「END」SINFUL PHANTOM สัมผัสรักร้าย ลวงหัวใจ [Vol.3]

ตอนที่ 6 : PHANTOM :: CHAPTER 5 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,177
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 พ.ย. 59

S I N F U L  S E T
{JESUS}
TATTOO
[Vol.1]


ทำมือ+ตีพิมพ์แล้ว

| ENDED |
{ZEUS}
VALENTINE
[Vol.2]


ทำมือ+ตีพิมพ์แล้ว

| Uploading |
{JANUS}
PHANTOM
[Vol.3]


กำลังแต่ง

| Uploading |
{PHARAOH}
HOTTEST
[Vol.4]


await...

| Coming very soon |
{CZAR}
ADDICT
[Vol.5]


await...

| Coming soon |




“ไง มาเช้านะ”

“อืม” 

คำทักทายห้วนสั้นมาพร้อมน้ำเสียงห้าวเรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นมอง 

ผมพยักหน้ารับเนือยๆ ไอ้ไม้เอกเลิกคิ้วมองผมนิดๆ แล้วทิ้งตัวนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เห็นแขนที่เข้าเฝือกของมันเลยอดถามไม่ได้ 

“แขนมึงเป็นไงบ้าง”

“นี่อ่ะนะ...” ไม้เอกยกแขนแล้วยักไหล่ “ก็เริ่มชินแล้วว่ะ โชคดีที่ไม่หักแขนขวา”

“โทษทีที่ทำให้มึงต้องมาเจ็บตัว”

“ซีเรียสไปได้ กูก็เจ็บตัวประจำ หึๆ แค่แขนหักเพิ่มแม่งไม่ตายหรอก”

“...” 

มันว่าขำๆ เหมือนไม่ได้ยี่หระ แต่ผมกลับไม่รู้สึกขำตาม 

พอเห็นแขนของไอ้ไม้เอกแล้วก็พานให้ผมคิดถึง ตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นวันนั้นอย่างเสียไม่ได้ จนเผลอกวาดสายตามองรอบตัวด้วยความเคยชิน...

หึ เคยชินงั้นเหรอ...

เวลาแค่อาทิตย์เดียวที่รอบตัวผมมีวิญญาณเด็กผู้หญิงวนเวียนไปด้วยทุกๆ ที่ มีเสียงเจื้อยแจ้วพูดข้างๆ หูชวนให้หงุดหงิดและรำคาญบางเวลา มีสายตาคนรอบข้างมองมาเหมือนตัวประหลาด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนแปลกแยกและแตกต่างจนทนไม่ไหว 

ผมไม่ชอบสายตาที่คนพวกนั้นมองมา ไม่พอใจที่ถูกหาว่าเป็นคนบ้า 

ไม่ชอบใจจริงๆ

หากทว่า ตอนนี้ผมกลับเรียกมันว่าความเคยชิน...

ทั้งที่เมื่อสี่วันก่อนยังทนความกดดันตลอดอาทิตย์ไม่ไหว ระเบิดอารมณ์ใส่มุตาและไล่ให้เธอหายไปจากชีวิตอยู่เลยแท้ๆ 

แล้วทำไมผมถึงต้องรู้สึกว่าการที่มีเธอวนเวียนรอบๆ ตัวมันเป็นความเคยชินด้วยวะ 

ตอนอยู่ก็ไม่ชอบไป พอหายไป...แม่งยิ่งน่าหงุดหงิดกว่าเดิม

ไม่มี...ก็ดีแล้ว

ใช่ หลังจากที่ผมพูดกับมุตาไปแบบนั้น เธอมองผมด้วยแววตาเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเสียใจ ผิดหวัง เจ็บปวด...

ผมจำได้ดีว่าดวงตากลมโตคู่สวยคลอไปด้วยน้ำตา ก่อนจะหายตัวไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ต้องให้ไล่ซ้ำสอง วันนั้นผมเข้าเรียนด้วยอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ 

ทว่าก็กลับมาทำตัวปกติได้เหมือนเดิมเพราะไม่มีผีคอยตาม

นี่ก็เข้าวันที่สี่แล้วที่มุตาหายไปจากชีวิตและไม่โผล่มาให้เห็นอีกเลย...

ผมกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข สายตาที่คนอื่นมองมาก็หาได้มีความเคลือบแคลงหนักอย่างก่อนหน้า เพื่อนๆ เองก็ทักว่าเดี๋ยวนี้ไม่เห็นผมพูดคุยเดียวแล้ว รู้สึกโล่งใจว่าผมกลับมาเป็นปกติ พวกมันก็ดีใจเพราะคิดว่าผมเฮิร์ตเรื่องอกหักจนหันไปเล่นยา 

ผมก็แค่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรออกไป คงมีแค่ไอ้ไม้เอกมั้งที่นั่งสังเกตผมอยู่เงียบๆ

เหมือนอย่างตอนนี้...

“มึงเป็นไรรึเปล่า ไอ้เจ” 

มันเอ่ยถามทำลายความเงียบ หลังจากไม่มีบทสนทนามันก็เอาแต่นั่งจ้องหน้าผมมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วไง ผมเงยหน้ามอง เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถามว่า ทำไม? มันเลยว่าต่อ 

“กูรู้สึกว่ามึง...แปลกๆ”

“นี่กูก็ไม่ได้พูดคนเดียวแล้วนะ ยังแปลก?”

“มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น” ไอ้ไม้เอกทำหน้าเหมือนอธิบายยาก

“...”

“แบบ...จะว่าตอนนี้มึงกลับมาทำตัวปกติ มันก็ใช่ แต่จะว่าไม่ปกติ...ก็ไม่เชิง” 

ไอ้ไม้เอกขมวดคิ้วหรี่ตามองผมเหมือนจับสังเกตอะไรสักอย่าง 

“ไม่รู้ว่ะ ท่าทางมึงน่ะปกติ แต่สีหน้านี่...เหมือนคนทำของหายแล้วไม่ได้คืนงั้นแหละ”

“...” ผมเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ก่อนจะแค่นยิ้มออกมาให้ไอ้ไม้เอกเลิกคิ้วสงสัยว่าผมกำลังยิ้มอะไร 

ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้สีหน้าเหมือนคนทำของหายของผมที่มันว่าเนี่ยเป็นแบบไหน ทั้งที่ผมก็คิดว่าตัวเองกลับมาปกติดี

แต่ ทำหายกับ ทิ้งขว้างมันต่างกัน...

ไอ้ที่ผมทำกับมุตาน่าจะเรียกอย่างหลังถึงจะถูก แล้วเธอก็ไม่ใช่สิ่งของ แต่ใช่...เธอหลายไปจากสี่วันแล้ว สี่วันที่ผมกลับมาใช้ชีวิตเหมือนไม่เคยเจอเรื่องราวเหนือธรรมชาติมาก่อน 

มันควรกลับเป็นปกติ ทว่าก็ต้องยอมรับนะว่าในใจมันกลับรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ ตอนกลับห้องแล้วเจอความว่างเปล่าและเงียบงัน ทั้งที่มันก็เป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่แรก

ผมรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป...

และความรู้สึกนั้นทำให้ผม เหงาอย่างบอกไม่ถูก

“แล้วตื่นเช้าแบบนี้ ไปทำบุญมาอีกหรือไง?”

เห็นผมเงียบไปนาน ไอ้ไม้เอกก็คงไม่อยากเซ้าซี้ หากเรื่องที่มันพูดก็ทำให้ผมชะงักไปนิด เพราะตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้ทำบุญตักบาตรอีกเลย 

วันที่ผมสัญญาว่าจะทำบุญอาหารที่มุตาชี้ในนิตยสารไปให้ในเช้าวันถัดมาไง

“...” 

เวรเอ๊ย! ทำไมผมต้อง รู้สึกผิดแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้!

หงุดหงิดงุ่นง่านแม่งจนน่าโมโห บัดซบ!

“ไอ้เจนัส” 

คราวนี้ไอ้ไม้เอกเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับจ้องหน้ากันอย่างคาดคั้น 

“ตกลงมึงมีเรื่องอะไรกันแน่ อย่าเงียบแล้วทำหน้าเหมือนคนอมทุกข์ มีอะไรไม่สบายใจก็บอกดิวะ...หรือเรื่องนั้น?”

เรื่องนั้นที่มันว่า...คงหนีไม่พ้นเรื่องเบิร์นแน่ๆ

ก็นะ ก่อนหน้านี้มันเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตผมเลยนี่

“เปล่า ไม่ใช่เรื่องนั้น” ผมถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา

“แล้วเรื่อง?”

“ไม่ได้ทำหาย...แต่ทิ้งไปแล้วเสือก เสียดายขึ้นมา ล่ะมั้ง”

หลังจากนั้นไม่มีบทสนทนาระหว่างผมกับไอ้ไม้เอกอีก...

กระทั่ง ไอ้โป๊ยเซียนกับไอ้อั่งเปามาถึงมหาลัย พวกเราก็เข้าเรียนกันตามปกติ 

หลายคนในคลาสยังให้ความสนใจกลุ่มผมเช่นเดิม คือจะบอกว่าค่อนข้างดังในคณะก็ได้ล่ะมั้ง ก็นะ...หน้าตาแต่ละคนไม่ได้ธรรมดาไก่กานี่หว่า 

ไอ้โป๊ยเซียนนี่ก็ดีกรีเดือนคณะตอนปีหนึ่ง ไอ้อั่งเปาน่ะจ้าพ่อปาร์ตี้ ไอ้ไม้เอกก็หนุ่มฮอตแบดบอย ส่วนผม...หลายคนรู้จักดี โดยเฉพาะนักศึกษาสายเที่ยว 

ผมมีหุ้นอยู่ที่เอมป์คลับ ผับที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มนักเที่ยวพอสมควร

อีกอย่าง...ชื่อเสียงพวกเฮียๆ ในกลุ่มก็ใช่ย่อยที่ไหน

แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ

ดูเหมือนตอนนี้ผมจะไม่ประสบปัญหากับสายตาชาวบ้านตั้งแต่มุตาหายไป...

มันควรจะดี ผมควรรู้สึกดีที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติว่ามั้ย?

นั่นสิ แล้วทำไมแม่งถึงไม่เป็นอย่างนั้นวะ แทนที่จะดีใจผมกลับรู้สึกกระสับกระส่ายงุ่นง่านจนเรียนไม่รู้เรื่อง อาจารย์พูดอะไรก็ไม่เข้าหูสักอย่าง 

พอถึงเวลาเลิกเรียนเพื่อนชวนไปเที่ยวต่อ ผมก็ปฏิเสธคำชวนพวกมันแล้วตรงกลับคอนโดเหมือนมีคนรออยู่ 

ทั้งที่ไม่รู้จะรีบกลับมาทำไม...

เปิดประตูเข้ามาก็เจอกันความว่างเปล่า มันเงียบเสียจนผมขมวดคิ้วมุ่น ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง กวาดสายตามองรอบตัวอย่างไม่เข้าใจตัวเองเท่าไหร่

ความรู้สึกผิดที่ตีตื้นขึ้นมาในใจมีเพิ่มมากเรื่อยๆ จนเริ่มหัวเสีย

ซ้ำยังมี ความเหงาแปลกประหลาดแทรกซึมเข้ามาในความรู้สึกที่ผมไม่เข้าใจอีก 

ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ผมแยกออกมาอยู่คนเดียวนานมากแล้ว ขนาดตอนไปเรียนไฮสกูลที่เมืองนอกก็ยังไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น

ราวกับ...พอมีใครสักคนเข้ามา แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่พอหายไปก็ทำให้เราสัมผัสและเข้าใจกับคำว่า เหงาได้มากยิ่งขึ้น 

เพราะถ้าอยู่คนเดียวมาตั้งแต่แรกและเป็นอย่างนั้นตลอด...ผมคงไม่รู้สึกอย่างนี้

“มุตา” 

ผมลองเรียกชื่อที่ไม่ได้เอ่ยออกมาอีกเลยตั้งแต่วันนั้น 

“มุตา...อยู่ที่นี่รึเปล่า?”

คาดหวังว่าหลังจากเรียกแล้วเธอจะปรากฏตัวออกมา 

ผมกวาดตามองรอบตัว และได้รับความผิดหวังกลับมาแทน ไม่มีวี่แววว่ามุตาจะออกมา ไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน ไม่รู้ว่ายังอยู่ที่ห้องนี้หรือเปล่า 

ผมไม่เห็นเธอเลย

“ถ้าเธอยังอยู่ ถ้าได้ยิน...” 

ถึงมุตาไม่ออกมา หรืออาจจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว ผมก็ไม่สามารถห้ามริมฝีปากที่กำลังพูดอยู่ได้ พูดออกมาโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือเปล่า 

“ฉันอยาก...ขอโทษ”

“...”

“ขอโทษที่พูดจาใจร้ายกับเธอ ขอโทษที่ไล่ทั้งที่เธอไม่มีที่ไป ขอโทษที่โมโหใส่ทั้งที่เธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิด” 

มาคิดๆ ดู ท่ามุตามีทางเลือกมากกว่านี้ เธอคงไม่ต้องพึงพาหรือตามติดผม 

รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังทำเรื่องร้ายกาจไปจนได้

แย่ว่ะ...

“...”

“ถ้าเธอได้ยินฉัน...จะกลับมาก็ได้นะ”

“...”

“ฉัน...ขอโทษ กลับมาเถอะ จะไม่ไล่แล้ว”

 


SPECIAL TALK

เธอได้ยิน...

มุตาได้ยินคำขอโทษของเจนัส

ดวงตากลมโตทอแสงขึ้นด้วยความดีใจ ริมฝีปากหยักยิ้มอ่อนให้กับเจ้าของคำขอโทษอย่างไม่นึกโกรธเคือง แม้ก่อนหน้านี้จะรู้สึกเสียใจกับคำพูดของเจนัสมากก็ตาม 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอรู้สึกเจ็บในอก...ตอนถูกเจนัสขอร้องให้หายไปจากชีวิต ตอนถูกต่อว่าเรื่องที่เธอเป็นต้นเหตุให้คนรอบตัวมองเจนัสด้วยสายตาไม่ปกติ

มุตาเองรู้ดีว่าเธอทำให้เจนัสเดือดร้อน...

หากทว่า เจนัสก็เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเธอได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีใครเห็นหรือพูดกับเธอ 

มันทั้งเหงา โดดเดี่ยว เคว้งคว้างเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดด้วยซ้ำ

พอเจอใครสักคนที่ทำให้รู้ว่าเธอยังมีตัวตนในสายตา เธอจึงเผลอแสดงความดีใจออกมา อยากพูด อยากชวนคุย อยากให้เขามองมา อยากให้สนใจ 

โดยหลงลืมไปข้อแตกต่างระหว่างพวกเขาไป...

เจนัสเป็นมนุษย์ 

ส่วนเธอ...ก็แค่ก้อนวิญญาณ

หากไม่ได้กลับเข้าร่างตัวเอง สักวัน...ดวงจิตของเธอคงดับสูญ

มุตามองแผ่นหลังแกร่งดูอบอุ่นและมีความเจ็บปวดบางอย่างซ่อนอยู่ กระทั่งภาพนั้นถูกแทนที่ด้วยบานประตูที่ปิดลง เจนัสออกไปทำงานที่คลับแล้ว 

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเจนัสพูดว่าขอโทษที่ไล่เธอไป และขอให้เธอกลับมา 

มุตาดีใจแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหว

เธอไม่ได้หายไปไหนเลย ยังอยู่ที่นี่...

มุตาอยู่ที่ห้องของเจนัสตลอดตั้งแต่วันนั้น

ตอนแรกก็แค่ซ่อนไม่ให้เจนัสเห็น เพราะน้อยใจที่ถูกไล่ ทว่า...วันต่อมามุตากลับต้องตกตะลึงกับสภาพของตัวเอง ร่างของเธอจางลงจนน่าใจหาย 

มุตาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับวิญญาณของเธอด้วยซ้ำ

ตลอดสี่วันที่ผ่านมา...

เจนัสมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงของเธอ

“ทำไงดี ทำยังไงดี ฮึก...” 

เจ้าของร่างเล็กนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาภายในห้องที่มืดมิด ร่างของเธอสั่นเทิ้มเพราะแรงสะอื้นและความหวาดกลัว 

“พี่เจนัสช่วยด้วย ช่วยมุตาด้วย มุตากลัว อึก...ฮืออออ”

ใช่ เธอกลัว...กลัวว่าตัวเองจะหายไปทั้งอย่างนี้

แตกสลายทั้งที่ยังหาร่างไม่เจอ และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร

SPECIAL TALK END



JANUS’S TALK

หนึ่งอาทิตย์...

นี่มันครบหนึ่งอาทิตย์เต็มที่มุตาหายไปแล้วนะ!

ผมจะไม่ร้อนรนขนาดนี้เลย หากไม่ได้เป็นคนไล่และพูดจาร้ายกาจกับเธอไป แม้จะได้สังคมแบบเดิมกลับมา ไม่มีสายตาแปลกๆ จากคนอื่น ถูกมองเหมือนคนปกติ 

หากทว่า...ผมกลับสงบจิตสงบใจไม่ได้สักนิดเดียว 

มุตาหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตน ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรตามหาเธอที่ไหน ไปดูในจุดที่พบเธอครั้งแรกก็ไม่มี กลับมาที่ห้องก็ว่างเปล่า

บ้าเอ๊ย!

เธอโกรธผมขนาดหายไปเลยจริงๆ น่ะเหรอวะ?

บ้าน่า! บ้าไปแล้ว! ไม่มีใครมองเห็นเธอไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่กลับมาหาผม เธอก็ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนติดต่อใครไม่ได้ต่อไปอ่ะนะ 

ให้ตายสิ! ผมวิตกกับวังเรื่องของมุตาจนเครียดไปหมด คิดไปต่างๆ นานาว่าเธอจะเป็นยังไง แอบไปร้องไห้อยู่ที่ไหนหรือเปล่า ถ้าเป็นงั้นจริงคงน่าเศร้า...

ถึงเธอร้องไห้จนขาดใจก็ไม่มีใครมองเห็นอยู่ดี

แล้วใคร...ใครจะเป็นคนปลอบยัยเด็กนั่นล่ะวะ

ฉิบ! ทำห่าอะไรลงไปวะเนี่ยกู!

ผมสบถด่าตัวเองในใจ ขยี้ผมแรงๆ ระบายความหงุดหงิดงุ่นง่าน อยากจะดึงทิ้งซะด้วยซ้ำ แม่ง มาคิดได้ว่าตัวเองทำผิดพลาดก็ดูเหมือนจะสายไป 

นึกเป็นห่วงก็ตอนที่ไม่รู้ว่ายัยผีตาแบ๊วนั่นหายไปไหนแล้ว...

 “อีกแล้วเหรอวะ น้ำรั่วไงเนี่ย” 

ผมขมวดคิ้วมุ่น มองโซฟาที่มีรอยน้ำชื้นๆ เป็นดวงๆ สลับกับเพดานห้อง แต่นี่มันคอนโดไง ชั้นบนก็ไม่ได้ตรงกับห้องน้ำอะไรสักหน่อย 

แต่ผมเห็นคราบน้ำแบบนี้มาสองสามวันแล้ว 

“ฉี่หนูป่ะวะ”

แต่ไม่น่าใช่ ดมแล้วไม่ใช่กลิ่นแปลกๆ อีกอย่างห้องผมไม่มีหนูนี่หว่า

ช่างเถอะ ผมเลิกสนใจร่องรอยพวกนั้น หันไปคว้ากุญแจรถกับของที่เตรียมเอาไว้แล้วออกจากห้องในเวลาต่อมา 

พอดีวันนี้มีสถานที่หนึ่งที่ผมตั้งใจจะไปน่ะเลยรีบตื่นมาแต่เช้า นี่ก็เพิ่งหกโมงนิดๆ วันนี้มีเรียนบ่ายเลยไม่เป็นไร

ระหว่างขับรถผมก็เผลอมองกระจกส่องหลังอยู่ตลอดเวลา 

ก่อนหน้านี้ผมอาจกลัวว่าจะมีอะไรโผล่มาให้ตกใจ ทว่า ตอนนี้กลับหวังให้ผมเห็นเธอที่เบาะด้านหลังอีกครั้ง 

แต่ก็ได้แค่หวัง...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงทั้งนั้นในเวลานี้

มุตา...เธออยู่ที่ไหน กลับมาสิ กลับมาได้แล้ว กลับมา...

ผมนั่งนิ่งหลังมาถึงที่หมายและจัดการทำของที่เตรียมมาถวายหลวงพ่อและกรวดน้ำเรียบร้อย เดาออกใช่ไหมว่าผมอยู่ที่ไหน 

ใช่...ผมมาใส่บาตรที่วัด 

วัดเล็กๆ วัดหนึ่งที่ผมมาเมื่อครั้งก่อนนั่นแหละ 

ผมเตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรไว้ เป็นอาหารที่มุตาบอกว่าอยากกิน จำได้มั้ย ที่เธอชี้ให้ผมดูในห้องสมุดวันนั้น ผมยังไม่ได้ทำบุญให้เธอเลย

บอกตรงตาม ผมกำลังอับจนหนทางว่ะ ไม่รู้แล้วว่าต้องทำไง 

ที่จริงก็ไม่ควรเดือดร้อนด้วยซ้ำมั้ย แต่จิตใจผมไม่สงบจนเครียดหนักขึ้นทุกที ถ้ามุตาจะหายไปแบบนี้...มันไม่เวิร์กเลยจริงๆ 

มันค้างคา มันไม่โอเค!

“ทุกข์ใจหรือโยม” หลวงพ่อเอ่ยถาม 

ท่านนั่งอยู่ตรงหน้าระดับพื้นสูงกว่า ส่วนผมนั่งพับเพียบอยู่ด้านล่าง พนมมือเงยหน้ามอง ไม่รู้หรอกว่าทำหน้าแบบไหน แต่คงเครียดจัดจนท่านสังเกตเห็นกระมัง

“ครับ”

“กังวลเรื่อง เขาใช่มั้ย?” 

ท่านถามต่อราวกับล่วงรู้ เหมือนครั้งแรกที่มาไม่มีผิด 

ตอนแรกก็ไม่เคยคิดจะเชื่อหรอก ไอ้เรื่องแบบนี้ ทว่า หลายอย่างที่เกินขึ้นทำให้ผมคิดว่าหากมาที่วัด คงได้ทางออกดีกว่าฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว

“เขาหายไปครับหลวงพ่อ ผมไล่เขา...แต่ก็รู้สึกผิดทีหลัง รู้ตัวอีกที...เขาก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย” ผมซบหน้าลงกับมือที่พนมค้างแนบอก ไม่อย่างบอกว่าเสียงผมสั่นแค่ไหน “ผมอยากรู้ว่าเขาไปไหน ไปเกิดใหม่ หรือยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม ถ้าเป็นแบบนั้น...ผมอยากให้เขากลับมา ใจผมพร้อมแล้ว เขาไม่มีใครเลย มีแค่ผม...แต่ผมก็ยัง...”

“จิตโยมไม่เป็นสุข ว้าวุ่นและกระวนกระวาย”

“ผม...ควรทำยังไงดีครับหลวงพ่อ ผมหยุดคิดเรื่องเขาไม่ได้ ผมเป็นห่วง”

“ลองฝึกนั่งสมาธิสิโยม รวบรวมสติและจิตใจให้มั่น”

“...”

“การเจริญสติ นึกถึงสิ่งที่กระทำมาตลอด อาจจะทำให้โยมเห็นในสิ่งที่มองข้ามมาตลอดก็ได้”

“หลวงพ่อพอจะบอกผมได้มั้ยครับ ว่าเขายังอยู่รอบๆ ตัวผมหรือเปล่า?”

“ลองหาคำตอบด้วยตัวโยมเองเถิด ทุกอย่างมันมีเหตุและผลก่อให้เป็นไป”

“ขอบคุณครับหลวงพ่อ งั้นผม...ลาล่ะครับ” ผมกราบลา

“เจริญพร”

 


ผมกลับมาที่คอนโดอีกครั้งตอนแปดโมง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 

ตั้งแต่เกิดมาจนป่านนี้ แม้แต่ห้องพระที่บ้านใหญ่ผมก็ยังไม่เคยเข้าไปเหยียบด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าทั้งชีวิตเป็นคนที่ห่างไกลพระกับวัดมากๆ 

หากทว่า ตอนนี้ผมมีเรื่องทุกข์ใจจนต้องหันหน้าเข้าวัด ทั้งที่ก่อนหน้าก็มีเรื่องทุกข์มาก แต่หันหน้าเข้าผับแทน 

ตั้งแต่มุตาเข้ามาในชีวิต ผมได้ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยขึ้นแฮะ

ถ้าพ่อแม่มาเห็นว่าลูกชายจอมเกเรกำลังนั่งสมาธิอย่างตั้งอกตั้งใจ...คงขำกันน่าดู

ใช่แล้ว ผมนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นข้างโซฟา ประสานมือไว้บนตัก หลับตาลง จากนั้นก็กำหนดลมหายใจเข้าออก 

ผมอาจจะไม่รู้วิธีการนั่งสมาธิอย่างลึกซึ้ง ทว่าก็ไม่ได้คิดว่ามันยากจนเกินไป 

ผมทำใจให้สบาย ไม่เกร็งจนเกินไป นานหลายนาทีกว่าจะรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของตัวเอง สมองเริ่มว่าง ผ่อนคลายความกังวลลง

พลัน เมื่อจิตใจเริ่มเข้าสู่สภาวะความสงบและสบายอย่างที่สุด

สมองผมก็เริ่มนึกถึงมุตา...

อยากรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ทำอะไร รู้สึกยังไง

ไม่รู้เวลาล่วงเลยผ่านไปนานกี่นาที อาจจะสิบ ยี่สิบ ครึ่งชั่วโมง หรือเป็นชั่วโมงๆ ก็แล้วแต่...หากจิตใจผมกำลังเข้าสู่ความสงบและสบายที่แท้จริง 

พลันเหมือนมีบางอย่างสว่างวาบเข้ามาในหัว 

จากนั้นใบหูก็ได้ยินเสียง...

“พ...จ...ส” 

กระแสเสียงที่แทรกเข้ามาในโสตประสาท แผ่วเบาจนจับใจความไม่ได้ ผมยังนั่งสมาธิต่อไป จนกระทั่งเสียงนั้นค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้น 

“พี่...ฮึก พี่เจนัส”

เสียงของมุตา!

“ช่วย...พี่เจนัส ฮือ...ช่วยมุตาด้วย มุตา...กลัว”

“...” ใจผมชาวาบเมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

มุตาร้องไห้ เธอเรียกชื่อผมซ้ำๆ บอกให้ผมช่วยและเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ผมเพ่งจิตและสมาธิมากกว่าเดิม จนภาพสว่างวาบเข้ามาในหัว

มุตานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงนั้น บนโซฟา...

ตรงที่ผมเห็นคราบเปียกชื้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้

น้ำตาของเธอ...

“อึก ฮือ พี่เจนัส พี่เจนัส...พี่เจนัส” 

น้ำเสียงสั่นปานจะขาดใจนั้นยังคงเรียกชื่อผมซ้ำๆ น่าสงสารจับใจ และหัวใจผมเหมือนถูกบีบรัดด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น 

“ทำไงดี มุตาทำไงดี ฮือ พี่เจนัส...มุตากลัว อึก กลัว”

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกเหมือนเสียงเธอดังอยู่ในห้องนี้ ดังอยู่เหนือหัวผมนี่เอง ข้างหลังผมเป็นโซฟาตัวยาวที่ปรากฏคราบเปียกชื้นปริศนานั่น 

ผมผ่อนลมหายใจแล้วลองลืมตาขึ้นช้าๆ เพื่อออกจากสมาธิ...

พลันหันกลับมาก็ต้องเบิกตากว้าง!

!!!” ผมรู้สึกตกใจกับภาพที่ได้เห็น 

มุตานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงมุมโซฟา เนื้อตัวสั่นไม่หยุด ผมไม่เห็นว่าสีหน้ามุตาเป็นยังไง เธอซบใบหน้าลงกับเข่าแล้วร้องไห้พลางรำพึงเรียกชื่อผมแล้วบอกว่ากลัวๆ ตลอด

หากยังมีสิ่งที่ทำให้ผมตกใจมากกว่าภาพอันน่าสังเวชใจนั้น

ทะ ทำไมร่างของมุตาถึงจางลงจนแทบมองไม่เห็น!!

“ฮึก พี่เจนัส พี่เจนัส...มุตาทำไง ทำยังไงดี ฮือ”

เกิดอะไรขึ้นกับมุตาวะ?!

“มุตา” 

ผมเรียกชื่อเธอราวกับเสียงกระซิบ คุกเข่าอยู่ข้างโซฟา มองภาพร่างที่เลือนรางจนแทบจะมองไม่เห็นของเธอด้วยความรู้สึกวูบโหวงบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าผมกำลังตัวสั่นตามเธอแล้ว 

“ทะ ทำไม...เป็นแบบนี้”

“อึก ฮือ...” มุตายังไม่เงยหน้าขึ้นมา 

เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้น เอาแต่เรียกชื่อผมซ้ำๆ ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียกของผม จนต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นไปทิ้งตัวนั่งข้างๆ เลื่อนสายตามองภาพเลือนรางแล้วกำหมัดข้างลำตัวแน่น

ถ้ามุตาเป็นคน มีกายหยาบ ผมคงไม่ลังเลที่จะดึงเธอเข้ามกอดปลอบ

เสี้ยววินาทีหนึ่ง ในความคิดที่แล่นวาบเข้ามา...ผมกลัว

กลัว...ว่าเธอจะหายไปจากสายตาอีก

นี่หรือเปล่าสิ่งที่ผมมองข้ามอย่างที่หลวงพ่อบอก ก่อนหน้านี้ผมเอาแต่คิดไม่ตก ความคิดมันตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว ผมกระวนกระวายเพราะไม่รู้ว่ามุตาหายไปไหน 

ทั้งที่ความจริงแล้ว เธออาจจะอยู่ที่นี่มาตลอดหนึ่งอาทิตย์ นั่งร้องไห้อยู่ที่นี่คนเดียว โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงมองไม่เห็นมุตาเลย 

นั่นสิ...ทำไม? เพราะอะไร?

“มุตา มุตา...ได้ยินพี่มั้ย?” 

คราวนี้ผมพูดเสียงดังกว่าเดิม 

ร่างเล็กที่กำลังสั่นเทาเหมือนลูกกวางน้อยชะงักงันไปวินาทีหนึ่ง เธอสะอื้น แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากเข่าหันมามองผมที่นั่งอยู่ข้างๆ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตา

“ฮึก พะ พี่ พี่เจนัส พี่...” 

มุตาทำหน้าแปลกใจระคนตกตะลึง เหมือนไม่เชื่อตาตัวเอง เธอกอดเข่าแน่นกว่าเดิมตอนเราได้สบสายตากันนิ่ง 

“พี่เห็น...เห็นมุตาแล้ว...เหรอ อึก! เห็นแล้วใช่มั้ย ได้ยินเสียงมุตาใช่มั้ย ฮือออ”

เอาแต่ถามว่าผมเห็นเธอแล้วใช่มั้ย ได้ยินเสียงใช้หรือเปล่าไม่หยุด

“ทำไมร่างเธอเป็นแบบนี้” ผมขมวดคิ้วหน้าเครียด รัวคำถามด้วยความสงสัยสุดขีด “แล้ว...อยู่นี่มาตลอดเลยเหรอ หมายความว่าไง ก่อนหน้านี้ที่เธอหายไป ฉันมองไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงงั้นเหรอ?”

“ฮึก ไม่รู้ มุตาไม่รู้...จู่ๆ ร่างมันก็เลือนรางลง แล้ว อึก...พี่ พี่เจนัสก็ไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงมุตาอีก”

“...”

“มุตาอยู่ที่นี่ แต่พี่เจนัสไม่เห็น มะ มุตากลัว ฮือ...มุตากลัว กลัวว่าจะหายไป กลัวว่าจะไม่ได้เจอพี่เจนัส กลัวว่าจะไม่เจอร่างของตัวเอง ฮึก...มันน่ากลัว ไม่มีใครมองเห็นเลย ไม่มีใครรู้เลย มุตาไม่อยากหายไป...แบบนั้น ฮือ...”

ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำใสที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย แววตาสั่นกลัวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ตัวเธอสั่นหนักกว่าเดิมเมื่อพูดว่าอาจจะหายไปทั้งอย่างนี้ 

ผมเองยังตัวชาเลยตอนได้ยินแบบนั้น 

ตลอดอาทิตย์ที่เธอหายไปจากสายตา ผมนึกว่าเธอจะหนีไปแล้ว ทว่าเธอกลับอยู่ที่ห้องมาตลอด แต่ผมมองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงของมุตาเลย

เด็กคนนี้คงทรมานมาก ผมเห็นร่องรอยความหดเศร้าและหม่นแสงในดวงตาเธอ ความเหงาที่กัดกินจิตของเธอจนอ่อนแอลง ความกลัวที่ทำให้ทุกอย่างดู...สิ้นหวังอย่างที่สุด 

พานให้ผมรู้สึกเศร้าจนขอบตาร้อนผ่าวแปลกประหลาด 

ไม่รู้ว่าเผลอเอื้อมมือหมายจะแตะตัวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จำต้องกำหมัดหยุดความคิดนั้นเอาไว้จนท่อนแขนสั่น

หมับ!

การสัมผัสไม่ได้คงทำให้บรรยากาศมันเลวร้ายลง...

แต่มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แม้เราจะไม่เคยสัมผัสตัวกันสักครั้ง ยังไงเธอก็เป็นวิญญาณ ไม่มีทางที่เราจะสัมผัสตัวกันได้เหมือนคนที่มีกายเนื้อหรอก 

ผมกัดฟันข่มความรู้สึกหนักๆ ไว้ในใจ ก่อนจะเริ่มพูด...

“ไม่ต้องกลัว” 

ด้วยกระแสเสียงทุ้มอย่างปลอบโยน มุตาจ้องหน้าผมด้วยแววตาสั่นไหว 

“อย่าเลิกให้เลยนะ หยุดเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าจะหายไป...พี่จะช่วยมุตาเอง ไม่ยอมให้หายไปทั้งอย่างนี้แน่”

ผมบอกเธอด้วยสุ้มเสียงอ่อนลง มองด้วยสายตาแบบที่คิดว่าไม่ค่อยได้ใช้มองใครสักเท่าไหร่ พร้อมกับยิ้มอ่อนๆ ไปให้อย่างปลอบประโลม 

มันคือสิ่งที่ผมสามารถทำได้ตอนนี้ 

แม้จะกอดปลอบไม่ได้ แต่อย่างน้อย...เธอต้องได้รับความรู้สึกของผมผ่านน้ำเสียงและรอยยิ้ม อยากให้เธอเชื่อ...

เชื่อสิว่าผมจะไม่ปล่อยให้เธอต้องหายไปอย่างเดียวดาย

แม้จะยังไม่รู้ว่านี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับวิญญาณของมุตาก็ตามที

แต่ผมจะหาทางช่วยน้องให้ได้เลย

“ฮึก พี่...เจนัส”

“ฉะนั้น อย่าร้องเลยนะครับ”

 

 

TO BE CON'



[13/11/59]
ไม่มีอะไรจะพูดเลยค่ะ พี่เจนัส ฮือออ ช่วยน้องด้วยน้าาาาา

[12/11/59]
เย้ยย! นี่มันนิยายอัลไลหนอ นุ่งเจนัสเราเริ่มจะธรรมะธัมโมเข้าไปทุกที แฮ่ๆ คนอ่านอย่าเพิ่งเบื่อเค้านะเออ แล้วก็บอกก่อนว่านกไม่ได้เขียนอิงความจริง สร้างเองล้วนๆ ดังนั้นหากส่วนไหนขัดหลักความเป็นจริงก็ขออภัยล้วงหน้าเด้อ <3 ที่เหลือเจอนัสจะได้เจอมุตาแล้วนะ เดี๋ยวมาคอนเน็กชั่นกันต่อ!
ปล.หากไม่คลาดจากที่ร่างไว้ มุตาจะกลับเข้าร่างประมาณตอนที่ 10 ไม่เกิน 15 นะคะ อิๆ

[09/11/59]
ขอมาทีละ 25% ก่อนนะจ๊ะ โหยยย เกิดอะไรขึ้นกับหนูมุตาของช้านนนนน เง้อออ นี่ไม่ได้เรียกดราม่านะ นี่ยังไม่ใช่ดราม่า 55555 เจนัสจะทำไง น้องกำลังร้องไห้อยู่คนเดียว ทำไงดีน้าาาา
Ps. พาร์ทที่มุตาเป็นวิญญาณ นกให้เจนัสเป็นตัวดำเนินเรื่องนะคะ ส่วนตอนที่มุตาดำเนินเรื่อง อันนั้นจะเป็นพาร์ทตอนกลับเข้าร่างแล้วนะเออ

[05/11/59]
หวายยย! แล้วแบบนี้จะไปตามหาหนูมุตาที่ไหนล่ะเนี่ยยย 

ADD FAN

VOTE ME

:: contact me ::
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

991 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #476 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:55
    เรื่องนี้เรากลัวดราม่าหนักหน่วงจัง พระเอกดูรักเบิร์นมากอ่ะ มากสะจนกลัวว่ามุตาของชะนีน้อยจะต้องเสียใจ
    #476
    0
  2. #475 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:54
    รอเลยยย รักมุตาา
    #475
    0
  3. #474 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:54
    จะหาไรท์น่ารักๆและใจดีแบบนี้ได้อีกที่ไหนนน
    #474
    0
  4. #473 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:53
    อยากอ่านให้จบเลย แง้ เราติดนิยายของไรท์มากอ่ะ นี่ก็รอนายน้อยอยู่ นาขวัญก็จะจากบาแล้ว นิยายมีคุณภาพคงหาอ่านอีกไม่ได้ง่ายๆ
    #473
    0
  5. #472 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:52
    ตั้งแต่อ่านเรื่องนี้มา ยังไม่หุบยิ้มเลย เป็นนิยายที่น่าตื่นตาตื่นใจ พระเอกหลงรักพี่สาวแท้ๆของตัวเอง อีกทั้ง ยังหวั่นไหวให้กับผีสาวที่น่ารัก อยากสัมผัสแต่ก็ทำไม่ได้ นกๆๆ อร้าย มันกร๊าวใจจ
    #472
    0
  6. #469 tigersweet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 07:24
    มีความละมุนน นี่แหละพระเอกที่เราตามหาาา
    #469
    0
  7. #354 Nonghomexo-l (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 16:47
    เจนัสนางน่ารักอะ อยากได้><
    #354
    0
  8. #353 kruemee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 16:21
    อบอุ่นจังพี่เจนัส
    #353
    0
  9. #352 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 08:15
    จะตามหาร่างได้ไงเนี่ย มุตายังจะอะไรไม่ได้แบบนี้เนี่ย
    #352
    0
  10. #351 Pvl6ic (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 23:53
    คือตอนนี่ก็มีความน่ารักกรุบกริบของพระนาง แต่บับ กลัวว่าพอมุตาเข้าร่างแล้วจะจำเจนัสไม่ได้อะ เศร้าเลยนะ
    #351
    0
  11. #350 bum202 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 22:41
    รอ
    #350
    0
  12. #348 Phimraput Ulek (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 23:35
    อิอิๆๆเจนัสแลเป็นคนดี สงสารมุตา
    #348
    0
  13. #347 RattanaponBeer (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 22:50
    รอน้าาา
    #347
    0
  14. #346 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 16:37
    เอาเว้นเห้ย เจนัสนั่งสมาธิ
    ไม่กินเหล้าเข้าผับ
    #346
    0
  15. #345 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 09:09
    ต่อเร็วๆน้าาาา
    #345
    0
  16. #344 น้ำตาลสายไหม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 07:20
    น่าสงสารอ่า
    #344
    0
  17. #343 kruemee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 07:07
    อยู่ที่นี่ตลอดสินะ รอเจนัสอยู่
    #343
    0
  18. #342 `•Noknk }*지용 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 05:59
    ลืมแจ้งในทอล์ก
    มุตาจะเข้าร่างประมาณตอนที่ 10 นะคะ
    หากไม่คลาดเคลื่อนจากที่ร่างเอาไว้เนอะ อิๆ
    เดี๋ยวเปลี่ยนจากสีพาสเทลเป็นดำได้เลอออออ
    55555555555555555
    #342
    0
  19. #341 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 16:34
    มุตาใกล้จะแย่แล้ว มาช่วยมุตาด่วนๆ เลยเจนัส
    #341
    0
  20. #340 duangkamonbum (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 12:02
    เจิมมมมม
    #340
    0
  21. #339 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:37
    เจิมมม
    #339
    0
  22. #338 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:37
    เจิมมม
    #338
    0
  23. #337 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:37
    เจิมมม
    #337
    0
  24. #336 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:37
    เจิมมม
    #336
    0
  25. #335 @diamond (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 20:36
    เจิมมม
    #335
    0