้ถึงอันตรายที่อยู่รอบกาย รถไม่หนาแน่น นั่นทำให้บางคันวิ่งมาด้วยความเร็ว ฉันนั่งมองสิ่งมีชีวิตตัวนั้นเดินมาจนถึงกลางถนน

ใช่... เดินมาจนถึงกลางถนนแล้ว

จริง ๆ เป็นถนนสี่เลนที่มีเกาะกลางต่างหาก

มีรถหลายคันขับหลบ บางคันขับคร่อมตัวเล็กของมันไป แรงลมที่แล่นผ่าน ทำให้เจ้าลูกหมาล้มลงหลายครั้ง ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงต้องทำอย่างนั้น นั่นสิ... บางทีมันก็อาจจะไม่รู้ เป็นแค่หมาที่ไม่รู้อะไรอยู่แล้ว

ทางที่มันเดินจากมา ก้าวผ่านถนนมาได้เลนหนึ่งคงทำให้มันรู้แล้วว่าตัวมันบ้า และสิ่งที่กำลังเผชิญตรงหน้าน่ากลัวขนาดไหน มันตัวสั่น หมอบลงกับพื้นตรงนั้น ไม่ยอมขยับ ไม่ส่งเสียงออกมาด้วย แววตามันฉายชัดถึงความหวาดกลัว กลัวจนไม่กล้าทำอะไร มากกว่าหมอบอยู่อย่างนั้น ราวกับคิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะปลอดภัย

ทั้งที่ความจริงไม่ใช่...

พึ่บ

สองเท้าหยัดยืนขึ้นจากที่นั่งของป้ายรถเมล์เป็นครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง สายตาของฉันจ้องอยู่ตรงนั้น ตรงที่ลูกหมาถูกรถชน ใช่... มันถูกชนจนได้ ด้วยมอเตอร์ไซค์ของวัยรุ่น คนขับเสียหลักล้ม หมาน้อยก็กระเด็นออกไป นอนพะงาบอยู่บนพื้น มีเลือดไหลออกจากปาก ครางร้องด้วยความทุกข์ทรมาน ขณะที่คนขับพยุงรถตัวเองขึ้น สบถด่าเจ้าลูกหมานั่นด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก่อนจะขับรถออกไป ไม่แม้แต่จะสนใจหันกลับมาดูมันสักวินาที

ทั้งที่มันยังหายใจ...

ไม่มีใครสนใจเลยสักคน ไม่มีใครหยุดรถเพื่อดูลูกหมาตัวนั้น พวกเขาขับผ่านไป ชะลอบ้าง แต่ก็หักหลบไปอีกด้าน บ้างก็ขับคร่อม หลายครั้งมันเกือบถูกเหยียบซ้ำ ถ้าเป็นอย่างนั้น แม้แต่ลมหายใจก็คงไม่มีอีกแล้ว

กว่าจะรู้ตัว สองเท้าก็พาร่างตัวเองมาหยุดอยู่ตรงหน้าสัตว์ตัวเล็ก เม็ดฝนที่โปรยปรายใส่ตัวไม่ได้ทำให้ฉันสนใจมากไปกว่าลูกหมาตัวนี้ เช่นเดียวกันกับเสียงบีบแตรลากยาวจากรถที่แล่นบนท้องถนน ได้ยินเสียงตะโกนด่าดังแทรกเข้ามาเหมือนกัน แต่ฟังไม่รู้เรื่องหรอก ไม่ได้เข้าหัวแม้แต่นิด ฉันยอบกายลง เอื้อมมือสั่นระริกของตัวเองประคองมันขึ้นมาโดยใช้ชายเสื้อเป็นแปลรองรับร่าง เลือดยังไหลออกมาจากปากอยู่เลย

มันกำลังจะตาย...

แค่คิดว่ามันกำลังจะตาย หัวใจของฉันก็เจ็บเหมือนถูกใครบีบคั้นเอาไว้

สัมผัสทำให้ฉันรับรู้ถึงอาการสั่นกลัวสุดขีดของลูกหมาตัวน้อย พานให้ร่างกายและท่อนแขนของฉันสั่นไปด้วย ฉันยืนนิ่ง ขณะในใจกำลังลนลานอย่างหนัก จากนั้นก็เริ่มร้องไห้ หมุนตัวไปรอบ ๆ บนทางเท้ามีคนมองมา พวกเขาสงสัยว่าฉันทำอะไร แต่ไม่มีใครถามหรือเสนอความช่วยเหลือ ฉันรู้ว่าต้องรีบพามันไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

ใช่ ต้องทำอย่างนั้น...

ฉันกลับมายืนริมถนน โบกแท็กซี่ แต่กลับไม่มีคันไหนรับฉันขึ้นไปเลย อาจเพราะสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยริน และรอยเลือดที่ไหลเปรอะเปื้อนเต็มเสื้อสีอ่อนของฉัน พวกเขาส่ายหน้าและขับออกไปอย่างไม่สนใจ

กระทั่ง มีรถยนต์คันหนึ่งมาจอดเทียบถนนตรงหน้า

“ฮึก... แค่เห็นเขาเปิดประตูรถออกมาด้วยสีหน้าตกใจ ฉันก็หลุดสะอื้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวสูงที่ก้มมองลูกหมาในอ้อมกอดฉัน ก่อนจะบอกเสียงสั่น “ช่วย อึก... พี่... มัน มันจะตาย”

 



NAINOI TALKS

ในที่สุด วันอาทิตย์ก็มาถึง...

วันนี้เป็นวันที่ผมนัดเจอนาขวัญเพื่อบอก ความจริงกับเธอ

ความจริงที่ว่าผมเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของนาขวัญ หากทว่ามันก็ช้าไปหนึ่งก้าว ตั้งแต่ที่พ่อชิงตัดหน้าไปหานาขวัญที่บ้านเมื่อวันศุกร์ นั่นทำให้นาขวัญรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่จากปากของคุณน้า น้องสาวแม่ของเราที่เลี้ยงนาขวัญมาตั้งแต่เกิด เพราะงั้นวันที่พายุโทรมาบอกว่าเห็นพ่อไปที่นั่น ผมถึงได้ไม่พอใจและไปคุยกับท่านไง

ที่ผมอยากบอกเรื่องนี้ ผมไม่ได้ต้องการอะไร ไม่ได้ต้องการความเห็นใจ ผมแค่อยากให้นาขวัญรู้ว่ามีผมเป็นพี่ชายเท่านั้น แต่ก็ยอมรับ... ผมคาดหวัง หวังว่าจะได้รับการยอมรับจากน้องสาว ไม่ใช่การผลักไสหรือปฏิเสธ

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงคาดหวังไว้ขนาดนี้

นั่นก็เพราะ... ผมไม่เคยรู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับ ไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวที่มีอยู่ในตอนนี้ คงไม่แปลก หากผมจะอยากได้รับการยอมรับจากครอบครัวจริง ๆ จากน้องสาวสายเลือดเดียวกันมากขนาดนี้

แน่นอน นาขวัญไม่ทำลายความคาดหวังของผมเลย

น้องยอมรับ การมีตัวตนของผม รับรู้แล้วว่ายังมีผมเป็นครอบครัวของเธออีกคน นาขวัญชวนให้ผมไปอยู่ด้วยเพราะการรับรู้เรื่องราวทั้งหมด มันทำให้น้องรู้ว่าผมต้องเผชิญกับอะไรมาทั้งชีวิตในบ้านหลังใหญ่ ผมยิ้มรับและปฏิเสธความหวังดีนั้น แน่ล่ะ ใจผมอยากไปใจจะขาด ทว่าสถานะที่ผมต้องแบกรัก มันบังคับให้ผมไม่สามารถออกมาได้

ผมยังต้อง รับหน้าที่เป็นลูกชายคนโตของพ่อและแม่ใหญ่ในสังคมพวกเขาต่อไป

แต่ไม่เป็นไร ผมทำใจเรื่องบ้านใหญ่มานานแล้ว

ตอนนี้... แค่นาขวัญและน้านุชยอมรับผมเป็นคนในครอบครัวของพวกเขา ผมก็รู้สึกยินดีและขอบคุณจริง ๆ ความอบอุ่นของนาขวัญปัดเป่าความเจ็บปวดและหนักอึ้งในส่วนลึกของผมหายไปครึ่งหนึ่งอย่างง่ายดาย ณ จุดนี้ ผมคิดว่าตัวเองไม่ต้องการอะไรจากคนที่บ้านใหญ่แล้วล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือการยอมรับจากพวกเขา

ผมไม่ต้องการมันอีกแล้ว...

หลังคุยกันนาขวัญเสร็จในช่วงเที่ยง ผมก็แยกกับน้องที่นั่น นาขวัญมีทำงานที่ร้านต่อตอนบ่าย ส่วนผมก็ขับรถไปที่สโมสรว่ายน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแถบชานเมือง เจ้าของที่นั่นเป็นรุ่นพี่ที่ผมรู้จักและนับถือกันมานาน เรายังติดต่อกันบ้าง ตอนเที่ยงเขาโทรมาขอให้ผมไปช่วยสอนว่ายน้ำแทนครูที่ลาป่วยกะทันหัน ก่อนผมจะกลับเข้าเมืองมาในช่วงค่ำ

และเส้นทางที่ใช้ก็ทำให้ผมได้บังเอิญเจอกับใครคนหนึ่ง

ไข่หวาน...

ผมเจอน้องโดยไม่ได้ตั้งใจ... อีกแล้ว

นี่เป็นการบังเอิญครั้งที่เท่าไหร่ ไม่แน่ใจ แต่ก็น่าจะมากกว่าสองครั้ง ว่ากันว่า... ความบังเอิญมักเกิดขึ้นไม่เกินสามครั้ง ครั้งที่สาม ถ้าไม่ได้มาจากความตั้งใจ คนส่วนใหญ่จะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า... พรหมลิขิต

แต่ผมกลับคิดไปในทางคณิตศาสตร์มากว่า ความน่าจะเป็น

ต่อให้มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น แม้ 0.001% แต่มันก็มีความน่าจะเป็นที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในเมื่อเส้นทางที่ผมใช้คือถนนเส้นเดียวที่ตัดผ่านหน้าหมู่บ้านของไข่หวาน ผมเคยมาส่งน้องถึงสองครั้ง เพราะงั้นความน่าจะเป็นมันเลยทำให้ผมได้เจอกับไข่หวาน แม้เพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ผมเห็นคนตัวเล็กจากอีกฝั่งของถนน แต่ผมก็จำน้องได้

ผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนผมเผ้าปิดหน้าปิดตากำลังประคองบางอย่างไว้ด้วยชายเสื้อของตัวเอง แถมยังมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าจนน่ากลัว ขนาดรถแล่นผ่านผมก็ยังผินหน้ากลับมามอง ก่อนที่ร่างกายมันจะไปไวกว่าสมอง

ผมไม่ลังเลเลยที่จะยูเทิร์นรถ แล้วขับมาจอดเทียบตรงหน้าน้องในเวลาต่อมา

ทันทีที่ผมลงจากรถด้วยความตกใจกับคราบเลือดที่เห็น

“ฮึก... ไข่หวานหลุดสะอื้น เนื้อตัวของเธอสั่นไปหมด ผมมองสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอที่เงยหน้าขึ้นมองผม พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นระริกอย่างน่าสงสาร “ช่วย อึก... พี่... มัน มันจะตาย”

ด้วยเหตุนั้น ผมกับไข่หวานจึงมาอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุดในตอนนี้

เรามาถึงตั้งแต่สิบห้านาทีก่อน เจ้าลูกหมาที่ถูกรถชนอาการสาหัสถูกส่งถึงมือสัตวแพทย์อย่างเร่งด่วน ส่วนผมกับไข่หวานก็นั่งรออยู่ด้านนอก ตลอดเวลานาทีแห่งความเป็นความตายของลูกหมาน้อยตัวนั้น ทั้งผมและไข่หวานก็ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ แม้จะไม่ได้ยินเสียงสะอื้นที่ดังแว่วอยู่ในรถระหว่างเดินทางมาแล้วก็จริง

ทว่าร่างเล็กของคนข้าง ๆ ก็ยังไม่หยุดสั่นไหวสักวินาที

“...

“... บรรยากาศระหว่างเราเงียบมากจนได้ยินเสียงทุกอย่างรอบข้างชัดเจน เสียงสุนัข เสียงแมว เสียงเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ที่นี่ เสียงพูดคุยของคนอื่น แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังชัดในโสตประสาทของผม

แต่สุดท้าย ผมก็เป็นฝ่ายเลือกทำลายความเงียบระหว่างเราลงก่อน

“ถึงมือหมอแล้ว”

เกริ่นอย่างนั้น ใช่ว่าผมอึดอัดกับความเงียบ ผมไม่สบายใจกับท่าทางกดดันของคนข้างกายมากกว่า ไข่หวานนั่งก้มหน้านิ่ง ประสานมือบนหน้าตักตัวเอง กำมือเข้าหากันแน่นจนเลือดแทบไม่เดิน เล็บสั้นกุดจิกลงหลังมือจนเกิดรอยบุ๋มบนผิวเนื้อ ความกังวลมากมายฉายชัดจนผมรู้สึกว่าเธอกำลังจมอยู่กับความหวั่นกลัวมากเกินไป

“...

“ไปเปลี่ยนเสื้อ” ผมบอก พลางหลุบตามองเสื้อผ้าที่ยังเต็มไปด้วยคราบเลือดจนน่าเวียนหัวของคนตัวเล็ก พร้อมกับยื่นเสื้อวอร์มที่เพิ่งถอดออกจากตัวไปตรงหน้า แต่เธอยังนิ่งเหมือนหุ่น “ไข่หวาน เสื้อ... ต้องเปลี่ยน”

สีแดงเข้มบนเสื้อสีอ่อน นั่นไม่น่ามองเลยจริง ๆ

“... ใช่ไหม”

“... ผมขมวดคิ้ว เธอไม่ได้ตอบรับด้วยการรับเสื้อวอร์มที่ผมยื่นให้ แต่เลือกพึมพำบางอย่างด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ผมได้ยินไม่ถนัดเลยไม่ได้ตอบกลับ ทิ้งระยะเวลาไว้อึดใจ ไข่หวานก็พูดซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง

“มันจะไม่... ไม่ตาย... ใช่ไหม?”

ไข่หวานเงยหน้าขึ้นมองผมตอนตั้งคำถาม ผมไม่เห็นแววตาหลังม่านผมสีดำขลับนั่น แต่ก็สัมผัสได้ว่ามันกำลังวูบไหวด้วยอารมณ์อ่อนไหวแค่ไหน และการที่เธอมองผม นั่นหมายถึงเธอต้องการคำตอบเพื่อช่วยยืนยันบางอย่าง

ไม่หรอก ไม่เป็นไร มันจะไม่ตาย ถึงมือหมอแล้ว ยังไงก็ต้องรอด

นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ไข่หวานอยากได้ยิน

แต่ในความเป็นจริง...

“... ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้นของน้อง เลือกที่จะเงียบและเบือนหน้ากลับมามองตรง

“ฮึก มันจะรอด ใช่... ไหม”

“... ผมไม่ใช่หมอ ไม่รู้ด้วยว่าอาการของเจ้าลูกหมามีโอกาสรอดมากน้อยแค่ไหน เพราะผมไม่รู้ถึงไม่ให้คำตอบ คิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ผมไม่อยากพูดอย่างที่คิด คำพูดปลอบใจก็เป็นเหมือนการให้ความหวัง พูดทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ความจริงมันอาจจะโหดร้ายเกินกว่าที่เราจะให้ความหวังไปพล่อย ๆ ได้

สิ่งที่ผมทำ... คือการเอื้อมมือไปแกะฝ่ามือเล็กที่บีบเข้าหากันบนหน้าตักของน้องจนมันแยกออกจากกัน ก่อนจะเป็นฝ่ามือผมที่ประกบสอดประสานเรียวนิ้วทั้งห้าเข้ากับมือเล็ก ๆ ของไข่หวาน และดึงมาไว้บนหน้าขาตัวเอง

ผมทำแค่จับมือให้กำลังใจอยู่ข้างน้องเงียบ ๆ ก็เท่านั้น

 


การรอคอยสิ้นสุดลงในชั่วโมงต่อมา

สัตวแพทย์เจ้าของเคสเดินมาบอกอาการ เจ้ารอด ว่ามีขาข้างหนึ่งหักจนต้องเข้าเฝือก และเนื่องจากถูกชนอย่างแรง อวัยวะภายในจึงบอบช้ำค่อนข้างมาก บวกกับร่างกายมันก็อ่อนแออยู่แล้ว ทำให้อาการเจ้าลูกหมายังไม่ค่อยดีนัก หมอจึงบอกว่าต้องนอนดูอาการที่คลินิกก่อน ถ้าผ่านคืนนี้ได้โดยไม่มีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนก็คงไม่น่าห่วง

อ้อ ชื่อเจ้ารอดนี่ไข่หวานเพิ่งจะตั้งให้สด ๆ ร้อน ๆ ตอนที่ต้องทำประวัติลูกหมาตัวนั้นกับเจ้าหน้าที่ราวสิบห้านาทีก่อน และผมก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นลูกหมาจรจัดไม่ใช่สุนัขของไข่หวานแต่อย่างใด

ยังไงก็แล้วแต่ หลังหมอแจ้งอาการของลูกหมาเสร็จ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่

ทว่าไข่หวานดูไม่อยากจะกลับเท่าไหร่ แต่ก็อยู่ต่อไม่ได้อยู่ดีเพราะเป็นกฎของคลินิก ผมจึงบอกให้น้องไปเปลี่ยนเสื้อที่เปื้อนเลือดน่ากลัวนั่นซะ ไข่หวานมีท่าทีลังเลจะไม่ยอมไปเปลี่ยนอยู่ร่วมนาที แต่สุดท้ายก็ต้องยอมอย่างจำนน รับเสื้อวอร์มของผมแล้วเดินไปเปลี่ยนที่ห้องน้ำของคลินิก ส่วนผมก็มาจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแทน เพราะไข่หวานไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ทั้งกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ท่าทางไข่หวานเองก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย

มีอะไรหรือเปล่านะ

จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายเสร็จ ผมก็เดินออกมารอด้านหน้าคลินิกตามที่บอกไข่หวานไว้ ยืนคิดอะไรคนเดียวสักพัก พลันรับรู้ถึงแรงกระตุกชายเสื้อด้านหลัง พอหันกลับไปก็เจอกลุ่มผมสีดำต่ำกว่าระดับสายตาตามส่วนสูงเจ้าตัว

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย กวาดสายตามองเสื้อวอร์มตัวใหญ่ของตัวเองบนร่างเล็ก ดูแล้วแปลกตาอยู่ไม่น้อยเลย เสื้อโอเวอร์ไซซ์ไปหลายเบอร์ ไม่รู้ว่าผมตัวใหญ่หรือน้องตัวเล็กกันแน่

ดูสิ แขนเสื้อก็ยาวกินมือ ชายเสื้อวอร์มก็แทบคลุมเข่าอยู่แล้ว

เหมือนเด็กขโมยเสื้อพ่อมาใส่เลยแฮะ

“เสื้อตัวนั้น” ผมขมวดคิ้ว เมื่อเห็นน้องกอดก้อนเสื้อที่ถูกม้วนจนไม่เห็นเลือดไว้แนบอก “ทิ้งเถอะ”

“... ไข่หวานส่ายหน้าช้า ๆ แทนการออกเสียงให้คำตอบเช่นเคย

“สีอ่อน ซักไม่ออก” ไข่หวานเองก็คงรู้ว่าเสื้อสีอ่อนที่เปื้อนเลือดขนาดนั้น จะซักให้กลับมาใหม่เหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะไม่ทิ้งรอยเอาไว้ แต่ถ้าเจ้าของไม่อยากจะทิ้ง ผมก็คงห้ามไม่ได้ “โอเค ไม่ทิ้ง”

“...

“มาเถอะ จะไปส่ง” ผมบอกน้อง พร้องทั้งหมุนตัวก้าวลงบันไดจำนวนไม่ถึงหกขั้นหน้าคลินิกไปด้วย ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีก็ลงมายืนในระดับพื้นถนน ก่อนจะต้องเอี้ยวตัวกลับไปมองอีกคนในวินาทีถัดมา

“พี่... เสียงพึมพำที่เหมือนลอยมากับอากาศ รั้งให้สองขาผมหยุดชะงัก หันกลับไปมอง ผมเห็นไข่หวานยืนก้มหน้าอยู่ที่เดิม ขยำฝ่ามือทั้งสองข้างบนก้อนเสื้อของตัวเองคล้ายกำลังรวบรวมความกล้าบางอย่าง

ผมมองร่างเล็กที่ยืนสูงกว่า ทำให้ระดับสายตาของเราอยู่ในระดับเดียวกัน เพียงแต่ผมไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นดวงตาคู่สวยปนโศกเศร้าหลังเรือนผมสีดำขลับนั้น เพราะไข่หวานไม่ยอมเงยหน้าสักวินาที

ทว่า เรียกแล้วไข่หวานก็ทิ้งช่องว่างไปหลายวินาทีเลย

“... แต่ผมก็ไม่ได้เร่งเร้าหรือกดดัน ยืนนิ่งเพื่อรอฟังอีกคนอย่างตั้งใจ

กระทั่งเสียงหวานเล็กดังลอดกลับมาแผ่วเบา

“ไม่... กลับ”

“...

“ไม่อยากกลับ... บ้าน”

“ทำไม” หัวคิ้วของผมขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยินความประสงค์ของอีกฝ่าย

คำว่าไม่อยากกลับบ้าน... หมายความว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่นถูกไหม อะไรสักอย่างที่ทำให้คนเราไม่อยากกลับไปในที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ บางทีอาจจะเกี่ยวโยงกับการที่น้องไม่มีอะไรติดตัวมาด้วยเลยสักอย่าง

ไม่รู้สิ ผมเดาว่าเป็นอย่างนั้น เพราะตัวเองก็รู้สึกไม่อยากกลับบ้านบ่อย ๆ

ถ้าอยู่แล้วสบายใจ ไม่มีใครไม่อยากกลับหรอก... บ้านน่ะ

“... แต่ไข่หวานก็หาได้ให้คำตอบไม่ นั่นทำให้ผมพรูลมหายใจออกมา

“งั้นที่ไหน”

“... คำถามนั้นทำให้น้องเงยหน้าขึ้นมองผมผ่านม่านผมที่ปิดบังดวงตาคู่สวย เอียงคอเล็กน้อยคล้ายกำลังสงสัยในคำถามยังไงยังงั้น ให้ตาย ภาพตอนนี้ ให้ความรู้สึกว่าไข่หวานเหมือนซาดาโกะจริง ๆ นั่นแหละ

แต่เอาเถอะ ผมว่าผมชินแล้ว

“ไม่กลับบ้าน แล้วที่ไป มีหรือยัง?”

“... คำตอบคือการส่ายหน้ากลับมาสองครั้ง หมายความว่าไม่อยากกลับบ้าน แล้วก็ไม่มีที่จะไปเสียด้วย ในตอนที่ท้องฟ้ามืดสนิทแบบนี้นี่น่ะนะ ทำไมผมรู้สึกอยากเดินเข้าไปเขกหัวอีกฝ่ายนักก็ไม่รู้

“ถ้าไม่มีที่ไป ก็กลับบ้าน” ผมบอกเสียงเรียบ “มืดแล้ว อันตราย”

“มะ ไม่” เธอส่ายหน้ากลับมารัวกว่าเดิม “ไม่กลับ ตอนนี้... ไม่อยากกลับ”

“ดื้อ” คงไม่มีคำไหนเหมาะกับไข่หวานในตอนนี้ “ไม่กลับได้ไง”

“ไม่กลับ”

ท่าทางจะไม่อยากกลับจริง ไข่หวานส่ายหน้าพัลวัน ก่อนจะเงยหน้าคอตั้งตรงมองมา แม้ผมเผ้าจะยังปิดหน้าปิดตา แต่เพราะก่อนหน้านี้เปียกฝน พอผมแห้งก็เลยยุ่งเหยิงและแตกทรง เผยให้เห็นดวงตาที่ประกายมันหม่นแสงลงในบางจังหวะที่น้องส่ายหน้าจนผมสะบัด แถมยังเม้มริมฝีปากแน่นเสียจนซีดเซียวด้วย

ผมถอนหายใจ พลันว่า “มีปัญหาสินะ ที่บ้านน่ะ”

“... คราวนี้พยักหน้าหงึกหงักเป็นตุ๊กตามีชีวิต ให้ผมได้คิดไม่ตกกับสถานการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ดูเหมือนการเอาตัวเองเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่น ทำให้อะไร ๆ มันยุ่งยากตามไปด้วย

อย่างน้อย ๆ คงเป็นระบบความคิดตอนนี้

“ที่ไหน” ถามอีกครั้ง “ตกลง จะไปไหน?”

“มะ ไม่รู้... ค่ะ” เสียงเบาลงมาก แต่ผมก็ยังได้ยินชัดเจนอยู่ดี

ให้ตาย เด็กคนนี้น่าตีจริง ๆ ด้วย ดูคำตอบเอาเถอะ มีตัวเลือกไหนให้ผมบ้าง

แล้วผมต้องทำยังไงกับไข่หวานล่ะครับทีนี้?

สมองผมกำลังประมวลผลหาทางออกให้กับปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ถ้าจะให้พาไปบ้านผม... นั่นคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ไข่หวานเองก็คงไม่อยากไปที่นั่น ด้วยเพิ่งมีความทรงจำไม่ดีมาก่อน

อีกอย่าง ผมก็ไม่อยากให้นริศเจอไข่หวานอีกด้วย

หรือผมควรจะพาไปบ้านนาขวัญดี ตอนนี้ไข่หวานก็เป็นเพื่อนกับนาขวัญแล้ว ถึงจะไม่ได้สนิทขนาดนั้นก็เถอะ แต่ อ่า... พอลองทบทวนดู วันนี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายกับนาขวัญ ทางนั้นเองก็กำลังมีเรื่องกลัดกลุ้มให้ได้คิดไม่ตกเรื่องผมเรื่องพ่ออยู่ ก็อาจจะไม่เหมาะอีกในเวลาแบบนี้

ส่วนเพื่อนคนอื่นของไข่หวาน เท่าที่ผมรู้จักน้องมา ผมไม่เห็นไข่หวานคุยกับใครนอกจากนาขวัญกับเพื่อนสนิทของนาขวัญที่ชื่อ หนุงหนิง แต่ผมไม่ได้สนิทกับเธอ บ้านอยู่ที่ไหนอีกก็ไม่รู้ เธอจึงไม่อยู่ในตัวเลือก หรือจะไปบ้านการุณย์ที่ผมเจอกับไข่หวานคราวก่อน บางทีอาจเป็นตัวเลือกที่คิดว่าดีที่สุดของไข่หวาน

แต่... ในเวลามืดค่ำแบบนี้ก็อาจจะไม่สะดวกหรือเปล่านะ

ให้ตาย แล้วทำไมผมต้องมายืนคิดอะไรไปมาหลายตลบแบบนี้นะ

การมาวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นแบบนี้ ไม่ใช่นิสัยผมเลยแท้ ๆ

ทว่าพอเงยหน้าเห็นอีกคนที่สวมเสื้อวอร์มของผมกำลังยืนนิ่งกอดก้อนเสื้อไว้แนบอกแล้วก็เอ็นดู เหมือนเด็กว่าง่ายที่ถูกผู้ปกครองสั่งให้รอก็ยืนรออย่างนั้นไม่ไหวติง แถมเราก็ยังยืนเกะกะอยู่หน้าทางเข้าคลินิกรักษาสัตว์อีก

ยังไงดี ถ้าผมมีคอนโดส่วนตัวก็คงพาน้องไป...

เดี๋ยว ผมว่าผมรู้แล้วล่ะว่าจะพาไข่หวานไปที่ไหน

“ไข่หวาน” คิดได้ดังนั้นก็เอ่ยปากเรียกอีกคนในที่สุด

“เฮือก... เจ้าของชื่อสะดุ้งตัวโยนเล็กน้อย พลางส่ายหน้าอีกครั้งอย่างดื้อดึง อาจจะเข้าใจว่าผมกำลังดุ หรือคิดว่าผมจะบังคับพาไปส่งที่บ้านกระมัง ไม่อย่างนั้น ไข่หวานคงไม่มีปฏิกิริยาตื่นตัวเหมือนกลัวแบบนี้

ไม่มาก แต่ทุกอากัปกริยาก็อยู่ในสายตาหมด ถึงได้รู้

“มาเถอะ” ผมบอกเสียงอ่อน “ไม่พากลับหรอก”

“ค... ค่ะ ๆ” ไข่หวานมีท่าทีลังเลเพียงวินาทีเดียว ก่อนจะพยักหน้าแล้วรีบร้อนก้าวลงบันไดเหมือนกลัวผมจะทิ้งเอาไว้ ทำให้ก้าวพลาดในสองขั้นสุดท้ายจนเกือบจะล้มคะมำหน้าทิ่มพื้น “อ๊ะ...

หมับ!

ผมผวา รุดเข้าไปรับร่างเธอเอาไว้แทบจะทันทีทันใด

“ระวังสิ!” หัวใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มตอนเห็นอีกฝ่ายจะล้มลง

ให้ตายเถอะ! ยอมรับเลยว่าเมื่อกี้ตกใจมากจริง ๆ ร่างกายมันผวาใจวูบหล่นไปหมด

นี่ถ้ารับไว้ไม่ทัน หน้าไข่หวานได้ฟาดกับพื้นอย่างแรงแน่นอน ความตระหนกนั้นทำให้ผมเผลอดุคนตัวเล็กออกมาเสียงดังด้วยความเป็นห่วง รู้นะว่าค่อนข้างซุ่มซ่าม คราวก่อนก็เอาหัวโหม่งคอนโซลรถผมมาแล้วทีหนึ่ง แต่ที่ซุ่มซ่ามจนนำพาเหตุมาให้เจ็บตัวเนี่ย เห็นทีจะเป็นเพราะไข่หวานไม่ระวังตัวแบบนี้นี่แหละ

น่าตีนัก

“ขะ ขอโทษค่ะ”

กึก...

“... คราวนี้เป็นผมเองที่ชะงัก คล้ายเพิ่งรู้สึกตัว

ตอนร่างเล็กโผเข้ามาในอ้อมกอดพึมพำบอกขอโทษเสียงสั่น ถึงได้รู้ว่าผมเผลอกอดน้องเอาไว้เสียแน่น ก่อนจะรีบคลายกอดออกในเวลาต่อมา ด้วยรู้สึกว่ามือเล็กที่สาปเสื้ออยู่กำลังจิกเกร็งผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงผิวเนื้อ

ไข่หวานยืนก้มหน้า ไหล่ลู่ลงมากกว่าเดิมเมื่อยืนเองได้

“ขอโทษค่ะ ขะ ขอโทษ” ยังคงมีเสียงรำพึงขอโทษไม่ขาดปาก ร่างเล็กสั่นน้อย ๆ จนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกเด็กยังไงชอบกล ดูสิ ไข่หวานตัวสั่นใหญ่ แถมยังดูหงอยลงกว่าเดิมจนน่าสงสาร

“ขอโทษ” ผมเอ่ยเสียงอ่อน “ที่เสียงดังใส่”

“... ไข่หวานส่ายหน้า ไม่รู้ว่ามีความหมายแบบไหน แต่เอาเถอะ

“เป็นห่วง ระวัง เดินดี ๆ”

หมายความตามที่พูด เพราะเป็นห่วงถึงได้เผลอดุออกไป อยากให้ระวังมากกว่านี้หน่อย เพราะบางครั้งไข่หวานก็ลนลานเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ เจ็บตัวบ่อย ๆ น่ะไม่ใช่เรื่องดีนักหรอกนะ

“ค่ะ” แล้วก็พยักหน้าหงึกหงักสำทับคำพูด

อืม ว่าง่ายแบบนี้ค่อยน่ารัก

“เอาล่ะ มาเถอะ ไปกัน” ผมหงายมือตรงหน้าคนที่ก้มหน้าคางชิดคอ

“... แต่ดูน้องจะไม่ค่อยเข้าใจ มองมือ แล้วก็เงยหน้ามองผมเล็กน้อย

“มือ”

“ค... คะ?”

“ส่งมือมา” ผมไม่ไว้ใจไข่หวาน เดี๋ยวเดินสะดุดล้มอีกทำไง “พี่จะจับ”

หมับ...

มุมปากผมยกขึ้น เมื่อไข่หวานส่งมือเล็ก ๆ ที่โผล่ออกจากแขนเสื้อวอร์มตัวโคร่งมาวางบนมือผมด้วยท่าทางไม่ค่อยมั่นใจหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผมกระชับมือเล็กไว้ในอุ้งมือตัวเอง แล้วเดินจูงมือน้องไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ไกล

บรรยากาศภายในรถไม่แตกต่างจากปกติเท่าไหร่

ไม่มีบทสนทนาระหว่างเรา น้องเอาแต่นั่งกอดเสื้อผ้าตัวเองแนบอก เกร็งตัวจนผมรู้สึกเมื่อยแทน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้อีกฝ่ายอึดอัดกว่าที่เป็น ไข่หวานไม่ถามว่าผมจะไปน้องไปไหน อาจเพราะระหว่างขับรถออกจากคลินิก ผมก็ต่อสายหาใครคนหนึ่ง เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ไข่หวานรู้เรื่องด้วยว่าผมคุยกับใคร และคืนนี้จะพาไปฝากไว้ที่ไหน

ดีลเรียบร้อยก็วางแล้วหันมาขับรถเงียบ ๆ

กระทั่ง...

โครก~

เนื่องจากภายในรถเงียบมาก นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศภายในรถ ก็คงเป็นเสียงหายใจของตัวเองนี่แหละที่ได้ยินชัด ดังนั้น พอมีเสียงแปลกปลอมแหวกอากาศขึ้นมาได้ถึงยินชัดเจนในทันที

ผมละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนตัวเล็กที่นั่งกอดเสื้อผ้าแล้วซุกหน้าเอาไว้ระหว่างรถติดไฟแดง คิดว่าได้ยินไม่ผิดนะ เมื่อกี้เสียงท้องไข่หวานร้องแน่ ๆ แต่น้องไม่มีท่าทีขยับตัวหรือปริปากพูด

“... ผมนิ่ง มองน้องเงียบ ๆ อยากรอดูว่าเจ้าตัวจะทำยังไง

โครกกก...

ดูเหมือนท้องจะส่งเสียงดังกว่าเดิม ร่างเล็กขยับยุกยิก สอดมือข้างหนึ่งเข้ากดท้องตัวเองไว้ เหมือนอยากจะสั่งให้มันหยุดส่งเสียงน่าอายออกมา แต่ก็นะ กลไกทางร่างกายของคนเรามันห้ามกันได้ที่ไหน

โครกกกก

สุดท้ายก็ขยับตัว ไข่หวานเงยหน้าขึ้นจากเสื้อหันมามองทางนี้ ขณะที่ผมเบือนหน้ากลับมามองตรงตั้งแต่เห็นน้องเริ่มขยับตัว ถึงจะไม่ได้หันไปมองตรง ๆ หางตาก็ยังเห็นว่าไข่หวานยังหน้ามองผมอยู่อย่างนั้น แต่เจ้าตัวไม่ยอมพูด ที่จริง ผมอยากลองใจแข็ง ทำเป็นมองไม่เห็น รอให้น้องพูดออกมาก่อนอยู่หรอก

แต่... สำหรับคนที่ เข้ามาอยู่ในสายตา จะทำใจร้ายมองไม่เห็นก็คงไม่ได้

รู้ใช่ไหม ผมไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวหรือใคร ถ้าไม่มีความสำคัญกับชีวิตก็ไม่คิดจะแลด้วยซ้ำ ผมเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สายตาไม่แคร์โลกคู่นี้กำลังไล่ตามผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ยอมรับก็ได้ว่าผม สนใจไข่หวาน...

ไม่รู้สิ อาจเพราะเรามีหลายอย่างคล้ายกันทั้ง ผมเลยเผลอมองตามน้องทุกครั้งไป

“หิว?”

“ค่ะ... หิว” ไข่หวานพยักหน้าหงึกหงักตามสไตล์ ดูเหมือนจะหิวมากก็เลยพยักหน้าแรงเท่ากับความหิวจนผมกระเซิง ทำให้ผมได้เห็นใบหน้าเล็กน่ารักใต้เรือนผมสีดำว่าตอนนี้กำลังซับสีแดงเรื่อแค่ไหน

“ทีหลัง หิวก็บอก”

“...

“ตัวแค่นี้ พี่เลี้ยงได้”

โชคดีที่ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งสตรีทฟู๊ด ขับผ่านย่านชุมชนก็สามารถหาร้านอาหารได้ไม่ยาก ราคาถูก แถมรสชาติยังอร่อย สุดท้าย ผมกับไข่หวานก็มาจบที่ร้านอาหารตามสั่งง่าย ๆ ข้างทาง ผมนั่งนิ่ง เมื่อเห็นไข่หวานเอาผมทัดหูข้างหนึ่ง เผยใบหน้าเพียงครึ่ง แต่กลับมองเห็นความน่ารักบนใบหน้าขาดความมั่นใจนั่นชัดเจน

ไข่หวานไม่สบตาผม ก้มหน้าก้มตาทาน ไม่รู้ว่าหิวมากหรือจะรีบไปไหน

แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่ได้ทักท้วงอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายทำอย่างที่น้องสบายใจ

ผมยังจำได้นะ เหตุการณ์ที่ห้องพยาบาลตอนนั้น ตอนที่ผมได้เห็นหน้าไข่หวานเต็ม ๆ ตาโดยไม่มีผมปิด น้องดูตกใจกลัวมาก เหมือนไม่อยากให้ใครเห็นหน้ายังไงยังงั้น ไม่รู้ทำไมถึงขาดความมั่นใจขนาดนั้นได้ ทั้งที่หน้าตาไข่หวานค่อนข้างจะน่ารักมากด้วยซ้ำ ใบหน้าเรียวเล็ก ผิวขาวจัด ปากเล็ก ๆ เป็นสีแดงอย่างกับเชอร์รี่

เชื่อเถอะ ถ้าน้องตัดผมดี ๆ ต้องมีคนมองเยอะแน่

เมื่อทานข้าวเสร็จ ผมก็ขับรถมาจนถึงคอนโดฯใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง เป็นคอนโดฯที่ผมดีลเอาไว้ว่าคืนนี้จะขอฝากไข่หวานสักคืน ส่วนเรื่องบ้านไข่หวาน คิดว่าพรุ่งนี้คงต้องถามอีกทีว่าจะเอายังไง

“หือ นี่เหรอคนที่นายจะเอามาฝากเรา?” จาวลงมารอผมที่ล็อบบี้คอนโดฯ เธอเดินมาหาเมื่อเห็นผมเข้ามา ผมขยับตัวเบี่ยงหลบให้เห็นไข่หวานที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกที “ไปเก็บมาจากไหน ทำไมสภาพน้องเป็นแบบนี้”

“ชื่อไข่หวาน” ผมแนะนำสั้นกระชับ “ไข่หวาน นี่จาว เพื่อน”

“สะ สวัสดีค่ะ” น้องยกมือที่กอดเสื้อขึ้นไหว้

“เสียงน้องน่ารักอะนาย อยากเห็นหน้าจัง... จาวรับไหว้ ซ้ำยังไม่เลิกมองสำรวจไข่หวาน จนน้องขยับตัวมาหลบหลังผมอีกครั้งเพื่อจาวเดินเข้ามาจ้องใกล้ ๆ ผมเลยต้องปรามเพื่อนทางสายตา “แหะ โทษที ๆ”

“ฝากด้วย” ผมบอกเพื่อน ก่อนจะหันมาบอกน้อง “คืนนี้ นอนที่นี่กับจาว”

“... ไข่หวานเม้มปาก ผมเห็นลาง ๆ ว่าน้องเหลือบมองจาวสลับกับผมครู่หนึ่ง

หงึก ๆ

ก่อนจะพยักหน้าให้สองสามที...

“ไม่ต้องห่วง คืนนี้นอนกับพี่นี่แหละ เสื้อผ้าก็ใส่ของพี่ก่อนได้ ไม่มีปัญหาเนอะ ตัวเราเล็กกว่าพี่อีก แล้วก็ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ไม่กัดนะ ฉีดยาแล้วจ้า อิ ๆ” จาวคงรู้ว่าไข่หวานเข้ากับคนอื่นยาก เธอถึงพยายามทำให้บรรยากาศระหว่างเราผ่อนคลาย ดูจากไหล่ที่ลู่ลง เลิกเกร็งก็รู้ว่าได้ผล เพราะงั้นคืนนี้ผมคงไม่ต้องห่วงอะไร

“กลับนะ” ผมบอกทั้งสองคน

“ขับรถดี ๆ ไม่ต้องห่วงน้อง เราเลี้ยงให้”

“ขอบใจ” ผมหันมองไข่หวานเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากล็อบบี้คอนโดฯ หากยังไม่ทันได้ขยับเท้าสักก้าว สุ้มเสียงแผ่วเบาในระดับเสียงปกติก็ดังเข้ามาในโสตประสาท รั้งให้ผมหยุดอยู่ที่เดิมได้ไม่ยาก

“พี่... พี่นายน้อยคะ”

“... ผมหันกลับมามองตามเสียงเรียกโดยไม่ได้พูดอะไร

คนเรียกก้มหน้าลงชิดเสื้อที่กอดแนบอก ยังไม่พูดออกมาทันที ผมยืนมองท่าทางเหมือนคนกำลังรวมรวบความกล้าของไข่หวานอย่างใจเย็น ไม่ได้เร่งรีบหรือรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของน้องสักนิด

ผมรู้... ความมั่นใจของคนเรามันไม่เท่ากัน

แต่ก็ใช่ว่าอนาคตไข่หวานจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความมั่นใจกว่านี้ไม่ได้ เพียงแต่มันต้องใช้เวลา... แน่นอน สิ่งที่ผมให้น้องตอนนี้ การยืนนิ่งเพื่อรอฟังคือ เวลาให้น้องได้รวบรวมความกล้ากว่านี้อีกหน่อย

กระทั่ง ไข่หวานพูดมันออกมาเสียงดังฟังชัด

“ขอบคุณค่ะ”

“ครับ” ผมยิ้มรับคำขอบคุณ ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แล้วจะมารับ”

“... ไข่หวานเอียงคอมอง

“เจ้ารอดน่ะ พรุ่งนี้ ไปเยี่ยมกัน”

“ค่ะ!” ท่าทางจะเป็นห่วงเจ้าลูกหมาตัวนั้นมาก ถึงกับตอบรับเต็มคำ ซ้ำยังพยักหน้าหงึก ๆ สำทับแรง ๆ ผมวางมือบนศีรษะคนตัวเล็กเป็นการบอกให้ใจเย็น ตอนนั้นเองที่ไข่หวานชะงักนิ่ง ย่นคอเหมือนตกใจ

ผมระบายยิ้มอ่อนให้น้อง แล้วบอกลาสั้น ๆ

“ฝันดีครับ”

END NAINOI TALKS


TO BE CONTINUED

อุ่นกว่าไมโครเวฟก็พี่นายน้อยนี่แหละจ้ะ
แงงง ฝากพี่ดูแลน้องไข่หวานด้วยนะคะะะ

 
ไม่สะดวกเมนต์จะกดโหวตก็มิว่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #876 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 19:47

    น้องงงงงงง ไข่หวาน ยัยน้องงง T_T อยากกอด พอพยักหน้ารับคำพี่นายน้อยตอนสุดท้ายคือ แพ้...ฉันแพ้น้ง น่ารักมาก Y_Y


    #876
    0
  2. #873 mybabexx (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 09:25
    คิดถึงน้อนนไข่หวานนนนน รอนะค้าา
    #873
    0
  3. #872 NAME :: Aida (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 01:40

    ละมุนมากเลยค่ะ
    #872
    0
  4. #687 Mamimouse (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:37
    เป้ชอบไข่??
    #687
    0
  5. #683 fang (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 08:49
    เป้ แปลกๆ
    #683
    0
  6. #655 thfn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 11:41
    เป้อาจจะชอบไข่หวาน ?
    #655
    0
  7. #594 worldser (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 22:10
    ไม่ใช่ว่าเป้ชอบไข่หวาน??
    #594
    0
  8. #585 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:53
    รอคร่าาาา
    #585
    0
  9. #584 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:53
    รอคร่าาาา
    #584
    0
  10. #583 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:53
    รอคร่าาาา
    #583
    0
  11. #582 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:53
    รอคร่าาาา
    #582
    0
  12. #581 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:53
    รอคร่าาาา
    #581
    0
  13. #580 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:52
    รอคร่าาาา
    #580
    0
  14. #579 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:52
    รอคร่าาาา
    #579
    0
  15. #578 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 08:52
    รอคร่าาาา
    #578
    0
  16. #555 joy sy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 04:18
    เป้ยังไง ยังไง
    #555
    0
  17. #554 1991may (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 21:35
    เป้ก็ยังมีข้อดีอยู่นิสสสสสสสสนึ่ง
    #554
    0
  18. #553 0892310679 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 03:50
    นั่นสิคะเราก็คิดเหมือนความคิดเห็นรีดคนอื่นๆนะคะจริงๆแล้วเป้อาจจะชอบไข่หวานแต่เพราะเป็นญาติกันเลยอาจหาทางผลักไสไม่ให้ไข่หวานเข้าำกล้แบบนี้หรือป่าวนิยายไรท์น่าติดตามทุกเรื่องเลยจริงๆค่ะ
    #553
    0
  19. #552 ลิงแคระ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 22:29
    ใครจะรุ้เป้อาจจะแอบชอบไข่หวานก้อได้ ถ้าใช่จะโคตรพีค

    #552
    1
    • #552-1 merry ay(จากตอนที่ 8)
      18 พฤษภาคม 2560 / 21:00
      คิดเหมือนเลยค่ะ
      #552-1
  20. วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 21:28
    ถึงไข่หวานจะมีปมแต่ก้อบากให้นางลุกขึ้นมาเปลี่ยนบุคลิกเปนแรงๆไปเลยอะ
    #551
    0
  21. #549 7346 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 17:17
    ขีวิตพระนางเรื่องนี้ช่างอาภัพ
    #549
    0
  22. #548 Jellypk (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 15:27
    เอ้ะ มีความน่าสนใจในตัวละครเป้
    #548
    0
  23. #547 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 13:10
    รอดไปนะไข่หวาน แต่จะรอดได้ตลอดเหรอ ไปจากที่นี่ดีกว่ามั้ยล่ะ
    #547
    0
  24. #546 barara~ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 12:49
    เป้นี้ชอบไข่หวานรึเปล่า
    #546
    0
  25. #545 Aom_natnicha (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 06:36
    หรือว่าเป้จะชอบไข่หวาน
    #545
    0