Marolian God แฮ็กระบบนี้ที่พระเจ้าส่งไปตาย

ตอนที่ 3 : บทที่ 02- แฮ็กระบบกับการเจรจา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 ก.ค. 61

บทที่ 2 แฮ็กระบบกับการเจรจา



โซลริวเหลือบตามองหญิงสาวด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ก่อนจะขยับตัวลงจากเตียงด้วยความหงุดหงิดที่ไม่ได้พูดออกมา หญิงสาวที่บ่นเขามาตั้งแต่สิบนาทีก่อนถลึงตาอย่างหยามเหยียดพลางกอดอกแน่น เมื่อเห็นว่าเขาไม่สนใจเท้าบางก็กระทืบเพื่อแสดงความหงุดหงิดใส่

“แกจะไปไหน”

“จุ้นไม่เข้าเรื่อง” โซลริวตอบพลางกุมบาดแผลที่ปวดหนึบๆคล้ายว่าบาดแผลกำลังเต้นตุบๆจนไม่อยากเดินต่อ

“ปากดีนักนะ”

ไม่ว่าเปล่าร่างบางยังเอื้อมมาทึ้งหัวโซลริวจนเขาหงายติดมือไปอย่างง่าย เขาถูกกระซากด้วยพลังเวทที่รุนแรงจนร่างลอยกระแทกกับขอบเตียงย้ำรอบแผลที่เจ็บจนน้ำตาแทบไหล

“อะไรของเธอเนี่ยยัยบ้าเอ้ย” เขาตะโกนขึ้นพลางกัดฟันกรอดไม่ให้พลั้งมือฟาดผู้หญิงตรงหน้าด้วยความโมโห แต่เห็นท่าทางเลือดขึ้นหน้าแล้วเขาต้องเปลี่ยนความคิดไปทางอื่น

“แกนะสิบ้า ดี! ฉันจะได้มีข้ออ้างเพื่อฆ่าแก”ร่างบางตะโกนอย่างโมโหพลางดึงมีดสั้นออกมากรีดมือตัวเองจนเลือดไหล “แผลนี่..แกเป็นคนทำ”

โซลริวอ้าปากค้างอย่างตกใจ “โรคจิต”

“กับแกฉันโรคจิตได้มากกว่านี้อีก”

โซลริวเบิกตาอย่างตะลึงก่อนที่ร่างบางจะพุ่งเข้ามาพร้อมปักมีดใส่ร่างของโซลริวด้วยความเร็ว แต่เด็กหนุ่มยันร่างตัวเองออกได้ทันท้วงทีก่อนจะกลิ้งไปกับพื้นเพราะว่าความเจ็บปวดที่มีกำลังเล่นงานเขาด้วยเช่นกัน

“เป็นบ้าอะไรเนี่ย จู่ๆก็หยิบมืดขึ้นมา เดียวผีผลักนะเว้ย” โซลริวยันตัวลุกไม่สนใจความเจ็บที่มีก่อนจะมองผู้หญิงตรงหน้าที่กระตุกยิ้มพลางเอียงหัวเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจที่เขาพูด

“ถ้ากรีดหน้าแกก่อนก็คงเจ็บน่าดู เน๊าะ”

“ยัยโรคจิต”

“จุ๊ๆ เรียกพี่สาวสิ เราเป็นพี่น้องกันนะ” น้ำเสียงเย็นขึ้น โซลริวขนลุกซู่พลางมองคนที่เป็นพี่น้องกำลังทำอย่างไม่เข้าใจปลายเหตุ

“ฉันไม่นับญาติกับคนโรคจิต จำไว้” โซลริวตอกกลับก่อนจะจะกระโดดออกทางหน้าต่าง เขาได้ยินเสียงหวีดร้องอย่างโมโหร้ายของคนร่วมสายเลือด หรือว่าเธอจะเป็นสาเหตุที่คนพวกนั้นไม่ยอมให้ไอ้องค์ชายตัวจริงนั่นกลับมาที่นี่...

แล้วคนพวกนี้ไม่เคยเห็นหน้าองค์ชายหรือยังไง..

โซลริวนึกถึงหน้ากากเลยพอเข้าใจคำถามของตัวเอง ที่แท้องค์ชายก็ใส่หน้ากากตลอด แต่เพราะเขาเจ็บเลยทำให้ต้องเปิดเผยใบหน้าสินะ

ร่างสูงลงพื้นไม่ค่อยสวยนัก น้ำหนักทั้งหมดไม่ได้ถูกถ่ายไปยังส่วนอื่นนอกจากขามันเลยรับผลทั้งหมดทำให้ตอนนี้เขาปวดจนชา เสียงกรีดร้องไล่ลงมาทางหน้าต่าง โซลริวเงยหน้าขึ้นไปมองผู้หญิงที่จ้องเขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

“แกหนีฉันไม่พ้นหรอก อัลฟ่า!

โซลริวไม่สนใจ เขาแล็บลิ้นปริ้นตาใส่หญิงสาวเป็นการยั่วโมโหยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้น เขาหัวเราะใส่ทีหนึ่งก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกไปหลังจากที่ขาดีขึ้น

โชคร้ายที่แถวนี้ไม่มีใครหรือจะพูดให้ถูกก็คือส่วนที่ให้โซลริวพักฟื้นร่างกายนั้นห่างจากความหรูหราของปราสาทพอสมควร ถ้าเขาถูกฆ่าตายก็คงไม่มีใครหาเจอแน่นอน

“อัลฟ่า! ฉันจะฆ่าแกและฉีกแกเป็นชิ้นๆเหมือนที่กำกับแม่แก ไอ้เด็กนรก”

เสียงโมโหร้ายไล่หลังมาเรื่อยๆจนน่าตกใจ โซลริวออกวิ่งอีกครั้งแต่เลือดกลับไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่แน่ๆมันคงทำให้ผู้หญิงคนนั้นตามเขาเจอ

“ไอ้เด็กสกปรกอย่างแก ฉันตัดสินใจแล้ว วันนี้แกต้องตายอัลฟ่า”

“ยัยนี่หนิ”

โซลริวจิปากก่อนจะกึ่งวิ่งอย่างระวังเพราะทางมันรกอาจจะวิ่งไปตกหลุมที่ไหนก็ได้ แบบนั้นคงทำให้ยัยบ้านั่นตามเขาได้ทันแน่

“อัลฟ่า”

เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้โซลริวหันกลับไปอย่างผวาลืมคิดไปว่าอีกฝ่ายคงมีพลังเวททางด้านความเร็วอยู่ไม่น้อย หญิงสาวเข้าประชิดตัวเขาก่อนจะเงื้อมีดขึ้นปักลงบนไหล่ โซลริวเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดก่อนจะใช้ฝ่ามือกระแทกร่างของเธอจนลอยออกไปแต่มีดเจ้ากรรมดันติดและดึงไม่ออกนี่สิ

“เอาจริงหรอ” เขาพึมพำอย่างไม่เชื่อพลางพยายามกระซากมีดออกจากไหล่

“ฉันไม่ล้อเล่น” ร่างบางพยุงตัวเองขึ้นยืนก่อนจะมองเขาด้วยสายตาแห่งความเกลียดชัง

คำตอบที่มาพร้อมกระสุนเวทที่ปรากดขึ้นรอบๆตัวราวกับเป็นผู้รับใช้ซื่อสัตย์ มันพุ่งใส่โซลริวพร้อมกับเถาวัลย์มากมายพันแขนขาไม่ให้หนี

 โซลริวเบิกตากว้างก่อนที่ทั้งร่างจะถูกตรึงให้รับกระสุนเวททั้งหมด

ตูมมมม

เสียงระเบิกดังขึ้นพร้อมกับความเจ็บปวดทุกเสี้ยวสัมผัสยามร่างกายถูกแยกออกก่อนความตายจะฉุดให้เขากลับมาที่เดิม โซลริวทรุดลงกับพื้นพลางกอดตัวเองไว้แน่น เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกตัวที่ห้องสีขาวอันกว้างสุดลูกหูลูกตาพร้อมกับความเจ็บจางๆ

โซลริวไม่ได้กลัวความตายแต่ความเจ็บปวดก่อนที่จะตายต่างที่เขากลัว

“แค่กๆ”

เสียงสำลักของเขาดังขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย ร่างของเด็กหนุ่มที่โซลริวคุ้นตาปรากฏขึ้นตรงหน้าด้วยความดีใจ เด็กนั่นเรียกชื่อเขาอย่างกระตือรือร้นก่อนรอยยิ้มยินดีจะหุบลงช้าๆ

“เจ้าตายเร็วกว่าที่คิดอีกนะ”

“เออสิ” โซลริวพึมพำ “ระบบบ้าอะไรเนี่ย”

“แฮ่ๆ ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่เจ้าลงไปเล่นเป็นอะไรหรอ”

“เล่น?” โซลริวเลิกคิ้วอย่างไม่ชอบใจนัก “บ้านไหนเรียกว่าเล่นหรอ เจ็บจนตายเนี่ยนะเรียกเล่น วางถุงกาวแล้วมองหน้าฉัน”

“...”

“เมื่อกี้ฉันถูกแยกเป็นชิ้นๆ ความรู้สึกเหมือนถูกทึ้งเลือดเนื้อ แขน ขา ผิวหนัง เส้นเอ็น กลิ่นเนื้อไหม้และถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง”

“อ่าหะ”

อ่าหะ? ตอบแค่อาหะหรอ โซลริวอยากเอาหัวโขกพื้น เจ้าเด็กตรงหน้าทำเพียงพยักหน้าคิดตามก่อนจะยิ้มแป้นชวนตบหัวคว่ำ

“ก็ที่นี่เป็นระบบรีบอร์นบายเฟท(Reborn by fateX) ค่า X ที่ว่าจะถูกสุ่ม ว่าแต่เจ้าเจอพระเจ้ารึยัง”

โซลริวเบะปากก่อนจะส่ายหน้า อาคเนย์หัวเราะก๊ากแต่พอเห็นโซลริวไม่เล่นด้วยเด็กหนุ่มก็ปิดสวิทซ์อาการก่อนจะกลับมาเครียดตาม ดูก็รู้ว่าเจ้าเด็กนี่ก็แค่ปลอบเขาเฉยๆ

“อ่ะ ลืมบอกไปเลยนะ เวลาที่พวกเราเจอกันจะถูกจำกัดเอาไว้ อืม..และส่วนมากคนจะเจอพระเจ้าหลังจากที่ลงไปเป้นส่วนหนึ่งในระบบ แต่เจ้ายังไม่เจอลงไปก็คงเจอแหละ”

“ไอ้ระบบสตอเนี่ย ใครมันคิดขึ้นวะ” โซลริวรับไม่ได้อย่างรุนแรงเขากำลังติดใจกับความรู้สึกก่อนตายเพราะมันเจ็บมากๆ เจ็บจนไม่อยากเจออีก ถ้าเขาลงไปอีกแปลว่าเขาจะต้องถูกฆ่าตายด้วยสภาพประมาณนั้นสินะ แค่คิดก็รับไม่ได้ล่ะ!

“พระเจ้าไง พระเจ้าคิดขึ้น”

“อันนี้รู้ ฉันแค่บ่น นายไม่เคยบ่นหรอ อย่างเช่นพรุ่งนี้วันจันทร์นายอาจจะบ่นว่าขอทำงานแค่เสาร์กับอาทิตย์เป็นต้น”

“ทำงานสองวัน จะเอาอะไรกิน”

“แค่บ่นไง!” โซลริวหันไปบอกเด็กขี้สงสัยแต่เจ้าเด็กตรงหน้ากลับยิ้มร่าแล้วเอื้อมมือมาประกบแก้มเขาอย่างเบามือ

?

“เพี้ยง หายเร็วๆนะ”

“...”

“ทำใจให้ชินซะล่ะ เพราะทุกครั้งที่ตายจะเจ็บแบบนี้แหละ”

บ้านแกสิโว้ย ใครมันจะไปชินได้ฟะ!

โซลริวทำหน้าชังกะตาย เขามองเด็กตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายความรู้สึกที่พบเจอมา แต่จะพูดอีกคนก็คงไม่มีทางเข้าใจว่ามันเจ็บแค่ไหน

แต่อาคเนย์รู้ดีว่ามันคงเจ็บปวดไม่น้อยเลย แต่เพราะคนอื่นๆที่ตายไม่ได้มีความรู้สึกแบบโซลริว คนพวกนั้นเหมือนไม่มีวิญญาณแต่คนตรงหน้าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น โซลริวคงเจ็บปวดอย่างที่ว่าแต่เพราะอาคเนย์ไม่รู้ว่ามันคือวามเจ็บปวดระดับไหน

เขาจึงทำได้แค่เดินเข้าไปกอดอีกคน

“เจ้าคงเจ็บมาก ให้ข้าเป่าให้มั้ย”

โซลริวดันหน้าอีกฝ่ายออกจากอกก่อนจะถอนหายใจ “คราวหน้าไม่ต้องมากอด อึดอัดจะตาย”

“หรอ” อาคเนย์เอียงคอเล็กน้อยจากนั้นแม่งก็กระโดดมากอดเขาแน่นกว่าเดิมจนโซลริวล้มพลับไปกองที่พื้นทั้งๆที่เด็กกระโปกยังกอดเขาแน่นไม่ปล่อยจนต้องโวยวาย

“อะไร ยิ่งห้ามยิ่งยุหรอ”

“ฮึๆ” เด็กหนุ่มส่งเสียงขึ้นจมูกก่อนะมองโซลริวด้วยความสนุกวูบวาบอยู่ในดวงตา “บางทีอยู่กับเจ้าก็สนุกเหมือนกัน”

“สนุก? ตรงไหน อยู่ให้ฉันด่านะสิไม่ว่า”

“มันสนุกตรงนั้นแหละ” อาคเนย์ว่าพลางขยิบตาทีหนึ่ง โซลริวถอนหายใจก่อนจะดันเด็กหนุ่มตรงหน้าออกไปให้พ้นด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า

“มีคนบอกว่านายน่าโมโหมั้ยอาร์ค”

“ไม่อ่ะ คนอื่นไม่ได้พูดมากเหมือนเจ้า”

“ไอ้เด็กนี่หนิ”

“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะของอาคเนย์ดังไปมา โซลริวนั่งบนพื้นก็พลอยปลงเรื่องที่ต้องเผชิญในอีกหลายๆครั้ง เหมือนพระเจ้าจะพิสูขน์ความอดทนของเขา หากต้องเผชิญความเจ็บปวดทางกายในขณะเดียวกันก็ส่งไอ้เด็กกระโปกนี่มารังควาญใจไม่เลิกด้วย

“โซลริว”

“อะไร”

“กัดได้มั้ย”

“ถามจริง...ไม่มีอะไรเล่นขนาดนั้นแล้วหรอ” โซลริวหันไปถามอีกคนด้วยสายตาว่างเปล่า อีกคนก็ตอบอย่างจริงใจเช่นกัน

“อือ”

“เอานี่ไปกินก่อนป่ะ” เขายกเท้าขึ้นมาก่อนจะได้คำตอบเสียงเบา

“ก็เจ้าผิวขาวมากเลย ข้าอยากลองกัด”

พอกัดแล้วเนื้อเขาแหว่งไปโดยไม่รู้ตัวแน่นอน พอคิดตามแล้วอยากตบหัวไอ้เด็กที่นั่งจุกปุกอยู่ข้างๆ ก็เข้าใจว่ามันคงเหงา มันไม่มีอะไรทำ แต่จะมากัดเขาอย่างแรกที่จะได้คือเท้างามๆไปกัดแทน ไม่ได้ให้มันกัดนะแต่จะยันเข้าสักโครมหนึ่งเผื่อหายหงุดหงิดด้วย

“ไม่ให้” เขายื่นคำขาด อาคเนย์ทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าลองทีเผลอคงได้สินะ”

ดูมัน เหมือนมันจะดีนะตอนแรก ทำไมตอนนี้มันจ้องจะกัดเขาให้ได้ฟะ!

“เออ โซลริว เจ้ารู้มั้ยว่าระบบจะสุ่มเจ้าไปเป็นอย่างอื่น”

“ไม่รู้” เขาตอบอย่างหงุดหงิดแต่เด็กหนุ่มข้างๆที่กลับมาสงบเสงี่ยมกลับหัวเราะอย่างพอใจ

“ระบบมันสุ่มไง เมื่อกี้ไปเป็นใคร”

“องค์ชายอะไรไม่รู้”

“แสดงว่าค่าพลังเม็ดแรงที่จ่ายคงสูงไม่น้อย ต่อไปต้องวัดดวงแล้วนะ”

“ทำไม”

“เพราะพลังถูกดึงออกไปจะไม่กลับมา เช่นมีเงิน  5 บาทหักไป 3 เหลือ 2 ด้วยจำนวนเงินสองบาทคงไม่สามารถซื้อที่นั่งแพงๆอย่างสามบาทได้ ดังนั้นที่นั่งสองบาทก็จะแตกต่างกันมากๆ”

พูดมาซะเห็นภาพ สรุปว่าโซลริวคงไม่ได้เป็นองค์ชายอีกครั้งอย่างแน่นอน ทำไมระบบอันนี้มันไม่เปลี่ยนให้พวกเขามีตัวตนไปเลย ทำไมต้องไปเล่นเป็นคนนั้นคนนี้ แปลกมาก พระเจ้าต้องเกรียนแค่ไหนขอถามหน่อย ปวดประสาทชิบหาย

“แต่พลังฉันคงเหลือน้อยจริงๆนั่นแหละ เมื่อกี้ยังสู้ยัยนั่นไม่ได้เลย”

“มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” อาคเนย์พูดอย่างจริงจัง “ครั้งต่อไปเจ้าอาจจะต้องรับบทเป็นคนเลี้ยงสัตว์ เลวร้ายสุดอาจจะเกิดเป็นทาสในหอนางโรม หรือตื่นมาอีกทีนอนอยู่ข้างๆตาแก่ตัณหากลับ”

“ฉันเป็นผู้ชาย” โซลริวสวนหน้าตายแต่อาคเนย์กลับยิ้มเหมือนนึกอะไรสนุกๆออก

“อ๊ะ โลกนี้...ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นหรอก ใครที่แข็งแกร่งสะดุดตามักจะตกเป็นของพวกที่แข็งแกร่งกว่า เจ้าคงโชคร้ายแหละถ้าไปเตะตาใครเข้า”

“พอๆ จะเครียดลงกระเพาะ” โซลริวเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว เขาไม่ขอฟังต่อ

“ข้าแค่อธิบาย เวลาเจอเข้ากับตัวจะได้ไม่สติแตก”

“นายพูดมาแล้ว ฉันอยากเจอพระเจ้าเร็วๆ”

“ทำไม”

“จะถามว่าต้องการอะไร”

“ในโลกของนักสู้จะเร้าร้อนที่สุดเมื่อมีจุดหมายในการแย่งชิง นอกจากแผ่นดิน อำนาจ มนตรา ที่น่ากลัวพอๆกันก็คือ ดอกไม้”

“ดอกไม้..ผู้หญิง?” โซลริวคิดตามก็พลันนึกออกว่าดอกไม้ใช้แทนผู้หญิง

“ใช่ แต่ในมารอเลียน ดอกไม้ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ดอกไม้ในที่นี่ยังหมายถึงผู้ที่งดงาม และงดงามมมากพอจะทำให้เหล่านักสู้ยอมต่อสู้เพื่อแย่งชิง”

“ฉันว่าฉันต้องหาทางออกจากมารอเลียนในเร็วที่สุด” โซลริว่าอย่างมาดมั่น กลัวได้เจอซะตากรรมที่ไม่รู้จุดหมายขึ้นมาตงิดๆ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ชอบคือเขาจะต้องตายวนเวียนอย่างนี้จริงๆหรือ เขายังไม่ตาย...หรือความจริงแล้วตายไปแล้วกันแน่

“อาร์ค”

“หือ”

“ฉันคิดว่าฉันอาจจะตายแล้ว”

“...”

“คิดูดนะ ทำไมเราถึงกลับมาที่นี่ หรือว่าฉันจะตายโดยที่ไม่รู้ตัว มารอเลียนอาจจะฆ่าเราแล้วส่งมานี่ กักขังวิญญาณของเรา”

“อะไร ทำไมเจ้าคิดแบบนั้น”

“ก็ถ้าไม่ตาย...ทำไมถึงถูกฆ่าแล้วกลับมาที่นี่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงวนเวียนอยู่ที่นี่”

“...”

“ตลอดเวลาที่นายอยู่ที่นี่ไม่เคยคิดเลยหรอ”

“..ไม่...แต่พอเจ้าพูดขึ้นมา ข้าก็คิด” เด็กหนุ่มหันมาตอบพลางทำหน้าครุ่นคิดไปด้วย

โซลริวนิ่งไปสักพักก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ ตอนที่เขาถูกฆ่าเมื่อครู่ความเจ็บปวดพวกนั้นรุนแรงจนเขาอยากตาย แต่ถึงจะเจ็บขนาดนั้นก็ยังกลับมาที่นี่เพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

พระเจ้าต้องการอะไรกันแน่..

ไม่นานร่างกายของโซลริวก็เริ่มโปร่งแสงอีกครั้ง โซลริวมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆก่อนจะลุกขึ้น

“เอาเถอะ ถ้านายไม่รู้เดี๋ยวฉันหาคำตอบเอง ระหว่างรอฉันกลับมาก็หาข้อมูลไว้หน่อยล่ะ งานนี้ฉันทำคนเดียวคงเสียเวลามากพอสมควร คงต้องร่วมมือกับนายอย่างจริงๆจังๆ”

“เรื่องนั้นไม่บอกก็ทำอยู่แล้วนะ เจ้าเองก็อย่าตายง่ายๆสิ ปล่อยให้ข้าได้คิดถึงบ้างอะไรบ้าง”

“พูดมากจริงๆ” โซลริวพึมพำอย่างหน่ายๆกับนิสัยพูดอะไรชวนหวาดเสียวของเด็กกะโปกตรงหน้าก่อนจะหายไป อาคเนย์นั่งยิ้มก่อนรอยยิ้มร่าเริงจะค่อยหายไป ใบหน้าคมถูกฉาบเรียบแทนที

“นั่นสินะ พวกเราตายไปแล้ว..รึยังนะ”

 

หลังจากตกลงมา?โซลริวก็กระแทกลงพื้นแข็งจนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งคงต้องยอมรับแล้วว่าไม่มีทางลงสู่พื้นที่งดงามกว่านี้อีกแล้ว เขาปาดเลือดออกจากมุมปากก่อนจะมองหาที่กำบัง แต่ที่นี่โล่งกว้างไปหมดราวกับดินแดนแห่งความตายที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้ นัยน์ตาสีดำสนิทหรี่ลงเมื่อลมหอมเอาฝุ่นทรายปะทะใบหน้าจังๆ

“ที่ไหนเนี่ย” เขาพึมพำก่อนจะเอาเศษดินขึ้นมาป้ายหน้า อย่างน้อยๆการพรางตัวก็อาจจะทำให้เขารอดจากการเตะตาใครเข้าตามที่เด็กกะโปกนั่นบอกก็แล้วกัน

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบมารอเลียน เวอร์ชั่นอัพเกรด แพทใหม่กำลังจะเริ่มในอีก 15 นาทีข้างหน้า ทุกท่านจะถูกปรับสถานะตามที่ระบบจัดสุ่ม

โซลริว สถานะไร้ค่า

แพทใหม่อัพเกรดแผนที่ทั้งหมดให้มีความซับซ้อนเพื่อตามหาสุดยอดผู้ที่แข็งแกร่ง ต่อจากนี้จะแจ้งความข้องใจก่อนหน้า ดินแดนมารินการ์ทเป็นเพียงการเดโม่แยกเก็บข้อมูลเริ่มต้นของแต่ละคน ระบบได้บันทึกขีดความสามรถของโซลริวเรียบร้อยแล้ว

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบล้มพระเจ้า ที่นี่คือดินแดนของมารอเลียน ทุกพื้นที่คือสนามรบ เป้าหมายของทุกคนคือล้มพระเจ้าแต่การเพิ่มความแข็งแกร่งส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับทีม การมีทีมจะนำพามาซึ่งชัยชนะที่ยังไม่มีใครทำได้

หนึ่งความปรารถนาของท่านจะเป็นจริงเพียงแค่ท่านสามารถพิชิตพระเจ้าได้

เสียงที่ดังขึ้นในหัวทำให้โซลริวขมวดคิ้ว แสดงว่าไอ้ให้รับบทเป็นคนอื่นจะไม่เกิดขึ้นอีกสินะ...

ชายหนุ่มพยายามเค้นพลังของตัวเองดูก็พบว่ามันเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แปลว่าเขาต้องแลกพลังของเขาไปอีกส่วนเพื่อลงมาที่นี่ในทุกๆครั้งจนหมดงั้นหรือ แค่คิดก็เกิดเสียงถอนหายใจ โซลริวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายก่อนจะนั่งบ้างแต่ทำได้ไม่นานเพราะร้อน

ร่างสุงโปร่งเดินไปเรื่อยจนหมดแรงริมฝีปากแห้งเช่นเดียวกับน้ำลายที่กลืนลงจนแทบไม่มีเหลืออยู่ ชายหนุ่มรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาเพราะเรี่ยวแรงถูกพลังงานความร้อนเผาพลาญไปจนหมด จนคิดว่าร่างกายไม่ไหวโซลริวถึงได้ทรุดตัวลงนั่งท่ามกลางความโดดเดี่ยวรอบตัว ลมหายใจของเขาสั่นเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยที่สะสม

ส่วนหนึ่งคงเพราะเสียพลังในการกลับลงมาที่นี่ด้วยเขาถึงได้เหนื่อยทั้งๆที่ยังไม่ทำอะไรเลยดังนั้นจึงของีบสักหน่อย เผื่อได้พักผ่อนแล้วจะคิดอะไรออก แต่เวลาสงบไม่ได้หาได้ง่ายๆในมารอเลียน โดยเฉพาะกับผู้ที่ผ่านความตายมาเพียงครั้งเดียวในดินแดนปริศนาแห่งนี้

เสียงลมหายใจโครกครากดังขึ้นเหนือหัวปลุกโซลริวเผลอหลับให้สะดุ้งตื่น พอสายตาปรับโฟกัสได้ ดวงตาสีดำก็เบิกกว้างเมื่อพบว่ามีสิงตัวสีดำตัวใหญ่ขนาดโตเต็มที่กำลังมองเขาด้วยดวงตาสีแดงเลือดของมัน โซลริวอ้าปากกว้างอย่างตกใจร่างกายไม่มีแรงขยับแม้แต่น้อยก่อนคมเขี้ยวขนาดใหญ่จะประทับลงมาสุดแรงจนได้ยินเสียงกระดูกหัก เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นทันทีเช่นเดียวกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดก่อนภาพทั้งหมดจะถูกตัด

ยามค่ำคืนอากาศหนาวสุดใจ โซลริวขยับตัวไม่ได้แต่กลิ่นเลือดกลับชัดเจน หลังจากที่ตื่นขึ้นก็พบว่ารอบตัวถูกความมืดปกคลุมไปหมด บาดแผลยังคงปล่อยของเหลวสีเข้มออกมาเรื่อยๆแม้อากาศหนาวจะทำให้เลือดแขงตัวแต่มันก็ไม่เพียงพอจะทำให้เลือดหยุดไหล

 ชายหนุ่มสบถความซวยอยู่ในใจก่อนจะทิ้งหัวลงนอนท่ามกลางความเหน็บหนาว เขารู้ดีว่าตัวเองไม่อาจรอดจนถึงเช้าพรุ่งนี้อย่างแน่นอน โซลริวได้แต่คิดอย่างหัวเสียเพราะเขายงไม่ได้ทำอะไรก็จะตายเพราะถูกกัดแล้ว

ซวยจริงๆ

โซลริวคิดปลงๆพลางมองเห็นดวงดาวและดวงจันทร์สองดวงจนกระทั้งหมดสติไปอีกรอบจึงไม่อาจรู้เลยว่ามีกระแสบางอย่างที่แสนอบอุ่นกำลังแผ่ออกมาจากร่างกาย บาดแผลเริ่มกลับมาสนามกันช้าๆ ความเหน็บหนาววยามค่ำคื่นจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่รอดของร่างสูงที่หมดสติไปท่ามกลางความหนาวเย็นแห่งนี้

ย่ำเช้า

เขารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าร่างกายไม่ได้เจ็บปวดตรงไหน มีเพียงเลือดที่เลอะเสื้อผ้าเพียงเท่านั้น ร่างกายของเขาก็ไมได้รู้สึกอ่อนแรงเหมือนเมื่อวานเลยสักนิดแต่เขาหิวมากกว่า โซลริวนั่งงงอยู่คนเดียวเพราะไม่มีใครมาตอบคำถามที่เขาสงสัยอยู่เลย

ชายหนุ่มเร่งเดินไปเรื่อยๆ ใจลอยไปไกลเพราะหลายเรื่องที่เกิดขึ้นปั่นหัวเขามากๆจนรู้ตัวอีกทีก็เข้าสู่เขตแดนชุ่มน้ำเต็มไปด้วยพืชพันธ์ โซลริวลังเลอยู่นิดหน่อยแต่ก็เดินเข้าไปในเขตอุดมสมบูรณ์ตรงหน้า และเรื่องที่ร่างกายไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใดก็ยังคงเป็นปริศนา

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ไม่มีใครให้ถามเลยสักคน

ร่างสูงย่ำเท้าลงบนแผ่นดินสีดำที่เป็นบ่อเกิดของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าก่อนที่หูจะได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนหนึ่งตัดผ่านเขาไปไม่กี่เมตร แต่พอมองหาด้วยท่าทีระแวงกลับไม่พบสิ่งใดนอกจากเสียงฝีเท้าพวกนั้นที่ดังห่างไปเรื่อยๆ โซลริวยกมือขึ้นกุมหูตัวเองอย่างฉงนก่อนที่เสียงฝีเท้านั่นจะหยุดลงกะทันหัน เขารู้สึกว่าหูเขากำลังผิดปกติ

สายลมจำนวนหนึ่งกำลังพัดผ่านร่างของชายหนุ่มผมสีดำราวกับช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียดแต่หารู้ไม่ว่ากลิ่นของเขากำลังดึงให้ผู้คนเหล่านั้นหันเหความสนใจจนวนกลับมาดูด้วยความคึกคะนอง

ร่างกายของโซลริวตอบสนองต่ออันตรายอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเขาก็ขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ด้วยความฉงน พอมองลงไปเบื้องล่างก็พบว่ามีคนสามคนพร้อมอาวุธกำลังหยุดเพื่อมองหารอยเท้าที่อาจจะไปต่อของเขาเมื่อสักครู่

ชายหนุ่มแทบกลั้นหายใจก่อนที่คนพวกนั้นจะเดินต่อไป เมื่อแน่ว่าพวกนั้นวิ่งไปไกลโซลริวถึงปีนลงมาจากต้นไม้ เขามองร่างกายตัวเองอย่างสำรวจก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่หูกลับได้ยินเสียงไกลกว่าที่เคยได้ยิน

ความปั่นป่วนและเรื่องหมายคำถามเกิดขึ้นในหัวของโซลริวแทบจะทันทีจนร่างสูงต้องยกมือขึ้นกุมขมับ แต่หูของเขากลับขยับอีกครั้งเมื่อมีเสียงประหลาดๆกระทบเข้ามา ดวงตาสีนิลเบนไปมองทิศทางของเสียงก่อนความอยากรู้อยากเห็นจะผลักให้เขาเดินไปหาต้นตอ

เมื่อเข้าใกล้โซลริวก็พบว่าเจ้าเสียงแปลกๆนี่ดังออกมาจากไข่ ?

มันน่าจะเป็นทายาทร้ายๆของสัตว์ชนิดหนึ่งที่โซลริวก็ไม่เคยเห็น ตามปกติแล้วถ้าเก็บไปก็คงโชคดีได้สัตว์ในเทพนิยาย มั้ง? ร่างสูงรู้สึกเวทนาจึงอุ้มมันขึ้นมาแล้วแบกกลับไปด้วย แต่เขาก็ไม่รู้จะไปที่ไหนได้อีก ถ้าให้เลือกป่ากับคนน่ากลัวๆที่เขาเพิ่งเจอเมื่อกี้ก็เขาเลือกอย่างแรก

เขาตัดสินใจเก็บไข่กลับมาด้วย และตัดสินใจอยู่ในป่าเพื่อพลางตัวออกจากสิ่งที่ไม่รู้ภายนอกนั่น โซลริวยังฝันเห็นเจ้าสิงโตตัวนั้นทุกคืนแต่ในฝันมันไม่ได้ทำอะไรนอกจากปรายตามองเขาอย่างหยามเหยียดแล้วเดินหนีไป

จนถึงตอนนี้โซลริวก็อยู่ในป่ามาได้ 9 วันแล้ว

ชายหนุ่มมองบ้านบนต้นไม้ของตัวเองอย่างภูมิใจแม้ว่ามันจะไม่สะดวกสบายแต่มันก็มีที่ให้เขานอน มันคงอุ่นใจกว่าก่อกองไฟนอนที่พื้นแล้ววันดีคืนดีมีสัตว์ร้ายจู่โจม นอกจากจะหวาดเสียงแล้วยังทำให้เขารู้สึกเหนื่อยเพราะระแวงอยู่ตลอด

เขาเคยผ่านความหวาดกลัวแบบนี้มามากพอเลยพอจะรู้ว่าต้องเอาตัวเองออกจากความรู้สึกแบบนี้ยังไง

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่โซลริวเดินตรวจเส้นทางที่อยู่รอบๆอาณาเขตที่เขาทำไว้ และยังได้เจอนกกระจอกเทศตัวใหญ่ใจดุวิ่งไล่จนป่าแทบแตก แม้จะเป็นเรื่องที่โซลริวไม่ค่อยอย่างพูดแต่มันก็สมควรที่เขาจะโดนแล้ว

เพราะโซลริวไปเอาไข่ของพวกมันมาทำเป็นอาหาร...

..นั่นแหละ ถ้าไม่ทำอย่างนั้นจะรอดตายมั้ยละ

หลังจากหนีสุดชีวิตและคิดว่าสลัดตัวร้ายออกจากชีวิตได้สักพักโซลริวก็วนกลับมาที่บ้าน จุดไฟไว้รอบๆพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงไม้นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ตลอดอาทิตย์กว่าๆที่โซลริวอยู่ที่นี่ เขาได้เรียนรู้ว่าทุกๆวันจะมีคนตกลงมาจากฟ้าและถูกเจ้าสิงโตตัวใหญ่เขมือบทันที

แต่น่าแปลกที่มันเป็คนละตัวกับที่โซลริวเจอ

ช่างเถอะ เรื่องแบบนั้นมันก็ไม่ได้น่าสงสัยหรอก ที่น่าสงสัยคือคนที่รอดจะผ่านป่านี่ไปและไม่กลับมาอีก แต่ใครที่ตายเพราะเจ้าสิงโตนั่นคงต้องตกลงมาเรื่อยๆอยู่แบบนั้นจนกระทั่งครั้งที่โซลริวได้มีโอกาสเห็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า

ล็อค

สองวันก่อนโซลริวออกไปที่รอบต่อระหว่างป่ากับดินแดนแห้งแล้งเพื่อนับดูว่าวันนั้นมีคนลงมาที่นี่กี่คน เขาแอบฟังพวกที่รอดออกมาจากที่นั่น หนึ่งในสามคนที่รอดเข้ามาในป่ากลับมีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างจากคนกำลังตาย แต่ที่มันชวนขนลุกคงเพราะร่างของเจ้านั่นกลายเป็นหินสีม่วงแล้วลอยหายขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที

สองคนที่เหลือคุยกันว่ามันคือ ล็อค หมายถึงผู้ที่ถูกผนึกพลังอย่างสมบูรณ์เพราะค่าพลังไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในดินแดนต่อไป หรือจะเข้าใจให้ถูกคือการที่จะอยู่ที่นี่ได้ต้องอาศัยพลังเป็นสำคัญ ในเมื่อพลังไม่มีค่ามากพอก็จะถูกกำจัด

และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กลายเป็นล็อคไปอยู่ที่ไหน

โซลริวถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ท้องฟ้าส่งเสียงรุนแรงอยู่เนื่องๆบอกให้รู้ว่ามีคนใหม่ลงมาเพิ่ม โซลริวไม่คิดจะวิ่งไปดูอีกแล้วเพราะเขาเริ่มชิน คนที่มาในเวลากลางคืนส่วนใหญ่จะตายกันหมด เขายังไม่เคยเห็นใครรอดมาในยามวิกาลเลยสักคน

โซลริวมองไข่ใบเท่าลูกบอลที่วางอยู่มุมห้องก่อนจะหลับตาลงเหมือนทุกวัน เขายังคงรู้สึกเหมือนปิดตาเดินในที่มืด เช่นเดียวกับไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ไม่มีคำตอบอะไร คนอื่นๆก็ไม่น่าไว้ใจ มีคนหนึ่งที่ลงมาจากฟ้าโซลริวรู้สึกสงสารเลยช่วยไว้แต่คนๆนั้นก็ไม่รอด

เขาเห็นความตายตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เลยมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่า สักวันเขาก็ต้องตายเหมือนคนพวกนั้นและกลับมาใหม่จนกว่าใครสักคนจะล้มพระเจ้าได้ วังวนนี้ถึงจะจบลง

 

เช้าวันใหม่มาเยือน โซลริวรู้สึกได้ถึงความเปียกชื่นที่พรมอยู่ทั่วหน้า พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่ามีใครบางคนนั่งจ้องหน้าอยู่ใกล้แค่นี้จนต้องหดคอกลับอย่างตกใจ

“อะไร”

“เหงื่อเจ้าออกเยอะเลย”

“ไม่ ท่านน่ะ เป็นใคร เข้ามาได้ไง”

“ข้างอยู่ในนั้น” คนแปลกหน้าพูดขึ้นหน้าซื่อๆก่อนจะชี้ไปที่เปลือกไข่ที่แตกออก โซลริวอ้าปากค้างก่อนจะมองคนพูดที่นั่งเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้า

ฉ่า

โซลริวละสายตาจากภาพตรงหน้าก่อนจะเอามือขึ้นก่ายหน้าผากที่มีอุณหภูมิสูงทันทีที่ตั้งสติได้ความจริงอยากเอาเท้าก่ายหน้าผากมากกว่า ไข่ที่เก็บมาวันนั้นกลายเป็นคน...และเป็นบุรุษที่งดงามเกินกว่าจะเป็นบุรุษ...

เขารีบกุลีกุจอหาเสื้อผ้าจากช่องมิติออกมาให้อีกฝ่ายใส่โดยไม่มองให้เสียลูกตาและเสียประสาท เสียงถอนหายใจของเขายังคงดังขึ้นเป็นพักๆเมื่ออีกฝ่ายแต่งตัวเสร็จแล้วแต่กลับมองเขาราวกับมีอะไรจะพูด แถมยังไม่ยอมติดดระดุมดีๆอีก

“มองอะไร” โซลริวถามเสียงห้วนอย่างปลงนิดๆ

“มองเจ้าไง”

“มีปัญหาอะไร” ในเมื่ออีกฝ่ายตอบตรงๆเขาก็กล้าถามตรงๆเหมือนกัน

“ไม่แน่ใจว่าเจ้ารู้จักวิถีชีวิตของพวกข้ามั้ย” เสียงทุ้มสวนทางกับดวงตาสวยกล่าวขึ้นแต่พอเผยยิ้มแล้วความเป็นบุรุษก็สาดแสงราวกับพระอาทิตย์ยามบ่าย

“...”

“แต่เจ้ามาเป็นคู่ของข้าเถอะ”

“...”

“นะ”

โซลริวไม่ได้ตอบรับเพราะมั่วแต่ตกตลึงกับมายาตรงหน้ารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนมืออีกฝ่ายเลื้อยผ่านชายเสื้อเขามาจนชวนจั๊กจี้ปนขนลุก มือเรียวยาวถึงได้ฟาดสันมือจนลงหน้าผากอีกฝ่ายจนต้องร้องโอดโอ้ยเพื่อระบายความเจ็บ

“โทษที เผลอรุนแรงไปหน่อย” เขาระบายรอยยิ้มสะใจในรอบหลายวัน

“เจ้าไม่ตกลงก็บอกดีๆสิ”

“ช่วยไม่ได้มือไวเองนะ หึๆ” โซลริวหัวเราะปลงๆก่อนจะเดินออกจากห้องและปีนลงข้างล่าง เขาส่ายหน้าปลงๆก่อนจะได้ยินเสียงอีกคนไล่หลังลงมา

“นี่ เจ้าไม่คิดจะถามว่าข้าเป็นใครหน่อยหรอ”

“ไม่จำเป็น นอกจากความลามก ท่านไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร”

“แร๊ง” เสียงงอนดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะมาปรากฏตรงหน้า โซลริวมองอีกฝ่ายหน่ายๆ สาบานเถอะว่าคนตรงหน้าออกมาจากไข่จริงๆ ดูไม่เหมือนเด็กแรกเกิดอะไรเทือกนั้นเลย

ไม่ใกล้เคียงด้วย

หรือว่าเขาจะกินของในไข่แล้วมาตีเนียน

“ข้าพูดจริงนะ โซลริว ข้าต้องมีคู่พันธะสัญญา”

“อืม” เขาเดินเก็บฟืนอีกฝ่ายก็ยังคงตามมาเรื่อยๆ ดีหน่อยที่ช่วยเก็บฟืน ถือว่าอยู่เป็นไม่น้อย ถ้าไม่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างเช่นเลื่อยมือแบบเมื่อเช้ากับรู้ชื่อเขาโดยที่เขายังไม่ได้แนะนำตัว เขาคงพูดด้วยมากกว่านี้

“ข้าเป็นราชาปีศาจนะ ถ้าไม่ทำพันธะจะต้องถูกจับแต่งตั้งเป็นราชาแน่ๆ”

“เกี่ยวกันหรอ” โซลริวหันไปถามเพราะมันดูไม่สมเหตุสมผลและไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด ฟังไม่ขึ้นด้วยแล้วมีที่ไหนมีบอกว่าราชาปีศาจออกมาจากไข่ นี่มันมิจฉาชีพที่โกหกในโกหกอีกทีหรือเปล่า

“เกี่ยวสิ ข้าไม่อยากเป็นราชา”

“แล้วเกี่ยวกับทำพันธะสัญญาตรงไหน”

“ถ้าทำพันธะข้าก็จะเอาเจ้ามาอ้างได้ไง”

“กับผมที่เป็นผู้ชายเนี่ยหรอ” ถ้าตอบว่าน่ารักแหมือนที่พวกแฝดพูดกรอกหูทุกวันเขาจะทุบคนตรงหน้าด้วยโพเดียม

“เปล่า เจ้าดูเงียบๆไม่น่ามีพิษภัย..” ราชาปีศาจพูดพลางมองดวงตาสีดำกระจ่างใสตรงหน้าที่มองเขาด้วยความงงงวยปนใสซื่อดูเป็นมิตร เหงื่อเม็ดใหญ่ซึมลงมาเล็กน้อยยิ่งยามผิวสีขาวถูกแสงแดดยามเช้าแตะต้องจนแก้มสองข้างแดงเฝื่อนดูมีชีวิตชีวา ราชาปีศาจรู้สึกถูกซะตา...

โซลริวหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนเดินไปเก็บฟืนต่อ จู่ๆก็รู้สึกสงสัยขึ้นมา

“แล้วทำพันธะสัญญา มันทำยังไง”

“เจ้าจะตกลงหรอ”

“..แล้วมันทำยังไง”

“จุมพิต” ราชาปีศาจตอบทีเล่นทีจริงด้วยรอยยิ้มพลางมองโซลริวอย่างนึกชอบใจ

“ตัวใครตัวมันเถอะ”

เขาหันหลังเดินพร้อมถอนหายใจออกมาหลายรอบในเช้านี้เพราะคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นราชาปีศาจ มิหน่ำซ้ำยังมาขอให้ทำพันธะสัญญาด้วยการจุมพิตเนี่ยนะ เขาคิดว่าชาตินี้จะไม่จูบกับใครไม่แต่งงานและจะหนีไปบวชแทนเพราะความวุ่นวายที่พบเจออยู่ทุกวี่ทุกวันนี่แหละ

“ข้าจะรอให้เจ้าเปลี่ยนใจ เพราะถ้าทำพันธะ แน่นอนว่าเจ้าจะมีพลังเทียบเท่าข้า”

“...”

“ข้าน่ะ อาจจะเป็นสัตว์เวทของเจ้าก็ได้..ใครจะรู้ละ ใช่มั้ย” ชายหนุ่มบรรจงพูดแต่โซลริวไม่คิดจะอยู่ฟัง แต่ถึงอย่างนั้นราชาปีศาจกับยิ้มกว้างอย่างคนบ้า ยามมองเด็กน้อยในสายตาของตนเดินหัวเสียและพึมพำว่า สัตว์เวทที่ไหนมันทำพันธะสัญญาด้วยการจุมพิต

เชื่อก็โง่แล้ว!

โซลริวโคตรรู้สึกปลงกับเวลานี้เป็นอย่างมาก จะไล่อีกฝ่ายไปทุกวิถีทางก็ไม่ได้ผลเลยจึงได้แต่ปล่อยและรักษาระยะห่างเอาไว้แต่ไม่วายถูกตามก่อกวนทั้งวัน เขามองเห็นเค้าความวุ่นวายตามมาทันทีที่เจอคนตรงหน้า

แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดลอยๆด้วย

เสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังตรงมาทางนี้ด้วยความเร็ว เขามองเห็นการปะทะที่ฝ่ายตนมีแต่เสียกับเสีย จึงตัดสินใจลากราชาปีศาจให้ออกวิ่ง ถึงจะอ้างว่าเป็นราชาปีศาจแต่โวลริวยังไม่อยากถูกเจอตัวและไม่ขอเสี่ยงทายเรื่องความสามารถของคนที่บอกว่าออกมาจากไข่แน่นอน

จะกล่าวในแบบมุมกว้างที่โซลริวได้รู้ ที่นี่จะเข่นฆ่าคนอ่อนแอเพื่อล่าแต้มด้วย การต่อสู้ที่มองไม่เป็นจุดประสงค์จริงๆของมันกำลังดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยม เป็นสาเหตุว่าทำไมโซลริวถึงไม่ยอมออกจากป่าแต่ไปหาเรื่องตีกับนกกระจอกเทศแทน

“รีบไปไหนของเจ้า”

“มีคนกำลังมาทางนี้”

“หูดีจริงๆนะ”

“หุบปากดิ” โซลริวหันไปมองคนพูดมากด้วยความกังวลเพราะกลัวว่าพวกอื่นจะได้ยินเข้า เขาดันราชาปีศาจร้ายๆเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ก่อนที่ตัวเองจะแยกไปหลังพุ่มไม้อีกด้าน เสียงฝีเท้าจำนวนมากเต็มป่าไปหมดราวกับมีคนกลุ่มคนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ไม่ต่างจากมดปลวกพร้อมดึงมีดสั้นที่เก็บมาได้เข้ามาไว้ในมือด้วยความตื่นกลัวที่จะใช้งาน

เขาไม่พร้อมสู้กับใครในเวลานี้จึงอยากหลีกเลี่ยงมากที่สุด

ฉึก

วิถีธนูเสียดเส้นผมของโซลริวไปเล็กน้อย ชายหนุ่มเบิกตากว้างก่อนจะตัดสินใจตัดเชือกที่ขึงอยู่ด้านหลังทันที

ฟึบ

เสียงเชือกที่ขาดสะบั้นดังขึ้น ราชาปีศาจมองทุกสิ่งด้วยความฉงนเชือที่ขาดจะหายวับไปตามแรงดึงจากอีกฝั่งจนมองไม่ทันเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นทั่วทั้งป่าพร้อมกับแสงมากมายที่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

ราชาปีศาจมองชายหนุ่มที่ยกมือแตะใบหน้าลวกๆแต่ก็มีเลือดติดออกมาบนปลายนิ้วอย่างแปลกประหลาดและชื่นชมในเวลาเดียวกัน กับดักในป่านี้ยังคงทำงานต่อเนื่องจนกระทั่งเสียงกรีดร้องสุดท้ายจบลง การสังหารหมู่จบลงโดยที่คนลงมือไม่ได้ขยับจากที่เดิมเลยสักนิด

“โซลริว”

“ไม่ต้องพูด ผมไม่ค่อยชอบ” โซลริวพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรไม่ว่าจะชื่นชมหรือด่าทอเขาก็ไม่อยากได้ยิน เขาไม่ได้ยินดีกับการเข่นฆ่าสักหน่อย แต่บางทีมันก็ไม่มีทางเลือก ในโลกใบนี้ถ้าไม่ฆ่าก็ต้องถูกฆ่า อีกอย่างโซลริวถูกหมายหัวแล้วไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะถูกตามล่าแน่นอน

“ไปซะ”

“พูดอะไรของเจ้า”

“ผมขยับแล้ว จากนี้ไปท่านอาจจะซวยไปด้วย” เพราะลงมือฆ่าก็เท่ากับว่าประกาศการมีตัวตน โซลริวไม่อยากแบกใครไว้ข้างหลังหรือเป็นสาเหตุให้ใครต้องมาตาย เขาต้องย้ายที่อยู่ก่อนจะถูกฆ่าตายตามกฏของที่นี่ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีวันได้เจอกับพระเจ้าของโลกนี้แน่ๆ

พลังของเขาไม่ได้มีมากมายสักหน่อย ขีดจำกัดของพลังที่มีตอนนี้คงเหลือไม่เหลือสามครั้ง และสามครั้งที่ว่านี้เขาไม่อย่างเสี่ยงใช้โดยไม่จำเป็น ถ้าต้องตายก็ขอให้ได้เบาะแสอะไรสักอย่างก่อนกลับไปเจอกับอาคเนย์

ราชาปีศาจมองเด็กหนุ่มที่ยืนใช้ความคิดราวกับหลุดเข้าโลกส่วนตัวไปแล้ว เพราะว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามรักษาชีวิตตัวเองแบบนี้ละมั้ง เขาถึงได้ลงทุนมาดูให้เห็นกับตา พอรู้ตัวอีกทีก็ยกมือขึ้นระนาบเดียวกันกับใบหน้าของโซลริวแล้วรักษาแผลที่เปื้อนเลือดกลิ่นหอม

โซลริวมองคนที่สูงกว่าด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะรู้สึกถึงพลังเวทมหาศาลที่สัมผัสผ่านได้จากปลายนิ้วที่ลูบผ่านร่องรอยแผลสดบนใบหน้าอย่างเบามือ

ไม่ใช่แค่พลังมหาศาลแต่ความสามรถในการปกปิดก็อยู่ในขั้นที่เกือบสุดยอดเหมือนกัน ถ้าไม่ตั้งสมาธิดีๆก็คงไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่คนตรงหน้าอยู่กับเขา ราชาปีศาจสะกดพลังตัวเองไว้จนแทบไม่รู้สึกอะไร

โซลริวมองคนตรงหน้าด้วยความแปลกใจ

“ถ้าเจ้ายอมเป็นคู่พันธะสัญญากับข้า เจ้าจะได้มันไปทั้งหมด”

เรื่องแบบนั้นใครเขาจะไปทำกันล่ะ ถึงโซลริวจะมีความโลภมากและรักสบายแต่เรื่องนี้เขาคงทำไม่ได้หรอก จะให้จูบกับคนที่ไม่ได้ชอบก็อารมณ์เสียขึ้นมานิดๆแล้ว แถมอีกฝ่ายยังดูเจ้าเล่ห์ชอบกล

“ผมไม่จูบกับคนที่ไม่ได้ชอบครับ”

ราชาปีศาจยืนเหวอสักพักก่อนจะหัวเราะในลำคอเมื่อโซลริวเดินไปไกลแล้ว ดูท่าคงจะออกเดินทางไม่กลับบ้านหลังเดิม ร่างสูงจึงออกติดตามอีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกสนใจขึ้นมาไม่น้อย โซลริวเนี่ย นอกจากจะดูซื่อๆไม่สนอะไรแล้ว เรื่องความรักนี่คงจริงจังสุดๆสินะ

เสียงหอบหายใจของใครบางคนที่ยังไม่ถูกฆ่าตายดังขึ้นแผ่วเบา ถึงอย่างนั้นร่างสูงผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงก็จับตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ เพียงร่างสูงปรากฏตัวขึ้นคนที่เจ็บปางตายก็เริ่มลนลาน

“ท่าน..”

“...”

“ท่านโนอาร์ ได้โปร...”

ร่างสูงไม่เปิดโอกาสให้คนแพ้ได้พูดต่อ แสงสีฟ้าลอยขึ้นเหนือหัวแล้วหายลับไป โนอาร์ตีหน้าเรียบเย็นยามกวาดสายตาหาร่องรอยของผู้ที่สังหารคนหมู่ใหญ่ ดวงตาสีแดงเคลือบไปด้วยความกระหายในการเข่นฆ่าก่อนจะเดินตามรอยเท้าที่ทิ้งกลิ่นหอมๆเอาไว้เป็นเอกลักษณ์จนอบอวลในจมูก

ไม่ว่าเจ้าของกลิ่นนี้จะเป็นใคร แต่คนที่ได้มาจะต้องเป็นเขาเท่านั้น...

 

TBC.

 

ไม่วาย..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #7 PerFunNii (@namidaingthong) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 09:54
    ขอยาดเกลียดทอล์ก..."ไม่วาย".... จิ้นได้ใช่มั้ยคะ55555 //ขอจิ้นโซลริวกับน้องอาร์คได้มะ....
    #7
    0