DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 7 : LOSE :: ACTION 6 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,524
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

Author : indy_swag | Rate : PG-13

 
:คำเตือน:
นิยายเรื่องนี้พระ-นางค่อนข้างพูดน้อย (มาก!) ทำให้การบรรยายความรู้สึกนึกคิดจะค่อนข้างเยอะกว่าปกตินะคะ
ถ้าใครไม่ถูกจริตกับความเงียบสามารถผ่านได้ แต่ถ้าชอบพระเอกละมุน อบอุ่น เชิญมาตกบ่วงพี่นายน้อยได้เล้ยยย
ถึงจะเงียบ ๆ สื่อสารผ่านโทรจิต(?) แต่รับประกันความอบอุ่นของพี่นายน้อยค่ะ ดือที่สุดแน้วคนเน้!


 ACTION 6 
 
 

NAINOI TALKS[1]

Rrrr…

“ใครครับ”

[พายุ]

ผมชะงัก ดึงโทรศัพท์มือถือออกมาดูหน้าจอชัด ๆ ก็พบว่าเป็นเบอร์เจ้าของชื่อนี้จริง สร้างความแปลกใจให้ผมอย่างยิ่ง ไม่คิดว่าคนที่จงเกลียดจงชังขี้หน้าผมจะโทรมาหา น้ำเสียงไม่ได้หาเรื่องอย่างที่เคยเป็นอีกต่างหาก

“ทำไม” ผมถามกลับสั้น ๆ

หมายถึงว่า โทรมาทำไมน่ะนะ

ลองคิดย้อนกลับไป ไม่กี่วันก่อน ผมไปหานาขวัญแฟนของพายุที่คณะ ดักเจอหน้าห้องเรียน แล้วก็นัดเจอกันวันอาทิตย์นี้ที่ร้านไออุ่น คาเฟ่ที่นาขวัญทำงานพิเศษนั่นแหละ วันนั้นพายุก็เห็นผมไปหาแฟนมัน แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดอย่างที่เคยเป็นนี่ ถ้าปกติหมอนั่นไม่มีทางปล่อยให้ผมยืนคุยกับนาขวัญตามลำพังหรอก

ไม่ลากผมออกห่าง ก็คงกระทืบผมอยู่ตรงนั้น

ทว่า ความคิดทั้งหมดเป็นอันต้องหยุดลง...

[วันนี้พ่อรุ่นพี่มาที่บ้านนาขวัญ]

ตุบ!

!!!” ผมเบิกตากว้าง มือไม้อ่อนทำหนังสือในมือหล่นลงพื้น พร้อมทั้งตัดสายพายุอย่างเสียมารยาทด้วย แต่มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ได้ยิน อีกสองวันจะถึงวันนัดของผมกับนาขวัญ

แค่สองวัน... ผมก็จะได้บอก เรื่องนั้นกับเธอด้วยตัวเอง

แล้วทำไมพ่อถึงไปบ้านนาขวัญได้!

ตอนนี้ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แม้ภายนอกยังดูสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับไม่เป็นอย่างนั้น ผมร้อนรนจนเริ่มลนลานด้วยซ้ำ แต่ก็พยายามนั่งนิ่งอยู่กับที่ ควบคุนให้ตัวเองใจเย็น รอคอยเวลาให้ถึงช่วงเย็นของวัน

จนเวลานั้นมาถึง...

“ไปบ้านนั้นทำไม” ผมเปิดประเด็นทันที เมื่อคนที่ผมรอคอยกลับมาจากกระทรวง

“ไปคุยบนห้องทำงาน” พ่อบอกเป็นประโยคสั้น ๆ ก่อนจะเดินนำขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน ผมเดิมตามหลังไปอย่างเคร่งเครียด สีหน้าพ่อเองก็ดูไม่ได้ผ่อนคลายเท่าไหร่หรอก

แน่นอน เรื่องที่เรากำลังจะคุยกัน มันเป็นเรื่อง ซีเรียสมาก

ที่จริง ผมบังเอิญรู้ เรื่องนี้ก่อนจะได้เจอนาขวัญครั้งแรกที่มหาลัยเกือบเดือนเลย

เรื่องที่ว่า... ทำไมผมถึงเหมือนลูกชังที่พ่อแม่ไม่รักมาตลอดยี่สิบปี

ตอนแรก ผมคิดว่าเพราะครอบครัวเรามีลูกชายอีกคน เป็นธรรมดาที่พ่อแม่จะโอ๋ลูกชายคนเล็กมากกว่า แม้มันจะนิสัยเสียแค่ไหนก็ตาม ทั้งที่ผมทำดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะการวางตัว เรื่องเรียนหรือเรื่องกีฬา ผมเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย ได้สิทธิ์เข้ารับการคัดตัวเพื่อจะเป็นนักกีฬาทีมชาติ

หากวันหนึ่ง ผมกลับได้รับรู้ว่า... ตัวเอง ไม่ใช่ลูกของคุณหญิงบ้านนี้

ชัดไหม ผมไม่ใช่ลูกแม่ใหญ่ แต่เป็นลูกของ คนใช้ต่างหาก

ใช่ ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมเป็นลูกของสาวใช้ของบ้านหลังนี้

เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน...

ตอนนั้นพ่อยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีด้วยซ้ำ พ่อแต่งงานกับแม่ใหญ่ได้หลายปี แต่ก็ไม่มีลูกสักที ไม่ว่าจะทำวิธีไหนก็ไม่เป็นผล ทั้งทางธรรมชาติหรือแพทย์ คุณปู่บอกว่าถ้าไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาสืบสกุล ท่านจะไม่ยกสมบัติให้คุณพ่อ

แม่ใหญ่กับพ่อเลยปรึกษากันเรื่องนี้ จนเธอคิดอะไรบางอย่างได้

นั่นก็คือ ให้พ่อไปมีอะไรกับสาวใช้ แล้วก็เอาลูกไปให้เธอ แม่ใหญ่ตกลงเรื่องนี้กับ แม่เนตรทิพย์ซึ่งเป็นแม่ของผมกับนาขวัญ ตอนนั้นแม่เป็นสาวใช้ที่บ้านนี้ แต่แม่ผมไม่ยอม...

แม่ใหญ่เลยวางแผนให้พ่อเข้าไป ขืนใจแม่เนตรทิพย์จนตั้งท้องแรก

ซึ่งก็คือ... ผม

อาจจะฟังดูเหมือนละครน้ำเน่า แต่นี่แหละ ชีวิตจริง... น้ำเน่ายิ่งกว่าละครได้มากกว่านี้อีกเชื่อไหม นอกจากผมจะไม่ใช่ลูกของแม่ใหญ่ คุณหญิงที่ออกงานการกุศลแทบทุกวัน ดูเหมือนคนใจดี ซ้ำยังต้องมารับรู้อีกว่า... ตัวเองเกิดจากเหตุการณ์เลวร้ายเกินให้อภัยที่พวกเขาได้ทำไว้กับแม่ของผม

มันเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับจริง ๆ

ผมรู้เรื่องทั้งหมดก็เพราะแม่ใหญ่ทะเลาะกับพ่อ พวกเขาหลุดพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยในใจสงสัยเคลือบแคลงมาตลอดว่าตัวเองทำผิดอะไร ทำไมถึงได้เป็นลูกที่พ่อแม่ชัง ผมเค้นถามพวกเขา จนได้รู้ความจริงทั้งหมด

ความจริงที่ทำให้ผมจุกอกจนพูดไม่ออก น้ำตาไหล แต่กลับไร้เสียงสะอื้น...

หากไม่ได้เกิดจากความรัก เป็นความผิดพลาด... ยังพอทน

แต่ต้องมารู้ว่าตัวเองเกิดจากการข่มเหงรังแกแบบนี้ มันเกินจะรับไหว ผมเสียหลักไปเลยช่วงนั้น เหมือนโลกของผมพังลงในพริบตา แรงกดดันและความเครียดประเดประดังเข้ามาอย่างหนัก เรื่องคัดตัวนักกีฬาก็ถูกตัดสิทธิ์

ช่วงนั้นผมทนแรงกดดันไม่ไหว คุมอารมณ์ไม่ได้... ไปทำร้ายร่างกายโค้ชเข้า

ตอนแม่ผมตั้งท้อง แม่ใหญ่ก็หลอกทุกคนว่าเธอกำลังท้อง กระทั่งแม่คลอดผมออกมา ผมก็ถูกแม่ใหญ่เอาตัวไป จากนั้นแม่ก็ถูกไล่ออกจากบ้านพร้อมกับเงินก้อนหนึ่ง ถูกข่มขู่ว่าถ้าปริปากบอกใคร พวกเขาจะทำร้ายผม

หลังจากไล่แม่เนตรทิพย์ออกจากบ้าน แม่ใหญ่ก็สั่งห้ามไม่ได้ให้พ่อติดต่อหาแม่อีก

แต่หลังผมเกิดได้เกือบสองปี พ่อก็แอบไปหาแม่เนตรทิพย์ ใช้เรื่องผมขู่และบังคับให้มีความสัมพันธ์ลับ ๆ ด้วย เพราะช่วงนั้นท่านระหองระแหงกับแม่ใหญ่ จนแม่เนตรทิพย์ก็ตั้งท้องนาขวัญขึ้นมา

แล้วหลังจากนั้นไม่นาน... แม่ใหญ่ก็ตั้งท้องนริศในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ ๆ ของเขากับแม่ใหญ่ ทำให้พ่อเลือกจะกลับมาหาแม่ใหญ่มากกว่าใส่ใจแม่เนตรทิพย์ แถมยังจะไม่รับผิดชอบอีกต่างหาก

ทว่า แม่เนตรทิพย์ก็ไม่ยอมแพ้

เธอทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อใส่ชื่อตัวเองว่าเป็นพ่อของนาขวัญจนสำเร็จ พ่อก็ใช้เงินปิดปากพวกหมอไม่ให้ปากโป้งเรื่องนี้ออกไป พ่อแค่ยอมให้ใช้ชื่อตัวเองเป็นพ่อ แต่ไม่เคยแยแสนาขวัญกับแม่อีกเลย ไม่เคยสักนิด

ถ้าแม่ยังมีชีวิต ผมก็อยากจะถาม... ทำไมถึงยังอยากให้เขามีชื่อเป็นพ่อของนาขวัญอยู่

คนอย่างเขา ไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเราด้วยซ้ำ

ส่วนตัวผม... ที่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะลูกชายคนโต แต่ไม่เคยได้รับความรักตั้งแต่นริศเกิดมา นั่นเพราะว่าหลังจากผมเกิด ปู่ก็ยกมรดกให้พ่อ จากนั้นท่านก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น เป็นที่รู้จักในฐานะรัฐมนตรี สังคมรับรู้ว่าตระกูลนี้มีผมเป็นลูกชายคนโตของบ้าน พวกเขาก็แค่รักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูลเอาไว้เพื่อไม่ให้เรื่องมันแดง

ผมถึงยังได้อยู่ที่นี่ ในบ้านหลังนี้ ในครอบครัวที่... ไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่เกิด

วันนั้นที่นาขวัญมาที่บ้าน... พ่อกลับมาถามผมเรื่องนี้ เพราะนาขวัญหน้าเหมือนแม่มาก เห็นแวบแรก ท่านก็เดาได้ว่าเธอเป็นใคร ดูเหมือนว่าเลือดของคนเป็นพ่อคงจะเริ่มทำงานในยี่สิบปีให้หลังล่ะมั้งครับ

เหอะ!

“ฉันอยากรับผิดชอบ”

น้ำเสียงทุ้มดูมีอำนาจดังเรียกสติ ผมมองคนพูดที่นั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่นิ่ง ช่างเป็นประโยคที่ได้ยินแล้วไม่ได้ให้ความรู้สึกดีเลยสักนิด ไม่เลย... ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากเขาด้วยซ้ำ

อยากรับผิดชอบ?

“ต่อมความรับผิดชอบทำงานช้าไปยี่สิบปีเลยนะครับ” อดที่จะเหน็บแนมออกไปไม่ได้ ฝ่ามือทั้งสองข้างกำหมัดข้างลำตัวแน่น นึกถึงเรื่องนี้ทีไร เลือดร้อนในกายก็ตีรวนทุกที

ผมโกรธ... จะว่าอย่างนั้นก็ได้

ผมเพิ่งรู้ว่านาขวัญเป็นน้องสาวแท้ ๆ ก็ตอนถามชื่อ นามสกุล แล้วบังเอิญว่าช่วงนั้นนาขวัญมีข่าวขึ้นเว็บบอร์ดของมหาลัยบ่อย ๆ ผมรู้สึกคุ้นชื่อเลยเข้าไปค้นดู แล้วก็เจอรูปถ่ายของเธอเข้า

ความคิดแรกคือ... ผมอยากให้เธอรู้ว่ามีพี่ชายอย่างผมอยู่ ผมอยากดูแลน้อง แต่ไม่รู้จะเริ่มบอกจากตรงไหนหรือเริ่มพูดอะไร มันพูดยาก สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ของเรา นั่นทำให้ผมตัดสินใจค่อย ๆ เข้าใกล้เธอทีละนิดแทน อย่างน้อยก็ให้เราได้รู้จักกันในฐานะรุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมมหาวิทยาลัยก่อน

ส่วนเรื่องอื่น... ก็คงต้องใช้เวลามากกว่านี้

แม้ว่าการเข้าหาของผมจะทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าผมเข้าไปจีบนาขวัญก็ตาม

ก่อนหน้านี้พายุก็มาถามเรื่องนี้กับผม หมอนั่นถามว่าผมกับนาขวัญเป็นพี่น้องกันหรือเปล่า

พอได้ยินคำถามนั้น ผมถึงได้ตัดสินใจว่าจะบอกนาขวัญในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

แต่ก็ถูกผู้เป็นพ่อตัดหน้าซะก่อน

“ฉันรู้ว่าฉันทำผิด”

รู้ตอนที่สายไป จะมีประโยชน์อะไร?

“หึ” ผมเผลอแค่นยิ้มเหยียดสิ่งที่ได้ยินโดยไม่รู้ตัว

“น้องแกก็ควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้”

ก่อนหน้าผมแทบจะไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกรักใคร่จากพวกเขาเลย จนบางครั้งยังถูกสายตาจงเกลียดจงชังจากแม่ใหญ่ที่มองมาบ่อย ๆ ด้วยซ้ำ แม้หลายปีมานี้พ่อจะเริ่มใส่ใจผมมากขึ้น แต่ก็เท่านั้น...

บาดแผลที่มันอยู่ในใจของผมน่ะ บาดลึกจนกลายเป็นแผลที่ไม่มีวันหายไปแล้ว

“ถ้าพ่อคิดได้เร็วกว่านี้... คงดีนะครับ”

 


09:24 P.M.

@ร้านดึงดาวสเตชั่น

ฉันอยากรับผิดชอบ

ฉันรู้ว่าฉันทำผิด

น้องแกก็ควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้

คำพูดของคน ๆ นั้นยังลอยวนเวียนอยู่ในหัว ตั้งแต่บทสนทนาสั้น ๆ ของผมกับเขาเมื่อตอนเย็นจบลง คำพูดพวกนั้นก็ยังคงรบกวนจิตใจและความรู้สึกของผมตลอดเวลา จนไม่สามารถอยู่ที่บ้านหลังนั้นต่อได้ในวันนี้

สุดท้าย ค่ำคืนของผมก็จบลงด้วยการมานั่งที่ร้านเหล้าไม่ใกล้ไม่ไกลจากมหาลัย

ผมไม่ได้ติดเหล้าหรือบุหรี่จนเกินไป แต่ก็รู้ตัวดี พักหลังมานี้ผมใช้มันบ่อยขึ้นกว่าเดิม จริง ๆ ก็ตั้งแต่รู้เรื่องราวทั้งหมดนั่น เรื่องตัวเอง แม่ และน้องสาวอย่างนาขวัญ ต้องยอมรับ... มันมีผลกระทบกับชีวิตผมไม่น้อยเลย

ภายนอกผมอาจจะดูนิ่งเงียบ ไม่สนโลก ไม่แคร์กับสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ใครจะรู้ ข้างในนี้ ลึกลงไปในใจผม...

บางทีมันก็มี ความคิดชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่

จำไม่ได้แล้วว่านั่งอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่ อาจจะครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง หรือมากกว่านั้น...

ที่แน่ ๆ ในหัวผมยังไม่มีความคิดที่จะลุกไปจากที่นี่หรือกลับบ้านในคืนนี้ บางทีนะ ผมคงจะทิ้งเวลาทั้งหมดไปกับการนั่งปล่อยความคิดอยู่ตรงนี้คนเดียวกับบุหรี่หนึ่งมวนในมือที่ถูกยกชิดริมฝีปาก สลับกับแก้วบรรจุน้ำสีอำพันไปเรื่อย ๆ แบบคนโง่ที่ไม่ต้องสนใจอะไร แม้แต่ความรู้สึกตัวเอง โยนทุกอย่างออกจากความสนใจ

เพราะผมรู้ว่าถ้าให้ความสำคัญกับมันเมื่อไหร่...

มันก็จะย้อนกลับมา ทำร้ายตัวผมเอง

ไม่รู้สิ บางที... นี่อาจจะเป็นวิธีเดียวที่ผมยังยืนอยู่ได้ล่ะมั้ง

“โอ๊ย! สงสัยคืนนี้ฝนจะตกหนักแน่เลยว่ะ”

พลัน เสียงทุ้มของใครสักคนดังแทรกความคิด

“... ผมคงจะไม่ใส่ใจอย่างทุกที หากเสียงทุ้มต่ำติดแหบอันเป็นเอกลักษณ์นั่นไม่ได้คุ้นหูเสียเหลือเกิน ผมเหลือบมองเงียบ ๆ เห็นผู้ชายตัวสูงสองคนกำลังเดินตรงมาพร้อมกับผู้หญิงสวยที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

“ไงวะนาย ทำไมวันนี้คุณชายผู้รักสันโดษยิ่งกว่าเพื่อนอย่างมึงถึงชวนพวกกูออกมากินเหล้าได้ครับ” ทันทีที่ทั้งสามคนนั่งลง ผมก็ได้รับประโยคเหน็บแนมจากเพื่อนผมทองหน้าตาลูกครึ่ง เจ้าของประโยคนี้ชื่อ เฌอ

ส่วนคนที่ส่งเสียงแหบ ๆ มาตอนแรก นั่นชื่อ สายชลเรียกสั้น ๆ ว่า ชล

“... ผมเหลือบมองหน้าเพื่อน ไม่ได้ตอบคำถามกระแนะกระแหนนั่นกลับไปในทันที ยกแก้วชิดริมฝีปาก ปล่อยให้ของเหลวไหลลงคอเรียบเรื่อย ก่อนจะพูดออกไปด้วยโทนเสียงปกติ “ไม่ได้ชวน”

นั่นคือความจริง

ผมไม่ได้ชวนใคร ก็แค่จาวโทรมาตอนผมมาถึงร้านเหล้าพอดี เธอถามว่าผมอยู่ที่ไหนเพราะได้ยินเสียงดังรอบตัว ผมก็ตอบไปตามความจริง จากนั้นก็ได้ยินเสียงโวยวายของเฌอกับชลดังลอดมาตามสาย ดูเหมือนสามคนนี้นัดกันออกมาเที่ยวพอดี สองคนนี้มันเลยฝากจาวบอกผ่านโทรศัพท์ว่าพวกมันจะมาหาผมที่นี่ไง

อย่างที่บอก ผมมีกลุ่มเพื่อนสนิท แต่ส่วนใหญ่สะดวกอยู่คนเดียวมากกว่า

“เออครับ พวกกูก็แค่โทรไปตอนมึงมาร้านเหล้าพอดีสินะ” เฌอเบะปากพูดเหมือนงอน สงสัยคิดว่าตัวเองทำแล้วน่ารักเหมือนจาว แต่ไม่เลย ผู้ชายตัวโตเหมือนควายแบบนี้ เห็นแล้ว... รู้สึกคันเท้ายังไงก็ไม่รู้สิ

“อือ” ผมพยักหน้าเนือย ๆ

“ทำไมรู้สึกเหมือนไม่สำคัญเลยวะ” สายชลตัดพ้อออกมาบ้าง

“อือ... ผมก็พยักหน้าอีก

“นาย รู้ตัวปะ มึงนี่กวนตีนหน้านิ่งได้น่าโดนถีบมาก”

“เออแม่ง ทำหน้าให้มัน ๆ หน่อยได้มะ!” เฌอกับชลแยกเขี้ยวใส่ผมพร้อมกัน ก่อนชลจะหันไปแหวใส่ผู้หญิงหนึ่งเดียวที่นั่งร่วมโต๊ะอย่างไม่จริงจัง “จาว สั่งสอนมันหน่อยดิวะ เธอเจอมันบ่อยกว่าพวกฉันอะ”

“อะไรล่ะ ๆ” จาวที่กำลังนั่งกลั้นขำจนหน้าแดงเลิกคิ้วมองสายชล “เจอบ่อยกว่าพวกนาย แต่ก็นับครั้งได้ต่อสัปดาห์เหมือนกันเหอะ อีกอย่าง น่าจะชินได้แล้วนะ นายก็เป็นงี้มาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วปะ น่าค้นหาออก คิก ๆ”

“เออครับ เชิญเธอค้นหามันไปคนเดียวเถอะ” เฌอกลอกตา “เบื่อผัวเมียคู่นี้จริง ๆ”

“เฌอ... ผมเลื่อนสายตามองเจ้าของชื่อ “ดี ๆ”

คนถูกปรามเข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่อได้ทันที เพราะผมไม่อยากให้เฌอพูดถึงจาวแบบนั้น ยังไงจาวก็เป็นผู้หญิง แม้เธอจะดูไม่ได้คิดมากหรือใส่ใจ เฌอกับสายชลติดจะแซวผมกับจาวแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เหมือนเป็นการแซวขำ ๆ ในกลุ่มเพื่อนนั่นแหละ แต่... ไม่รู้สิ ผมแค่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ คนอื่นได้ยินคงเข้าใจจาวผิดหมด

อือ เข้าใจใช่ไหม เดี๋ยวเพื่อนขายไม่ออก อะไรแบบนั้น

“ทำไรก็ผิดหมดอะกู” คนถูกปรามตีหน้าเศร้า แล้วก็กรอกเหล้าเข้าปาก

จากนั้นบทสนทนาบนโต๊ะก็ถูกเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย เพื่อนทั้งสามคนเจื้อยแจ้วกันอย่างเป็นธรรมชาติและออกรสออกชาติกันน่าดู ดูเหมือนเฌอกับชลจะหาเรื่องแกล้งจาวอีกตามเคย ชอบกวนโมโห พอจาวโกรธขึ้นมาจริง ๆ ก็หงอย ทว่า ผมก็คงเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง บุหรี่หมดมวนไปแล้ว เหลือแค่แก้วเหล้าที่ยังถูกยกขึ้นจิบด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย สายตาเริ่มกลับมาไร้โฟกัส ทอดมองไปเรื่อย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษ

กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงเกือบตีสอง

ผมกับเฌอลงความเห็นกันทางสายตาว่าสมควรแก่เวลาที่ควรกลับ สายชลฟุบหลับคาโต๊ะไปแล้ว ส่วนจาวก็มีสภาพเหมือนถูกมอมเหล้า ไม่สิ... ถูกมอมแน่ ๆ ฝีมือไอ้คนที่ฟุบหลับไม่ได้สตินั่นไง

“ไอ้หมาชล กากสัส” เฌอผลักหัวคนหลับไม่รู้เรื่องเหมือนมันเขี้ยว “มึงหิ้วจาวตามมาที่รถกูหน่อย เดี๋ยวกูแบกไอ้หมาชลไปเอง” พูดจบมันก็แบกสายชลขึ้นหลังเดินนำไป

“จาว”

“ไปไหนอ่า”

“กลับ” ผมยกแขนเล็กพาดบ่าเพื่อช่วยพยุงคนเดินไม่ตรง ก่อนจะเดินตามหลังเฌอไปที่รถ มาถึงก็จัดให้จาวนั่งเบาะหลัง ส่วนสายชลนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ เฌอบ่นไม่หยุดเพราะชลทำท่าจะอ้วกตลอดเวลา

“ไอ้ชล ถ้าอ้วกใส่รถกูนะมึง!

“... ผมขมวดคิ้วมองเฌอที่ดูจะงุ่นง่านกับเพื่อน ก่อนจะหยิบถุงพลาสติกของร้านสะดวกซื้อที่อยู่แถวเบาะหลังออกมา แล้วเอาไปคล้องไว้กับหูกาง ๆ ทั้งสองข้างของสายชล กลายเป็นเหมือนมันกำลังมีหน้ากากออกซิเจนสวมอยู่

“แม่งจะไม่อ้วกนอกถุงใช่ไหมวะนั่น”

“ไม่”

“ไม่เลอะ?”

“ไม่แน่...

END NAINOI TALKS

 



วันต่อมา

ตึก ตึก...

เสียงฝีเท้าหนักเบาดังสม่ำเสมอลอยเข้ามาในโสตประสาท

แผ่นหลังพลันเหยียดตรง ร่างกายเกร็งเครียดโดยอัตโนมัติ ฉันกระชับมีดปลายแหลมในมือที่กำลังหั่นผักแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงอย่างกดดัน กลอกตามองซ้ายขวาเท่ารัศมีการมองเห็น ความหวาดระแวงแทรกซึมเข้ามาในใจ เป็นอย่างนี้มาตลอด ตั้งแต่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นอยู่ที่นี่ และยิ่งตื่นกลัวมากกว่าเดิมจากเหตุการณ์เมื่อวาน เหมือนประสาทสัมผัสไวกว่าปกติ ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน แม้แต่ตอนที่เผลอหลับด้วยความอ่อนเพลียก็ยังสะดุ้งตื่นบ่อยครั้ง

ก่อนที่ทุกคนในบ้านจะตื่น ฉันจึงรีบออกไปซื้อของสดมาทำอาหารตั้งแต่เช้ามืด มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้การจะขยับตัวไปทางไหนของฉัน กลับต้องเพิ่มความระแวดระวังมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า

ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองจะกลายเป็นโรคประสาทยังไงยังงั้น

เช่นเดียวกับตอนนี้... ฉันกำลังยืนทำอาหารอยู่หน้าเตาในห้องครัว ตอนนี้ก็ยังเป็นเวลาที่เช้าเกินกว่าจะมีใครตื่นในยามปกติ เสียงฝีเท้าเมื่อกี้ ทำให้ฉันยืนนิ่งอยู่ท่าเดิมราวกับถูกสาป ไม่กล้าหันกลับไปมองด้านหลัง

กระทั่ง ฝีเท้านั้นหยุดลงในรัศมีห้องครัว

ทุกอย่าง... หยุดนิ่งไปพร้อมกับลมหายใจของฉัน

มีช่องว่างที่เรียกว่าความเงียบเกิดขึ้นอึดใจหนึ่ง รับรู้ว่ามีใครบางคนยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลทางด้านหลัง แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา มันทำให้ฉันตัวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ หัวใจเต้นระรัวแข่งกับน้ำที่กำลังเดือดปุด ๆ ในหม้อตรงหน้า เงี่ยหูเพื่อฟังว่ามีเสียงฝีเท้าเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีหรือเกิดการจู่โจมจากด้านหลังขึ้นมา

รับรอง... มีดในมือเล่มนี้จะไม่ได้ใช้ทำอาหารอีกต่อไป

“...

“...

ราวกับเป็นความเงียบที่ใช้วัดใจ เวลาในโลกแห่งความจริงไม่ได้นานนัก หากแต่เวลาในความรู้สึกฉันกลับเดินช้าจนน่าใจหาย เพราะความเงียบนั้นกำลังกดอากาศในปอดฉันไว้ จนเริ่มจะหายไปทีละนิด ทีละนิด...

กระทั่ง มีเสียงฝีเท้าเกิดขึ้นในสุดที่

พรึบ!

พร้อมกับร่างกายฉันที่ขยับไปก่อนสมองสั่งการ กลับหลังหันไปมองความเคลื่อนไหวนั้น ในมือก็ยังถือมีดชี้ปลายไปทางด้านหน้าใช้เป็นโล่ให้กับตัวเอง แน่นอน พอเห็นว่าฉันหันกลับมาพร้อมมีดในมือ เขาก็ชะงักฝีเท้าลง

“ไม่เอาน่า เด็กดีเขาไม่เล่นของมีคมนะ รู้ไหม?” น้ำเสียงทุ้มที่ฟังดูผ่อนคลาย ราวกับไม่ได้ยี่หระต่อของในมือฉัน สร้างความรู้สึกพะอืดพะอมอย่างบอกไม่ถูก มือที่กำด้ามมีดแน่นอยู่แล้วก็ยิ่งแน่นขึ้นไปอีกจนเจ็บฝ่ามือ

สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนี้

และตอนนี้ เขาก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าฉันด้วยท่าทางน่าขยะแขยงอีกแล้ว

“... เกลียด

ฉันเกลียด!

“ไข่หวานของอา ไม่ดื้อสิคะ” ถ้อยคeจากปากโสโครกนั่นทำให้ขอบตาฉันร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้ เม็ดเหงื่อที่ซึมชื้นตามกรอบหน้าและฝ่ามือบ่งบอกว่าความกดดันที่ตีรวนอยู่ในใจมีมากแค่ไหน แม้เขาจะไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ แต่แค่ยืนใช้อากาศร่วมกัน ฉันก็รู้สึกสะอิดสะเอียน “เด็กที่พูดไม่รู้ฟัง ระวังจะโดนทำโทษนะ”

“ไปตายซะ!” ฉันตะโกน

ใช่... ฉันคิดว่าตัวเองตะโกนออกไปจนสุดเสียง ให้สมกับความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในนี้ ในใจและความรู้สึกของฉัน ทว่าความเป็นจริง เสียงนั้นกลับเบาหวิวจนแทบไม่มีใครได้ยิน เหมือนเส้นเสียงถูกบางอย่างดูดกลืนให้หายไป ความกลัว ความทรงจำ อะไรพวกนั้นมันหนักหนา จนทำให้ฉันอยากร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อยากหนี...

แต่ยิ่งหนี ก็ยิ่งเผชิญกับความเลวร้าย

เคยแล้ว หนีน่ะ... เคยทำมาแล้ว และมันไม่ดีขึ้นเลย

“นี่ ไข่หว... น้ำเสียงน่ารังเกียจขาดหายไป เพราะมีคนเดินเข้ามาในห้องครัว

“ดีครับน้านพ ตื่นเช้าเชียว หิวจัดเหรอครับ?”

เป้น่ะ ดูเหมือนจะเพิ่งตื่นไม่กี่นาทีก่อนเพราะยังอยู่ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาว ผมชี้ฟูไม่เป็นทรง และการมาของเป้ก็ทำให้ฉันเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผู้ชายคนนั้นแวบหนึ่ง ทิ้งสายตาที่ทำให้ไรขนอ่อนในร่างกายของฉันลุกชัน ก่อนจะปรับสีหน้า แล้วหันไปหาเป้ที่เดินผ่านตัวเขาไปยังตู้เย็นที่อยู่เยื้องออกไปอีกด้าน

คำว่า หิวจัดกับสายตาที่เป้มอง เหมือนมีบางอย่างแอบแฝงมาด้วยยังไงยังงั้น

“ไง เราเองก็ตื่นเช้านะเป้”

“หิวน้ำน่ะ” เป้ชูขวดน้ำในมือขึ้น พลางเหลือบมองฉันวินาทีหนึ่ง ก่อนจะกระดกขวดน้ำในมือพลางยืนพิงตู้เย็นด้วยท่าทีอ้อยอิ่ง “ดูเหมือนน้านพคงต้องรออีกพักใหญ่เลยล่ะ กว่าอาหารเช้าจะเสร็จ ผมว่า กลับไปนอนต่อดีไหมครับ?”

“นั่นสิ น้าก็คิดอย่างนั้น แค่ลงมาดูเฉย ๆ ว่ามีอะไรทาน ได้กลิ่นหอมเลยทำให้ท้องร้อง”

“หิ้วท้องรอไปก่อนแล้วกันครับ” เป้ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ หากฉันกลับรู้สึกได้ถึงความกดดันบางอย่างที่คลุ้งไปทั่วบริเวณห้องครัว “หรือถ้าไม่ไหว น้านพออกไป หากินข้างนอกจะง่ายกว่า โจ๊กหน้าหมู่บ้านมีนะครับ เผื่อไม่รู้”

“ไม่เป็นไร น้าหิ้วท้องรอได้ ยังไงก็อยากกินที่นี่มากกว่า”

“...” ไรขนอ่อนตามร่างกายลุกชันอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อคน ๆ นั้นหันมามองฉันตอนพูดประโยคนั้นกับเป้ ทิ้งสายตาน่ารังเกียจนั่นไว้ ชวนให้รู้สึกคลื่นเหี้ยน ก่อนเขาจะเดินออกจากห้องครัวในวินาทีต่อมา

เหลือแค่ฉันกับเป้ที่ยังยืนนิ่งอยู่สองคน

แปลกนะ ทั้งที่เขาออกไปจากตรงนี้แล้ว หากร่างกายของฉันกลับไม่ยอมผ่อนคลายสักวินาที หนำซ้ำ... ก้อนเนื้อในอกก็ยังเต้นหน่วงหนักจนน่ากลัว ฝ่ามือและกรอบหน้าซึมชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ หลายวินาทีที่ฉันเอาแต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น พยายามรวบรวมสติกลับมา สูดลมหายใจลึกซ้ำ ๆ เมื่อเห็นว่ามือข้างที่ถือมีดกำลังสั่นระริก

ทว่า ไม่กี่วิฯ ต่อมา กลับต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

ปึก!

“น่ารำคาญฉิบหาย!” เป้น่ะ...

“... เขากระแทกขวดน้ำลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนกลางห้องครัวเต็มแรง น้ำจึงกระเฉาะออกจากปากขวดที่ไม่ได้ปิดฝาจนเกิดรอยเปียกรอบ ๆ แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นที่ควรสนใจ เพราะตอนนี้เด็กตัวโตกำลังแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้า สำทับคำที่สบถออกมาได้เป็นอย่างดี และคงไม่มีใครที่น่ารำคาญสำหรับเขาในตอนนี้เท่าฉัน

เขาถึงได้กราดสายตาดุดันมองมาเหมือนอยากจะเอาเรื่อง

ทั้งที่ฉัน... ยังไม่ทันได้ทำอะไรด้วยซ้ำ

หรือไม่ อาจเพราะไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละ... ถึงได้น่ารำคาญ

“รู้ไหม ฉันแม่งโคตรรำคาญเธอเลย” เด็กมอหกตัวสูงใหญ่ก้าวเข้าหา สร้างแรงกดดันบางอย่าง จนฉันต้องขยับถอยหลัง ทั้งที่ในมือมีมีด แต่สองเท้ากลับถอยหนีอย่างขี้ขลาด “ถามจริง ไม่รู้สึกรำคาญตัวเองบ้างเหรอวะ?”

ไม่เข้าใจ เป้โมโหอะไร ทำไมต้องไล่ต้อนจนฉันหมดทางหนีแบบนี้

ทำไมต้องทำให้กลัว...

สะโพกฉันกระแทกเข้ากับเคาน์เตอร์มุมหนึ่งของครัว เป็นมุมที่ไม่มีทางให้หนีอีกแล้ว หลังจนฝา ตรงหน้าก็มีเป้ยืนอยู่ ตรงกลางระหว่างเรามีมีดที่ถืออยู่ในมือฉัน ปลายแหลมของมันชี้ใส่หน้าท้องของเด็กคนนี้ แต่เขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัว ต่างจากฉัน... แค่เงาดำสูงใหญ่ของเขาพาดทับ ตัวฉันก็สั่นเท่าไปทั้งร่างอย่างน่าสมเพช ก้มหน้าต่ำลงเรื่อย ๆ จนสายตาจดจ่ออยู่กับมีดในมือ มองมันเหมือนใช้ความคิด ทั้งที่ในหัวเริ่มคิดอะไรไม่ออก

ไม่รู้ว่าถือมันไว้ทำไมกันแน่ ในเมื่อมันไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรสักอย่าง ถ้าต้องใช้จริง ๆ ฉันจะกล้าแทงหรือเปล่านะ... แล้วไม่รู้ว่าตอนนี้เป้กำลังทำหน้าตาน่ากลัวแค่ไหน ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขา

กระทั่ง...

หมับ!

“อึก!” ฝ่ามือหยาบกระชากปลายคางของฉันอย่างแรง ใบหน้าแหงนขึ้นตามความต้องการของเจ้าของฝ่ามือใหญ่อย่างทัดทานไม่ได้ สันกรามเจ็บร้าวเพราะแรงที่เป้ใช้บีบไม่ได้เบาเลยสักนิด เหมือนเขากำลังจะบดกรามฉันด้วยมือเปล่ายังไงยังงั้น ยิ่งเห็นสายตาน่ากลัวของเป้ ฉันก็ยิ่งสั่นกลัวอย่างไม่เข้าใจ

เขาโกรธในเรื่องอะไรกันแน่

“เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้าโง่ ๆ แบบนี้สักที รู้ไหมว่ามันโคตรจะน่ารำคาญ” วูบหนึ่ง เหมือนแววตาคมคู่นั้นสั่นไหวด้วยความรู้สึกบางอย่าง ตอนที่เราได้สบตากันจากเรี่ยวแรงมหาศาลที่ใช้บีบบังคับให้ฉันเงยหน้า

“อะ อะไร... ฉันพึมพำถามอย่างไม่เข้าใจ นิ่วหน้าอีกครั้งด้วยความเจ็บเมื่อเป้ลงแรงบีบหนักกว่าเดิม ผิวเนื้อบริเวณที่ถูกสัมผัสคงจะเกิดรอยช้ำตามมาหลังจากนี้เป็นแน่

“โว้ยยย! โง่เง่า ไม่ได้เรื่อง! ยัยตัวน่ารำคาญ!” เขาสบถใส่หน้าฉันคล้ายกับหมดความอดทน ก่อนเหวี่ยงฉันไปอีกทางจนร่วงลงพื้นเพราะไม่ทันตั้งตัว มีดในมือหลุดกระเด็น หล่นอยู่แทบเท้าเด็กตัวโตอย่างไร้ค่า

“ฮึก... แรงกระแทกสะเทือนถึงหน้าท้องที่บอบช้ำ เจ็บซ้ำจนน้ำตาเล็ดออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ฉันกัดริมฝีปากจนซีดเซียว กำหมัดและจิกเล็บลงกลางฝ่ามืออย่างแรงเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกทุกอย่างไว้ข้างใน

เจ็บปวด หวาดกลัว และกรุ่นโกรธ

“เพราะเธอเป็นแบบนี้ไงไข่หวาน”

“อึก... ฉันผวาด้วยความตระหนก เมื่อฝ่าเท้าหนักของเป้บดขยี้ลงที่ข้อเท้าอย่างจงใจ ใช่... เป้กำลังเหยียบข้อเท้าของฉัน ค่อย ๆ ลงแรงทีละนิด เพิ่มความเจ็บปวดให้มากขึ้นอย่างช้า ๆ ฉันกัดริมฝีปากข่มความเจ็บ พร้อมทั้งคว้าข้อเท้าหนาไว้ด้วยสองมือ พยายามจะยกมันออก แต่เรี่ยวแรงของฉันกับเป้ก็ต่างกันเกินไป

บางทีนึกอยากตะโกนออกไปให้สุดเสียง อยากถาม...

ฉันไปทำอะไรให้นักหนา ทำไมต้องเกลียด ทำไมต้องทำร้าย ทำไมต้องจ้องจะทำลายกันอยู่ได้ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ทำไม! ทำไม!! ทำไม!!!

“เพราะเป็นแบบนี้แหละ เธอมันถึงได้น่าสมเพชจนฉันอยากจะอ้วก”

“...

“ถ้ายังไม่เลิกนิสัยโง่ ๆ นั่นสักที ก็เชิญโดนคนอื่นเหยียบหัวไปจนตายเถอะ ยัยหน้าโง่!

แล้วเขา... อยากให้ฉันเป็นยังไงงั้นเหรอ?

รู้ไหม บางทีฉันก็รู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก เหนื่อยกับชีวิตในทุก ๆ วัน เหนื่อยกับบางอย่างที่ผ่านเข้ามา แต่กลับไม่ยอมผ่านออกไป เหนื่อยกับการจมอยู่ในความหวาดกลัวที่ไม่สามารถฉุดรั้งตัวเองให้เข้มแข็งขึ้นได้อย่างคนอื่น

เคยเป็นไหม... เหนื่อยจนท้อ เหนื่อยจนหมดแรง หมดใจจะไปต่อ ทั้งที่ฉันอายุเพียงแค่สิบเก้าปี เป็นแค่เด็กปีหนึ่ง เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตเงียบ ๆ เรียบง่ายในพื้นที่เล็ก ๆ ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจของใคร ไม่ต้องอยู่ในสายตาใครก็ได้ ตัวตนจะจืดจางแค่ไหนก็ได้

ขอแค่อย่าทำร้ายกัน... เพราะฉันไม่เคยทำร้ายใคร

มีแค่พวกเขาที่กดฉัน เหยียบลงมาซ้ำ ๆ จนฉันจมติดพื้นดิน ไม่ใช่ไม่เคยลุกขึ้น แต่พอลองลุก... ฉันก็ถูกเหยียบลงมาอีก เหยียบย่ำให้จมอยู่กับความเจ็บ หวาดกลัวเหมือนเดิม เหยียบซ้ำ ๆ จนฉันรู้สึก... อยากพอแล้ว

มันเหนื่อยเกินกว่าจะลุกขึ้นยืน ท้อจนไม่อยากเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือหัว

แค่คิดว่า ถ้าลุกขึ้นก็จะถูกเหยียบให้เจ็บอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า... ฉันก็กลัวไปหมด

ไม่มีใครรู้หรอก ความรู้สึกพวกนั้นน่ะ ฉันจมอยู่กับมันมาหลายปี อยู่กับมันมานานจนไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงดี หลายครั้งต่อหลายครั้ง ฉันหลีกเลี่ยง เลือกจะไม่เสี่ยงกับอันตราย ไม่เอาตัวเข้าไปวุ่นวายกับใครนัก

แต่เห็นไหม... ขนาดอยู่เฉย ๆ พวกเขาก็ยังเข้ามากระชากฉันลงในหุบเหวนั่นอีก

ฉันไม่อยากหวาดกลัวกับอะไร แต่ก็ขจัดความรู้สึกอ่อนแอนั่นออกไม่ได้เสียที

การถูกถีบให้ล้มทุกครั้งในตอนที่พยายามลุกยืนด้วยตัวคนเดียว มันหนักหนานะ เพราะตอนที่นอนอยู่บนพื้นแล้วมองขึ้นมา... ฉันไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ นอกจากคนที่พยายามจะเหยียบฉันเท่านั้น

อืม ก็เหมือนจะเข้าใจที่เป้ต้องการจะสื่อขึ้นมา คงหมายถึงนิสัยของฉันที่มันน่ารำคาญ ฉันรู้ ใช่... มันทั้งน่ารำคาญและน่าสมเพช เหมือนเป้อยากให้ฉันจัดการอะไรสักอย่างให้ดีกว่านี้ ให้สู้เหรอ ให้เข้มแข็งอย่างนั้นใช่ไหม

ดู ๆ ไปก็เหมือนการหวังดี แต่จะมีประโยชน์อะไร...

ในเมื่อเป้เป็นคน เริ่มต้นผลักฉันลงเหวแห่งความน่าสมเพชนี้เป็นคนแรก

“แกนี่เป็นเด็กยังไง คิดว่าโกหกให้ปานมาช่วยพูดแล้วฉันจะเชื่องั้นเหรอ!

หลังมื้อเช้าของทุกคนในบ้านจบลง ฉันก็ถูกคุณน้าเรียกมาปรับทัศนคติ ดูเหมือนพี่ปานจะช่วยพูดกับคุณน้าให้ หลังจากที่สัญญาเอาไว้เมื่อคืน ฉันซาบซึ้งมาก พี่ปานดีกับฉันจริง ๆ ฉันรู้... แต่ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น ตอนนี้ฉันยืนก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองนิ่งอยู่ข้างนอกตัวบ้านกับคุณน้า และเธอกำลังใช้นิ้วจิ้มศีรษะฉันแรง ๆ หลายครั้ง

ใช่ แม้กระทั่งพี่ปานพูด คุณน้าก็ยังไม่เชื่อ

เธอคิดว่าฉันโกหก คิดว่าฉันหลอกใช้ความใจดีของพี่ปาน

“... คิดได้ยังไงนะ

“คนอย่างมานพ เขาไม่ทำเรื่องพรรค์นั้นกับเด็กแบบแกหรอกไข่หวาน ดูสารรูปตัวเองซะบ้าง ใครมันจะไปทำอะไรได้ลง ออกไปเดินในซอยเปลี่ยวกลางดึกยังปลอดภัยด้วยซ้ำ เพราะคนเขาคิดว่าแกเป็นผีมากกว่าคน”

“... ฉันเม้มปากเป็นเส้นตรง ขยำชายเสื้อด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อระบายทุกอย่างออกมา

สิ่งที่รู้สึกตอนนี้มีแค่สองอย่าง เสียใจและกรุ่นโกรธ...

เสียใจที่เธอไม่เชื่อแม้กระทั่งคำพูดของลูกสาวตัวเอง โกรธกับคำพูดดูถูกถากถางเหล่านั้น

มันแย่นะ แย่มากที่ได้ยินคนเป็นน้าแท้ ๆ พูดแบบนั้นออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ภาพลักษณ์ของฉันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็จริง คงดูน่ากลัวเวลาอยู่ในมุมมืด หลายคนอาจจะแยกไม่ออกว่าฉันเป็นคนหรือผีกันแน่ แต่แล้วยังไง... ต่อให้ฉันไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ แต่ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะหวาดกลัวไม่ใช่เหรอ ไม่รู้คุณน้าอคติอะไรกับฉันนักหนา เธอถึงได้พาลคิดไปว่าฉันล้างสมองพี่ปาน โกหกเรื่องของผู้ชายคนนั้น มันน่าขำ ทั้งที่ไม่เคยขำ คนอย่างฉันจะโกหกไปทำไม

อย่างน้อยถ้าไม่เชื่อฉัน คุณน้าก็น่าจะสะกิดใจกับคำพูดพี่ปานบ้าง

แต่รู้ไหม ตอนนี้ฉันไม่รู้สึกผิดหวังในตัวคุณน้าเลย...

... เพราะฉันไม่ได้หวัง ไม่เคยคาดหวังอะไรจากเธอมานานมากแล้ว

ไม่รู้สิ หรือจริง ๆ ฉันมันก็แค่ คนที่สิ้นหวังกับทุกอย่างในชีวิตมั้ง

คนเรามักเจ็บปวดเพราะความหวัง สิ่งนั้นมันน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ พอเริ่มคาดหวังกับอะไรสักอย่างและผิดหวังจากมันซ้ำ ๆ ความรู้สึกก่อนหน้าก็พังลงจนหมด พังจนไม่เหลือชิ้นดี เจ็บจนกลัวการคาดหวังในครั้งต่อไป

ฉันขี้ขลาด ฉันรู้ตัวดี...

รู้ดีจนบางทีก็เหมือนจะไม่รู้... ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่

ถ้าหายไป มันอาจจะง่ายกว่ามีลมหายใจด้วยซ้ำ

“จำใส่หัวไว้ ถ้ายังทำตัวเป็นเด็กเลี้ยงแกะอีก...

“ไม่ได้... โกหก” ฉันพึมพำขัดคำพูดของเธอขึ้นมา เสียงเบาอีกแล้ว แหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน

แต่สุดท้ายคุณน้าก็หยุดพูด ฉันบีบชายเสื้อแน่นกว่าเดิมตอนเงยหน้าขึ้นมองช้า ๆ มองผ่านม่านผมสีดำของตัวเอง เห็นว่าคุณน้ามีสีหน้าหงุดหงิดไม่น้อย เธอจ้องฉันเหมือนอยากจะเข้ามาบิดต้นแขนให้เนื้อเขียวอย่างตอนเด็ก ๆ

“จะพูดอะไรก็พูดออกมาดัง ๆ หรือแกกำลังด่าฉันอยู่ นังเด็กเหลือขอ!

สุดท้าย ต้นแขนของฉันก็ถูกกระชากด้วยฝ่ามือเหี่ยวย่นตามอายุของคนตรงหน้า แรงบีบและจิกเล็บผ่านแขนเสื้อไม่ได้ลดความเจ็บปวดลงแต่อย่างใด ฉันตัวสั่น เจ็บ แต่ก็ต้องกัดริมฝีปากข่มความรู้สึกเหล่านั้นไว้ ก่อนจะสูดลมหายใจ รู้สึกได้ว่าดวงตาหลังม่านผมกำลังจ้องคนตรงหน้าแข็งกร้าว ทั้งที่มีน้ำใสคลอเต็มหน่วยตา

“ไม่ได้โกหก! เขาทำ!!” เส้นเสียงเจ็บแสบไปหมดเลย “เขาทำหนู!



[1] พาร์ทนี้ของพี่นายน้อย บางส่วนเป็นฉากที่มีอยู่ในเรื่อง Lose Control ร้ายเกินพิกัด รักเกินควบคุม! นะคะ (ใครเคยอ่านจะคุ้น ๆ)



TO BE CONTINUED

อยากรวบกอดทั้งไข่หวานทั้งพี่นายน้อย ฮืออออ
ไม่เป็นไรนะทุกคนนนนนน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #871 Mini-fish (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 23:28
    อยากตบหน้าสักที
    #871
    0
  2. #550 Creamy123 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 19:59
    แชมกันน่าร้ากกกก
    #550
    0
  3. #531 สมีนเอง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 06:47
    ทำไมขำตอนแชทกัน ????
    #531
    0
  4. #525 Mimm (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 13:43
    น่าติดตามมากค่ะ แตกต่างจากพายุ นาขวัญมาก แต่ก็ชอบแนวนี้นะคะมีอะไรให้ลุ้นตลอด มาต่อเร็วๆนะคะไรท์
    #525
    0
  5. #524 Mee I'ya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 16:33
    คุยกันได้ชักทีนะคะ
    #524
    0
  6. #523 Mee I'ya (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 16:32
    คุยกันได้สักที
    #523
    0
  7. #522 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 10:57
    น่าจะพบละนะว่าจะคุยกับไข่หวานยังไง
    #522
    0
  8. #521 KFahsai (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 09:43
    โอ้ววว เค้าเริ่มคุยกันแล้ววววคร้าาาา
    #521
    0
  9. #520 aey_nameay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 09:24
    กรี๊ดดดดดดดดดดดด
    ไรท์ยิบมีดมาแทงเจ้เลยสิ!
    #520
    1
    • #520-1 `•Noknk}*지용(จากตอนที่ 7)
      7 พฤษภาคม 2560 / 09:25
      ห๊ะะะ แทงทำไมมม 5555
      #520-1
  10. #519 Witeera Madsen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 08:37
    อยากอ่านต่ออออ
    #519
    0
  11. #517 moonan123 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 21:12
    รอ..มาต่อไวไวน่า
    #517
    0
  12. #516 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 16:44
    คิดว่าทำแล้วจะรอดก็ลองดูนริศ
    #516
    0
  13. #515 สมีนเอง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 08:01
    แนวแบบนี้ไม่ได้อ่านมานานแล้วว รอนะจ๊าา
    #515
    0
  14. #514 Witeera Madsen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 21:04
    อยากให้ไข่หวานมีความสุขขข
    #514
    0
  15. #513 Witeera Madsen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 21:03
    รอออ มัความเปนห่วงงงง
    #513
    0
  16. #512 joy sy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 19:44
    น่าสงสารทั้งคู่
    #512
    0
  17. #511 Nongphua (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 18:45
    รอออออต่อออไปปปป><
    #511
    0
  18. #510 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 12:53
    น้ำตาแตกอีกแล้ววววว
    #510
    0
  19. #509 aey_nameay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 23:10
    โอ๊ยยยย ไม่ไหวแล้ว
    เจ้ก็อยากบอกเหมือนกัน เจ้เข้าใจนะ
    #509
    0
  20. #508 Sakuraiwa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:54
    ชอบการบรรยายย หน่วงดีTT
    #508
    0
  21. #507 dati (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 22:07
    ไข่หวานที่น่าสงสารรรร
    #507
    0
  22. #506 barara~ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 21:03
    พี่นายน้อยคือที่สุดดด
    #506
    0
  23. #505 CHoMPoo_PRT (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 20:48
    นิยายใบ้555555555 พอจบแล้วเรามานับประโยคที่สองคนนี้คุยกันเถอะ555555
    #505
    0
  24. #504 KFahsai (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 20:00
    ไม่เป็นไรนะไข่หวาน พี่นายน้อยจะคอยดูแลเอง
    #504
    0
  25. #503 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 19:34
    ไข่หวานไม่ต้องกลัวนะพี่นายน้อยอยู่นี่แล้ว แงงงง #รอออออ
    #503
    0