DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 3 : LOSE :: ACTION 2 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,087
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง
Author : indy_swag | Rate : PG-13

แท็กทวิตเตอร์ #นายน้อยไข่หวาน

 
:คำเตือน:
นิยายเรื่องนี้พระ-นางค่อนข้างพูดน้อย (มาก!) ทำให้การบรรยายความรู้สึกนึกคิดจะค่อนข้างเยอะกว่าปกตินะคะ
ถ้าใครไม่ถูกจริตกับความเงียบสามารถผ่านได้ แต่ถ้าชอบพระเอกละมุน อบอุ่น เชิญมาตกบ่วงพี่นายน้อยได้เล้ยยย
ถึงจะเงียบ ๆ สื่อสารผ่านโทรจิต(?) แต่รับประกันความอบอุ่นของพี่นายน้อยค่ะ ดือที่สุดแน้วคนเน้! 


 ACTION 2 
 
 


KHAIWAN TALKS

พลั่ก!!

ความเจ็บร้าวเล่นงานประสาทสัมผัสเฉียบพลัน เมื่อร่างฉันถูกคนตรงหน้าผลักจนล้มกระแทกพื้นอย่างแรง ซ้ำเจ้าของการกระทำยังหลุบตามองด้วยสาวตาวาวโรจน์น่ากลัว ฉันนั่งตัวสั่นอยู่กับพื้น อยากจะลุก แต่แค่ขยับก็ร้าวไปถึงกระดูกสะโพก ได้แต่กัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองอีกเป็นครั้งที่สอง

อยากร้องไห้...

แต่ก็จุกเกินกว่าจะร้องออก

รอบข้างเต็มไปด้วยคนหลายสิบคนที่ฉันไม่รู้จัก พวกเขามองฉันด้วยสายตาสมเพชเวทนา พากันชี้มาที่ฉันแล้วก็หัวเราะเยาะ เสียงพวกนั้นน่ารังเกียจ สายตาของพวกเขาก็เช่นกัน

ไม่ชอบเลย

นั่นทำให้ยิ่งต้องก้มหน้าตัวเองจนคางชิดคอแบบที่ชอบทำตั้งแต่เล็กจนโต สุดท้ายเลยกลายเป็นนิสัยติดตัวที่แก้ไม่หายสักที โชคดีที่ผมฉันยาวปิดหน้า มันช่วยซ่อนความอ่อนแอที่กำลังฉายชัดจากสายตาคนพวกนี้

ฉัน... กลายเป็นตัวตลกอีกแล้ว

“ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าแส่ไม่เข้าเรื่อง!” น้ำเสียงเข้มจัดทั้งยังแข็งกร้าวดังออกจากปากชายหนุ่มวัยสิบแปดปีเจ้าของร่างสูงตรงหน้า เขากำลังโกรธจัดจนเหมือนอยากจะเข้ามาบีบคอฉันยังไงยังงั้น

คิดว่าอยากยุ่งด้วยมากเหรอ... เปล่าเลย

เป็นไปได้ ไม่อยากเฉียดเข้าใกล้สักมิลฯเดียวด้วยซ้ำ

“... อยากพูดใจแทบขาด ทว่าก็ได้แต่ปิดปากเงียบเหมือนอย่างเคย

“โหววว ไอ้เป้มีแม่มาคุมงี้ก็หมดหนุกดิวะ”

“ไม่อยากโดนตีนก็หุบปากมึงไป เหี้ยอ๋อง” เป้หันไปตะคอกใส่เพื่อนที่ชื่อ อ๋องด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเต็มที

ก่อนจะเดินเข้ามากระชากต้นแขน รั้งให้ฉันลุกขึ้นตามแรงนำพา ออกแรงลากฉันให้เดินถูลู่ถูกังไปที่หน้าประตูห้องจนเกือบตามไม่ทัน รองเท้าส้นสูงที่ไม่ถนัดใส่ก็ทำพิษ ส้นหักจนเท้าพลิกตก โชคดีแค่ไหนที่ไม่ได้ข้อเท้าแพลง

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...

พรึบ!

“อ๊ะ... เผลอหลุดครางด้วยความตั้งตัวไม่ทัน ฉันถูกเหวี่ยงออกจากห้องแบบไม่ออมแรง รองเท้าส้นสูงข้างที่ส้นหักก็หลุดออกจากเท้าตอนถูกลากให้ตามออกมา เหลือแค่ข้างเดียวที่ฉันต้องเขย่งเท้าให้สมดุลกัน

“ไสหัวไป”

“ตะ แต่...จะให้ไปไหน ในเมื่อฉันมากับเขา แถมยัง... เป็นต่างจังหวัดอีก ถึงจะไม่ไกลจากกรุงเทพมาก แต่ฉันก็มากับเขา ซ้ำร้าย ต่อให้อยากกลับแค่ไหน... ฉันก็กลับโดยไม่มีเขากลับด้วยไม่ได้

“จะไปไหนก็ไป!” เขาตะคอกใส่จนฉันสะดุ้งสุดตัว “ถ้าฉันอยากกลับเมื่อไหร่จะโทรเรียกเอง!

ปัง!

ประตูห้องถูกปิดลงอย่างแรง ได้ยินเสียงกดล็อกด้วย พอลองบิดดูก็พบว่ามันล็อกจริง ๆ

ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเกือบสิบนาที จำไม่ได้ว่าถอนหายใจไปกี่ครั้ง ก่อนจะพาตัวเองลงมาข้างล่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่ในสถานที่แบบนั้นเท่าไหร่ จัดการถอดรองเท้าที่เหลือข้างเดียวทิ้งอย่างไม่ใยดี

แค่เดินเท้าเปล่ามันไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่ไปมากกว่านี้หรอก

เด็กวัยรุ่นคนนั้นชื่อ เป้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 6 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง พวกเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แม่ฉันเป็นพี่ของแม่เป้น่ะ ส่วนถ้าถามว่าทำไมเขาถึงทำกริยาหยาบคายกับฉันที่อายุมากกว่าหนึ่งปีแบบนี้ คงเพราะเป้ไม่ชอบขี้หน้าฉันเท่าไหร่ ยิ่งวันนี้เขามาปาร์ตี้กับเพื่อนที่ทะเลและฉันต้องตามมาด้วย เขาก็ยิ่งหงุดหงิด

เหตุที่ฉันต้องมาเพราะคุณน้าหรือแม่ของเป้บังคับให้ฉันมากับลูกชายเธอ

เป้โกหกคุณน้าว่าจะมางานเลี้ยงที่โรงแรม พอฉันถูกบังคับให้ตามมาด้วยเลยต้องแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีขาวและรองเท้าส้นสูงค่อนข้างเรียบร้อย

แต่พอมาถึงที่นี่... กลับพบว่าเป็นแค่ปาร์ตี้มั่วสุมของเด็กเกเรบ้านรวยตามเคย

ฉันไม่ตกใจกับปาร์ตี้แบบนี้เพราะตามเป้ไปหลายครั้ง แต่ครั้งนี้... พวกเขาเล่นยาด้วย ฉันเห็นว่าเป้กำลังจะเสพมันกับพวกเพื่อนเขา ฉันถึงเข้าไปขัด เป็นเหตุให้เป้โกรธจัดจนผลักฉันกระเด็นแล้วจับโยนออกจากห้องนั่นแหละ

นี่เป็นอีกเหตุผลที่คุณน้าบังคับให้ฉันมากับเป้

เขาส่งฉันมาคุมลูกชายสุดเกเรของตัวเอง ทั้งที่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้แท้ ๆ

ฉันอยากกลับบ้าน แต่ก็กลับโดยไม่มีเป้กลับไปด้วยไม่ได้...

ไม่อย่างนั้น ฉันนี่แหละที่จะถูกแม่ของเป้เล่นงานจนอ่วม

เฮ้อ...

เข้าไม่ได้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันเลยถือโอกาสออกไปเดินรับลมทะเลนอกโรงแรมดีกว่า ไม่ได้อยากนั่งอยู่ในห้องที่มีแต่อบายมุขอย่างนั้นหรอก ถ้าเป้อยากกลับตอนไหนก็คงโทรมาตามอย่างที่บอก

ออกมาเดินตรงทางเดินเลียบชายหาดติดถนนพร้อมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ไม่รู้ว่าเดินนานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนเจอพวกจิ๊กโก๋เข้ามาล้อมด้วยท่าทางคุกคามแล้ว ตอนนั้นฉันกลัวมาก แต่ก็ร้องไม่ออก ยืนนิ่งตัวสั่นเหมือนลูกนกตกน้ำอย่างน่าสมเพช ทว่า โชคดีที่มีผู้ชายใจดีคนหนึ่งช่วยฉันออกมาได้

เหตุการณ์ตอนพลเมืองดีเข้ามาช่วยมันเกิดขึ้นเร็วมาก

กว่าจะตั้งตัวทัน เขาก็พาฉันขึ้นรถและขับออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

เส้นทางที่เขาขับหนีพวกจิ๊กโก๋คือทางเดียวกับที่ฉันเดินมาจากโรงแรมก่อนหน้านี้

แอบสังเกตเงียบ ๆ ระหว่างนั่งนิ่งอยู่เบาะด้านหลังคนขับ... ฉันเดินมาไกลมาก ก่อนจะรู้ตัวว่าเจ็บเท้าเพราะไม่ได้สวมรองเท้าจนเกิดแผลถลอกแดง ๆ แล้วจากนั้นรถคันที่นั่งมาก็หยุดลงใกล้ ๆ กับโรงแรมที่เป้กำลังปาร์ตี้อยู่

และเป็นอีกครั้งที่ฉันคิดว่าตัวเองอาจจะความรู้ช้าไป...

โลกกลมจริง ๆ

คนที่ช่วยฉันไว้ไม่ใช่ใคร รุ่นพี่ที่มหาลัยของฉันเอง

ชื่อ นายน้อย เรียนคณะเดียวกัน พี่เขาอยู่ปีสี่แล้วล่ะ

พี่นายน้อยดังมากนะ เป็นถึงนักกีฬาว่ายน้ำของมหาลัย แถมยังเป็นว่าที่นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติด้วย ฉันได้ยินสาว ๆ คนอื่นพูดกันตอนเข้าเรียนใหม่ ๆ ฉันไม่เคยเห็นหน้าหรอก เพราะเขาต้องซ้อมหนักแถมยังมีการเก็บตัว

แต่ไม่รู้ทำไมช่วงไม่กี่เดือนมานี้ถึงมาเรียนได้ตามปกติ

พี่นายน้อยใจดีมาก เขาซื้อยาใส่แผลและรองเท้าแตะให้ฉันจากร้านสะดวกซื้อ

ฉันก็ทำแผลให้ตัวเองโดยมีเขายืนมองเงียบ ๆ ระหว่างเราไม่ค่อยมีบทสนทนาเท่าไหร่ พี่นายน้อยเป็นคนเงียบ ๆ ส่วนฉัน... เงียบยิ่งกว่า หลายครั้งที่ฉันเลือกไม่ตอบคำถาม จนแอบเห็นสีหน้าของคนใจดีฉายแววหงุดหงิด

พอทำแผลให้ตัวเองเสร็จก็ได้รับโทรศัพท์จากเป้...

โทษฐานที่ทำให้ฉันหงุดหงิด เชิญเธอหาทางกลับบ้านเองก็แล้วกัน

‘…’

'อ้อ แล้วช่วยกลับให้ถึงก่อนฉัน ถ้าไม่อยากเจ็บตัว

พูดจบเป้ก็ตัดสายไป ฉันได้แต่ฟังเงียบ ๆ ไม่ได้โต้แย้ง ไม่ได้ปริปาก รู้แค่ว่าตัวเองกำลังโกรธมาก เป็นใครก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน ถูกทิ้งไว้ในที่ที่ไกลจากบ้านข้ามจังหวัดในเวลาค่ำมืดแบบนี้

ฉันโกรธจนร้องไห้ ร่างกายสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้

สุดท้ายก็ขอร้องให้พี่นายน้อยไปส่งที่บ้าน

ฉันรู้ว่าเป้หมายถึงอะไร ฉันต้องไปถึงก่อนเขาและรออยู่หน้าบ้านเพื่อจะเข้าไปพร้อมกัน เพราะถ้าคุณน้าเห็นว่าฉันหรือเป้กลับไปคนเดียว คนเดือดร้อนก็มีแค่ฉัน ฉันคนเดียวเลย เป้อาจจะถูกคุณน้าดุนิดหน่อย

แต่ฉัน... คงหลังลาย

“จะ จอด”

เมื่อรถของพี่นายน้อยแล่นมาจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ฉันก็ส่งเสียงบอกให้หยุดรถ พี่นายน้อยเข้าใจได้ดี เพราะนี่เป็น ครั้งที่สองที่เขามาส่งฉันแบบนี้ เราไม่ได้สนิทกันหรอก เพียงแค่มีเรื่องเกิดขึ้นตอนฉันไปทำงานกลุ่มที่บ้านพี่นายน้อยร่วมกับคนในกลุ่มอีกสองคน วันนั้นพี่นายน้อยก็ช่วยฉันที่ถูกลวนลามจากน้องชายของเขาแล้วก็มาส่ง

นึกถึงวันนั้นก็ยังกลัวไม่หายเลย

“โอเคใช่ไหม?” เสียงทุ้มลึกน่าฟังเอ่ยถาม

“... ฉันไม่ตอบ ไม่ได้หันไปมองคนที่นั่งหลังพวงมาลัยด้วย เอาแต่นั่งก้มหน้ามองมือที่ประสานกันบนตักของตัวเองมาตลอดทาง แล้วก็ได้ยินเสียงถอนหายใจ

พี่นายน้อยไม่ใช่คนช่างพูด พอฉันไม่ตอบ เขาก็เลยเงียบไป

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่พี่เขาต้องการคำตอบจริง ๆ จะถามย้ำซ้ำ ๆ จนกว่าจะได้คำตอบ เหมือนตอนเลือกรองเท้าแตะคู่นี้ ถามซ้ำทั้งไซซ์และสี เบอร์รองเท้าน่ะเข้าใจ แต่เรื่องสีเนี่ย... แค่เลือกสีไหนให้ก็ได้หรือเปล่า

ฉันไม่ค่อยเข้าใจพี่นายน้อยเท่าไหร่

แต่ก็อดรู้สึกดีลึก ๆ ไม่ได้เวลาถูกใครสักคนถามความต้องการของฉันแบบนี้

“ขอบคุณค่ะ” ฉันกล่าวขอบคุณเสียงเบาจนเหมือนพึมพำกับตัวเองซะมากกว่า พลางก้มหัวรัว ๆ สำทับคำขอบคุณจนโขกเข้ากันคอนโซลหน้ารถอย่างจัง “โอ้ย...

เจ็บจัง T.T

“ซุ่มซ่าม” เจ้าของรถรำพึงอะไรสักอย่าง

“... ฉันไม่ทันได้ฟังหรอก มัวลูบหน้าผากตัวเองพลางคิดว่ามันโนนิด ๆ ลนลานค้อมศีรษะเป็นเชิงขอบคุณคนมาส่งไม่หยุด ก่อนจะรีบเปิดประตูลงจากรถด้วยความไวแสง ไม่กล้าแม้จะเงยหน้ามองพี่นายน้อยด้วยซ้ำ

บอกตามตรงเลย... ฉันอาย

ทำตัวเปิ่น ๆ ต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว ไข่หวานเอ๊ย

ยืนปรามาสตัวเองในใจเพราะ ปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ้ม แบบว่า... ฉันเป็นคนค่อนข้างซุ่มซ่ามนิดหน่อยน่ะ จากนั้นรถของพี่นายน้อยก็เคลื่อนออกไป ฉันจึงเงยหน้ามองไฟท้ายรถคันนั่งมา กระทั่งหายไปจากสายตา

พี่นายน้อย ขอบคุณมากเลยนะคะ

ถ้าไม่ได้พี่เขาช่วยไว้วันนี้ ไม่รู้ว่าฉันจะเป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่เจอพวกจิ๊กโก๋ลวนลาม หนำซ้ำยังถูกเป้ทิ้งอีก นี่เป็น ครั้งที่สามที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังพอมีโชคดีอยู่บ้าง แม้จะเป็นโชคดีที่น้อยครั้งในชีวิตจะมีก็ตาม

ฉันก้มมองปลายเท้าที่มีรองเท้าแตะสีฟ้าจากร้านสะดวกซื้อสวมอยู่...

พลัน ก้อนเนื้อในอกที่หนาวเหน็บก็ถูกทำให้อุ่นซ่านจากบางอย่างที่มองไม่เห็น

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้แทรกซึมเข้ามาในใจได้ยังไง ไม่รู้กระทั่งจะเรียกมันว่าความรู้สึกแบบไหนดี แต่ก็นะ มันทำให้ฉันมีแรงก้าวเดินไปตามทางเข้าหมู่บ้านพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ บนดวงหน้า ซึ่งซ่อนอยู่หลังเรือนผมยาวอีกที

เดินอย่างไม่เร่งรีบ และหยุดลงที่หน้าบ้านหลังใหญ่

ที่นี่เป็นสถานที่พักอาศัยของฉันเอง พอมองเข้าไปที่โรงรถยังไม่เห็นรถของเป้จอดอยู่ แสดงว่าเขายังมาไม่ถึง ฉันจึงยืนรอเขาอยู่นอกรั้วบ้านตามที่เจ้าตัวบอกไว้ก่อนหน้า เพราะถ้าฉันเข้าบ้านไปคนเดียว... คงเจ็บตัวอีกตามเคย

ที่นี่ไม่ใช่บ้านของฉันหรอก เป็นของคุณน้าและครอบครัว ฉันน่ะแค่คนอาศัย มีคุณน้าเป็นผู้ปกครองตั้งแต่ตอนพ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน ตอนนั้นฉันอายุได้ห้าขวบย่างหกขวบเองมั้ง

ครอบครัวคุณน้าต้องรับฉันมาเลี้ยงอย่างจำใจ เพราะฉันไม่มีญาติที่ไหนแล้ว

สำหรับคนที่นี่... ฉันเปรียบเหมือนก้อนเนื้อร้ายที่พวกเขารังเกียจและไม่ต้องการน่ะ

เอี๊ยด!

ยืนรอเกือบครึ่งชั่วโมงรถคันหรูของเป้ก็แล่นมาจอดเทียบ

ไม่ต้องรอให้เขาลดกระจกลง ฉันก็เปิดประตูขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งข้างคนขับอย่างรู้งาน หากพอปิดประตูเสร็จก็ไม่เห็นว่ารถจะเคลื่อนแต่อย่างใด ภายในรถมีแต่ความเงียบน่าอึดอัดอบอวล

ขนาดไม่หันไปมองคนขับก็ยังรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดบางอย่าง

“... เป้เงียบจนผิดปกติ

“...

“แรด” จู่ ๆ คนข้างกายก็พึมพำบางอย่างขึ้นมา ยังไม่ยอมเคลื่อนรถเข้าบ้านแต่อย่างใด

“... ?” ฉันอึดอัดกับสถานการณ์แบบนี้ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

ได้ยินไม่ถนัดด้วยว่าเป้พูดอะไร เพราะเขาไม่ได้พูดซ้ำ

ก่อนเป้จะตบเกียร์ แล้วออกรถอย่างกระชากกระชั้นไปยังรั้วหน้าบ้านเหมือนกำลังโมโหอะไรสักอย่าง เอาจริง ๆ ไม่รู้ขับรถกลับมาบ้านในสภาพครบสามสิบสองได้ยังไง ในรถมีแต่กลิ่นเหล้าที่ติดตัวเขาคลุ้งจนฉันเองยังมึนหัว

ปัง!

ฉันสะดุ้งกับเสียงกระแทกประตูรถปิดของเป้ เขาเดินดุ่ม ๆ ไปหาคุณน้าที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน ท่าทางหัวเสียของเป้ทำให้ฉันคิดว่าเขาคงยังหงุดหงิดเรื่องที่ฉันขัดเขาในปาร์ตี้ไม่หายเป็นแน่ หากฉันก็ได้หาใส่ใจไม่... ส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะลงจากรถ กะว่าจะเดินเลี่ยงไปยังเรือนเล็กหลังบ้านซึ่งเป็น ที่อยู่ของฉันเอง

หากทว่า...

“ไข่หวาน!” ฝีเท้าก็ชะงักกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราดนั้น “ตามฉันมาที่ห้องนั่งเล่น เดี๋ยวนี้!

ออกคำสั่งเสียงเฉียบเสร็จก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน ฉันที่หันไปมองตามเสียงเรียกชื่อตอนแรกถึงได้เห็นว่าเป้ยังยืนอยู่หน้าประตูเหมือนเดิม มองมาที่ฉันด้วยสายตาร้ายกาจ แถมยังยกยิ้มมุมปากที่ดูเหมือนผู้ร้ายในละครไม่มีผิด พอฉันเดินตรงไปยังประตูบ้าน เดินผ่านร่างสูงที่ยืนกอดอกทิ้งตัวพิงกรอบประตูบ้านเหมือนรอจังหวะให้ฉันเดินมา

จังหวะนั้นเสียงทุ้มก็พูดขึ้นลอย ๆ แบบไม่ดังมาก...

“สมน้ำหน้า”

นั่น... ทำให้ฉันแค่นยิ้มกับตัวเองโดยไม่มีใครรู้

เป้คงพูดอะไรให้ฉันถูกแม่ของเขาเรียกไปเล่นงานไม่ผิดแน่

เจ็บตัวอีกแล้วไข่หวาน

END KHAIWAN TALKS

 



NAINOI TALKS

วันต่อมา

เมื่อคืนผมไปส่งไข่หวานที่บ้านตามคำขอ เคยมาส่งแล้วครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้อย่างที่บอก ดังนั้นผมจึงไม่จำเป็นต้องสอบถามเส้นทางใด ๆ ทำให้ทั้งรถตกอยู่ในความเงียบตลอดทาง

กระทั่งขับมาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ไข่หวานก็บอกให้ผมจอดด้านหน้าทางเข้าเหมือนเดิม ผมไม่ได้ขัดข้อง ไข่หวานเอ่ยขอบคุณแล้วค้อมศีรษะไม่หยุดจนโขกเข้ากับคอนโซลหน้ารถอย่างแรง

ผมอึ้งไปนิด เผลอพึมพำว่า ซุ่มซ่ามตามความคิด

แต่น้องคงไม่ได้ยิน ผงกหัวรัว ๆ ลนลานลงจากรถไป แล้วดูสิ โขกซะแรง โยกหัวประหนึ่ง นกม่วงสติ๊กเกอร์ยอดฮิตในเฟซบุ๊กที่กำลังดังอยู่ตอนนี้ไปได้ เดาว่าหัวเธอต้องโนแน่ ๆ เห็นลูบปอย ๆ ไม่หยุดเลย พอเธอลงจากรถผมก็อดจะส่ายหน้ากับท่าทางเปิ่น ๆ ของไข่หวานอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะขับกลับบ้านในเวลาต่อมา

ว่าแต่ว่า ดวงหน้าที่ซ่อนอยู่หลังเรือนผมนั่น... ยังติดตาไม่หายเลยครับ

“นาย”

“... น่าเสียดายที่เธอปกปิดมันด้วยเส้นผมและก้มหน้าคางชิดคออยู่ตลอด

เดี๋ยว แล้วผมจะเสียดายทำไม?

“นาย... เฮ้! นายน้อย”

พลัน เสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดึงให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด หันหน้ากลับมามองต้นตอของเสียงนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนพบกับสาวสวยหุ่นดีในชุดนักศึกษามหาลัยเดียวกันกำลังยืนอยู่ข้างโต๊ะ

ตอนนี้ผมนั่งอยู่ในคาเฟ่ริมถนนฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยน่ะ

“จาว”

จาวหรือ จาวจรัสหนึ่งในเพื่อนสนิทอันน้อยนิดของผมเองครับ เจ้าของชื่อเป็นสาวหน้าหมวยจัดว่าสวยคนนี้ เธอกำลังเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทิ้งตัวนั่งโดยไม่ต้องออกปากขออนุญาตผมที่เป็นเจ้าของโต๊ะแต่อย่างใด

 “ไง เราเรียกนายตั้งหลายรอบ เหม่ออะไรน่ะ” จาวทำหน้าสงสัย ผมไม่ได้ตอบกลับในทันที เป็นเวลาเดียวกับที่กาแฟของจาวถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ พอพนักงานเดินไป เธอก็หันมาเลิกคิ้วทวงคำตอบ

“เปล่า” ผมบอกปัดในวลีเดียว พลางยกกาแฟตัวเองดื่มเงียบ ๆ

“จ้า! เปล่า แต่นั่งใจลอยไปดาวอังคารนู่นนน” จาวแซะผมอย่างไม่จริงจัง ส่ายหน้าน้อย ๆ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ ก่อนเธอจะให้ความสนใจเครื่องดื่มของตัวเองบ้าง ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ผมไม่ถนัดชวนคุยหรือสร้างบรรยากาศเฮฮาเท่าไหร่

จริง ๆ แค่สื่อสารกับคนรู้เรื่องก็ถือว่าดีแล้วล่ะมั้ง

ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจากับใคร ประหยัดคำพูดยิ่งกว่าเงิน เอื่อย ๆ เฉื่อย ๆ อึน ๆ ออกแนวไม่สนใจโลกหรือคนรอบข้างเท่าที่ควร กระนั้นก็ยังมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือจาวจรัสนี่แหละ

ผมไม่ค่อยได้อยู่รวมกลุ่มกับเพื่อนบ่อยนัก ช่วงก่อนติดซ้อมว่ายน้ำแทบทุกวัน แต่เอาจริง ๆ ก็เป็นคนชอบปลีกวิเวกอยู่คนเดียวอยู่แล้วด้วย พวกเพื่อนสนิทก็เข้าใจนิสัยของผมเป็นอย่างดี แต่บางทีก็มีแฮงเอ้าต์กับเพื่อนบ้าง

นั่งเงียบไปได้สักพัก จาวก็เปิดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง

“เออนี่ เห็นช่วงนี้เด็กในมอลือกันว่านายไปตามจีบเด็กปีหนึ่ง จริงปะวะ?”

“... หืม?

ผมตามจีบใคร ทำไมไม่เห็นรู้ตัว?

“เอ... ชื่ออะไรนะ” จาวกลอกตานึก “เอ้อ! ก็ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวโดนตบดัง ๆ ในบอร์ดไง”

อ้อ คงหมายถึง นาขวัญรุ่นน้องคณะเดียวกันอีกคนนี่แหละครับ เราทำงานกลุ่มวิชาเสรีกลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ผมบอกว่ามีไข่หวานรวมอยู่ด้วยนั่นไง แล้วก็มีรุ่นน้องผู้ชายอีกคน ชื่อ พายุ

“เปล่า” จีบที่ไหน ใครจีบ

“จริง? แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยได้เจอนายเลยนะ ไม่ใช่ว่าไปตามจีบน้องปีหนึ่งจริง ๆ เหรอ แน่ะ! ปิดบังเพื่อนเหรอค้าพ่อนักว่ายน้ำ” ทำยักคิ้วลิ่วตาใส่ผมอีก “เฮ้ย ๆ แอบชอบสาวก็บอกได้ เราพร้อมช่วยนายนะเพื่อน! หุ ๆ ๆ”

“...” เจ้าของคำพูดเอื้อมมือมาตบบ่าผมปุ ๆ ซ้ำยังยกยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้เหมือนจะหยอกล้อให้ผมเขินอาย จาวน่ะขี้เล่น อารมณ์ดี หน้าตาเธอน่ารัก นิสัยก็น่ารัก แม้จะออกห้าวไปนิด แต่ก็นับว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่งเลย

“ตกลงยังไง เอาดี ๆ จีบก็บอกได้ เดี๋ยวเราช่วย” จาวยังยิ้มเผล่ ส่วนผมก็มองท่าทางของเพื่อนสนิทนิ่งเฉย ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้หน้าบึ้ง ก็แค่... ทำหน้าเฉย ๆ ตามปกติ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำแซวของเธอเลย

ผมจีบนาขวัญไม่ได้หรอก เธอมีแฟนแล้ว รุ่นน้องผมที่ชื่อพายุคนนั้นไง

หมอนั่นอยู่ปีสามคณะเดียวกัน ขี้หวงอย่างกับอะไรดี แถมไม่ชอบขี้หน้าผมมากซะด้วย แล้วก็อย่างที่จาวพูด... ก่อนหน้านี้มีข่าวดังในบอร์ดมหาวิทยาลัยเรื่องมีนักศึกษาหญิงถูกทำร้าย เป็นนาขวัญอย่างที่จาวว่า

สาเหตุก็มาจากพายุ...

หมอนั่นมันค่อนข้างดังในหมาลัย แฟนคลับเยอะ พอมีข่าวว่าสองคนนี้กุ๊กกิ๊กกัน แฟนคลับก็เลยเดือด ไปทำร้ายนาขวัญแล้วก็เอามาโพสต์ประจานในบอร์ด แต่เรื่องก็จบลงที่นาขวัญแจ้งความเอาผิดกลุ่มคนที่ทำร้ายเธอ ทางมหาวิทยาลัยเองก็ดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนและความเหมาะสมไปแล้วเหมือนกัน

แต่ข้ามเรื่องนั้นไป เพราะเคลียร์กันจบไปแล้ว

ประเด็นสำคัญคือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้านาขวัญครับ

และผมก็เริ่ม เข้าใกล้เธอหลังจากนั้นเอง

ก็นะ ที่จริงจาวจะเข้าใจว่าผมตามจีบนาขวัญก็ไม่ผิดทีเดียว ในเมื่อเหตุที่ทำให้พายุไม่ชอบขี้หน้าผม ก็เพราะเข้าใจว่าผมพยายามจะจีบนาขวัญ แต่โทษใครไม่ได้... ผมคงทำให้คนอื่นคิดไปในทิศทางนั้นเอง

คือก็ไม่ได้ตั้งใจจีบไง แค่อยากทำความรู้จัก อยากคุย อยากอยู่ใกล้ ๆ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เท่านั้น

“... ผมส่ายหน้าให้จาว พลางหันมองออกไปนอกร้าน

“อย่างเซ็งอะ! ไรว้า จาวทำท่าเหมือนเสียดายอะไรสักอย่าง

“... แต่ผมไม่ได้ให้ความสนใจเธอเท่าไหร่ สายตายังมองผ่านกระจกใสของร้านออกไปยังริมถนนฝั่งตรงข้าม ด้านประตูหน้ามหาลัย พลันหยัดตัวยืนเต็มความสูงแบบไม่บอกไม่กล่าว เตรียมเดินออกจากร้านแล้วด้วย

ถ้าไม่ติดว่าจาวทำหน้าเหวอ รวนเสียงถามลิ้นแทบพันกัน

“เฮ้ย ๆ ๆ ๆ! เราแซวเล่นเองนะเว้ย โกรธจนจะเดินหนีกันเลยเรอะ นายน้อย!

บ้า โกรธที่ไหน

“ธุระ” บอกสั้น ๆ ได้ใจความที่สุด แต่ไม่รู้เพื่อนผมจะเข้าใจไหม เพราะสาวหัวทองก็ทำหน้ามึน ๆ งง ๆ ดูแล้วตลกดี ทว่าก็ไม่ได้ทำให้ผมสนใจไปมากกว่าร่างเล็กของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามหาลัยไปช้า ๆ นั่น

ไข่หวานน่ะ ท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ก่อนผมจะข้ามถนนมายังประตูใหญ่หน้ามหาลัยในเวลาต่อมา

สองเท้าเดินตามแผ่นหลังเล็กของนักศึกษาหญิงที่อยู่ในเลนส์สายตา เธอกำลังเดินก้มหน้าไม่สบตาใครเข้ามหาลัยอย่างไม่รีบร้อน คือปกติผมไม่ทำแบบนี้หรอกครับ ไอ้การเดินตามใครสักคนอย่างนี้ ไมได้อยู่ในความสนใจ ก็ไม่รู้ทำไมถึงต้องมาเดินตามแบบนี้เหมือนกัน ร่างกายมันขยับไปก่อนใจนึกซะอีก

ตั้งแต่เห็นไข่หวานเดินลงจากรถเมล์ ท่าทางดูแปลกไปบอกไม่ถูก โซซัดโซเซชอบกล ไม่รู้เท้าเจ็บไม่หายหรือว่าอะไร เดินอยู่ดี ๆ ยังแอบเซเหมือนจะล้มให้ผมผวาเอื้อมมือออกไป แต่เธอก็ตั้งหลักได้ ผมเลยทิ้งมือลงข้างลำตัว

ไม่สบายหรือเปล่า?

ผมคิดในใจ ทอดสายตามองแผ่นหลังเล็ก สองเท้ายังเดินตามไปเงียบ ๆ มีหลายคนมองผมเหมือนให้ความสนใจ หากแต่ผมไม่ได้ใส่ใจใครนอกจากสิ่งที่ตัวเองกำลัง สนใจวางสายตาโฟกัสไว้ตอนนี้...

ผมเป็นแบบนี้แหละ ถ้าไม่สนใจอะไร สิ่งนั้นจะไม่มีทางอยู่ในสายตา

แต่ถ้าสนขึ้นมา... สายตาจะไล่ตามไปเองโดยไม่รู้ตัว

พลัน ผมกลับต้องผวาในวินาทีนั้น!

“เฮ้ย หลุดอุทาน พร้อมร่างกายที่ขยับไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

หมับ

โชคดีที่ผมอยู่ใกล้และไวพอจะรับร่างที่อยู่ ๆ ก็เซลงตามแรงโน้มถ่วงได้ทันท่วงที ผมตกใจจริง ๆ ครับเมื่อกี้ ถ้ารับตัวไข่หวานไม่ทัน มีหวังหัวฟาดพื้นเลือดอาบแน่ พอสัมผัสตัวน้อง อุณหภูมิสูงจัดก็ทำให้ผมตกใจอีกระลอก

ไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรไปมากกว่านั้น

ผมรีบช้อนร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน ลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องพยาบาลของคณะทันที

END NAINOI TALKS

 



KHAIWAN TALKS

ที่นี่... ที่ไหน?

ฉันรู้ นี่มันเป็นคำถามที่ค่อนข้างโง่เง่าเลยทีเดียว

หากทว่าการตื่นขึ้นมาพบกับสถานที่แปลกตา ซ้ำความทรงจำสุดท้ายที่ติดอยู่ในหัวคือตอนตัวเองกำลังเดินเข้ามหาลัยเพื่อมาเรียนตามปกติ แต่พอลืมตาตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวและครั่นเนื้อครั่นตัว แล้วพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องใดห้องหนึ่งที่ไม่คุ้นตาแบบนี้ มันพานให้คำถามเบสิกนั่นผุดเข้ามาในหัวฉับพลันเลย

ก่อนสมองจะเริ่มประมวลผลอย่างเชื่องช้า

กลอกตามองรอบตัวก็พบว่าด้านซ้ายของห้องมีตู้ตั้งเรียงเป็นแถว มีพวกกล่องยาและอุปกรณ์การแพทย์เบื้องต้น ด้านขวาก็เป็นเตียงนอนเหมือนกับที่ฉันกำลังนอนอยู่ตอนนี้นี่เอง

โอเค ฉันคิดว่าได้คำตอบสำหรับคำถามแรกแล้วล่ะ

ประเด็นต่อมาคือ... แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

ก็จำได้ว่าเดินเข้ามหาลัยอยู่ดี ๆ นี่นา อ่า... แต่ด้วยอาการปวดหัวมึน ๆ หนัก ๆ ลมหายใจร้อนผ่าว ร่างกายเหมือนจะไม่มีแรงและหนักอึ้งชอบกล ทำให้พอจะรู้ได้ว่าตัวเองกำลังไม่สบาย ที่จริงก็รู้ตัวตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วว่าอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ฉันไม่อยากขาดเรียนก็เลยฝืนมาน่ะ

เปล่า... ฉันไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียนขนาดนั้นหรอก

ก็แค่... ไม่ค่อยอยากอยู่บ้านหลังนั้น

ที่ไม่สบายตอนนี้ก็สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อคืนด้วยแหละ

ฉันถูกคุณน้าทำโทษ ด้วยความผิดที่ถูกเป้ใส่สีตีไข่ให้แม่เขาฟัง บอกว่าฉันก่อความวุ่นวายในงานเลี้ยง ทำให้เป้อับอาย แล้วฉัน... ก็เลยโดนไปตามระเบียบ ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดคาดเท่าไหร่ ก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ไม่ว่ายังไงก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่แล้ว

ขนาดบอกเรื่องปาร์ตี้เหล้ายาของเป้ไป ฉันยังถูกหาว่าโกหกใส่ร้ายเพื่อเอาตัวรอด ถูกคุณน้าสั่งให้นั่งคุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าบ้านจนถึงตีสี่ ตากน้ำค้างตอนกลางคืนและอากาศเย็นเยือก ส่งผลให้เช้ามาก็ไม่สบายอย่างที่เห็น

ฉันค่อนข้างกระหม่อมบาง นิด ๆ หน่อย ๆ ก็พานจะจับไข้ให้ได้ตลอด

เฮ้อ...

“ฟื้นแล้ว” ฉันสะดุ้งกับเสียงนั้น พร้อมกับใครสักคนที่ชะโงกหน้าเข้ามาในเลนส์สายตา ฉันตื่นตระหนกเพราะเขาเป็นผู้ชายแปลกหน้า เกือบจะลุกขึ้น แต่เขาก็กดไหล่ลงจนฉันตัวเกร็ง จากนั้นก็สั่งง่าย ๆ “อ้าปาก”

“... แต่ฉันก็นิ่ง เขาเลยชูบางสิ่งขึ้นในระดับสายตา

“ไม่ต้องตกใจ แค่วัดไข้ครับ”

พอเห็นว่าเป็นปรอทวัดไข้และสังเกตเห็นว่าผู้ชายผิวขาวหน้าตาดูดีคนนี้สวมเสื้อกาวน์อยู่ ฉันก็ลดอาการเกร็งเครียดลง ยอมอ้าปากให้เขายัดปรอทวัดไข้ไว้ใต้ลิ้น คุณหมอยืนมองนาฬิกาข้อมืออยู่ข้างเตียง ขณะที่ฉันลอบมองคนตัวสูงแล้วเกิดความรู้สึกแคลงใจบางอย่าง คือว่า... ทำไมฉันถึงได้รู้สึกโล่ง ๆ แล้วเห็นหน้าคุณหมอชัดขนาดนี้ล่ะ?

อ่า... ชัดเหมือนดูทีวีแบบ FHD เลยด้วยเนี่ย

ก๊อก ๆ ๆ

พลัน เสียงเคาะประตูก็เรียกความสนใจของทั้งคุณหมอและฉัน

เขาดึงปรอทวัดไข้ออกเมื่อครบเวลาพอดี ดูแล้วก็ทำหน้าพอใจ บอกว่าไข้ฉันลดลงนิดหน่อยแล้ว ก่อนจะหันไปมองคนมาใหม่ที่เปิดประตูเข้ามาหลังส่งสัญญาณเรียบร้อย ตอนนั้นเอง ฉันถึงได้เห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร

พี่นายน้อย

แล้ว... พี่เขาชะงักทำไมตอนเดินเข้ามาใกล้ ท่าทางแปลกจัง

“ไข้ลดแล้วครับ ถ้าลุกไหวก็กลับได้ แต่ถ้ายังมึนหัวก็นอนพักต่ออีกหน่อยก็ได้ครับ” คุณหมอพูดกับพี่นายน้อยที่เอาแต่มองฉันนิ่งมาตั้งแต่เมื่อกี้ แล้วค่อยหันมาพูดกับฉันอีกที “เขาเป็นคนอุ้มคุณที่เป็นลมมาที่นี่เมื่อเช้าน่ะครับ”

พูดจบก็ถอดเสื้อกาวน์พาดกับพนักพิงเก้าอี้ แล้วก็เดินออกจากห้องไปเลย

ว่าแต่ว่า...

นี่พะ... พี่นายน้อยอุ้มฉันมางั้นเหรอ?

!!!” พลันกรอบตาเบิกกว้าง ฉันนิ่งอึ้งไปนิด ยิ่งตอนเลื่อนสายตาขึ้นมองคนข้างเตียง เป็นจังหวะเดียวกับที่นัยน์ตาคมคู่สวยหลุบมองมา พลันต้องหลบสายตาวูบด้วยความรู้สึกแปลกในอก

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหรือเพราะอะไร แต่หัวใจฉันมัน...

ตึกตัก ตึกตัก...

จู่ ๆ ก็เต้นแรงผิดจังหวะเสียอย่างนั้น

“... ความประหม่ามีเพิ่มขึ้น เมื่อพี่นายน้อยไม่คิดจะพูดสักคำ พอรู้ว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่การที่ภายในห้องมันตกอยู่ในความเงียบ แถมยังรู้สึกได้ว่าผู้ชายตัวสูงข้างเตียงกำลังจ้องมาไม่วางตา ฉันก็ยิ่งเกร็ง

ต้องขอบคุณ ใช่... ต้องขอบคุณ

ฉันต้องขอบคุณพี่เขาสิ ก็ถูกช่วยเอาไว้ อีกแล้วนี่นา

“เอ่อ... แต่ก็นานเหมือนกัน กว่าฉันจะหาเส้นเสียงตัวเองเจอ ค่อย ๆ เงยหน้ามองดวงหน้าคมคายหล่อเหลาของพี่นายน้อยนิด ๆ มันแปลกจริง ๆ วันนี้ฉันเห็นหน้าของพี่เขาชัดมากเลย ดูสิ... ขนาดทำหน้านิ่ง สายตาติดจะเรียบเฉยอย่างนั้น แต่ฉันกลับสังเกตเห็นร่องรอยประหลาดบางอย่างในดวงตาของพี่เขาได้ “ขอบคุณค่ะ ที่... ชะ ช่วย”

เพราะไม่ชินกับการจ้องตาใครนาน ๆ ฉันจึงเป็นฝ่ายหลบตาเหมือนเดิม

“ครับ” พี่นายน้อยครางรับคำขอบคุณในลำคอ

น่าอึดอัดจัง

ไม่ต้องหันมองก็เห็นด้วยหางตาว่าพี่นายน้อยยังจ้องฉันอยู่อย่างนั้นไม่วางสายตา ร่องรอยประหลาดในแววตาที่เห็นก่อนหน้า มันมีความสงสัย ประหลาดใจ ปะปนไปด้วยประกายบางอย่างที่เข้าใจยาก

ฉันไม่รู้... ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเอาแต่จ้องไม่ละสายตาเลย

ทว่า ความสงสัยของฉันก็กระจ่างในนาทีต่อมา

ตอนเบือนหน้าหลบสายตามาอีกทาง ตู้กระจกอีกฝั่งก็สะท้อนภาพตัวเองนอนอยู่บนเตียง มีผู้ชายตัวสูงยืนอยู่อีกฝั่ง หัวคิ้วฉันขมวดเข้าหากัน เพ่งมองภาพสะท้อนที่ค่อนข้างชัดเจนบนนั้น

พลัน กรอบตาก็เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก

นะ นั่น!

นั่นมันฉันนี่!!

ใช่ ฉันจริง ๆ ด้วย ผู้หญิงหน้าขาวซีดเหมือนไม่มีเลือดมาล่อเลี้ยง สีหน้าอิดโรย กำลังเบิกตากว้างมองเงาตัวเองด้วยความตกใจ แน่ล่ะ ก็ต้องตกใจอยู่แล้ว ในเมื่อเส้นผมที่ปกติจะปกปิดหน้าตาของตัวเองเอาไว้มันถูกปัดออก เผยให้เห็นดวงหน้าขาวอย่างกับผีญี่ปุ่นชัดเจน ก็ว่าแล้วว่าทำไมฉันถึงได้เห็นหน้าพี่นายน้อยชัดกว่าปกติ

เหตุที่ทำให้พี่นายน้อยชะงักตอนเดินเข้ามาสินะ

เขาเห็น...

!!!” ฉับพลัน ความรู้สึกอับอายและความไม่มั่นใจประดังประเดเข้ามา ฉันลนลานปัดผมลงมาปิดหน้าตาตัวเองเหมือนเดิม กัดริมฝีปากแน่นด้วยรู้สึกประหม่ายิ่งกว่าเดิม

ไม่ชอบเลย ไม่ชอบ... อย่ามองหน้านะ

ฉันพูดในใจซ้ำ ๆ หลับตา กัดริมฝีปากแน่นมากขึ้นจนรู้สึกเจ็บแสบ ร่างกายสั่นเกร็งอย่างห้ามไม่ได้ นอนงอตัวแล้วกอดตัวเองเอาไว้ หัวใจเต้นแรงมากขึ้น เม็ดเหงื่อเริ่มผุดซึมตามกรอบหน้าและฝ่ามือ เพราะจู่ ๆ ในสมองก็มีภาพเหตุการณ์บางอย่างในอดีตไหลเวียนเข้ามา ความทรงจำที่ทำให้ฉันไม่ชอบสบตากับใคร

ความหวาดกลัวแล่นพล่านจนเนื้อตัวสั่นงก

“เป็นไร” โทนเสียงนุ่มทุ้มถาม ฟังแล้วมีความกังวลบางอย่าง

“... ฉันหลับตาแน่น ส่ายหน้าไปมา รู้สึกกระบอกตาร้อนผ่าวไปหมด ความอึดอัดที่ตีรวนอยู่ข้างในทำให้ต้องจิกเล็บเข้ากับผิวเนื้อตัวเองแรง ๆ อยากบอกให้พี่นายน้อยออกไป แต่ปากก็ไม่ยอมขยับเลย

ในวินาทีนั้น ต้นแขนได้รับสัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วแข็งเพียงเศษเสี้ยววินาที

“ไข่หวาน ตัวสั่น เป็น...

พรึบ!

ราวกับต้องของร้อน ฉันปัดมือนั้นออกอย่างแรงด้วยความตื่นตระหนก ผุดลุกจากเตียงทั้งที่มึนหัวแทบตาย หากฉันก็เหวี่ยงขาแตะพื้นแล้วรีบวิ่งออกจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะก้มหน้าจนคางชิดคอถึงไม่เห็นตำแหน่งที่พี่นายน้อยยืน ฉันชนไหล่เขาตอนวิ่งออกมา ไม่ได้หันไปมองว่าพี่เขาจะใช้สายตาแบบไหนมองด้วย

เพราะทันทีที่ออกจากห้องนั้นได้...

แหมะ

น้ำตาหยดแรกก็ไหลลงอย่างห้ามไม่อยู่

END KHAIWAN TALKS


 

TO BE CONTINUED

พระ-นางยังมีความคอนเน็กชั่นตามสไตล์ของพวกนาง
เห็นที เรื่องนี้จะไม่มีการโต้วาทีของพี่นายน้อยกับไข่หวานอ่ะ
แบบว่าใช้ร่างกายและการกระทำงี้(?) เอ๊ะะะะะะะะ!?
555555555555555555555

 
ไม่สะดวกเมนต์จะกดโหวตก็มิว่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #866 DKMPGGg (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 05:46

    ดีใจมวกกกไรท์มาแร้วว รอนะคะะะ
    #866
    1
    • #866-1 `•to be or not to be?(จากตอนที่ 3)
      16 กันยายน 2563 / 19:54
      ขอบคุณที่ยังรอน้าา
      #866-1
  2. #426 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 02:32
    สัมผัสได้ถึงความห่วงใย
    #426
    0
  3. #362 tigersweet (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 07:07
    ไม่มีบทพูดแต่มีการบรรยายความรู้สึกของตัวละคร ดีค่ะ ดีมาก เฮ!!!!
    #362
    0
  4. #361 tigersweet (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 07:07
    เงียบกับเงี้ยบบบบมาเจอกัน ตู้ม โกโก้ครั้นส์
    #361
    0
  5. #334 Creamy123 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 00:12
    เงียบกับเงียบมาเจอกัน55555
    #334
    0
  6. #320 `โรซี่ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 22:54
    พูดนี่นับคำกันได้เลยทีเดียว 5555
    #320
    0
  7. #317 aya001 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 08:56
    บทพูดแทบไม่มี555
    #317
    0
  8. #316 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 07:13
    ป่วยซะแล้วไข่หวาน
    #316
    0
  9. #315 worldser (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 03:15
    เเหมะๆ
    #315
    0
  10. #314 ลิงแคระ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 02:24
    พี่นายน้อยน่าร้ากกกก อร้ายยยชอบอยากได้ 55 รอฮอ
    #314
    0
  11. #313 Linlinlinnnn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 00:31
    จริงค่ะไรท์ 55555
    #313
    0
  12. #312 PaNg Parin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 00:25
    รักแบบอึนๆ
    #312
    0
  13. #310 CHOMPOO_XM_MS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 23:56
    รักแบบไม่ต้องพูดไงงง ใช้การกระทำแทน โรแมนติกอ่ะ ดูท่าแล้วนายน้อยชอบก่อนปะ นางน่าจะพูดเยอะกว่าไข่หวาน
    #310
    0
  14. #309 KFahsai (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 23:43
    เศร้าแพ็คคู่ค่ะ รอๆๆๆ
    #309
    0
  15. #308 Surisa Inthasin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 12:49
    รออออออ
    #308
    0
  16. #307 ณัฐฌา ทองนาค (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 23:49
    มาต่อเลยค๊าา
    #307
    0
  17. #306 joy sy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 19:42
    หนูไข่หวานชีวิตดราม่ามากไปมั้ยย
    #306
    0
  18. #305 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 07:45
    สงสัยจะเป็นขวัญนะนายน้อย
    #305
    0
  19. #304 Manikane (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:05
    ใครชอบใครก่อนนี่เดาว่านายน้อยย ถถถถ นางเอกน่าสงสารร รอน้าค้าา สู้ๆ
    #304
    0
  20. #303 Linlinlinnnn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:56
    ฮืออ รอๆๆค่า
    #303
    0
  21. #302 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:31
    นายน้อยกับไข่หวานชีวิตใครน่าสงสารกว่ากันนะ
    #302
    0
  22. #301 ลิงแคระ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:38
    ชอบบบบบ มาบ่อยๆน้าไรท์
    #301
    0
  23. #300 kruemee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:27
    รู้สึกชอบพี่นายน้อย จะพูดเยอะขึ้นแล้ว
    #300
    0
  24. #299 JirapornOil (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 03:43
    ชอบค่ะ สู้ๆนะไรท์
    #299
    0
  25. #298 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:35
    ไข่หวานทำไรก็ผิดเนอะ ชีวิตช่างน่าสงสาร
    #298
    0