DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 2 : LOSE :: ACTION 1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,191
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

Author : indy_swag | Rate : PG-13

 
:คำเตือน:
นิยายเรื่องนี้พระ-นางค่อนข้างพูดน้อย (มาก!) ทำให้การบรรยายความรู้สึกนึกคิดจะค่อนข้างเยอะกว่าปกตินะคะ
ถ้าใครไม่ถูกจริตกับความเงียบสามารถผ่านได้ แต่ถ้าชอบพระเอกละมุน อบอุ่น เชิญมาตกบ่วงพี่นายน้อยได้เล้ยยย
ถึงจะเงียบ ๆ สื่อสารผ่านโทรจิต(?) แต่รับประกันความอบอุ่นของพี่นายน้อยค่ะ ดือที่สุดแน้วคนเน้! 


 ACTION 1 
 
 


NAINOI TALKS

ผมขับรถออกมาจากบ้านในเวลาต่อมา

ขับไปเรื่อย ๆ ด้วยความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด สายตาจ้องเพียงถนนเบื้องหน้าที่ผ่านเลนส์สายตาอย่างไม่มีหยุดพัก ไม่มีกระทั่งจุดหมายในหัว เวลาที่รู้สึกไม่ดีหรือไม่สบายใจ ผมชอบขับรถเล่นไปเรื่อย ๆ แบบนี้

ขับมาเรื่อย ๆ จนถึง... ทะเล

ใช่ ผมขับรถมาถึงชายทะเลของจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่ ผมไม่ได้สนใจมันด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าตอนนี้ท้องฟ้าถูกทาทับด้วยสีทึบเข้มเรียบร้อยแล้ว ดูเวลาก็เห็นว่าสองทุ่มนิด ๆ

ผมลงมายืนพิงตัวรถรับลมทะเลที่พัดปะทะผิวกาย หลับตาลง ถอนใจระบายความอึดอัดที่กดทับอยู่ในอก ล้วงเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแล้วพ่นควันสีขาวขุ่นไปในอากาศ ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกว่าผมก็สูบบุหรี่ ผมไม่ได้ติดมันนะ 

ยิ่งช่วงเข้าค่ายเก็บตัวสำหรับคัดตัวนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ ยิ่งไม่ได้แตะอีกเลย แต่พอถูกตัดสิทธิ์ก็เริ่มกลับมาสูบบ้าง

ผมจะสูบ เฉพาะเวลาที่... มีอะไรต้องคิดน่ะ

อ้อ บอกแล้วใช่ไหมว่าด้านกีฬา ผมเด่นเรื่องว่ายน้ำ เป็นนักกีฬามหาลัย แถมยังเป็นว่าที่นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติด้วย ใช่... ก็แค่ ว่าที่ไม่ทันได้เป็นก็โดนตัดสิทธิ์ซะก่อน ซึ่งมันคือเรื่องที่ทำให้แม่ใหญ่โมโหใส่ผมก่อนหน้านี้ไงครับ เรื่องเกิดมาเป็นเดือน ๆ แล้ว แต่ก็ยังมีคนพูดถึง 

อย่างที่บอก บ้านผมค่อนข้างเป็นที่จับตามองของสังคม

ดังนั้น พอผม ก่อเรื่องมันก็เลย เป็นเรื่อง

อืม เรื่องใหญ่ซะด้วย

แต่ก็... ช่างเถอะครับ นึกถึงแล้วจะหงุดหงิดซะเปล่า ๆ

วืบ~

วินาทีหนึ่ง ตอนกำลังเหม่อมองท้องทะเลที่ถูกฉาบด้วยสีดำเบื้องหน้า ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างผ่านตาไป ไม่ได้ไวมาก แค่ก็ไม่ทันได้สังเกต คือผมจอดรถริมถนนเลียบชายหาด มีทางเท้ากว้างสักเมตรกว่า ถัดไปก็เป็นหาด 

ปกติผมไม่ค่อยให้ความสนใจสิ่งรอบตัวเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ

ทว่า ไม่รู้ทำไมผมถึงได้หันไปมองทางที่รู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่

พลัน ผมก็เห็น... แผ่นหลังของผู้หญิงผมยาวเหยียดตรงและดำขลับคนหนึ่ง

เธอสวมชุดกระโปรงฟู ๆ สีขาวสะอาดตา สองเท้าค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่เร่งรีบ เห็นแค่ข้างหลังก็รู้ว่าเธอกำลังก้มหน้าเดินไปเรื่อย ๆ มองดูแล้วให้ความรู้สึกไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีซิกเซ้นส์อะไร 

และผมคงจะไม่สนใจมากกว่านั้น หากสายตาไม่ได้ไล่มองต่ำลง กระทั่งเห็นว่า... สองเท้าของเธอเปลือยเปล่า

ก็แต่งตัวเหมือนไปร่วมงานเลี้ยงอะไรสักอย่าง

ไม่น่าจะใช่คนจรจัด ทำไมไม่ใส่รองเท้า?

แค่สงสัยและคิดในใจ ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องต้องสนใจเหมือนทุกที

หากทว่า ไม่ทันที่ผมจะได้ดึงสายตากลับมาก็เห็นว่าทางข้างหน้านั่น มีกลุ่มจิ๊กโก๋สี่ห้าคนกำลังนั่งจับกลุ่มดื่มกันอยู่ ผมมองแผ่นหลังเล็กของผู้หญิงคนนั้นที่ยังเดินด้วยเท้าเปลือยเปล่าของตัวเองไม่หยุด แถมยังไม่เงยหน้ามองทางเลยสักนิด 

เอาแต่ก้มหน้าโดยที่ผมก็ยังสงสัยนะว่าเดินโดยไม่ตกขอบทางเท้าได้ยังไง

ไอ้ท่าทางแบบนี้... เหมือนเคยเห็นที่ไหนแฮะ

กึก...

สุดท้าย เธอก็ต้องหยุดฝีเท้าเพราะไปต่อไม่ได้

ผู้ชายในกลุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นมายืนจังก้าขวางทางเดิน ทำให้คนที่เอาแต่เดินก้มหน้าเดินเอาหัวไปโหม่งอกผู้ชายคนนั้นจนร่างเล็กเซถอยหลังไปนิด แวบหนึ่งเหมือนเธอเงยหน้ามอง ทว่าก็ก้มหน้าลงเหมือนเดิม

ผมไม่เห็นสีหน้าเธอหรอก มองเห็นแค่หลังเล็ก ๆ กับเหตุการณ์ทั้งหมดก็เท่านั้น

“จะไปไหนเหรอน้องสาว” น้ำเสียงเมา ๆ ไม่น่าฟังเอ่ยถาม

“... แต่ก็ไม่มีคำตอบ

“เดินมาชนอกพี่แบบนี้ รู้ไหมว่าพี่เจ๊บเจ็บ”

“...ยังคงเงียบ

“เงยหน้าขึ้นมาหน่อยสิจ๊ะ พี่จะได้ดูว่าหน้าตาแม่ของลูกพี่เป็นยังไง”

“... ยังยืนนิ่ง

ทั้งที่ผู้ชายคนอื่นเริ่มลุกขึ้นและไปยืนรุมล้อมหน้าล้อมหลังเธอเอาไว้ ผู้หญิงคนนั้นก็ยังยืนนิ่งเหมือนเดิมจนผมแปลกใจ พลันขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อไอ้คนพูดที่ยืนขวางทางเริ่มใช้มือเชยคางเธอ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ทำท่าทางเหมือนพวกหื่นกามภัยสังคม สูดดมกลิ่นเฉียดตัวแล้วทำหน้าตาทุเรศ ก่อนใครสักคนจะย่อตัวลงไปสัมผัสขาเธอ

“รองเท้าก็ไม่ใส่ด้วย ดูสิ เท้านิ่ม ๆ เป็นรอยแดงถลอกหมดแล้วน้า”

“ออก... ไป”

“พูดอะไรนะ พี่ไม่ได้ยินเลย” เหมือนเธอจะพูดอะไรสักอย่างแต่ไม่ได้ยิน ไอ้นั่นเลยทำหน้าหื่น ๆ แล้วยื่นเข้าไปใกล้คนที่พยายามก้มหน้าคางชิดคอให้มากที่สุด “พูดดัง ๆ หน่อยสิ พี่อยากได้ยินเสียงจัง หวานแค่ไหนน้า”

แม้ผมจะเป็นคนไม่ค่อยสนใจโลก แต่ก็ไม่อาจทำเฉยกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้

ยิ่งตอนหรี่ตามอง เห็นว่าร่างเล็กบอบบางนั่นกำลัง... สั่น วิญญาณพลเมืองดีก็เข้าสิง ฉับพลันร่างกายก็เคลื่อนไหวไปไวกว่าความนึกคิด ก้าวเท้าเร็ว ๆ เข้าแทรกกลางระหว่างพวกที่กำลังล้อมเธออยู่ แล้วก็...

ฉ่า!

“อ๊ากกก! เหี้ย! มึงเป็นใครวะ!” จี้ปลายบุหรี่ที่ยังติดไฟลงกลางมือไอ้คนที่กำลังจะสัมผัสใบหน้าเธอ พร้อมกับคว้ามือกระชากร่างเล็กให้วิ่งตามผมมาที่รถ ในระหว่างที่พวกจิ๊กโก๋กำลังงุนงงกับการปรากฏตัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของผม

ตึก ตึก ตึก

“ไอ้สัตว์! ตามไปกระทืบไอ้เหี้ยนั่น!

“เฮ้ย หยุดนะโว้ยไอ้เหี้ยยยยย!

อยากจะบอก ตามมาเถอะ ไม่ทันหรอก กว่าพวกมันจะออกตัว ผมก็พาร่างเล็กมาถึงรถตัวเองแล้ว เปิดประตูยัดร่างที่ไม่ได้มีความแข็งขืนนั่นเข้าไปเบาะหลังฝั่งเดียวกับคนขับ ก่อนจะพาตัวเองมาประจำที่หลังพวกมาลัย...

พลัน สวมวิญญาณ โดมินิค ทอเร็ตโต้ตัวเอกจากเรื่อง FAST&FURIOUS ซะเลย

บรื้นนนน!

ถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ผมว่าจะเอาดีด้านแข่งรถเหมือนกัน

บินได้คงบินไปแล้ว...

เมื่อขับออกมาได้สักพัก มั่นใจแล้วว่าไม่มีใครตามมาก็เหลือบมองกระจกส่องหลัง พอสายตามองเห็นผู้หญิงในชุดสีขาว ผมยาวดำขลับที่ปรกหน้าปรกตาจนมองไม่เห็นเครื่องหน้านั่นนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น

พลัน ไรขนอ่อนตามร่างกายก็ลุกชันอย่างห้ามไม่ได้

“...

“...

ตั้งแต่ขับออกมาภายในรถยังตกอยู่ในเดดแอร์ไม่เสื่อมคลาย

ไอ้ตัวผมก็ค่อนข้างพูดน้อยอยู่แล้วด้วย พอมาเจอคนที่ดูท่าจะ เงียบกว่ามันให้ความรู้สึกวังเวงชอบกล นี่ขนาดลากเธอเข้ามาในรถ ขับออกไกลจากจุดเดิมขนาดนี้ก็ยังเงียบราวกับลืมเอาปากมายังไงยังงั้น ผมเห็นไหล่เล็ก ๆ ของเธอสั่นเทาไม่ยอมหยุด แม้ใบหน้าจะซ่อนอยู่หลังเรือนผม หากผมก็รับรู้ได้ถึงความตื่นกลัวของเจ้าหล่อนได้ไม่ยาก

แน่ล่ะ ผู้หญิงที่ไหนหรือใครมาเจอเรื่องแบบนี้ก็คงขวัญเสียไม่น้อย

ให้ตาย ผมรู้สึกคุ้นท่าทางแบบนั้นของเธอมากเลยรู้ไหม

และผมคิดว่าเธอน่าจะใช่ คน ๆ เดียวกับที่อยู่ในความคิดตอนนี้แน่ ๆ

รุ่นน้องคนหนึ่งที่คณะผมเอง

ไม่นาน ผมก็จอดรถริมถนนเลียบชายหาดอีกครั้ง แต่ก็ห่างจากจุดเดิมพอสมควร ส่วนฝั่งตรงข้ามอีกฝั่งของถนนสองเลนเป็นพวกร้านขายของที่ระลึก แล้วก็ร้านสะดวกซื้อ ถัดไปไม่ไกลมีโรงแรมระดับห้าดาวตั้งอยู่ด้วย

แต่มาให้ความสนใจกับคนในรถอีกคนดีกว่า...

เอาไงกับเธอดีนะ

“ไข่หวาน” ผมเรียกชื่อคนในความคิดเสียงนิ่งเรียบตามสไตล์

“เฮือก... สายตายังจ้องเธอผ่านกระจกส่องหลังไม่วางตา เห็นนะว่าพอผมเรียกชื่อร่างเล็กนั่นก็สะดุ้งเบา ๆ วินาทีหนึ่งเงยหน้ามองผมด้วย ก็ไม่รู้ว่ามองเห็นอะไรไหม ผมเผ้าปิดหน้าปิดตาซะขนาดนั้น

“...

“... แล้วก็กลับมาเงียบเมื่อไม่มีใครต่อบทสนทนา

สถานการณ์ตอนนี้ จะบอกน่าอึดอัด ก็คงไม่ผิด ปกติผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องการพูดคุยกับใครเท่าไหร่ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักอย่าง ยังไงก็ช่วยมาแล้ว แถมลากน้องเขาขึ้นรถมาอีกต่างหาก

ผมถอนใจ ปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูหลังฝั่งเดียวกับคนขับ ยืนเท้าแขนกับกรอบประตูด้วยท่าทางสบาย ๆ ก้มมองคนที่ยังนั่งนิ่งเพื่อสำรวจเจ้าตัวเล็กน้อย อาจดูเสียมารยาทสักหน่อย แต่ผมแค่อยากเช็คว่าน้องบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า และดูเหมือนจะไม่... มีแค่สองเท้าเปลือยที่แดงและถลอก

ค่อนข้างแปลกใจนะที่มาเจอเธอที่นี่...

บังเอิญได้น่าขนลุกจริง ๆ

“นี่ โอเคไหม” ผมตั้งคำถามง่าย ๆ กับเธอ

แค่อยากได้ยินคำยืนยันหรืออะไรก็ได้สักคำน่ะ ตัวผมก็ไม่ใช่คนพูดเก่งเป็นนิสัย ครั้นจะให้ปิดปากเงียบใส่เหมือนคนกำลังโต้ตอบกันทางโทรจิตก็ใช่เรื่อง ผมพูดน้อย ก็ใช่ แต่ไม่ได้เป็นใบ้ไงประเด็น

แต่ดูเหมือนผมคงหวังสูงไปหน่อย...

“...” ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ไข่หวานก็คือไข่หวาน

ให้ส่งไหน”

“...” ไม่ตอบสักคำถาม เงียบจนนึกว่าใบ้กินแล้วจริง ๆ นะ

นั่นทำให้หัวคิ้วผมขมวดเข้าหากัน รู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ กับท่าทางเหมือนคนไม่มีตัวตนของเธอ ผมไม่ได้สนิทกับไข่หวานหรอก เอาจริง ๆ ก็เพิ่งจะรู้จักและเริ่มเห็นเธอในสายตาเมื่อไม่นานมานี้ด้วยซ้ำ อย่างที่บอก เธอเป็นรุ่นน้องในคณะ อยู่ปีหนึ่ง ส่วนผมอยู่ปีสี่ แต่พอดีเราเรียนวิชาเลือกเสรีตัวเดียวกัน และทำงานกลุ่มเดียวกัน

ผมไม่ค่อยชอบเธอเท่าไหร่ คือไม่ได้หมายถึงเกลียดหรอก

ผมแค่ไม่ชอบที่บางที... เธอก็ เหมือนผมเกินไป

เหมือน... จนน่าหงุดหงิด

นี่” ผมเริ่มใส่น้ำหนักเสียงเข้าไปนิดหน่อย ถึงเธอจะไม่ได้มองหน้า แต่คิดว่าคงเดาอารมณ์ผมจากน้ำเสียงได้แน่ ๆ ไม่งั้นก็คงไม่สะดุ้งแล้วสะดุ้งอีก ไม่รู้ว่าทำสีหน้ายังไงอยู่นะ แต่ตัวเธอจะสั่นเกินไปแล้วมั้ง

ผมเกือบจะทำเสียงดุอีกครั้ง หากไม่ได้ยินเสียงพึมพำเย็น ๆ ยาน ๆ ซะก่อน

เจ็บ... เท้า”

“ไงนะ?” เบาไป ไม่ได้ยินครับ

“เจ็บเท้า” เสียงไม่ได้ดังในระดับที่คนปกติคุยกัน เดซิเบลเกือบต่ำกว่ามาตรฐานด้วยซ้ำ แต่ผมก็ได้ยินชัดเพราะตรงนี้ค่อนข้างเงียบ ดูจากรอยแดงรอยถลอกก็ท่าจะเจ็บน่าดูอย่างที่เธอบอกจริง ๆ

อยู่นี่” ผมพูดสั้น ๆ หมุนตัวเตรียมเดินอ้อมรถข้ามถนนไปอีกฝั่ง โดยไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรทั้งนั้น หากทว่า คนที่เอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่ไหวติงอยู่เบาะหลังมานานสองนาน กลับพรวดพราดออกจากรถมากระชากชายเสื้อผม

พลัน โพล่งเสียงดังอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน...

ปะ ไปไหน!”

กึก...

ไข่หวานทำให้ผมชะงักฝีเท้าทั้งที่ยังเดินไม่ผ่านตัวรถด้วยซ้ำ

ผมเอี้ยวตัวมองเล็กน้อย เห็นไข่หวานยืนตัวสั่นก้มหน้าอยู่ด้านหลัง มือข้างที่ยื่นมากำชายเสื้อผมแน่นราวกับจะใช้มันเป็นที่ยึดเหนี่ยวหรืออะไรสักอย่างกำลังสั่นระริกไม่ต่างจากร่างกาย

ผมคิดว่าเธอกำลังร้องไห้

ซื้อยา” ผมบอก ชี้ไปที่ร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามด้วย

“...” เธอรับรู้แน่ ๆ พยักหน้าด้วย แต่มือไม่ยอมปล่อยชายเสื้อผมเลย

จะไปซื้อยา” ย้ำอีกครั้งแล้วกัน

“รู้” เออ แต่ก็ยังไม่ปล่อยมืออยู่ดี

“... ตกลงเราคุยกันรู้เรื่องไหมครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจ

ผมยังเอี้ยวหน้ามองมือเล็กขาวจัดที่กำชายเสื้อด้านหลังไม่ยอมปล่อยอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีเลย เหลือบมองไข่หวานสลับกับมือของน้องท่ามกลางความเงียบระหว่างเราไปเกือบนาที ในหัวกำลังคิดว่าควรจัดการเรื่องนี้ยังไง

ปกติไม่ค่อยได้สนใจรอบข้างเกินจำเป็น และไม่ค่อยพาตัวเองเข้าหาเรื่องวุ่นวายยุ่งยาก

เว้นแต่... เรื่องที่ผมอดไม่ไหวจริง ๆ นั่นแหละ

การรับมือกับรุ่นน้องคนนี้ถือเป็นเรื่องยากสำหรับผม แม้จะมีโอกาสได้คุยกันนับครั้งได้ก็ตาม ผมไม่ชินเวลาต้องเผชิญหน้ากับเธอเท่าไหร่ คงเพราะนิสัยเราคล้าย ๆ กัน และบางครั้งเราก็ เหมือนกันจนผมไม่ชอบใจจริง ๆ

ใครบอกว่าคนนิสัยเหมือนกันจะเข้ากันได้ดีกว่า แต่ผมว่าไม่...

นิสัยที่เหมือนกันจนเกินไป มันให้ความรู้สึก อึดอัดยังไงไม่รู้แฮะ

อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ไข่หวานก็...

เดิน”

“หือ?” เสียงพึมพำเย็น ๆ จากคนเบื้องหลังดึงให้ผมหลุดจากภวังค์ความคิด เลิกคิ้วมองเจ้าของคำพูดเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยินด้วยสีหน้าข้องใจ เมื่อกี้เธอบอกว่า เดินหรือเปล่านะ “อะไร ไม่ได้ยิน”

“เดิน... ค่ะ” คราวนี้ไม่พูดอย่างเดียว ใช้มืออีกข้างดุนหลังผมเพื่อบอกให้ออกเดิน แต่มืออีกข้างก็ยังไม่ยอมปล่อยชายเสื้อผมอยู่ดี รู้สึกปวดหัวขึ้นมานิด ๆ อยากได้พาราสักเม็ดเหมือนกัน “เดิน...

ไข่หวานเอาแต่พูดย้ำคำเดิม แล้วดันหลังผมแรงขึ้นจนผมต้องก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะรู้ว่าคนที่ยึดชายเสื้อผมไว้ประหนึ่งของมีค่ากำลังเดินเตาะแตะตามติดหลังมาช้า ๆ

ไหนเจ็บเท้า” ผมถาม บอกแล้วนะว่าให้รอที่รถน่ะ

“...” คนตัวเล็กไม่ได้ให้คำตอบเหมือนเดิม ใช้มือดันหลังให้ผมเดินต่อเพราะตอนถามเธอเมื่อกี้สองขาก็พลอยหยุดเดินไปด้วย เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ ท่าทางแบบนี้คงไม่อยากถูกทิ้งให้รออยู่ที่รถคนเดียว ด้วยอาจจะยังตื่นกลัวกับเหตุการณ์ก่อนหน้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ขอตีความว่าแบบนั้นก็แล้วกัน

“โอเค” ผมพูดแค่นั้น

ก่อนจะเดินข้ามฝั่งไปร้านสะดวกซื้อย่างที่ตั้งใจ โดยมีไข่หวานเดินตามหลังไม่ห่าง แต่ด้วยเธอตัวเล็กและเตี้ยกว่าผมค่อนข้างเยอะ ช่วงก้าวก็สั้นกว่ามาก ผมจึงลดความเร็วในการเดินให้ช้าเพื่อที่น้องจะได้ไม่ต้องเร่งฝีเท้าตามให้ทัน

เดี๋ยวจะเจ็บเท้าเข้าไปอีก พื้นซีเมนต์กระด้างยิ่งกว่าอะไร บาดผิวบาง ๆ ของเธอหมดแล้วนั่น

ดีนะที่ตอนนี้มันกลางคืน ถ้าเป็นกลางวันเท้าคงพองกันไปข้าง

ร้านสะดวกซื้อที่นี่เป็นสาขาที่ค่อนข้างใหญ่ มีหลายอย่างเพิ่มเติมจากสาขาปกติค่อนข้างเยอะ โชคดีมีโซนขายยาที่มีเภสัชกรประจำเคาน์เตอร์ ผมจึงเดินตรงไปโซนนั้นอย่างไม่ประวิงเวลา แม้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในนี้จะได้ยินเสียงคนรอบข้างดังแว่วเข้ามาในหูบ้าง ทั้งพวกลูกค้าที่ซื้อของ ทั้งพนักงานที่ประจำเคาน์เตอร์คิดเงิน

“อุ๊ย! ตกใจหมดเลยอะแก”

“นั่นสิ คนหรือผีวะนั่น ขนลุกชะมัดเลย”

บางคนทำท่าทางผวาตอนหันมาเจอผม ไม่ใช่ว่าผมน่ากลัว แต่คงเพราะคนตัวเล็กที่เดินตามด้านหลังมากกว่า ก็เธอเอาแต่ก้มหน้าให้ผมดำยาวสลวยของเธอปรกหน้าปรกตาแบบนั้น ท่าทางเหมือน ซาดาโกะจากภาพยนตร์เรื่อง The Ring อย่างที่มีคนเคยบอกจริง ๆ ผิวไข่หวานก็ค่อนข้างขาวซีดซะด้วย

แต่เอาเถอะ ผมไม่ได้ใส่ใจคำพูดหรือท่าทางคนอื่นหรอก

“ซื้อยาทา... เดินมาถึงเคาน์เตอร์ขายยาก็พูดแค่นั้น พร้อมหันไปชี้ที่เท้าของไข่หวานให้คนขายดู เขาทำหน้าตาประหลาดนิด ๆ ก่อนจะชะโงกมาดูเท้าของเธอ จากนั้นก็ยิ้มแล้วหันไปจัดยามาให้

“สักครู่นะครับ”

“อืม”

“... คนเบื้องหลังยังคงทำเหมือนไร้ตัวตน ไม่พูด ไม่หือ ไม่อือ

ผมจ่ายเงินค่ายาแล้วก็เดินไปซื้อของอีกสองสามอย่างในร้านสะดวกซื้อ

คนอื่นก็ยังมองผมอยู่อย่างนั้นแหละ บางคนคิดว่าผมมีวิญญาณตามติดด้วยซ้ำ พูดออกมาเสียงดังในระดับหนึ่งเลย ก็นะ ปากคน... จะพูดอะไรก็ได้ แต่เลือกพูดหน่อยก็ดี อย่างน้อยก็น่าจะให้ผมออกจากร้านก่อน ไม่ใช่นินทากันในระยะเผาขนแบบนี้ ไข่หวานเองก็คงได้ยินที่คนอื่น ๆ ว่าเธอ นั่นทำให้ผมไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่

หมับ...

ผมไม่ได้พูดอะไร แค่ดึงมือเล็กที่กำชายเสื้อออกแล้วเปลี่ยนมาจูงมือเธอเดินข้าง ๆ แทน ไข่หวานก็ทำแค่เดินตาม ผมพาไปทางไหนก็เดินเตาะแตะเนิบ ๆ ตามสไตล์ กระทั่งเราเดินมาหยุดตรงที่มีรองเท้าแตะขาย ผมถึงได้พูด

“เบอร์ไหน” รู้ว่าเธอจะไม่ตอบ ผมถึงบีบมือน้องข้างที่จับเพื่อเร่ง “เบอร์รองเท้า”

“หกค่ะ” ได้คำตอบที่ต้องการ ผมก็ปล่อยมือเล็ก ทิ้งตัวนั่งบนส้นเท้าแล้วเริ่มค้นหารองเท้าแตะเบอร์หก ไซซ์ที่เล็กกว่าเท้าผมหลายเบอร์ ได้เบอร์หกมาสามคู่ แต่สีมันต่างกัน ผมเลยถามไข่หวานสั้น ๆ

“สี?”

“...ไม่ตอบอีกแล้ว

“เอาสีไหน”

“ฟ้า” เออ ก็แค่นั้น...

ผมแกะถุงพลาสติกใสแล้วเอารองเท้าข้างในออกมา ดึงสายพลาสติกเหนียว ๆ ที่ล็อกรองเท้าสองข้างไว้ด้วยกันออก เก็บถุงที่มีบาร์โค้ดไว้เพื่อให้พนักงานสแกนคิดเงิน

จากนั้นก็วางรองเท้าตรงหน้าไข่หวาน พลันว่า...

“ใส่สิ”

“... !” แต่คนยืนค้ำหัวกลับไม่นำพา ชักเท้าหนีเหมือนตกใจ

ผมขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นมองไข่หวานที่ยังก้มหน้าคางชิดคอ เรือนผมยาวปรกหน้าตาเช่นเดิม จากมุมนี้... ผมก็ยังไม่เห็นดวงหน้าภายใต้เรือนผมของเธออยู่ดี เห็นเพียงแค่ริมฝีปากแดงเรื่อกำลังเม้มเข้าหากันแน่นลาง ๆ

“ใส่รองเท้า” ผมย้ำคำเสียงเรียบ แต่ไข่หวานก็ยังไม่ยอมขยับ นั่นทำให้พวกเราเสียเวลาอยู่ในร้านสะดวกซื้อแห่งนี้เกินความจำเป็น เลยเป็นผมซะเองที่ขยับเข้าหา ส่งมือจับข้อเท้าเล็กเพื่อจะสวมรองเท้าให้เสร็จ ๆ ไป

พรึบ!

“... ก่อนเจ้าของเท้าจะสะบัดข้อเท้าอย่างแรงจนหลุด แล้วกุลีกุจอสวมรองเท้าลนลานไร้คำพูด

“ก็แค่นั้น” ผมถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ หยัดตัวขึ้นเต็มความสูง แล้วเดินนำไปที่เคาน์เตอร์เพื่อชำระเงิน โดยไข่หวานก็ยังทำตัวติดหนึบ คว้าชายเสื้อผมไปจับแล้วเดินตามหลังเหมือนตอนแรกไม่มีผิด

“เอ่อ ทั้งหมด 257 บาทครับ”

ผมส่งแบงค์ร้อยสามใบให้พนักงานที่กำลังเหลือบมองด้านหลังผมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะส่งเงินทอนให้ผมในเวลาต่อมา รับเงินเสร็จผมก็เดินออกจากร้านโดยไม่สนใจใครอีก เดินข้ามถนนพาไข่หวานกลับมานั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวซึ่งตั้งเรียงรายเป็นระยะริมทางเท้าใกล้ ๆ รถตัวเอง แล้ววางถุงพลาสติกไว้ข้างคนตัวเล็ก

“ล้างเท้า ทายา” บอกแบบรวบรัด พลางพยักพเยิดหน้าไปที่ถุงพลาสติกสำทับ

“... แต่ไข่หวานก็นั่งนิ่ง ทำเหมือนตุ๊กตาที่ใครจะจับให้นั่งท่าไหนก็ได้ยังไงยังงั้น นั่นทำให้ผมขมวดคิ้วแล้วขมวดคิ้วอีก ยอมรับเลยว่าหงุดหงิดกับท่าทางแบบนั้นของไข่หวานเต็มที

อย่างที่บอก ผมไม่เคยสนใจหรือเห็นเธออยู่ในสายตามาก่อน แต่เพราะได้รู้จักผ่านการทำงานกลุ่มร่วมกัน มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่รุ่นน้องเงียบ ๆ และตัวตนแสนจืดจางคนนี้จะค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในสายตาของผมโดยไม่รู้ตัว แถมตอนนัดคนในกลุ่มไปทำงานกันที่บ้านผมก็ เกิดเรื่องขึ้นกับไข่หวานนิดหน่อยด้วย แม้จะคุยกันแทบนับประโยคได้ก็เถอะ

แต่ยิ่งรู้จักก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดบอกไม่ถูกครับ

ไม่ได้อยากใส่ใจให้มากความ แต่ก็ดันปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ได้เหมือนกัน

ไม่ไข่หวานก็ตัวผมเองนี่แหละที่น่าหงุดหงิด

“หรือให้ทำให้?”

“มะ... ไม่ค่ะ” คงเพราะโทนเสียงผมเข้มขึ้น ทั้งยังขยับตัวเหมือนจะเข้าไปหา ไข่หวานถึงได้ปฏิเสธเสียงแผ่วแล้วรีบคว้าของให้ถุงพลาสติกออกมา นอกจากยาก็มีน้ำเปล่า ทิชชูเปียก ทิชชูแห้งไว้สำหรับทำความสะอาดด้วย

“... ผมยืนกอดอกมองคนตัวเล็กทำความสะอาดเท้าตัวเองและทายาไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครพูดอะไร

อันที่จริงก็ยังมีคำถามติดอยู่ในหัวว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ในสภาพแบบนี้ หากผมก็ยังปล่อยให้ความเงียบดำเนินต่อไป แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องก้าวก่ายขนาดนั้น ยังไงเราก็แค่คนรู้จักที่ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว

“ขอบคุณค่ะ” คำขอบคุณไม่ดังไม่เบา เอาเป็นว่าพอได้ยินดังขึ้นทำลายความเงียบ ศีรษะเล็กของเธอก็ผงกขึ้น ลง สำทับคำพูด ผมหลุบตามองสองเท้าเล็กที่สวมรองเท้าแตะสีฟ้าเรียบร้อย แล้วครางรับคำขอบคุณในลำคอ

“อืม”

“... บทสนทนาก็จบลงแค่ตรงนั้นอีกเช่นเคย ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ไข่หวานนั่งก้มหน้าเงียบ ๆ ผมก็ยืนทอดสายตามองทะเลตอนกลางคืนโดยไม่คิดจะไถ่ถามให้มากความ แค่กำลังคิดว่าจะเอาไงต่อดี

ต้องกลับแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้า

Rrrr…

ทว่า เสียงโทรศัพท์ของคนตัวเล็กก็ดังขึ้นขัดความคิดซะก่อน

ไข่หวานหยิบเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกจากกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กที่ผมไม่ได้สังเกตเลยว่าเธอสะพายมันอยู่ตลอด ใบเล็กจิ๋วเหมือนแค่ใส่มือถือเครื่องเดียวก็เต็ม แถมยังสีเดียวกับชุดที่เธอสวมอยู่จนกลืนไปด้วยกันอีก ผมเคยเห็นผู้หญิงหลายคนชอบสะพายหรือถือกระเป๋าใบจิ๋วแบบนี้เวลาไปออกงานสังคมกับพ่อ

เอาเถอะ เรื่องกระเป๋านั่นไม่ใช่ประเด็น

สิ่งที่ผมสนใจคงเป็นความเงียบของไข่หวานมากกว่า

“...

หือ... เอาจริงดิ?

นี่รับโทรศัพท์ก็ยังไม่คิดจะพูดอะไรสักคำเลยเหรอวะ

ผมว่า... รุ่นน้องคนนี้ชักจะแย่แล้วล่ะครับ เธอไม่ได้เป็นใบ้นะ ไม่จำเป็นต้องเงียบขนาดนี้ไหม ผมขมวดคิ้ว มองไข่หวานที่ยกโทรศัพท์แนบหูไร้คำพูด เหมือนเธอกำลังตั้งใจฟังปลายสาย ผมไม่รู้ว่าใครโทรมา และไม่เห็นสีหน้าของไข่หวานด้วย ทำได้แค่ยืนมองปฏิกิริยาของเธอเงียบ ๆ เท่านั้น

โกรธ?

ผมตั้งคำถามกับตัวเองในใจ

หลังเห็นว่ามือข้างที่ถือโทรศัพท์กำแน่นจนสั่น เช่นเดียวกับมืออีกข้าง กำกระโปรงตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่เช่นกัน กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงเล็ดรอดจากริมฝีปากของไข่หวานสักวลี กระทั่งเธอยกโทรศัพท์ออกจากหู วางมือข้างนั้นบนหน้าตักตัวเองเหมือนหมดแรง ร่างเล็กเริ่มสั่นเทามากขึ้นเรื่อย ๆ

“เป็นไร ไหวไหม?” เป็นผมที่ทนเฉยไม่ไหว เอ่ยถามในจังหวะเดียวกับที่มีน้ำใสหยดลงบนหลังมือของเธอ ไข่หวานร้องไห้แบบไม่มีเสียง แต่ร่างเล็กสั่นเทาจนน่ากลัว รอบตัวเราเงียบมาก เงียบเกินไปด้วยซ้ำ

“... น่าสงสาร

“ไข่หวาน” มองไม่เห็นสีหน้าก็ยังรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารจับใจ ร้องไห้จนตัวโยนและไร้เสียงแบบนี้ เธอคงอดกลั้นมันเอาไว้อย่างสุดความสามารถ นั่นทำให้ผมรู้สึกอึดอัดและไม่โอเคกับสถานการณ์ตรงหน้า

ให้ตายสิวะ!

ทำไมยังเงียบ ทำไมขนาดร้องไห้ถึงยังไร้เสียงแบบนี้

“พะ พี่... คะ” นานหลายนาทีเลยกว่าไข่หวานจะพูด เสียงหวานใสของเธอสั่นเครือและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน เรียกสรรพนามที่ทำให้ตัวผมร้อนวาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ “พา... พากลับ... กลับบ้านหน่อยนะ”

ตึก!

ก้อนเนื้อในอกผมกระตุกไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

ไม่ใช่เพราะประโยคคำพูดที่ดูเหมือนจะยาวสุดตั้งแต่เราคุยกันมาของไข่หวาน แต่เป็นเพราะตอนพูดด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นเหมือนพยายามทำให้มั่นคงนั่นน่ะ... เธอก็ยกหลังมือเช็ดน้ำตาลวก ๆ เหมือนเด็กน้อยที่ไม่อยากร้องไห้ แต่ก็ไม่รู้วิธีจะหยุดมันยังไง และยังคงเช็ดต่อไป ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมเห็นดวงหน้าเกลื่อนน้ำตาของไข่หวาน

เอาล่ะ ยังไงดี เมื่อกี้เธอพูดว่าไงแล้วนะครับ

“... เหมือนสมองผมประมวลผลดีเลย์ไปสามวินาที

สายตาเผลอจ้องคนตัวเล็กนิ่ง ไม่ได้ตอบรับคำพูดอะไรสักอย่างของเธอก่อนหน้านี้ พอเห็นว่าผมเงียบ ไข่หวานก็เงยหน้าขึ้นมองผมน้ำตาคลอไม่หยุด เพราะเส้นผมชื้นน้ำตา พอเธอใช้หลังมือปัด ๆ เช็ด ๆ ก็ทำให้ผมบางส่วนติดแก้ม เผยให้เห็นแก้วตาใสกลมโต โครงหน้ารูปไข่ ริมฝีปากแดงเรื่อ และใบหน้าขาวจัดที่ถูกซ่อนใต้เรือนผมมาตลอด

น่ารัก

น่ารักมาก...

สวยในแบบน่ารัก ๆ เหมือนสาวญี่ปุ่นน่ะครับ

“พี่นายน้อย” พลัน สติถูกดึงกลับเข้าร่างตอนเสียงหวานเรียกชื่อ “... จะกลับบ้าน”

แล้วผมก็เหมือนคนต้องมนต์อะไรสักอย่าง ได้แต่ครางรับในวลีเดียว

“ครับ”

END NAINOI TALKS

 

 

TO BE CONTINUED

[21/02/60]
อึดอัดอย่างบอกไม่ถวกกกกก
ไว้เดี๋ยวถึงพาร์ทไข่หวานบรรยายเมื่อไหร่ เราคงได้รู้อะไรมากขึ้นโน๊ะ
ตอนนี้เอาใจช่วยขุ่นพรี่นายน้อยก่อยยยยย
พี่นายยังไหวมั้ย ตกตะลึงอัลไลเบอร์นั้นนนนน 55555

[17/02/60]
เว้ยยยยย! สองคนนี้มีความอึน ความมึน ความงง
ใครอ่านเรื่องนี้ทำใจนะจ๊ะ เพราะคาแร็กเตอร์พวกนางเป็นแบบนี้
โทนเรื่องจะไม่เหมือนพี่พายุกับนาขวัญนะเออ แต่พล็อตสบายๆ เหมือนกัน
ไม่ซับซ้อน ไม่ซ่อนเงื่อน พล็อตบ้านๆ พล็อตตลาดๆ
อ่านไปเรื่อยๆ มึนอึนกันไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่คนแต่งยังไม่ไมเกรนกินซะก่อน

มาเดากันมั้ยว่า 'ความรัก' ระหว่างพี่นายกับน้องไข่จะออกมารูปแบบไหน?
ปล.ส่วนที่สปอยไปนั้น ถ้าไม่มาตอนนี้ก็ตอนหน้าแล้วกัน 5555

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #445 alonemupfin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 10:31
    น่าสงสารรร
    #445
    0
  2. #360 tigersweet (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 06:56
    อ่านเม้นละตลก กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ตายๆ หงุดหงิดแทนนายน้อยเลย
    #360
    0
  3. #359 tigersweet (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 06:55
    เชื่อแล้ว ว่านิยายใบ้5555
    #359
    0
  4. #268 Misicmook (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:42
    ถ้าพวกนางมีลูกเนี้ย ลูกของพวกนางจะเป็นใบ้มั๊ย !!ถาม
    #268
    0
  5. #209 Snowwy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:29
    กรี๊ดดดดดดด พระเอกนางเองเค้าเตอหน้ากันแล้วค่ะ ถถถถ
    #209
    0
  6. #208 kruemee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:07
    แง๊ะ เห็นแค่นิดเดียวคือตะลึงว่าน่ารักมาก สงสัยจะหลงไข่หวานแล้วววว พี่นายน้อย
    #208
    0
  7. #207 barara~ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:52
    มีความชมว่าน่ารักกก
    #207
    0
  8. #206 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:02
    หลงเสน่ห์ไข่หวานซะแล้วพี่นายน้อย 555
    #206
    0
  9. #205 Creamy123 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 03:28
    พาร์ท บรรรยายไข่หวานจะเงียบมั้ยเนี่ย55555
    #205
    0
  10. #204 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:19
    อ่านเม้นแล้วยิ่งฮาเข้าไปอีก5555
    #204
    0
  11. #203 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:18
    อึน มึนกันทั้งคู่เลย555
    รอนะคะ สู้ๆ ค่ะ????
    #203
    0
  12. #202 InthiraP (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:06
    พระเอกว่าเงีบบอึนแล้วเจอนางเอกยิ่งกว่า แล้วจะรักกันยังงัยหว่า
    #202
    0
  13. #199 DDevil (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:15
    แปลกไปอีกแบบ กว่าจะคุยกันรู้เรื่องลุ้นแทบแย่ 555+
    #199
    0
  14. #198 Manikane (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:48
    อ่านเม้นแล้วฮาค่ะ ถถถ รออ่านนะคะะ
    #198
    0
  15. #195 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 19:14
    นางจะรักกันยังไงเนียยย
    #195
    0
  16. #194 JLSmile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:36
    ใจแทบขาดเวลารอนางเอกง้างปากตอบ สมองประมวลผลช้ายิ่งกว่า วินโดว์เก้าแปด 😂😂😂😂
    #194
    2
  17. #193 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:40
    สงสารพี่นายน้อยเลย กว่าจะคุยกันรู้เรื่องนี่คงเหนื่อยแย่
    #193
    0
  18. #192 Snowwy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 05:47
    มหากาพย์ความรักใบ้55555
    #192
    0
  19. #191 Creamy123 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:18
    อยากรู้ว่าพวกนางจะรักกันยังไง55555
    #191
    0
  20. #190 Siwaporn Paengsee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:30
    เขาจะรักกันยังไง?????
    #190
    0
  21. #189 Fomnoil_14 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:19
    นางเอกนี่เงียบดีเน้อ
    #189
    0
  22. #188 merry ay (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:10
    ชอบนางเอกลุคนี่อ่าา
    #188
    0
  23. #187 JLSmile (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:41
    กว่าจะได้พูดกัน เรื่องอื่นพระนางนี่เถียงกันจนนับคำไม่ได้ละ โอ้ยยยยย ปวดหัวจริงคู่นี้ จะคุยกันจบเรื่องนึงคงปาไปสามสี่ตอน 555555
    #187
    0
  24. #186 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:43
    เอาน่านายน้อย ใจร่มๆ นะเข้าใจน้องหน่อย
    คือน้องไม่ปกติท่องไว้ๆ
    #186
    0
  25. #185 aya001 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:46
    จะคุยกันรู้เรื่องไหมมม5555
    #185
    0