「END」Look out! แหกกฎรัก เขย่าหัวใจ

ตอนที่ 16 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,162
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    29 พ.ย. 57




Our Last Night - Same Old War


Look out's shot!

We were standing in an empty room, empty
Even your face faded from view
เรากำลังยืนอยู่ในห้องที่ว่างเปล่า ว่างเปล่าจริงๆ
แม้แต่ใบหน้าของเธอก็ยังจางหายไป...

 



CHAPTER 15

 

Like it’s all a big mistake 2
เสมือนความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่

 




 

“ออกมาเหอะว่ะ”

 

“...”

 

“ขังตัวเองเพื่อ?”

 

“...”

 

“เจ๊ ผมชักโมโหแล้วนะ”

 

ปัง ปัง ปัง!

 

งี่เง่า...

 

ผมสบถด่านัชชาในใจพลางมองบานประตูห้องน้ำภายในห้องไอ้เฮียพิชญ์ด้วยความเหนื่อยหน่าย ตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลนัชชาไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยสักคำ ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร อาจจะช็อก ตกใจ หรือดีใจ ห่าเหวอะไรสักอย่างตอนรู้ว่าตัวเองท้อง...ล่ะมั้ง

 

นัชชาขังตัวเองอยู่ข้างในนั้นมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นลมไปอีกหรือเปล่า ถามก็ไม่ตอบ บอกให้เปิดก็เงียบ ผมไม่อยากถีบประตูห้องน้ำเข้าไปเพราะกลัวว่าเธอจะยืนไกลประตูน่ะ เกิดโดนกระแทกแรงๆ แล้วแทงลูกขึ้นมาไอ้เฮียมีหวังได้ฆ่าผมตายพอดี

 

ว่าแต่...ไอ้เฮียแม่งยังไม่กลับมาอีกเหรอวะ

 

“เฮ้ยเจ๊ อยากวัดระดับความอดทนผมเหรอ”

 

“...” คนข้างในยังคงรักษาระดับความเงียบได้เป็นอย่างดี ผมถอนหายใจออกมาแรงๆ อย่างนึกหงุดหงิด ประมวลผลอะไรไม่ค่อยได้ตั้งแต่รู้ว่านัชชาท้องนั่นแหละ

 

ไม่รู้ว่ะ มันเป็นความคิดวูบหนึ่งที่แวบเข้ามาในหัวสมองเท่านั้น

 

ไอ้เฮียแม่ง...จะรู้สึกยังไง ตอนรู้ว่ากำลังจะเป็นพ่อคน...

 

ระหว่างที่ผมกำลังหาทางทำให้นัชชาออกมาจากห้องน้ำ ในวินาทีต่อมาคนข้างในก็ยอมเปิดประตูออกมาแต่โดยดี ใบหน้าขาวซีดไร้เครื่องสำอางยังไม่ทำให้ความสวยของเจ้าตัวลดลงได้ คนตัวเล็กเงยหน้ามองผมด้วยสายตา...สั่นไหว เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว ค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากห้องน้ำเดินผ่านร่างผมไปที่เตียงแทน

 

“อย่าเครียดได้มั้ยวะ หมอสั่ง” ผมบอกเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของเธอ พอจะเดาออกเหมือนกันว่าเธอกังวลเรื่องอะไร ท้องนะเว้ย เด็กทั้งคน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย ผมเองก็อยากจะถามไอ้เฮียเวรเหมือนกัน...ทำไมมึงไม่รู้จักป้องกัน

 

ประสาทว่ะ ตั้งแต่รู้จักมันมาไม่เคยเห็นมันพลาดทำใครท้องสักคน

 

หรือจะตั้งใจ?

 

“...”

 

“คนกำลังท้อง เค้าไม่มานั่งทำหน้าแบบนี้หรอกนะ”

 

“...”

 

“ให้ตามไอ้เฮียกลับมาตอนนี้เลยมั้ย?” คนที่ควรจะอยู่กับนัชชาตอนนี้ต้องเป็นเฮียพิชญ์เท่านั้น ผมว่าทั้งสองคนน่าจะต้องคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเลยว่ะ ปล่อยเอาไว้นานพวกผู้หญิงชอบคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว คิดเองเออเองนี่น่ากลัวมาก

 

“...” นัชชาส่ายหน้าเป็นคำตอบแทน ทำให้ผมต้องเลยผมตัวเองแรงๆ อย่างจนปัญญา

 

“นอนพักเถอะ ผมต้องไปทำงานที่คลับแล้ว” ใกล้เวลาคลับเปิดผมก็ต้องไปดูแลความเรียบร้อย คิดว่าคืนนี้ไอ้เฮียอาจจะไม่ได้เข้าไปที่คลับ บางทีอาจจะไม่ได้กลับมาที่คอนโดด้วยซ้ำ “ยาบำรุงที่หมอให้มา ผมเอาวางไว้หัวเตียงพร้อมกับโจ๊กซอง” พยักพเยิดหน้าไปตรงโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงสำทับคำพูด

 

“...” ทว่านางก็ยังคงเอาแต่นั่งเงียบ ก้มมองมือที่ประสานกันบนหน้าตักของตัวเอง

 

“ถ้าเจอไอ้เฮียที่คลับจะบอกให้รีบกลับ” โทรศัพท์มันก็ไม่ยอมเอาติดตัวไป ไม่รู้ว่าป่านนี้ที่บ้านมันเป็นยังไงกันบ้าง สีหน้าเมื่อคืนดูจะไม่พอใจมากอยู่ที่ต้องกลับไปที่บ้านของมัน ไม่สิ...คฤหาสน์มากกว่ามั้ง

 

ในจังหวะที่ผมกำลังจะหมุนตัวออกมาห้องนอน

 

กึก

 

ชายเสื้อด้านหลังก็ถูกดึงเอาไว้เบาๆ หากสามารถทำให้ผมหยุดก้าวและเอี้ยวหน้ากลับไปมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงได้ นัชชาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองผมแล้ว เธอก้มหน้าลงผมจึงไม่รู้ว่าเธอกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

 

“อย่าเพิ่ง...” ทว่าเส้นเสียงของเธอสั่นไหวอย่างมาก “อย่าเพิ่งบอกพิชญ์” ประโยคต่อมาก็เบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ

 

“...”

 

“ยัง...ไม่อยากบอกใคร” ดูเหมือนนัชชากำลังขอร้องให้ผมเก็บเรื่องท้องของเธอไว้เป็นความลับก่อน ยังไม่อยากบอกไอ้เฮียทั้งที่มันควรรู้เป็นแรกน่ะดีแล้วเหรอ ถึงจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ผมก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรออกไป อันที่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องของผมด้วย ผมไม่มีสิทธิ์ไปสั่งสอนอะไรนัชชาหรอก

 

เอาที่สบายใจกันเลยครับ

 

“พร้อมเมื่อไหร่...บอกเองแล้วกัน”

 

“อืม”

 

“อย่าให้นาน ถ้าไม่อยากเสียใจที่ไม่ได้บอก”

 

 

 

Pitch Talk

 

เพื่ออะไร

 

กูมาทำอะไรที่นี่วะ?

 

ผมถามตัวเองในใจอยู่หน้ากระจกภายในห้องนอนส่วนตัว ไม่ได้กลับมานอนที่นี่หลายปีทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ของในห้องทุกชิ้นไม่มีใครกล้าแตะต้อง รูปถ่ายมากมายที่ติดอยู่ตามผนังห้องเองก็เช่นกัน ทั้งที่มัน...ไม่สมควรจะมีอยู่แล้วด้วยซ้ำ

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพลางเสยผมปกตาขึ้นระบายความตึงเครียดสองสามที มองสีหน้าตัวเองผ่านกระจกเงาออย่างนี้มาราวสิบนาทีเห็นจะได้...ถ้าอยู่ในอารมณ์ปกติ ผมมักจะยิ้มแย้ม ทำตัวน่ารัก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตลอด ทว่า...ตอนนี้ผมกลับยิ้มไม่ออก มีแต่ความเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่หลงเหลือนิสัยขี้เล่นอะไรอีกต่อไป

 

ทั้งที่...วันนี้คือวันเกิดของผมเอง

 

ใช่ เพราะวันนี้เป็นวันเกิดไง เมื่อคืนไอ้เฮเดนกับพวกธันวาถึงมาดื่มกันที่ห้องของผม พวกมันแค่จะมาฉลองวันเกิดให้เหมือนทุกปีที่พวกมันก็ทำแบบนี้ แต่ปีนี้พิเศษ...นัชชาไง เธอทำให้วันเกิดของผมพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา แค่มีเธออยู่ในห้องนั้นผมก็รู้สึกว่ามันแตกต่างมาก เธอคงไม่รู้หรอกว่าวันนี้คือวันเกิดผม ผมไม่ได้บอกอะไร คิดว่าพอเที่ยงคืนเธอก็จะรู้เอง วางแผนฉลองวันเกิดบนเตียงสองคนด้วย ในหัวนี่คิดแผนเป็นฉากๆ เลย ทุกอย่างเกือบจะดีแล้ว ถ้าไม่ติดว่า...

 

พ่อผมโทรศัพท์มา...เรียกตัวกลับบ้านทันที

 

บ้านผมอยู่ไกลจากคอนโดพอสมควร ออกจากห้องมาเมื่อคืนเกิดถึงวันเกิดตอนประมาณห้าทุ่มกว่า สัญญากับนัชชาไว้ว่าจะกลับไปก่อนเที่ยงคืนโดยไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น ทว่า...จนป่านนี้ผมก็ยังไม่ได้กลับไป อีกหกชั่วโมงจะหมดวันเกิดแล้วไง ถ้ากลับไปเจอหน้านัชชาไม่ทันจะหาข้ออ้างอะไรแอ้มเมียตัวเองดี

 

เวรฉิบ! หัวผมมีแต่หน้านัชชา คิดถึงยัยนั่นจนไม่อยากทำอะไรเลย

 

แล้วอยากรู้ไหมว่าผมถูกเรียกตัวกลับบ้านทำไม?

 

พิทักษ์...หมายถึงพ่อของผม กำลังจะจัดงานแต่งงานใหม่วันนี้ ในวันเกิดของผมนี่เอง แต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่เพราะแม่ผมเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กมาก คิดว่าผมรู้สึกยังไงกับการแต่งงานใหม่ของพ่อ...ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้ว

 

ผมไม่ได้สนใจถ้าพิทักษ์อยากมีชีวิตใหม่กับผู้หญิงสักคนในบั้นปลายชีวิต ไม่ได้กีดกั้นหรือขัดขว้างความสุขหรอกนะ ผู้ชายอย่างเราพอถึงจุดหนึ่งก็อยากให้ใครสักคนมาอยู่ด้วย หลังจากแม่ตายพ่อผมก็ไม่ได้สนใจใครที่ไหน กระทั่งผู้หญิงคนนี้แหละ ตอนรู้ว่าพิทักษ์กำลังดูใจกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ผมก็รู้สึกยินดีด้วย

 

ส่วนเรื่องงานแต่งงานมีการแพลนเอาไว้สักระยะหนึ่งแล้ว ผมรู้เรื่องทุกอย่างถึงจะไม่อยากรู้ก็ต้องยัดใส่สมองอยู่ดี รู้แค่จะจัดงานแต่งเร็วๆ นี้ แต่ไม่คิดว่าจะจัดงานตรงกับวันเกิดปีนี้ของผมเท่านั้นเอง คืนนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสพร้อมกับงานฉลองวันเกิดของผมที่บ้าน ไม่สิ...ที่นี่คือคฤหาสน์ของตระกูลผมต่างหาก

 

คฤหาสน์ตระกูล ‘Bonello’

 

ชื่อจริงของผมคือ Piero Bonello เป็นภาษาอิตาลีน่ะ ความจริงตระกูล Bonello ของผมเป็นมาเฟียมาหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นทวดของทวดเลย Bonello เป็นตระกูลเก่าแก่มีอิทธิพลมาเฟียอยู่ทางฝั่งอิตาลี กระจายอำนาจไปอีกหลายประเทศทั่วโลกกับพวกมาเฟียพันธมิตร ผมไม่ได้มีเชื้อสายอิตาลีโดยตรงหรอกนะ พูดภาษาอิตาเลี่ยนไม่ได้เลย รู้แค่ต้นตระกูลของผมเป็นคนอิตาลีเท่านั้นเอง ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมเป็นใคร ตระกูลผมทำอะไร นอกจากบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ นั่นเป็นธุรกิจสีขาวที่พ่อของผมทำอยู่ มีแค่ไอ้เฮเดนเท่านั้นแหละที่รู้ว่าผมเป็นใคร

 

ถ้าจะว่ากันตามจริง...ตระกูลของผมมีอำนาจมากกว่าตระกูลของไอ้เฮเดนด้วยซ้ำ

 

แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงยังไปเป็นลูกน้องให้มันทั้งๆ ที่ ฝีมือ อำนาจ บารมี ภาษีหลายด้าน แม้แต่หน้าตาก็ยังมีมากกว่า คำตอบสำหรับผมมันง่ายมาก...เบื่อไง เบื่อที่จะต้องทำตามคำสั่งพ่อตัวเอง เบื่อที่ต้องแย่งชิงอะไรหลายๆ อย่างกับใครสักคน

 

ผมรักอิสระ ชอบถ่ายรูป ชอบผู้หญิง ไม่ชอบอยู่ในกรอบที่ถูกขีดเส้นเอาไว้ตั้งแต่เกิด

 

แค่ไม่ชอบมันก็มากพอจะทำให้ผมออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ไม่สนใจว่านามสกุลของผมจะเป็น Bonello หรือไม่ มันก็แค่นามสกุลที่บ่งบอกว่าคนในครอบครัวของเราคือใคร ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรสำหรับผมนักหรอก

 

“ทำไมยังไม่แต่งตัวอีก” เสียงเข้มของพิทักษ์ดังขึ้น ผมจึงเหลือบมองผู้เป็นพ่อที่หน้าประตูห้องนอนนิ่ง พิทักษ์เหลือบสายตามองรูปที่ติดรอบห้องผมด้วยสายตาราบเรียบ ทว่าก็แฝงไปด้วยไอบางอย่าง หากผมก็ทำเป็นไม่สนใจสายตานั้น

 

วันนี้พิทักษ์แต่งตัวหล่อเป็นพิเศษ แน่นอน...อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาฉลองงานมงคลสมรสกับ ภรรยาใหม่แล้วจะไม่แต่งหล่อได้ยังไง ใบหน้าหล่อเหลาของชายอายุสี่สิบต้นๆ หากยังเหมือนเด็กอายุยี่สิบตอนปลายส่งยิ้มให้ผมเล็กน้อย รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะอบอุ่นแต่ก็ไม่ได้อบอุ่นอย่างที่คิดเอาไว้ ผมว่ามันด้านชามากกว่าเพราะนัยน์ตาของเขาไม่ได้ยิ้มด้วยเลย

 

“จะกลับ” ผมบอกสั้นๆ อย่างใจคิด

 

อันที่จริงผมไม่ได้อยากจะมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนคุยโทรศัพท์กับพิทักษ์ผมก็ปฏิเสธชัดเจนว่าไม่อยากมางานแต่งอะไรนี่เลย ไม่จำเป็นต้องจัดงานวันเกิดให้ด้วย ยังไงมันก็ไม่เคยมีมาตั้งนานแล้วไอ้งานวันเกิดน่ะ ผมหงุดหงิดตั้งแต่รู้ว่าคนที่บ้านโทรมา พวกเราไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่น่ะ ผมกับพิทักษ์เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่รู้หรอกว่าทำไมความสัมพันธ์ฉันท์พ่อลูกของเรามันถึงมีน้อยนัก ยิ่งติดลบเข้าไปใหญ่ก็ตอนที่รู้ว่าผู้หญิงของพิทักษ์เป็นใคร

 

ทั้งที่ตอนแรกผมก็ดีใจที่จะได้คนมาดูแล...แต่พอรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครผมก็รู้สึกเกลียดพิทักษ์ขึ้นมาทันที

 

“อย่าทำตัวเป็นเด็กไอ้พิชญ์ โตแล้ว”

 

“ไม่ได้อยากมา จะบังคับเพื่อ?” ผมใช้นิ้วกลางเกี่ยวปมเนกไทออกจากคอจนมันหย่อน เอียงคอมองผู้เป็นพ่อด้วยท่าทางหาเรื่อง เชื่อไหม...เราต่อยกันบ่อยมาก เวลาทะเลาะกันจะวัดกันด้วยความรุนแรงเสมอ เหตุผลน่ะมี...แต่ขอซัดหน้ากันให้หายหมั่นไส้สักหน่อยก็ยังดีน่ะ

 

“วันนี้วันดีทำตัวดีๆ ไม่ได้รึไง” พิทักษ์ถอนหายใจเหมือนกำลังระอา มองผมด้วยสายตาตำหนิทั้งที่ก็บอกไปแล้วว่าไม่อยากมา คนมันไม่อยากมาทำไมต้องบังคับด้วยวะ ตกลงกันว่าแค่มาแสดงความยินดีก็กลับได้ เมื่อคืนมาถึงก็แสดงความยินดีไปแล้วไงทำไมยังกลับไม่ได้อีก

 

คิดจะยั่วโมโหสินะ

 

“มีงานต้องทำ ไม่ได้ว่าง” ผมบอกอีกครั้งอย่างใจเย็น พยายามไม่ขึ้นเสียง ไม่ทำตัวเป็นลูกไม่รักดีน่ะนะ

 

ทว่า

 

“หรือยังทำใจไม่ได้?” สิ่งที่พิทักษ์ถามกลับมาทำให้ผมขมวดคิ้วมองหน้าผู้เป็นพ่อที่กำลังเหยียดยิ้มใส่อย่างไม่ชอบใจ พิทักษ์แม่งโรคจิตหรืออะไรก็ไม่รู้ เราคุยกันดีๆ ไม่เกิบห้านาทีก็ต้องหาเรื่องให้ผมโมโหได้ตลอดเวลา สงสัยอยากโดนซัดหน้าก่อนเริ่มงานกระมัง “ยังรัก เธออยู่ใช่ไหม?”

 

ยังไม่ยอมจบไง...พูดให้มันได้อะไรขึ้นมา

 

“ไร้สาระว่ะ” ผมกระชากเนกไทออกจากคอเสื้อด้วยความแรงในระดับหนึ่ง ก่อนจะขวางมันไปส่งๆ ระบายความหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพิทักษ์ถึงได้ชอบหาเรื่องผมกับเรื่องเดิมๆ อยู่ได้ ประโยคพวกนี้เมื่อก่อนได้ยินบ่อย ต่อยกันเป็นว่าเล่น

 

แต่นี่ก็นานแล้วปะวะ...ควรจบไหม เป็นพ่อไม่ใช่รึไง?

 

“ทำหน้าแบบนั้นยังรักอยู่จริงๆ สินะ” ไอ้คนที่ขึ้นชื่อว่าพ่อเดินเข้ามาหาผม ใช้ฝ่ามือใหญ่กระชากคอเสื้อผมเบาๆ มองกันด้วยสายตาที่ผมอ่านอะไรไม่ออกนอกจากกวนประสาท ยั่วโมโห และดูแคลน ตัวเราสูงพอๆ กัน ใบหน้าเราก็คล้ายกัน “อาลัยเหรอ...”

 

แต่ผมน่ะ...มีสันดานกวนตีนเหมือนผู้ชายคนนี้ไหมถาม

 

โชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้เชื้อมันมา(เหรอ)

 

“ต้องการอะไรวะพิทักษ์ กวนตีนให้ได้อะไรไม่ทราบ”

 

ผัวะ!

 

“ยังเป็นพ่อ ขอร้องอย่าปีนเกลียว” พิทักษ์ตบศีรษะผมจนสั่น ก่อนจะผละออกไปยืนห่างสองก้าวแล้วจัดระเบียบชุดเจ้าบ่าวสีขาวสะอาดของตัวเองเพื่อความเรียบร้อย เออ อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นพ่อทำไมต้องมาหาเรื่องลูกอย่างผมด้วยเรื่องนี้ด้วย คิดว่าอารมณ์ดีมากไหม “รีบแต่งตัวให้ไวแล้วลงไปข้างล่าง แขกเริ่มมาแล้ว”

 

พิทักษ์กำชับเอาไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นสั่นประสาท ผมมองตามผู้เป็นพ่อที่เดินหายออกไปนิ่งงัน ยกมือเสยผมตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความหงุดหงิดที่กำลังก่อตัวเพิ่มมากขึ้น หากก็ยังไม่สามารถลดองศาร้อนในร่างกายได้สักนิดเดียว ไม่คิดว่าจะอยู่ร่วมงานบ้าบอนี่หรอก ยังไงผมก็ไม่มีทางอยู่จนงานเริ่มแน่

 

รักเหรอวะ...ผมทวนคำนั้นในใจ เหยียดยิ้มออกมาอย่างนึกสมเพช

 

แกรก

 

ทว่าก่อนที่ผมจะได้ขยับไปไหนประตูก็เปิดออกอีกครั้ง

 

“ใครอนุญาตให้เข้ามา” ริมฝีปากขยับพูดออกไปทันที ราวกับนี่คือสัญญาณตอบรับอัตโนมัติ บอกตัวเองว่าไม่จำเป็นต้องมอง ไม่ต้องสนใจ หากสายตาเราก็สบสายตากันอย่างตรงไปตรงมา ผมมองดวงหน้าสวยน่ารักด้วยสายตาวางเปล่า มันว่างเปล่าจริงๆ

 

ผู้หญิง...คนที่เปิดประตูเข้ามาคือผู้หญิงรูปร่างผอมบาง ตัวเล็กกว่าผมสองเท่าเห็นจะได้ แต่อะไรๆ ของเธอก็ไม่ได้เล็กตามลงไปด้วยหรอกนะ เจ้าของร่างเล็กน่าทะนุถนอมเดินเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ราวกับนี่เป็นห้องของเธอยังไงยังงั้น ไม่สนใจว่าเจ้าของห้องอย่างผมจะทำสีหน้าแบบไหนอยู่ เธอเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเราค่อยๆ ลดลง...ลดลงเรื่อยๆ

 

ขณะที่เธอก้าวเข้ามาสมองก็สั่งการให้เดินถอยหลังไป ย้ำเตือนว่าอย่าให้หล่อนมาใกล้มากกว่านี้ ทว่าสิ่งที่ร่างกายทำกลับตรงข้ามกับสมองอย่างสิ้นเชิง ไม่ได้ขยับหนีไปไหน ยังยืนอยู่ที่เดิม ด้วยสีหน้าแบบไหนก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่

 

ถ้าถอยหนี...เดี๋ยวจะหาว่าไม่แน่

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของผมกราดมองรูปหน้าสวย ลากสายตาไปตามเรือนร่างเล็กอย่างสำรวจ เธออยู่ในชุดสีขาวสะอาดตาเรียบหรู เป็นชุดกระโปรงเกาะอกเข้ารูปถึงช่วงเอว ส่วนกระโปรงก็พองฟูชายกระโปรงยาวลงไปถึงพื้น เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนรวบมวยผมขึ้นแล้วติดผ้าสีขาวยาวลู่ไปกับหลังเล็ก ชุดนี้มัน...

 

ชุดเจ้าสาวไง

 

เจ้าของร่างเล็กน่าทะนุถนอมในชุดเจ้าสาวแสนสวยหยุดอยู่ตรงหน้าผมในวินาทีต่อมา ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อนคลี่ยิ้มสวยที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเหมือน...นางฟ้า ทว่าสำหรับผม...เธอก็แค่ผู้หญิงที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมเท่านั้นแหละ

 

ผมหลุบสายตาองคนตัวเตี้ยกว่านิ่งงัน ลองหยั่งเชิงดูว่าเธอต้องการอะไร การเดินเข้ามาในห้องนอนผมทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเขตหวงห้ามที่เธอไม่มีสิทธิ์เข้ามาไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ ฝ่ามือเล็กเอื้อมขึ้นมาทาบแก้มของผมเอาไว้บางเบา เธอยิ้มให้ แต่ผมไม่ได้ยิ้มตอบ ก่อนที่คนตัวเล็กจะเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อให้ส่วนสูงของเราต่างกันน้อยลง

 

จากนั้น...

 

จุ๊บ!

 

“คิดถึงพิชญ์...จัง” กดแนบริมฝีปากลงบนเรียวปากของผมอย่างถือสิทธิ์ คล้องแขนเล็กโอบรอบคอผมให้โน้มลงไปหาเธอมากยิ่งขึ้น บดเบียดเนินอกที่โผล่พ้นเกาะอกชุดเจ้าสาวเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้อย่างชัดเจน หัวใจที่กำลังเต้นอยู่ข้างในอกข้างซ้ายของเธอไง มันเต้นแรงจนผมรู้สึกได้ ก่อนริมฝีปากคู่เดิมจะขยับพูดต่อ “ไม่เจอกันนานนะคะ...ที่รัก”

 

“...”

 

“คิดถึง...”

 

พลั่ก!

 

“ไร้สาระ” ไม่ทันได้พูดจบประโยคดีด้วยซ้ำ ผมผลักร่างเล็กออกด้วยความแรงจนเธอล้มลงกับพื้น ไม่รู้ว่าเธอเจ็บมากแค่ไหน ร่างเล็กของเธอจะบอบช้ำยังไง ผมไม่ได้สนใจไง ทำแค่หลุบตามองเธอนิ่งๆ

 

“เจ็บ” คนถูกผลักล้มลงนิ่วหน้าออกมาอย่างเจ็บปวด เธอกุมสะโพกเล็กของตัวเองเอาไว้ กัดริมฝีปากตัวเองแน่นอย่างต้องการระงับความเจ็บปวดที่กำลังแล่นไปทั่วร่าง เงยหน้ามองผมด้วยสายตาสั่นไหว ดวงตากลมโตคู่นั่นสะท้อนภาพผู้ชายคนหนึ่ง...

 

ผู้ชายคนนี้คือผมเอง

 

“...”

 

“ดึงหน่อยสิ ฉันลุกไม่ขึ้น” พูดพร้อมกับยื่นฝ่ามือเล็กมาตรงหน้าผมไปด้วย

 

“...” แต่ผมยังยืนเงียบเหมือนคนเป็นใบ้ เอาแต่จ้องหน้าสวยของเธออยู่อย่างนั้นคล้ายสมองมันไม่ประมวลผลอะไร ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเองก็เต้นช้าลงอย่างแปลกประหลาด หน่วงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ แค่เห็นหน้าของเธอผมก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของร่างกายและสมองอย่างเห็นได้ชัด

 

ผู้หญิงคนนี้กำลังทำให้ผมหงุดหงิด โมโห และสมเพชในเวลาเดียวกัน สมเพชตัวเองน่ะนะ...

 

น่าสมเพชฉิบหายเลยไอ้พิชญ์

 

หมับ!

 

ยืนเงียบอยู่เกือบนาที ผมก็ยื่นมือออกไปจับฝ่ามือเล็กเอาไว้เบาๆ ออกแรงดึงรั้งร่างของเธอให้ยืนขึ้นเพราะคิดว่าเมื่อกี้ผมก็ทำรุนแรงเกินไป เผลอผลักจนหงายหลังซะได้ ให้ตาย...ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกผิดกับยัยนี่ด้วย เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วสักหน่อย ใช่ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอมันก็แค่...

 

เจ้าสาวของพ่อผมเท่านั้น...

 

หากทว่า

 

ตึง!

 

แทนที่ผมจะเป็นฝ่ายถึงเธอขึ้นจากพื้น กลับเป็นเธอมากกว่าที่กระชากผมจนเสียหลักล้มลงไปคร่อมร่างเธอเอาไว้ทั้งชุดเจ้าสาวนั่น เหมือนสมองผมดีเลย์ไปสองสเต็ป...กว่าจะรู้ตัวก็ถูกเธอโอบรัดรอบคอเอาไว้แน่นเสียแล้ว ดีที่สองมือยังยันกับพื้นห้องเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นผมต้องทับเธอลงไปเต็มน้ำหนักเป็นแน่ เราจ้องสบสายตากันอยู่อย่างนั้นราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้ใบหน้าผมโน้มลงไปจนปลายจมูกแตะสัมผัสกัน

 

“อื้อ” ก่อนจะบดเบียดริมฝีปากลงกับเรียวปากอวบอิ่มน่าสัมผัสของเธออย่างจงใจ

 

คนใต้ร่างไม่มีท่าทีรังเกียจหรือต่อต้านสักนิด กลับกัน...ยังกอดรัดคอผมแน่นจนร่างกายเราแนบสนิทกันมากยิ่งขึ้น เนินอกที่โผล่พ้นเกาะอกชุดเจ้าสาวเบียดแนบกับแผงอกผ่านเสื้อเชิ้ตของผมมากขึ้น ชัดเจนขึ้นทุกที มันร้อน...ตรงที่สัมผัสกันร้อนมาก เธอเป็นฝ่ายรุกเข้ามาในโพรงปากของผมอย่างโหยหา ตวัดเกี่ยวพันลิ้นอย่างช่ำชอง ละเลียดริมฝีปากผมด้วยไรฟันของเธอ มอบความรู้สึกบางอย่างกลับมาให้ผมได้เป็นอย่างดี

 

ความรู้สึกแบบนี้มัน...

 

“น่าสมเพช” อย่างที่ว่า...ความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงคนนี้เป็นอย่างที่พูดจริงๆ ผมผละริมฝีปากออกแม้เธอจะพยายามกอดรัดต้นคอผมแน่นมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงผู้ชายของผมได้หรอก “ทำตัวหน้าไม่อายแบบนี้...แม่ไม่ว่าเหรอ”

 

“พิชญ์...” เจ้าหล่อนครางชื่อผมออกมาเสียงสั่นอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

 

อยากรู้ไหมว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร?

 

เธอชื่อ สินีเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งไม่นานนี้มั้ง อายุยี่สิบสองปีหมาดๆ เครื่องหน้าจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง ไม่ได้สวยร้าย เผ็ดแสบอย่างนัชชา ว่ากันตามจริง...เธอตรงข้ามกับนัชชาทุกอย่าง

 

ทั้งใบหน้าเรียวรูปไข่ประกอบไปด้วยดวงตากลมโตสีดำสนิทใสซื่อ คิ้วเรียวบางพาดเฉียงกันอย่างได้องศา จมูกโด่งเป็นสันเล็กลาดลงรับกับริมฝีปากสีชมพูจิ้มลิ้มเป็นอย่างดี เรือนผมยาวที่รวบมวยสีน้ำตาลอ่อนขับให้ใบหน้าของเธอดูน่ารักน่าชังเข้าไปอีก มองเผินๆ เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทะนุถนอมมากคนหนึ่งเลย อ่อนหวาน พูดจาไพเราะ และดูจะเปราะบางแตกหักได้ง่าย ไม่ว่าผู้ชายที่ไหนเห็นก็ต้องตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้แน่

 

ตกหลุมรักเหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น...เธอคือคนรักของผมเอง

 

หมายถึง...คนรักเก่า

 

“ใส่ชุดเจ้าสาวของพ่อฉันอยู่ไม่ใช่หรือไง” ผมผละออกจากร่างเล็กตรงหน้าอย่างนึกรังเกียจ หยัดตัวขึ้นเต็มความสูงมองดูคนตัวเล็กที่กำลังลุกขึ้นตามด้วยสีหน้าซีดลง เธอคงตกใจกับท่าทีของผมกระมัง เมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอก ไม่ได้ยิ้มน่ารักไปวันๆ ด้วย ไม่ได้สุขุมอะไร...ก็แค่เอาใจใส่เธอมากกว่านี้ ถนอมน้ำใจเธอมากกว่าครั้งนี้เป็นร้อยเท่า

 

สินีปรับสีหน้าซีดเป็นยิ้มแย้มไร้เดียงสาราวกับไม่สะทกสะท้านอะไร เธอพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเมื่อก่อนไง แน่นอน...คนอย่างเธอทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างหน้าตาเฉยอยู่แล้ว กำลังใจชุดเจ้าสาวของพ่อแต่กลับมาจูบกับลูกสามีหน้าตาเฉย เรื่องพวกนี้มันคงเป็นปกติสำหรับผู้หญิงอย่างสินีกระมัง

 

เหมือนตอนที่เธอทิ้งผมไปหาพ่อของผมแทนไง...ก็ทำได้ง่ายๆ แบบนี้แหละ

 

อยากได้ทั้งพ่อทั้งลูกจนตัวสั่นรึไงก็ไม่รู้ เหอะ

 

“แต่ฉันยังรักนายนะ คิดถึงมากด้วย” สินียังหยุดทำให้ผมสะเอียนเธอสักที พูดออกมาได้ยังไงวะ...

 

“หน้าด้าน” ความอดทนของผมมีจำกัด และมันกำลังจะหมดลงในไม่ช้า เหตุผลนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมไม่อยากกลับบ้าน เหตุผลข้อนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างผมกับพิทักษ์มีเพิ่มมากขึ้น มากยิ่งขึ้นทุกครั้งที่เรายกประเด็นเรื่องนี้มาทะเลาะกัน เมื่อก่อนผมอาจจะดิ้นไปตามเกมของสินีที่พยายามปั่นหัวให้ผมกับพิทักษ์แตกหักกัน แต่ตอนนี้ก็...เฉยๆ

 

เธอทำให้ผมไม่อยากกลับบ้านหรือมางานแต่งบ้าๆ นี่

 

แต่ก็เพราะเธออีกเช่นกัน สินีกล่อมให้พ่อพาผมกลับมาร่วมงานให้ได้ ผมรู้เพราะพิทักษ์บอกไงว่าหล่อนอยากให้ผมมา หมอนั่นก็ไม่รู้ว่าจะอะไรนักหนา รู้ว่ามาแล้วจะทะเลาะกันก็ยังบังคับผมมอยู่ได้ สินีเป็นคนเสนอให้จัดงานวันเกิดของผมพร้อมงานแต่งงานไปเลย คงคิดจะปั่นหัวผมอีกนั่นแหละ คิดว่าผมเทิดทูนเธอมากเสียเต็มประดาเลยมั้ง

 

ตลกว่ะ ผมเคยคิดว่ารักเธอมากเหมือนกัน คิดว่าต่อให้ตายก็ยังจะรักเธอคนเดียว...เคยคิดน่ะนะ

 

ผมคิดอย่างนั้นตลอดหลังจากรู้ว่าเธอปลงใจกับพ่อ หักหลังผมอย่างเลือดเย็น แต่ผมก็ยังรักเธอ...ยังให้อภัยได้เสมอ ทำตัวเสเพลจนชื่อเสียงด้านผู้หญิงโจษจันไปทั่วว่าเป็นเพลย์บอยตัวฉกาจ นอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าก็แค่อยากทำให้ตัวเองมีความสุข อยากลืมผู้หญิงอย่างสินีไปซะ แต่ก็ทำไม่ได้ ผมยังจำเธอได้ ยังรู้สึกได้ว่าเคยรัก...

 

ก็แค่เคยอีกนั่นแหละ

 

“...”

 

“กำลังจะแต่งงานกับพ่อฉันยังมีหน้ามาบอกว่ารักฉันเหรอสินี” สิ่งที่เคยมี ความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นไม่รู้ว่าผมลืมมันไปได้ยังไง ตั้งแต่ตอนไหนที่ผมตัดใจจากผู้หญิงคนนี้ได้ มันไม่เหลืออีกเลย...ความรัก ความรู้สึกดีๆ มีแค่ความรู้สึกรังเกียจเข้ามาแทนที่เต็มไปหมด

 

บอกแล้วใช่ไหม...สินีแตกต่างกับนัชชาอย่างสิ้นเชิง

 

สินีมีแต่ความอ่อนหวาน น่าหลงใหล ทั้งสายตาที่มองมาอย่างโหยหา ฝ่ามือที่เอื้อมมาจับตัวผมก็ส่งผ่านความต้องการได้เป็นอย่างดี แต่นัชชา...เธอร้อนแรง ไม่อ่อนโยน แข็งกระด้างในบางครั้ง เด็ดขาดจนน่ากลัว มองผมเหมือนโรคจิตตลอดเวลา ฝ่ามือของเธอก็ผลักไสผมออกตลอด นัชชาไม่เคยโหยหา...เธอก็ไม่เคยทำตัวกลับกลอกเหมือนสินี

 

ยิ่งผลักไส ผมก็ยิ่งไล่ตาม ยิ่งวิ่งหนี ผมก็ยิ่งวิ่งเข้าใส่เธอตลอดเวลา

 

นัชชาน่ะ...ผมคิดถึงยัยนั่นชะมัดเลย

 

“ก็ฉันรัก...” เธอพยายามจะเข้ามาหาผมอีกครั้ง หากผมก็ก้าวถอยหลังอย่างไม่ชอบใจ

 

“รังเกียจว่ะ” ใบหน้าผมฉาบไปด้วยความเย็นชา ร้ายกาจ และดูแคลนผู้หญิงอย่างสินีมาก ผมไม่ได้อยากใจร้ายกับเธอถึงขนาดนี้หรอก อย่างน้อยก็เคยรักไง เกือบจะพูดดีแล้วด้วยซ้ำถ้าหล่อนไม่ทำท่าทางต้องการผมขนาดนี้ ต่อให้ผมชอบคั่วผู้หญิงมากมายไม่ซ้ำหน้า

 

แต่ผมก็ เลือกกินอยู่น่ะนะ

 

“ฉัน...”

 

“ขยะแขยงเธอชะมัด หน้าด้านหน้าทนเกินไปหน่อยมั้ง”

 

“อึก” เธอสะอื้นเสียงเบา น้ำตารื้นชื้นตามขอบตาที่เริ่มแดงก่ำ กัดริมฝีปากตัวเองจนซีดเซียวมองหน้าผมด้วยความผิดหวัง เสียใจ หรือห่าอะไรก็แล้วแต่

 

“อย่าตอแหลกับฉันมากกว่านี้ มันทำให้ฉันรู้สึกเกลียดเธอนะรู้ยัง”

 

หมับ!

 

สงสัยจะยังไม่รู้ถึงได้กระโจนเข้ามากอดผมเอาไว้

 

“พิชญ์...อย่าพูดจาใจร้ายกับฉัน” สินีซบใบหน้ากับอกของผมแน่น ส่วนผมก็ไม่ได้ผลักเธอออกหรอก ไม่ได้สวมกอดตอบด้วย ยืนอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้เธอกอดตามใจชอบ คิดว่าไง...ผมแค่กำลังวัดระดับความอดทนของตัวเองน่ะ อยากรู้ว่าจะทนดูผู้หญิงคนนี้บีบน้ำตาได้อีกนานแค่ไหนเหมือนกัน “อย่าใจร้ายเลย...นะ”

 

“...” ผมกับเธอ ใครจะหมดความอดทนก่อนกันนะ

 

“ฉันรักนาย รักนายจริงๆ” ถ้อยคำที่พูดออกมาช่างสั่นไหว หากเป็นเมื่อก่อนผมคงโอนอ่อนไปกับท่าทางของเธอ หากเป็นเมื่อก่อน ผมก็คงยอมให้เธอหมดทุกอย่าง คำว่ารักมีค่ามากสำหรับผม...มันมีค่าพอจะทำให้ผมยอมพูดซ้ำๆ กับใครคนนั้นได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องเก็บงำเอาไว้เลย

 

แต่ผมก็ไม่มีทางพูดกับเธออีกว่ะ

 

“แล้วพิทักษ์ล่ะ” ริมฝีปาขยับถามออกไป ยังยืนให้คนตัวเล็กสวมกอดเอาไว้ด้วยความโหยหาเหมือนเดิม ไม่ได้ก้มลงไปมองเพราะเธอฝังใบหน้าเล็กเข้ากับอกผมไม่ยอมห่าง “ไม่ได้รักหมอนั่นไง?”

 

“ฉัน...” สินีอึกอัก เธอเงียบลงไปแล้วกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นยิ่งขึ้นราวกับกำลังสับสน ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำอะไรอยู่ ยืนคุยกับผู้หญิงคนนี้นานเกินไปไหม ให้เธอโดนตัวนานไปหรือเปล่า

 

“จะแต่งงานอยู่แล้วยังตอบไม่ได้อีกเหรอ”

 

“...”

 

“ทำไมเธอมันแพศยาอย่างนี้ล่ะสินี หน้าตาก็ดีไม่น่าสันดานเสื่อมเลยจริงๆ” รู้สึกได้เลยว่าตอนพูดประโยคนี้ออกมาอกข้างซ้ายมันร้อน สั่นร้อนราวกับความกรุ่นโกรธกำลังจะระเบิดออกมาอย่างไรอย่างนั้น ก่อนความคุกรุ่นจะเดือดพล่านไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว

 

ทว่าถ้อยคำรุนแรงจากปากผมก็ไม่ทำให้สินีสะทกสะท้านอะไร

 

“แต่ฉันก็รักนายเหมือนกัน” ยังยืนยันที่จะพูดเหมือนเดิม คนเรา...สามารถรักผู้ชายในเวลาเดียวกันถึงสองคนได้อย่างนั้นเหรอ ?

 

 โอเค ความรักมันอาจจะเกิดขึ้นได้ใช่วงเวลาหนึ่ง แต่มันก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งไหม...ไม่มีทางรักคนสองคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ในเวลาเดียวกันไปตลอดชีวิตได้หรอก มันต้องมี...ต้องมีสักครั้งที่คนใดคนหนึ่งจะออกไปจากหัวใจ สำหรับผม...รักมากให้ได้แค่คนเดียวเท่านั้นแหละ

 

“...”

 

“ยังรักไม่เคยเปลี่ยนนะพิชญ์ ฉันน่ะ...” เธอบอกเสียงสั่นเครือ น้ำตาเปียกชื้นตามเสื้อตรงอกผมไปหมด สินีผละศีรษะออกเล็กน้อย เงยหน้ามองผมด้วยสายตาออดอ้อน อ้อนวอน กอดรัดลำตัวแกร่งของผมแน่นยิ่งขึ้น ก่อนจะเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตผมออกทีละเม็ดเนิบนาบ “พิสูจน์ด้วยร่างกายก็ได้ ฉันจะแสดงให้ดูว่ารักนายแค่ไหน”

 

“...” สินีปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของผมออกจนหมด เผยให้เห็นแผงอกและหน้าท้องแข็งแกร่ง เธอกดจูบลงไปแผ่นอกผมราวกับต้องการฝังความรู้สึกตัวเองลงมาด้วย ลูบไล้ปลายนิ้วเล็กไปตามขอบกางเกงก่อนจะวนเล่นอยู่แถวๆ กระดุมช่วงล่าง

 

“ยังฮอตเหมือนเดิมเลยนะ” ริมฝีปากเริ่มกระซิบเสียงพร่าออกมา

 

“ฉันฮอตกว่าที่เธอคิด พิสูจน์ไหมล่ะ?” ผมยกยิ้มมุมปากแพรวพราว ทำให้เธอกรีดรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

 

“จัดหนักก่อนเข้าห้องหอกับพ่อเธอหน่อยสิ ท้าทายดีนะว่ามั้ย?”

 

ตุบ!

 

ผมจัดการกระชากล่างเล็กลงไปบนเตียงนอนคิงไซส์ที่ไม่ได้ใช้มานานด้วยความแรงระดับหนึ่ง แทนที่เธอจะรู้สึกเจ็บกลับยิ้มร่าด้วยความสนุกสนาน ร้อนแรง ตื่นเต้น สายตาเธอบอกอย่างนั้น ชอบสิ่งที่ผมกำลังทำ...ส่วนผมก็ยืนอยู่ตรงปลายเตียงถอดเสื้อเชิ้ตที่เธอเป็นคนปลดกระดุมออกปาใส่ร่างของเธอไปด้วย

 

“พิสูจน์ได้แล้ว” ผมกระซิบพูดเสียงขึ้นจมูก หลุบสายตามองร่างเจ้าสาวที่นอนแผ่หลาอยู่กลางเตียงอย่างดูแคลนระคนสมเพช เหยียดริมฝีปากใส่เจ้าหล่อนพร้อมกับยกมือเสยผมตัวเองสองสามครั้งระบายความหงุดหงิดไปด้วย

 

“อะไร...”

 

“เธอร่านกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยสินี”

 

“นาย...” กรอบตาที่อัดดวงตากลมโตเอาไว้เบิกกว้างขึ้น คลอไปด้วยหยาดน้ำตาในเบ้าตา เธอกัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกคับแค้น อับอาย กำหมัดข้างลำตัวแน่น จ้องมองผมผ่านม่านน้ำตาอย่างโกรธแค้น ขณะที่ผมเริ่มคลี่ยิ้มมากยิ่งขึ้น ฉีกยิ้มกว้างที่สุด ก่อนจะหุบปากในวินาทีนั้น

 

“เสื้อตัวนั้นฉันยกให้ อยากได้นักก็เอาไป ฉันคงไม่จำเป็นต้องใส่มันอีกแล้วว่ะ” ใครจะว่าผมใจร้ายยังไงก็เชิญ อยากต่อว่าอะไรก็ได้ตามสบาย ใครไม่เจออย่างผมไม่มีวันเข้าใจว่าผมรู้สึกยังไง ไม่ได้แค้นอะไร แค่รังเกียจไง

 

กับเธอคนนี้...ผมใจดีด้วยไม่ลงจริงๆ

 

“...”

 

“ฉันรังเกียจ...ไม่อยากให้เสนียดของเธอติดตัว”
 

 


 

08.59 PM

 

Nutcha Talk

 

ไม่เอาน่านัชชา...

 

บอกตัวเองในใจอย่างคิดไม่ตก ฉันพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก หากสมองกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งของฉันสั่งนิดเดียว ฉันกำลังคิดว่ามาก สับสน กังวลไปต่างๆ นานา หัวใจเต้นช้าลงอย่างน่าใจหาย แค่คิดว่ามีบางอย่างกำลังก่อตัวอยู่ในท้องของตัวเอง มันก็...

 

“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” พึมพำบอกตัวเอง สะบัดศีรษะไล่ความตึงเครียดออกไปจากสมอง หากมันกลับไม่ได้บรรเทาเบาบางลงเลย ฉันรู้ว่าตอนนี้ถ้าเครียดมันไม่เป็นผลดีกับตัวเองและ...ลูกในท้อง

 

ฉันท้อง ท้องได้เกือบสองเดือนแล้ว

 

พอคิดว่ามีเลือดเนื้อของตัวเองอยู่ข้างในหัวใจยิ่งเต้นช้าลง ไม่ใช่เพราะเสียใจ หรือรังเกียจหรอกนะ ฉันไม่ได้เสียใจที่กำลังท้อง ไม่ได้คิดจะทำอะไรกับเด็กข้างในนี้ด้วย ฉันแค่...สับสนนิดหน่อยน่ะ

 

ก่อนหน้านี้ ฉันรอพิชญ์อยู่ที่ห้องอย่างเป็นห่วง เขาไม่ได้กลับมาตามเวลาที่สัญญาเอาไว้ หมอนั่นยังไม่กลับมาตั้งแต่บอกว่าจะกลับบ้าน พิชญ์บอกฉันว่าจะกลับมาก่อนเที่ยงคืนเมื่อวาน ทว่า ป่านนี้เขาก็ยังไม่กลับมา ติดต่อก็ไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกใจหายที่หมอนั่นผิดคำพูด ทั้งที่จะไม่สนใจก็ยังได้ นั่นสิ ทำไมฉันต้องมานั่งเป็นห่วงว่าพิชญ์ด้วย หมอนั่นโตแล้วดูแลตัวเองได้น่า

 

จำได้ว่ามีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ฉันคิดว่าพิชญ์กลับมาก็เลยพรวดพราดลุกขึ้นไม่ทันระวัง เกิดหน้ามืดทรุดลงกับพื้น รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนหมอกำลังให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล ธันวาเป็นคนพาฉันไปโรงพยาบาล เขาตั้งใจจะมาขอโทษฉันเรื่องเมื่อคืนน่ะ หมอบอกว่า...ร่างกายของฉันอ่อนเพลีย เกิดความเครียดสะสม ทำให้เป็นลมล้มพับไป ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่วงหลังมานี่ฉันจะเหนื่อยง่าย หงุดหงิดบ่อย แถมยังไม่ค่อยมีแรงทำอะไรหนักๆ อีก ทั้งหมดเป็นผลมาจากการตั้งท้องโดยไม่รู้ตัว

 

เชื่อไหม...ฉันทำอะไรไม่ถูกตอนรู้เรื่องนี้เลย มันตกใจแต่ไม่ได้เสียใจ สมองแทบหยุดประมวลผลลงในวินาทีนั้น ร่างกายมันชาวาบไปทั้งร่าง หัวใจเต้นแรงคล้ายพร้อมจะหยุดเต้นลงทุกเมื่อก่อนจะเริ่มเต้นช้าลงดื้อๆ มันเป็นความรู้สึกที่ตั้งรับไม่ทันมากกว่า จู่ๆ ก็ท้องขึ้นมาโดยที่ยังไม่พร้อม มันช็อกน่ะ...

 

ฉันมั่นใจว่าลูกในท้องเป็นลูกของพิชญ์เกินร้อยเปอร์เซ็น ตัวของฉัน...ฉันรู้ดีว่าใครคือพ่อของเด็ก

 

โอเค เราตกลงคบกันเป็นแฟนแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาสักระยะหนึ่ง แต่เรื่องนี้มันกะทันหันเกินไป ฉันยังตั้งรับไม่ทันไง ไม่ใช่แค่ฉัน...พิชญ์เองจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน หมอนั่นอายุแค่ยี่สิบสี่เองนะ เขาพร้อมจะรับรู้มันเหรอ ฉันร่านิสัยของเขาไม่ชอบการถูกบังคับ ไม่อยากได้พันธนาการแบบนี้ พิชญ์น่ะรักสนุกในชีวิตจะตายไป เขาไม่มีทางรับได้หรอก

 

ยอมรับเลยก็ได้ว่าฉันกลัว...กลัวที่จะบอกความจริงกับพิชญ์เรื่องนี้

 

ถ้าเขาไม่รับผิดชอบล่ะ ถ้าเขาบอกว่าไม่ต้องการเด็กคนนี้แล้วฉันจะทำยังไง?

 

บ้าชะมัด...

 

ฉันเอาแต่เครียดเรื่องนี้ตลอดตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาล ถึงขนาดขังตัวเองเอาไว้ในห้องน้ำเพื่อตั้งสติก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น มันเป็นความรู้สึกหวาดกลัวในใจ และกำลังขยายวงกว้างในพื้นที่ส่วนนั้นอย่างน่าพรั่นพรึง ไม่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นคนคิดมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเอาแต่คิดแทนพิชญ์สารพัด คาดเดาคำตอบจากปากของเขา นึกถึงสีหน้าตอนที่รู้ความจริง

 

ให้ตาย สมองมันไม่ยอมหยุดคิดสักที

 

ความรู้สึกทุกอย่างกำลังตีรวนอยู่ในนี้ ในหัวฉันนี่เอง...

 

แต่ไม่ว่าคำตอบของพิชญ์จะดีหรือร้าย ฉันก็จะไม่ยอมทำร้ายเด็กในท้องแน่ ก้อนเลือดที่กำลังก่อตัวอยู่ข้างในนี้เป็นหนึ่งชีวิตที่ฉันต้องรับผิดชอบ ถ้าเขาไม่ต้องการ...ฉันก็จะดูแลเขาเอง

 

เข้มแข็งกว่านี้สินัชชา แกไม่ได้อ่อนแอสักหน่อย

 

บางทีพิชญ์อาจจะดีใจก็ได้...ใช่ไหม?

 

ฉันนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ตื่นมากอีกทีตอนห้าทุ่มสิบนาที กวาดสายตามองรอบห้องนอนท่ามกลางความมืดด้วยความรู้สึกหนักอึ้งเช่นเดิม ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพลางเม้มริมฝีปากพลางเข้าหากันด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ก่อนจะสะดุ้งตัวโยนเพราะเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างเตียง

 

Rrrr…

 

ถอนหายใจออกมาสักพัก ก่อนจะหยิบมันขึ้นมามองเบอร์แปลกที่โทรเข้ามาพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน แค่คิดว่าพิชญ์อาจจะใช้เบอร์ใครสักคนโทรมาหา ปลายนิ้วก็กดรับสายอย่างไม่ประวิงเวลา

 

หากทว่า

 

“ฮะ ฮัลโหล”

 

น้ำเสียงไม่ค่อยดีเลยนะ นัชชา เอ๊ะ! สะ เสียงนี้มัน...

 

เขาคนนั้น

 

ตึก...

 

รวดเร็วไม่ทันตั้งตัว...ก้อนเนื้อในอกกระตุกวูบอย่างไม่อาจหักห้ามได้ กรอบตาเบิกกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ กัดริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัวอย่างกดดัน ใบหูได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจในลำคออย่างคุ้นเคย แค่น้ำเสียงที่รอดผ่ายปลายสายมาฉันก็จำได้ขึ้นใจว่าเขาเป็นใคร จนเผลอกำฝ่ามือเข้าหากันแน่น

 

“...” เขามีเบอร์ฉันได้ยังไง ฉันเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้วเขาไม่น่าจะรู้ได้นี่...

 

โครม!

 

ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ คิดถึงพี่มั้ยครับคนดี?เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มสุภาพอ่อนโยน พาลทำให้สมองนึกไปถึงใบหน้าหล่อเหลาของเขา คงกำลังยกยิ้มมุมปากอยู่เป็นแน่ เจ้าของใบหน้าอ่อนวัยราวกับเด็กอายุสิบแปดทั้งที่ตัวเองอายุยี่สิบห้าเข้าไปแล้ว เขาน่ะ...

 

แต่เมื่อครู่นี้ มีเสียงเหมือนกระจกแตกกับเสียงโวยวายดังรอดมาด้วย

 

อะไรกันเสียงพวกนั้น

 

“อุตส่าห์โทรมาในรอบหลายปี ถ้าธุระมีแค่นี้...” ฝ่ามือข้างนั้นกำโทรศัพท์ในมือเอาไว้แน่น เม้มริมฝีปากเข้าหากันหลังพูดจบ น้ำเสียงฉันกลายเป็นเย็นชาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจ นี่คงเป็นปฏิกิริยาตอบรับอัตโนมัติของฉันที่มีต่อเขากระมัง “วางล่ะนะ” ยกหูโทรศัพท์ออกเป็นการสำทับ

 

ทว่า เขาก็สามารถรั้งฉันเอาไว้ด้วยประโยคต่อมา

 

“พี่พาลูกเธอกลับมาจากญี่ปุ่น ทิ้งไว้ในห้องเธอสองวันที่แล้ว”

 

ลูก...ฉันข่มอารมณ์เดือดดาลในใจเอาไว้ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง กัดฟันพูดกับคนที่ไม่อยากจะคุยด้วยต่ออย่างจำใจ ไม่รู้มีใครจำได้รึเปล่า...ฉันเคยบอกว่าคอนโดที่ฉันอยู่น่ะยังมีผู้ชายอีกสองคนที่สามารถเข้าห้องฉันได้แบบสบายๆ นั่นก็คือไม้เอกกับพี่ชายของเขา พี่ชายที่หน้าตาคล้ายไม้เอกไง

 

เขาคนนี้คือพี่ชายของไม้เอก ชื่อว่า ไม้เรียว

 

เขานี่แหละ...แฟนเก่าของฉัน

 

“...”

 

แปลกจังนะที่เธอไม่กลับไปที่คอนโดของเรา ไปอยู่ที่ไหนน่ะนัชชาไม้เรียวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิม หากฉันกลับรู้สึกได้ถึงความกดดันมหาศาลบางอย่าง หัวใจเริ่มเต้นถี่เร็วจนเจ็บร่องอก เขากลับมาจากญี่ปุ่นเมื่อไหร่ฉันไม่รู้หรอก แต่ทำไมต้องเอาลูกของฉันไปทิ้งไว้ที่ห้อง

 

บ้าที่สุด ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ใส่ใจอะไรที่เป็นของฉันกับเขาแล้วแท้ๆ แต่ฉันกลับ...

 

“ถ้าลูกฉันเป็นอะไร ฉันจะไม่ให้อภัยพี่แน่!” ชีวิตหนึ่งชีวิตมีค่ามากเขาไม่เคยเข้าใจหรอก แน่ล่ะ ไม้เรียวเป็นถึงมาเฟียที่มีอิทธิพลมากมายนี่ มือของเขาเปื้อนเลือดมาเท่าไหร่ เห็นชีวิตคนอื่นเป็นของเล่นยังไงก็ยังเป็นเหมือนเดิม สำหรับเขาฉันให้คำจำกัดความเอาไว้ง่ายๆ แต่ชัดเจนเลยว่า หน้าใส ใจเสือ

 

ไม้เรียวเป็นแบบนั้นจริงๆ

 

ถ้าเป็นห่วงขนาดนั้นก็ควรกลับไปดูลูกเธอเร็วๆ จะดีกว่าน่ะนะ พูดจบเขาก็วางสายไป

 

ตึก ตึก ตึก...

 

ไม้เรียววางสายไปเกือบสิบนาที หากหัวใจของฉันยังคงเต้นสั่นอย่างรุนแรงไม่ยอมหยุด เจ็บร้าวร่องอกจนต้องกุมมันเอาไว้ มองหน้าปัดมือถือบ่งบอกว่าตอนนี้ห้าทุ่มสี่สิบนาทีแล้ว สมองนึกไปถึงสภาพของลูกฉันที่ต้องอยู่ในห้องมืดๆ ไม่มีน้ำหรืออาหารถึงสองวันเต็ม แค่คิด...เม็ดเหงื่อก็ผุดตามกรอบหน้าซึมชื้นไปตามไร้ผมด้วยความกังวล

 

ปึก!

 

ฉันลุกจากเตียงอย่างร้อนรน แต่กลับทรุดลงกับเตียงเพราะอาการหน้ามืดแบบหมดท่า บ้าเอ้ย! ทำไมท้องแล้วต้องอ่อนแอเหมือนคนเป็นง่อยด้วย ฉันไม่ชอบอาการของตัวเองเอาเสียใจ พยายามจะไม่เครียดเรื่องพิชญ์แท้ๆ แต่ไม้เรียวกลับยัดเยียดเรื่องน่าปวดหัวเข้ามาให้อีก กลับมาได้จังหวะเกินไปหน่อยไหม

 

 แกรก

 

“ใครน่ะ” ริมฝีปากขยับถามออกไปทันที ในห้องไม่ได้เปิดไฟทำให้มองอะไรก็ไม่ชัด เสียงเปิดประตูห้องนอนเมื่อกี้มาพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาในห้องช้าๆ ถึงจะมืดมากแต่สายตาฉันชินกับความมืดในระดับหนึ่งแล้ว “พิชญ์...” เห็นลางๆ ว่าเป็นเขาที่กำลังเดินเข้ามาหาฉัน

 

“...” เจ้าของชื่อไม่ตอบรับอะไร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าฉันที่นั่งอยู่ข้างเตียง ยืนคำหัวกันไม่พูดไม่จาจนน่าแปลกใจ ฉันเอื้อมมือไปจับมือของเขาเบาๆ เงยหน้ามองคนตัวสูงทั้งที่มองไม่เห็นว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ด้วยซ้ำ

 

“เป็นอะไร...” ยังไม่ทันพูดจบประโยคดี เจ้าของฝ่ามือร้อนที่ฉันจับก็กระชากร่างฉันขึ้นไปกอดหน้าตาเฉย เขาใช้ท่อนแขนแกร่งกอดรัดร่างฉันเอาไว้ ฝังศีรษะกับอกกว้างจนใบหน้าแทบจมหายลงไป ความร้อนรอดผ่านเนื้อผ้าของเราสองคน สัมผัสได้ชัดเจนว่าตัวของพิชญ์ร้อนมาก ลมหายใจที่เป่ารดต้นคอก็ร้อนจัด ถี่รวดอย่างน่ากลัว “หายใจไม่ออกนะ”

 

“วันนี้วันเกิดฉัน” คนตัวสูงกระซิบเสียงแหบ วางคางไว้บนลาดไหล่ของฉันราวกับกำลังเหนื่อยอ่อนอย่างไรอย่างนั้น ฉันไม่รู้ว่าพิชญ์เป็นอะไร กำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ แค่รู้สึกว่าเขากำลังเหนื่อยมากยังไงก็ไม่รู้ “กลับมา...ก่อนเที่ยงคืนแล้วนะ”

 

“นายบอกจะกลับมาเมื่อวานไม่ใช่รึไง” เพราะถูกกอดเอาไว้แน่นแทบขยับไม่ได้ ฉันก็ได้แต่พูดอู้อี้กับอกของพิชญ์ ใบหูข้างหนึ่งแนบลงกับอกข้างซ้ายของเขาพอดิบพอดี ทว่า ฉันกลับไมได้ยินมันเลย...เสียงหัวใจของพิชญ์น่ะ “แล้วของขวัญ ฉันก็ไม่มีให้นายด้วย”

 

ฉันเม้มริมฝีปากเอาไว้หลังพูดจบ ลำคอตีบตันขึ้นมาเสียอย่างนั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกพิชญ์ ฉันท้องกับเขา นี่อาจจะเป็นของขวัญวันเกิดที่ดีของพิชญ์ก็ได้จริงไหม ไม่สิ ถ้าเกิดมันกลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขาในวันเกิด ฉันคงทำใจไม่ได้แน่

 

ให้ตาย บอกทีว่าฉันควรทำยังไง?

 

“ไม่จำเป็น แค่เธออยู่กับฉันจนถึงเช้าก็พอ” อ้อมแขนกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ไอร้อนแทรกผ่านเนื้อผ้าบางมายังตัวฉันจนรู้สึกวูบวาบ ฝ่ามือตกอยู่ข้างลำตัวทั้งสองข้าง ไม่ได้ตอบรับกอดคนตัวสูงกลับอย่างที่อยากทำ ใช่ เพราะเป็นห่วงเขามากจนอยากกอดให้แน่นกว่าที่ถูกกอด หากฉันกลับได้แต่ยินแข็งทื่อให้พิชญ์กอดแทน

 

เดี๋ยวสิ!

 

“ฉัน...” ถ้าให้อยู่กับเขาคืนนี้แล้วลูกของฉันจะเป็นยังไง ฉันหมายถึงสุนัขน่ะ...ลูกที่ไม้เรียวพูดถึงคือหมาที่เขาซื้อให้ฉันสมัยเรายังคบกันอยู่ที่ญี่ปุ่น ใช่ ก่อนหน้านี้ฉันอยู่ญี่ปุ่นก็เลยไม่ได้ติดต่อกับเบิร์นในระยะหนึ่ง พอเลิกกับไม้เรียวฉันก็เลยกลับมาที่ไทยโดยไม่ได้เอาหมาตัวนั้นมาด้วย

 

คืนนี้ฉันต้องกลับห้อง

 

“นะ อยู่กับฉัน นะนัชชา” เขาผละศีรษะออก ใช้ท่อนแขนข้างหนึ่งกดเอวฉันให้แนบกับลำตัวแข็งแกร่ง ก้มลงมาสบสายตากันในความมืดโดยไม่เห็นสีหน้าของกันและกัน ฝ่ามืออีกข้างวางทาบข้างแก้มฉันข้างนั้น ผิวเนื้อมันร้อนฉ่าราวกับต้องไฟ ฝ่ามือพิชญ์ร้อนไม่ต้องกับถ่านไฟแดงๆ “ถือซะว่านี่เป็นของขวัญวันเกิด”

 

บางอย่างบอกว่าพิชญ์แปลกไป ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองรึเปล่า ตอนแรกเขาไม่คิดจะบอกด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเขา ทั้งที่เพื่อนๆ เขาก็มาเตรียมฉลองให้ มีแค่ฉันคนเดียวที่ไม่รู้ อาจเป็นเพราะว่าฉันใช้ชีวิตกับเขามาในระยะเวลาหนึ่งถึงได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากผู้ชายคนนี้

 

“ฉันอยู่กับนายได้...” ดังนั้นจึงตัดสินใจพูดออกไป ต้องมองใบหน้าหล่อเหลาผ่านความมืด

 

“อืม” เขาครางรับในลำคอ ทำเหมือนจะกอดฉันไว้อีก แต่ฉันก็ยกมือขึ้นดันอกเขาเบาๆ แล้วรีบพูดต่ออย่างร้อนใจ

 

“แต่ขอฉันกลับไปที่คอนโดสักชั่วโมงได้มั้ย คือว่า...” ชั่วโมงเดียวก็ได้ ฉันอยากกลับไปดูให้แน่ใจว่าไม้เรียวไม่ได้หลอกฉัน กลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดเอาไว้จริงๆ น่ะ สำหรับฉัน...ต่อให้เลิกกันแล้ว สุนัขที่เขาซื้อให้ก็ยังมีค่าอยู่เหมือนเดิม ฉันคงทนไม่ได้ถ้ามันจะต้องอดข้าวอดน้ำถูกขังที่นั่นตั้งสองวัน รู้อย่างนี้ฉันจะไม่กลับไปดูให้แน่ใจได้ยังไง

 

“เหรอ” พิชญ์คลายอ้อมกอดออกในวินาทีนั้น เปลี่ยนมากระชับต้นแขนข้างขวาของฉันเอาไว้แน่นแทน น้ำเสียงดุดันขึ้นเล็กน้อยหากฉันก็จับได้ว่ามันเต็มไปด้วยความคุกรุ่นบางอย่าง แม้จะไม่เห็นว่าเขาทำหน้าแบบไหนก็ตาม “...ยังไงก็จะกลับคอนโดเธอให้ได้สินะ”

 

“มันจำเป็น...เจ็บนะ” ฉันนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแปลบบริเวณต้นแขน จู่ๆ เขาก็ลงแรงบีบเพิ่มมากขึ้นจนฉันทนไม่ไหว แกะฝ่ามือหนาออกแต่ก็ไม่เป็นผล พิชญ์บีบมันเอาไว้แน่นเสียจนฉันใจคอไม่ดี หมอนั่นนิ่งเกินไป เขาดูเยือกเย็นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไหนจะความรุนแรงที่ส่งผ่านมานี่อีก “บอกว่าเจ็บไง!

 

กระทั่ง ฉันเองก็เริ่มโมโหที่เขารุนแรง อารมณ์มันเดือดพล่านอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้หัวเสียง่ายขนาดนี้ แต่ฉันไม่ชอบให้พิชญ์แบบนี้เลย มันทำให้นึกถึงตอนที่เราทะเลาะกันหนักๆ เขากลายเป็นผู้ชายที่ฉันไม่รู้จัก น่ากลัว ป่าเถื่อนมาก

 

“ถ้าตอบคำถาม จะให้กลับไปก็ได้”

 

“เรื่องอะไร ทำไมนายจะต้องบีบแขนฉันแรงด้วย มันเจ็บนะ!” น้ำเสียงของเขาเย็นชาลงอย่างน่าใจหาย ทว่าเรี่ยวแรงที่ส่งผ่านฝ่ามือมาไม่ได้ลดตามไปด้วย กลับกัน ยิ่งฉันต่อต้านพยายามสะบัดตัวให้หลุด พิชญ์ก็ยิ่งลงแรงมาไม่ยั้งราวกับต้องการหักมันให้แหลกคามือ ขนาดฉันบอกว่าเจ็บหมอนี่ยังเพิกเฉยคำพูดของฉันเลย

 

เป็นบ้าหรือไง เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ จู่ๆ มาโกรธเรื่องอะไรถึงได้หยาบคายแบบนี้ ฉันไม่ชอบเขาก็รู้!

 

“ถ้าฉันไม่ได้เธอกลับคอนโด เธอยังจะกลับไปอยู่มั้ย?” พิชญ์ถามเสียงราบเรียบ ท่ามกลางความมืดฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังจ้องมองมาด้วยนัยน์ตาคมกริบ คล้ายกับมีดปลายแหลมที่กำลังไล้ไปตามผิวกาย ค่อยๆ กดคมมีดลงกับผิวเนื้อฉันอย่างช้าๆ บรรยากาศแสนอึดอัดนี่มันอะไรกัน

 

“แค่ชั่วโมงเดียว ฉันจะรีบกลับมาไง” ไม่ได้จะไปแล้วไม่กลับสักหน่อย คงไม่ได้โกรธเพราะเรื่องนี้หรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นขอบอกเลยว่าเขากำลังงี่เง่ากับฉันมาก “พิชญ์ ฉันไม่ชอบให้นายหยาบคายกับฉันแบบนี้นะ”

 

ปึก!

 

“...” เป็นฉันเองที่ทนแรงบีบรัดต้นแขนไม่ไหว รวบรวมแรงทั้งหมดผลักอกแกร่งจนร่างสูงเซไปก้าวหนึ่ง โชคดีที่เขาปล่อยฝ่ามือไปตามการนำพาของฉันง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเราคงจะยื้อยุดกันเหมือนทุกครั้ง ฉันไม่มีแรงทะเลาะกับเขาด้วยเรื่องไร้สาระพรรค์นี้หรอกนะ ร่างกายฉันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเดิม อีกอย่างถ้าเครียดมากก็จะส่งผลกับลูกในท้องใช่ไหมล่ะ

 

ฉะนั้น ฉันจะใช้เหตุผลกับเขา ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ร้อนตามเขาไป พูดจาดีๆ จะได้เข้าใจกันง่ายๆ หากเป็นเมื่อก่อนฉันคงฉะกับพิชญ์แหลกกันไปข้างเป็นแน่ นิสัยฉันไม่เคยยอมใคร กล้าได้กล้าเสีย หยาบคายมาฉันก็จะวีนกลับให้ตายกันไปข้างเลย ทว่าตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว ทำอะไรต้องนึกถึงลูกในท้องให้ดี

 

“รู้มั้ย นายกำลังทำตัวงี่เง่ามาก!” ทว่าปากดันพูดออกไปตามอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ฉันกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อหยุดวาจาร้ายๆ เหล่านั้น เสยผมขึ้นสองสามครั้งระบายความหงุดหงิด แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่เคยบรรเทาอะไรลงไปได้สักเสี้ยวเดียว

 

“งี่เง่าเหรอ แค่ฉันอยากให้เธออยู่ด้วยในวันเกิดมันงี่เง่านักไง!” พิชญ์กระชากเสียงใส่ พร้อมกับผลักไหล่ฉันอย่างรุนแรงจนเซหงายหลังลงบนเตียง หัวไหล่ข้างนั้นเจ็บเหมือนกระดูกจะหัก เขาใช้ความรุนแรงกับฉันอย่างไม่สมเหตุสมผล นี่เป็นสิ่งที่ฉันกำลังโกรธเขา

 

ตุบ!

 

อีกอย่างนะ ถึงพิชญ์ยังไม่รู้ว่าฉันท้องก็เถอะ แต่ทำไมต้องรุนแรงด้วย เกิดลูกเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง!

 

“ใช่ มันงี่เง่ามาก” ทั้งที่ไม่อยากทะเลาะด้วยแท้ๆ ริมฝีปากดันพูดออกไปเองอย่างไม่อาจหักห้ามได้ ฝ่ามือกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับผิวเนื้อด้านในได้เลือด กระนั้นฉันก็ยังไม่คลายออก ความคุกรุ่นในใจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ มันวาวโรจน์ไปทั้งรางกายจนน่าโมโห “ฉันขอไปแป๊ปเดียว แต่นายกลับมาโกรธแล้วพาลใส่ฉัน ถ้าไม่เรียกว่างี่เง่าแล้วจะเรียกว่าอะไร!

 

“โอเค ฉันมันงี่เง่า” ราวกับหูฟาดไปยังไงยังงั้น ถอยคำที่เขาพูดออกมาทำให้หัวใจฉันกระตุกไหวจนเจ็บแปลบ เต็มไปด้วยความตัดพ้อและเกรี้ยวกราดในคราวเดียว ฉันอยากลุกขึ้นไปประจันหน้ากับพิชญ์ แต่จุกจนลุกไม่ขึ้นเลย “งั้นขอถามอีกคำถามแล้วกัน”

 

“...” ฉันเงียบเพื่อรอฟังว่าเขาจะถามอะไร มันเหนื่อยจนไม่อยากจะพูดอะไรแล้วด้วยซ้ำ

 

หากคำถามจากริมฝีปากบางเฉียบนั่นกลับทำให้หัวใจฉันเต้นถี่อย่างรุนแรง

 

“ผู้ชายที่ชื่อไม้เรียว...เธอพอจะรู้จักมั้ย?” ฉันเผลอกัดริมฝีปากตัวเองจนปริแตก กลิ่นคาวเลือดกับรสเค็มปร่ากระจายอยู่ในโพรงปาก เงยหน้ามองคนตัวสูงที่คร่อมเข่ากับร่างฉันเอาไว้ ไม่ได้โน้มตัวลงมา แค่ยืดตัวขึ้นแล้วหลุบตามองฉันในความมืด พิชญ์กำลังทำสายตาแบบไหนไม่รู้ แต่ฉันคิดว่ามันต้องน่ากลัวมากแน่ๆ

 

ความกดดันที่รู้สึกได้หนาแน่นชวนให้หายใจติดขัดแปลกๆ

 

พิชญ์รู้จักไม้เรียวได้ยังไง?

 

“...” แทนที่ฉันจะตอบอะไรกลับไปสักอย่าง เส้นเสียงกลับตีบตันขึ้นมาดื้อๆ ราวกับมีก้อนแข็งๆ อะไรสักอย่างกดทับเอาไว้ไม่มีผิด เม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด หัวใจเต้นแรงอย่างน่ากลัว ร่างกายสั่นพร่าคล้ายกับว่าฉันมีชนักปักหลังเอาไว้เลย

 

ใจเย็นๆ นัชชา แกไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย หมอนี่ก็แค่ถาม...ไม่จำเป็นต้องลนลานไป

 

“เพื่อนึกไม่ออก...คนที่หน้าเหมือนไอ้ไม้เอก ไอ้ผู้ชายหน้าเด็กพี่ชายแท้ๆ ของไอ้เด็กเปรตนั่น ที่นี่ตอบได้รึยัง?”

 

“...” แค่ตอบเป็นว่ารู้จัก เป็นคำตอบง่ายๆ ไม่กี่คำทำไมถึงพูดไม่ออกก็ไม่รู้ เพราะฉันเอาแต่เงียบอยู่อย่างนั้นกระมัง พิชญ์ถึงได้พ่นลมหายใจร้อนจัดออกมาแรงๆ ราวกับกำลังระงับความกรุ่นโกรธเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แล้วกระชากเสียงใส่ฉันอย่างหยาบคายครั้งแล้วครั้งเล่า

 

“ถามก็ตอบสิวะ!!

 

ตึง!

 

“จะขึ้นเสียงทำไม” ความตั้งใจจะใช้เหตุผลมันเริ่มหดถอยลงเรื่อยๆ คล้ายระเบิดเวลา ฉันผลักพิชญ์ออกจากตัวด้วยความกรุ่นโกรธไม่แพ้กันจนเขาหงายหลังลงพื้นไป ยอมรับเลยว่าฉันโมโหมากจริงๆ เขามันเกินไปไง คิดว่าฉันเป็นใครวะ นึกจะทำสันดานเสียใส่เมื่อไหร่ก็ได้ มันไม่ใช่แล้ว

 

ปัง!

 

“ตอบ!!” ทว่า ฉันกลับต้องสะดุ้งตัวโยน พิชญ์กระแทกฝ่ามือลงกับพื้นตามแรงเดือดดาลที่กำลังวาวโรจน์ ขนาดไม่เห็นสีหน้าฉันยังรู้สึกเลยว่าหมอนี่น่ากลัวว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ราวกับรูปแบบความโหดร้ายค่อยๆ ทวีความร้อนมากขึ้น มากยิ่งขึ้น มากเสียจนฉันคิดว่าพิชญ์เป็นผู้ชายที่โกรธได้น่ากลัวคนหนึ่งเลย

 

บ้าจริง สภาพฉันน่ะรับมือกับอารมณ์เขาไม่ไหวหรอก

 

“นายรู้จักเขาได้ยังไง” ฉันเลือกตามเขากลับ แทนที่จะตอบคำถามนั้นไป ริมฝีปากมันไปเองน่ะ...

 

“ตอบไม่ตรงคำถามว่ะนัชชา” พิชญ์หยัดตัวขึ้นเต็มความสูงในจังหวะนั้น เขาเสยผมตัวเองแรงๆ อยู่หลายครั้ง ขณะที่ฉันยังนั่งอยู่บนเตียงท่าเดิม เงยหน้ามองคนตัวสูงข้างด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

 

ใช่ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าพิชญ์กำลังโกรธเรื่องอะไร

 

“อยากรู้ไปทำไม ก็แค่...” ก่อนที่ฉันจะพูดจบ

 

“แค่ตอบว่ารู้จัก แค่ตอบว่ามันเป็นแฟนเก่า แค่นั้นตอบไม่ได้?” เขาก็พูดแทรกด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกในแบบที่ฉันไม่ชอบ เหมือนกำลังประชดกัน แถมยังไม่หยุดองศาเดือดของตัวเองลงง่ายๆ อีกต่างหาก พิชญ์ก้าวท้าวเข้ามาใกล้เนิบนาบทำให้ฉันต้องกระถดตัวออกห่างอย่างระแวง “หึ! ลืมมันไม่ได้ว่างั้นเถอะ”

 

“ดูรู้ดีนี่ จะถามเอาอะไร” บางทีก็อยากตบปากตัวเองชะมัด พูดออกไปแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันเข้ากองเพลิงอย่างพิชญ์เลย ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงด้วยความพรั่นพรึงเมื่อเตียงยวบลงเพราะเขาวางเข่าทุกมาทีลงข้าง ขณะที่ฉันเองก็ถอยไปเช่นกัน ทั้งที่กลัวแทบตาย แต่ความคุกรุ่นกลับทำให้ริมฝีปากฉันขยับออกไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ดูเหมือนจะรู้เรื่องของฉันดีมาก...แล้วจะถามทำส้นตีนอะไรวะพิชญ์!

 

ฉันโกรธ โกรธมาก โกรธจนตัวสั่น โกรธจนน้ำตาคลอเบ้าเลย...

 

 “ก็แค่ถาม คำตอบง่ายๆ” พิชญ์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่กลับทำให้ฉันต้องกัดฟันแน่นอย่างไม่เข้าใจ เขาเจอไม้เรียวมาหรือไงถึงมาได้มาคาดคั้นเอาคำตอบกับฉันนัก ใช่สิ ก่อนหน้านี้ไม้เรียวโทรมาหาฉัน ครั้งแรกหลังจากแยกย้ายกันเขาเพิ่งจะติดต่อมา หนำซ้ำยังดูมาร้ายมากกว่ามาดีเสียอีก

 

ต้องเป็นหมอนั่นแน่ที่ทำให้พิชญ์เป็นแบบนี้

 

“ฉันแค่ไม่เข้าใจ นายจะโกรธอะไรนัก” ไม้เรียวเป็นแค่แฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันหลายปี พวกเราเกือบจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกันแล้วด้วยซ้ำ บ้าชะมัด นึกถึงสีหน้าร้ายกาจของหมอนั่นฉันเองก็ไม่สบอารมณ์เอาซะเลย

 

ให้ตายสิ!

 

“สาเหตุที่ฉันโกรธเพราะมันพังคลับฉันซะยับ ทำร้ายไอ้ธันวาจนปางตาย ยังไม่รวมพวกไอ้ออกัสที่ถูกหางเลขไปด้วยอีก เธอคิดว่าฉันจะควรจะยิ้มหน้าระรื่นมั้ยนัชชา!

 

“ไม่จริง” ฉันพึมพำออกไป ไม่ใช่ว่าไม้เรียวเป็นคนดีอะไร หมอนั่นร้ายกาจ ชั่วช้าแค่ไหนฉันรู้ดี ที่ฉันไม่เชื่อคือธันวาต่างหาก ตอนเย็นเขายังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ

 

หมับ!

 

“รู้เอาไว้ ทั้งหมดมันคือเรื่องจริง!

 

“ปล่อยฉัน!” น้ำคำรุนแรงมาพร้อมแรงกระชากข้อเท้าจนนอนไถลลงไปอยู่ใต้ร่างใหญ่ของพิชญ์ในพริบตาเดียว ร่างกายฉันถูกเขาคร่อมทับทิ้งน้ำหนักลงมาทั้งร่าง คล้ายกับต้องการพันธนาการเอาไว้ด้วยร่างกายยังไงยังงั้น เพราะเขาตัวใหญ่กว่าฉัน ถูกตรึงไว้ใต้ร่างแทบจมหายไปกับเตียงก็ไม่สามารถขยับได้เลย “หายใจไม่ออก”

 

ฉันหายใจไม่ออกจริงๆ แต่พิชญ์กลับไม่ยอมผละออกไป ซ้ำยังกดน้ำหนักตัวลงมาเพิ่มมากขึ้น

 

คิดจะฆ่าฉันให้ตายหรือไง!

 

“ฉันจะไม่โกรธเธอ แค่บอกว่ามันเป็นแฟนเก่า”

 

“พิชญ์” ฉันกัดฟันครางชื่อเขาอย่างเจ็บแปลบข้อมือ แค่ใช้ฝ่ามือดันใบหน้าหล่อเหลาที่โน้มลงมาใกล้ก็ถูกรวบไว้เหนือหัวด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว ลมหายใจร้อนจัดเป่ารดพวงแก้มเพราะฉันเบือนหน้าหนี

 

โมโหจนไม่อยากมองหน้า ทั้งที่ก็มืดออกขนาดนี้แท้ๆ ไม่ชอบเวลาพิชญ์โกรธจนขาดสติ เขาเป็นพวกฟิวส์ขาดแล้วเหมือนคนสติหลุด ไม่ฟังใคร เอาแต่ใจ ใช้แต่กำลัง ไม่ดีเลยว่าไหม ฉันไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์เขาสักหน่อย

 

“ฉันจะไม่อะไรเลยนัชชา แค่เธอพูดออกมามันก็จบ”

 

“นายรู้แล้วยังจะโกรธอะไรอีก” ฉันเหนื่อยแล้วนะ ไม่มีแรงต่อต้านหรือทำร้ายให้เขาปล่อยฉันหรอก ร่างกายมันอ่อนแอจนน่าเจ็บใจ ถ้ามีแรงอีกหน่อยจะข่วนให้หน้าได้แผลสักสิบยี่สิบทีเลยคอยดู “ก็แฟนเก่าไง จบมั้ย?”

 

“ไม่จบ” สองคำที่สวนกลับทันทีทันใดนั้น ทำให้ฉันเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างเดือดดาลขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะคุยกันยังไงเขาก็ดูจะงี่เง่าไม่หยุดสักที แบบนี้มันดีเหรอ เหมือนจงใจหาเรื่องฉันเลยว่าไหม “ถ้ามันไม่ได้บอกว่า...เป็นผัวเธออีกคน!

 

“วะ ว่าไงนะ?” ฉันสะอึกกับสิ่งที่ได้ยิน เบิกตากว้างอย่างตกใจ ประติดประต่อเรื่องราวได้ว่าพิชญ์เจอกับไม้เรียว เขาพังคลับและทำร่ายธันวา ทำให้พิชญ์โกรธมาก แถมยัง...กล้าตอแหลว่าเป็นผัวฉันอีกอย่างนั้นเหรอ

 

โอเคเลย ไม้เรียวต้องการอะไรฉันไม่รู้หรอก แต่หมอนั่นไม่ได้มาดีจริงๆ สินะ

 

“ไอ้เวรนั่นบอก บอกว่าเธอเป็นเมียมัน”

 

“ไม่...!” กำลังจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง ทว่าคนตัวสูงกลับไม่ยอมฟัง ชิงพูดตัดหน้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะหยุดได้

 

“อะไรวะนัชชา! แค่น้องไม่พอต้องขอพี่ด้วยว่างั้นเถอะ”

 

วินาทีนั้นเลย

 

เพียะ!!

 

“โกรธพี่เรียวก็อย่ามาลงที่ฉัน” ไม่รู้ว่ามีแรงฮึดจากไหน เป็นไปได้ว่าฉันเองก็วาวโรจน์ไม่แพ้พิชญ์เหมือนกัน ถึงได้สะบัดข้อมือหลุดแล้วตวัดใส่เสี้ยวหน้าคนเบื้องบนเต็มแรง อาจจะด้วยแรงทั้งหมดที่มีในตอนนี้ สำหรับเขาฉันไม่รู้ว่าเจ็บแค่ไหน จะทำสีหน้าเหยียดหยามยังไงก็ช่าง

 

ดีแล้วที่มองไม่เห็น ดีชะมัดที่เขาเองก็ไม่เห็นว่าน้ำตาของฉันไหลออกมาเพราะคำพูดเจ็บแสบเหล่านั้น

 

ใบหน้าฉันชาวาบลามไปทั้งร่างอย่างรวดเร็ว หัวใจจากที่เคยเต้นแรงกลับค่อยๆ ช้าลงเนิบนาบ กระตุกวูบไหวในบางจังหวะพาลทำให้เจ็บหนึบตามร่องอกไปหมด ฉันรู้ว่าเขากำลังโกรธจนขาดสติ แต่การสาดวาจาเจ็บแสบหยามเกียรติฉันแบบนั้นก็ไม่สมควรไม่ใช่เหรอ พิชญ์น่าจะรู้จักฉันดี เขาต้องรู้สิว่าฉันเป็นคนยังไง...

 

บ้าฉิบ...กับผู้ชายคนนี้ฉันคงคาดหวังในตัวเขามากเกินไป ความคาดหวังพวกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้

 

บ้าบอว่ะนัชชา

 

“พี่เรียว เหอะ!” แทนที่จะสำนึกเขากลับแค่นหัวเราะใส่หน้าฉันอย่างหยาบคาย ปัดข้อมือฉันทิ้งด้วยความรุนแรงจนกระดูกแทบหักรอมร่อ เจ็บ เจ็บมาก แต่เจ็บมากที่สุดคนเป็นหัวใจฉันนี่แหละ

 

ท่าทางของพิชญ์น่ะเย็นชามาก เกรี้ยวกราดเหนือสิ่งอื่นใด พายุเพลิงของเขากำลังจะเผาฉันให้มอดไหม้เสียตรงนี้ ร่างกายที่กำลังบดเบียดกันก็ร้อนมาก ผิวเนื้อบางส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าต้องกัน บริเวณนั้นแสบร้อนคล้ายเนื้อจะหลุดร่อนยังไงยังงั้น

 

“คิดว่านายรู้จักฉันดีแค่ไหน” เส้นเสียงกำลังสั่นไหว บางเบาแค่ก็ไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไป มาถึงจุดนี้ความกลัวมันค่อยๆ ถูกความกรุ่นโกรธกดทับ เหลือแต่โทสะที่ทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น

 

“นั่นสิ ฉันไม่รู้จักเธอเลยสักนิด ตีสองหน้าเก่งเหลือเกิน!

 

“มากเกินไปแล้วนะพิชญ์!

 

ปึก!

 

“จะตบทำไมนัก!” คนเบื้องบนตะคอกพร้อมกับปัดข้อมืออกไปอีกครั้ง ในครั้งที่ฉันจะตบหน้าเขาให้หายเจ็บใจ มันเป็นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่อยากจะสั่งสอนผู้ชายคนนี้ แต่ตอนนี้มันหมดแล้วล่ะ ไม่เหลือแรงต่อกรกับเขานอกจากตีฝีปากอย่างถือดี

 

ศักดิ์ศรีฉันมีไง ดูถูกมากไปก็ไม่ทนหรอกว่ะ

 

“ดูถูกฉันเกินไป นายล้ำเส้นฉันมากเกินไป” ลำคอเจ็บแสบทุกครั้งที่พูด ฉันโกรธจนร่างกายสั่นเกร็งอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่นี่ จ้องเขม็งไปยังพิชญ์ในความมืดนี่แหละ

 

ถ้าไม่เชื่อใจ คิดว่าฉันมันง่าย ตอแหลเก่งนักก็พอที...ไม่จำเป็นต้องมาแตะตัวฉันอีก

 

“ไอ้ที่เธอทำ ยิ่งกว่าล้ำเส้นคือ...เหยียบหน้าฉัน”

 

“เจ็บ” ริมฝีปากครางบอกเสียงเบา นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดเพราะฝ่ามือข้างหนึ่งของเขากดแนบไปตามสัดส่วนฉันอย่างรุนแรง บีบเค้นส่วนเว้าส่วนโค้งคล้ายกับต้องการทำลายมันให้แหลกคามือ “หยุดทรามได้แล้ว!

 

เจ็บหนึบไปถึงก้อนเนื้อโง่ๆ นั่นด้วย

 

“เธอเหยียบหัวใจของฉัน” เสียงกระซิบรอดไรฟันพาลให้ขนอ่อนตามร่างกายลุกชันด้วยความพรั่นพรึง

 

“ฉันเจ็บ!

 

“ขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีแล้วรู้ตัวมั้ย!” กระชากเสียงใส่กันอย่างไม่ไว้หน้า จนเผลอหลับตาอย่างลืมตัว

 

“หมดคำถามแล้วใช่มั้ย?” ฉันเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลย จ้องหน้าเขาในความมืดด้วยสายตาแบบไหนฉันเองก็ไม่แน่ใจ ที่แน่ๆ คือผิดหวัง เสียใจ น้อยใจที่เขาไม่เชื่อใจฉัน ซ้ำยังทำเหมือนฉันไปหลอกลวงเขาอีก “ฉันจะได้กลับคอนโดสักที”

 

เหนื่อยน่ะ อยากพักสักที...

 

“อยากกลับไปหาผัวเก่าขนาดนั้นเลย” พิชญ์ยังไม่หยุดหาเรื่อง เขาดูจะวาวโรจน์มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ กดน้ำหนักลงบนตัวฉันทั้งบนจนหายใจไม่ออกมากกว่าเดิม ให้ตาย ฉันเหมือนจะขาดอากาศตายได้ทุกเมื่อเลย

 

“เออ!” แค่ประชดน่ะ มันเป็นไปเอง ไม่ได้มีผัวเก่าที่ไหนทั้งนั้นแหละ

 

บ้าชะมัด!

 

“อยากไปก็ไป ไสหัวไปอยู่กับผัวเธอเลยไป!” พิชญ์ยังใช้น้ำเสียงวาวโรจน์กับฉัน ทั้งที่พูดออกมาแบบนั้นแต่กลับไม่ขยับออกจากร่างฉันสักองศาเดียว กลับกัน ทุกอย่างเหมือนจะยิ่งกดทับให้ฉันอยู่ใต้ร่างเขาไปอย่างนี้

 

กระทั่งประโยคต่อมาก็ทำให้ฉันต้องเบิกตากว้างสุดขีด พร้อมกายที่สะท้านเฮือก

 

“แต่ต้องหลังจากฉันขยี้เธอแหลกคาเตียง เสร็จเมื่อไหร่จะถีบหัวส่งกลับให้ผัวเก่าเธอแน่!



 

Loading 00.01%

 

 



"Broken, Painful and Mistake"
















[27/11/14]
ครึ่งหลังมาแล้วค่ะ งานนี้คนน่ารักฟิวส์ขาดกว่าครั้งไหน
หยุดอีพิชญ์ไม่ได้แล้วบอกเลย งานนี้ต้องมีเปลี่ยนพระเอกแน่ง่าา
ที่เหลือก็ตามกันในกลุ่มโน๊ะ แล้วเจองานโหดกันนะคะ TT'
ติดแท็ก
#อีพิชญ์คนน่ารัก ได้ในทวิตเตอร์

[20/11/57]
ครึ่งแรกมาแล้ว สาวๆ ว่ายังไงกันบ้าง
ตัวละครใหม่ผู้หญิงออกก่อนโน๊ะ แฟนเก่าพิชญ์นั่นเอง
ครึ่งหลังมาดูเก่าแฟนนัชชาออกค่ะ มาพร้อมดราม่า พร้อมงานโกรธหน้ามืดของอีพิชญ์ด้วย
อย่าลืมกดไลค์แฟนเพจ
indy_swag ตามข่าวสารกับฉากที่ไม่ได้อัพในนี้โน๊ะ



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5,805 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #5522 Tasanee Chaina (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 11:24
    ีสงสารณัชชาจังคนกำลังทอง เฮียพิชญ์ใจร้ายชะมัด:'( :'( :'(
    #5,522
    0
  2. #5502 ` Question7 . (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 เมษายน 2558 / 22:24
    โอ่ยยยยยย ใจเย๊นนนนน
    #5,502
    0
  3. #5438 TPWoo (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 18:40
    ชอบจังนิยายเรื่องนี้อ่ะ
    #5,438
    0
  4. #3960 ByChu (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:06
    อย่าทะเลาะกัน งือๆๆๆ
    #3,960
    0
  5. #3450 KunNoofc (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2557 / 13:31
    สงสารนัชชาเนอะ
    #3,450
    0
  6. #3358 T--dZ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 11:54
    อิพิชญ์โคตรใจร้ายเลยยย

    นางโมโหหึงได้โหดชิบบบบบบบบ

    น่าสงสารนัชชาเนอะ

    ไม่ได้ทำไรผิดเล๊ยยยยยยยยย
    #3,358
    0
  7. #3349 Ichitephone (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 17:35
    เจิมมมมม
    #3,349
    0
  8. #3263 may (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2557 / 20:48
    ใจร้ายไปแล้ว ไหงว่านักรักไง พิชญ์
    #3,263
    0
  9. #3190 KunNoofc (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2557 / 01:30
    นึกว่าลูกที่แท้ลูกหมา(คิดไว้ไม่มีผิด)
    #3,190
    0
  10. #3150 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2557 / 23:15
    สงสารนัชชา งอนอิพิชญ์อ่ะ
    #3,150
    0
  11. #3149 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2557 / 23:15
    สงสารนัชชา งอนอิพิชญ์อ่ะ
    #3,149
    0
  12. #3142 nayaaaaaaaa (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 23:49
    #อีพิชญ์คนน่ารัก นัชชาหนีเถอะ เฮียแกน่ากลัวเกิ๊นน~ -0-
    #3,142
    0
  13. #3141 noi88 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 22:04
     ‪#‎อีพิชญ์คนน่ารัก   โหดแท้   เหตุผลน่ะฟังมั้ง   โตๆกันแล้ว   สงสารเจ๊  เดี๋ยวจะยุให้หนีซะหรอก
    ลุคนี้เพิ่งเคยเจอ  ปกติน่ารัก แรด ตลอด   ที่จริงพี่แกแอบจิตใช่ไหม   แอบหลอนนน
    #3,141
    0
  14. #3140 bhazz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:52
    #อีพิชญ์คนน่ารัก แม่งงงงง ทำตัวงี้ ไม่น่ารักแล่ว
    #3,140
    0
  15. #3139 Belleza Bellz (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:36
    เกลียดพิชญ์แล้ว เมื่อไรพิชญ์จะรู้ความจริงเนี่ย ไม่ฟังเลย #อีพิชญ์คนน่ารัก
    #3,139
    0
  16. #3138 Daw (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:29
    แกมันใจร้ายมากๆๆๆๆๆๆ....จะฟังกันหน่อยก็ไม่ได้นะ..พิชญ์

    ต้องหอบลูกหนีก่อนไหม...หึม
    #3,138
    0
  17. #3137 juny24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:21
    #อีพีชญ์คนน่ารัก

    อีพีชญ์ไม่น่ารักแล้วค่ะ

    จะใจร้ายเกินไปแล้ว ไม่มีเหตุผลเลย
    #3,137
    0
  18. #3136 juny24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:19
    #อีพีชญ์คนน่ารัก

    อีพีชญ์ไม่น่ารักแล้วค่ะ เครืองค่ะรู้สึกโกรธแทน
    #3,136
    0
  19. #3135 juny24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:18
    #อีพีชญ์คนน่ารัก

    สงสารนางเอกอ่ะ อีพีชญ์ไม่ฟังอะไรเลย

    ทิ้งมันไปเลยค่ะ เอาให้อีพีชญ์มันดิ้นตายไปเลย
    #3,135
    0
  20. #3134 juny24 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 21:15
    #อีพีชญ์คนน่ารัก

    โห่ววว ทำไมอีพีชญ์มันฟิวขากขนาดนี้เนี้ย ไม่ฟังอะไรเลย
    #3,134
    0
  21. #3133 ~~... แมวน้อย...~~ (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 20:50
    งานเข้าสินะ
    #3,133
    0
  22. #3132 toxic beauty (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 20:18
    #อีพิชญ์คนน่ารัก ทำไมเป็นงี้อ่ะ
    ไม่ฟังกันเลย เสียใจแทนนัชชา :'(
    #3,132
    0
  23. #3131 Flower Me (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 09:26
    รอออออค่ะ
    #3,131
    0
  24. #3130 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2557 / 00:29
    รอพิชญ์นะ
    #3,130
    0
  25. #3129 yoknittes (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2557 / 21:54
    รอออออ
    #3,129
    0