Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 9 : บทที่ 7 วันหนึ่งกับการหลงทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 678
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่ 7- วันหนึ่งกับการหลงทาง

ที่สภาเวทมนตร์มีเรื่องมากมายให้สะสาง เหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบกำลังทำหน้าเคร่งเครียดเมื่อมองเห็นความปั่นป่วนที่อยู่ในเขตป่ามืด ที่นั่นมีสัตว์ชั้นต่ำและอสูรกายมากมายซึ่งพักหลังๆพวกมันก็ออกจากป่าเพื่อมาทำร้ายชาวบ้านและก่อความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน

“สายรายงานว่าพวกมันกำลังหาบางอย่าง”

“ที่ป่ามืดได้ยินว่ามีผู้กล้าเข้าไปดูแล ถ้าหาเขาเจอก็อาจจะมีรู้สาเหตุก็ได้”

“ผู้กล้าอายุสามพันปีน่ะนะ ใช้ว่าหนีไปแล้วหรือ”

“ใจเย็นๆก่อนทุกคน”

เสียงผู้เฒ่าชินจาแทรกขึ้นเมื่อเห็นว่าเหล่าผู้อาวุโสกำลังถกกันด้วยคลื่นโทสะที่กำลังจะส่งสัญญาณปะทุ ดวงตาสีน้ำตาเปลือกไม้ฉายแววเรียบเฉยเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่ทอดออกมาอย่างไหลลื่นดูไม่เหมือนคนมีอายุ ผู้เฒ่าชินจาเป็นบุคคลที่น่าย่ำเกรงที่สุดในนี้จึงไม่แปลกที่ไฟจะดับมอดดับง่ายๆเมื่อท่านเอื้อนเอ่ย

“ด้วยอำนาจของคำสาปก็มีความเป็นไปได้ที่ป่ามืดกำลังอ่อนแรงหลังจากกักขังเหล่าปีศาจชั่วช้ามามากมาย” ท่านผู้เฒ่าถอนหายใจเหนื่อยๆ “ด้วยพันธะของคำสาปที่โยงใยไปทั่วโอเทียร์ร่ายากแท้จะแก้ไขก่อนกาลกำหนดจะหมดลง ข้ามีความเห็นว่าพวกเราต้องสร้างแกนเวทใหม่ให้ป่ามืด เพื่อใช้มันเป็นที่กักขังจอมมารต่อไปไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่าป่าแห่งนี้อีกแล้ว”

“พูดง่ายแต่จะทำได้หรือ พวกเราที่เป็นผู้อาวุโสแม้จะมีพลังมากมายพอจะสร้างแกนเวทได้สิบอันก็ยังได้แต่เมื่อใดที่ย่างเท้าออกไปจากสภาเวทมนตร์มักจะเรียกปีศาจร้ายเข้าหาเสมอ ชาวบ้านก็เดือดร้อนไปทั่ว”

เป็นคำสาปที่จอมมารเมเทียสสร้างขึ้นเพื่อปิดผนึกเหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบไม่ให้ออกมาข้างนอก ดั่งเช่นคำกล่าวที่ว่าแม้ข้าตายพวกเจ้าก็ต้องตายด้วย เพราะเหตุนี้ผู้อาวุโสที่มีพลังมากมายเทียบเคียงกับเทพจึงไม่สามรถออกไปข้างนอกได้เลย

ผู้เฒ่าชินจาหัวเราะ “เราตามหาผู้ที่มีพลังหลับใหลอยู่ในตัวมาตลอด ตกมาปีนี้ดารันทำนายว่าอาวุธของเหล่าทวยเทพทั้งแปดจะกลับมารวมกันอีก ข้ารู้สึกว่าเราจะหาคนที่สร้างแกนเวทได้ทันกาลนะ”

ดารันคือเทพพยากรณ์ผู้สืบอำนาจจากเทพพยากรณ์โดยตรง นางเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่น่านับถือแม้จะตาบอดแต่คำทำนายมักแม่นยำเต็มร้อย

“แต่ใครละ”

“นั่นสิ” เสียงใคร่รู้ถามถึงเพราะหากเป็นดั่งที่กล่าวมาก็อยากเจอตัวกันเร็วๆ

“ดารันกล่าวว่าเขาหลับอยู่”

“อ้าว แล้วแบบนี้จะสร้างแกนเวทยังไง”

“อืม ข้าก็สงสัยเหมือนกัน เทพพยากรณ์บอกว่าเด็กคนนั้นจะลงมือเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่...ดาบสองคมย่อมมีขอเสียเสมอ” ผู้เฒ่าชินจาพึมพำเสียงเบาหวิวจนไม่มีใครจับกระแสสำเนียงได้ ดังนั้นตอนนี้เหล่าผู้อาวุโสจึงมีคำสั่งให้มองหาอัญมณีที่ดารันกล่าวถึงในทันที

 

เช้าวันใหม่มาเยือน โซลริวไม่ได้ถูกปลุกให้ขึ้นมากินข้าวเช้านับว่าเป็นการกระทำที่ดีเลิศที่สุดเท่าที่โซลริวปรารถนา เขาได้นอนจนหนำใจตื่นมาอีกทีช่วงบ่ายนิดๆ ยังเห็นเรย์จินนอนอยู่บนเตียงด้วยสภาพเปลือยท่อนบนท่าทางการนอนไม่สมกับที่เป็นไอดอลเลย

ถัดมาคือเซเรฟที่นอนนิ่งมือสองข้างประสานกับบนหน้าอกลมหายใจผ่อนเข้าออกช้าๆ นี่ก็เป็นคนที่นอนได้น่าคารพนับถือมากๆ หากเอาดอกไม้มาปักไว้ในมือน่ะ ใช่เลย

โซลริวหันมองเพดานสีขาวสะอาดตากลิ่นหอมๆของแป้งยังคงอบอวลในห้อง เขาสูดมันเต็มปอด ได้ยินเสียงนกดังอยู่หลังระเบียงแต่ไม่ได้น่ารำคาญ ความสงบในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งดีๆรับวันใหม่จริงๆ นอนได้สักพักก็เคลิ้มหลับไปอีกจนบ่ายสามเซเรฟถึงได้มาปลุก

“ง่วงอยู่รึเปล่าครับ” น้ำเสียงของคนผมเงินดังขึ้น ดวงตาสีอำพันฉายแววเป็นห่วงเป็นใยเพราะเซเรฟรู้สึกว่าการที่โซลริวได้นอนอย่างเต็มที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง เซเรฟไม่มีพี่น้องเขาไม่ถนัดดูแลใครแต่พอมีเพื่อนที่ต้องมาอยู่ร่วมกันแบบนี้ก็กังวลนิดหน่อย

“ผมเอาอาหารจากใต้ตึกขึ้นมาให้”

“ขอบคุณนะ” โซลริวตอบรับก่อนจะลุกขึ้นมาอย่างไม่อิดออด ดวงตาสีนิลเข้มที่ถูกเปิดเผยยามไร้ปรอยผมปกปิดดูกระจ่างใสกว่าทุกทีพร้อมรอยยิ้มเล็กๆเซเรฟมองเห็นแบบนี้ก็กลั้นยิ้มไม่ไหวเหมือนกัน พอจับจุดได้แล้วว่าถ้าได้นอนอย่างเต็มทีโซลริวก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง

โซลริวกินข้าวอาบน้ำก่อนจะอยู่ในชุดโทนเข้มแม้ว่าใครๆจะชอบล้อว่าเขาซีดจนเหมือนแวมไพร์เมื่อใส่เสื้อสีดำแล้วยิ่งทำให้เห็นว่าเขาผิวซีดแค่ไหนแต่เขาก็ไม่แคร์ เสื้อสีดำกับกางเกงน้ำเงินขาสามส่วนถูกหยิบมาใส่บนตัวเรียบร้อย ตั้งแต่อาบน้ำออกมาก็ไม่มีวี่แววของเซเรฟอยู่ เขาเช็ดหัวให้แห้งแล้วโยนผ้าลงตระกร้าพร้อมจัดของเข้าตู้เพราะเมื่อวานไม่ได้ทำเมื่อเสร็จทุกอย่างเขาก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกรอบอย่างมีความสุข

 

เรย์จินสำรวจพื้นที่รอบๆมหาลัยจนเหนื่อย ตั้งแต่เช้าๆเพื่อนอีกสองคนที่ยังไม่ยอมตื่น เขาเองก็ไม่อยากปลุกเพราะเมื่อวานก็หนักหนาอยู่เหมือนกันเลยย่องออกมาข้างนอกก่อน ตามกำหนดการแล้ววันนี้คนเข้าย้ายเข้ามาในหอเยอะแน่นอน

ถึงเขาจะเป็นไอดอลที่คลุคลีอยู่กับคนจำนวนมากแต่เอาเข้าจริงเขาก็ชอบการปลีกตัวออกมาอยู่ในที่สงบๆซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากเหมือนกัน

แต่เห็นว่าอีกสองวันอาร์เทลจะเปิดเรียนอย่างเป็นทางการดังนั้นเรย์จินเลยเดินกลับไปที่ห้องอีกที

พอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นว่าโซลริวยังนอนอยู่บนเตียง สภาพเหมือนคนไม่เคยได้นอนจนต้องส่ายหน้า

“โซลริว”

“หืม” เสียงครางรับทันที โซลริวเปิดตาขึ้นมามองนิ่งๆทำให้เรย์จินสังเกตได้ว่าโซลริวตื่นเร็วกว่าที่คิด ดวงตาสีนิลจ้องกลับมาอย่างกดดันให้พูดเร็วๆ

“ไปตัดชุดกันเถอะ ฉันรู้ว่าหน้าอย่างนายยังไม่ทันได้ทำอะไร”

ไม่นานเซเรฟก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับหนังสือที่มีสามห่อใหญ่ๆ “อ้าว...คุณเรย์จินกลับมาแล้วหรอครับ”

“ไปกัน” เรย์จินหันไปชวน เซเรฟทำหน้างุนงงพลางวางหนังสือลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ตอบอะไรก็โดนลากออกไปพร้อมกันสามคน โซลริวไม่ได้พูดอะไรมาก รายนั้นเอาแต่ห้าววอดๆพร้อมมองคนอื่นๆราวกับว่าเป็นของแปลกตา

ความจริงแล้วโซลริวไม่ชอบที่ที่คนเยอะๆ เขาเป็นประเภทที่จำทางไม่ค่อยได้ เว้นแค่ตอนจริงจังหรือตั้งใจอันนั้นได้อยู่ อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้สำรวจที่นี่ดีถ้าหลงขึ้นมาก็กลับไม่ได้ด้วย ตรงนี้คนเยอะแยะไปหมด นอกจากหนวกหูแล้วยังมีสายตาแปลกๆ

“อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่นะ” เขาพึมพำทำให้เรย์จินที่เดินนำหันมามอง

“ทำไม”

“ฉันไม่มีสติ”

“แบบนี้ก็ได้หรอวะ”

“เออ ห้ามลืม” โซลริวพูดนิ่งๆตามฉบับก่อนจะได้เสียงของเราะของเรย์จินดังประกอบตลอดทาง

“ไม่ทิ้งหรอกน่า ตามพ่อมาเลยลูก”

 

ที่อาร์เทลมีคนอยู่หลายประเภท เสียงพ่อค้าแม่ค้ายังดังขึ้นเรื่อยๆเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้น่าสนใจ สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยและของวิเศษคนก็เยอะจนเบียดเสียด โซลริวไม่ชอบอะไรเป็นพิเศษและรสนิยมของเขาก็มักจะเกิดขึ้นน้อยมากแล้วแต่สถานการณ์ ส่วนที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจเว้นแต่อาหารมากมายที่มีประปรายตลอดสองข้างทาง

ขากลับค่อยซื้อแล้วกัน

พวกเราเดินเข้าไปในร้านซ่อมซ่อที่อยู่ท้ายๆไม่ค่อยมีคนเดินเข้าออก เรย์จินเดินนำเข้าไปต่อด้วยเขาและปิดท้ายด้วยเซเรฟที่เดินช้านิดหน่อยเพราะดูจะเจอของถูกใจหลายชิ้น ภายในร้านมีช่างตัดเสื้อตัวสูง เป็นผู้ชายผมหยักศกผิวขาวดูใจดีเหมือนผู้ชายอ่อนโยนที่คนอย่างเรย์จินไม่น่าจะรู้จักได้ นอกเสียจากความไอดอลของมันคงไม่มีอะไรที่จะทำให้คนต่างขั้วรู้จักกันได้

บรรยากาศข้างในกลับแตกต่างจากข้างนอก ที่นี่มีกลิ่นหอมของดอกไม้และสงบมากๆจนรู้สึกผ่อนคลาย ในร่ายก็กว้างขวางราวกับอยู่ในร้านหรูหรา ถ้าไม่เห็นสภาพข้างนอกว่าธรรมดาก็ดูไม่ออกเลยว่าที่นี่มันใหญ่มากๆ

“ยินดีต้อนรับครับ” เสียงพ่อค้าทักท้ายพร้อมส่งรอยยิ้มให้อย่างเป็นมิตร โซลริวโค้งหัวให้เล็กน้อยก่อนจะมองหน้าเรย์จินแทน บางทีการจ้องตาคนอื่นก็ไม่ใช่สไตล์ของเขาเท่าไร

“คุณอีธานสบายดีนะครับ” เรย์จินเปิดประโยคพร้อมยิ้มดูดี คุณอีธานก็หัวเราะพร้อมพยักหน้าก่อนจะหันมองพวกเขาทั้งสาม

“มาตัดชุดงั้นสิ” คุณอีธานถามพร้อมกับเดินไปเอาสมุดดิสอและสายวัด

“ครับ พวกเราอยากได้ชุดยูนิฟอร์มที่ต้องใส่เรียนทั้งหมด”

“ได้ๆ เดี๋ยวัดตัวแล้วตัดเลย” คุณอีธานดูกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วและเป็นธรรมมชาติมากๆ แค่แป๊ปเดียวพวกเขาก็ได้ชุดมาทั้งหมด งานนี้เสียเงินไปเยอะเหมือนกัน ดีที่โซลริวมีเงินเก็บอยู่บ้างไม่อย่างนั้นคงลำบาก

“ไว้คราวหน้ามาอีกนะครับ ขอบคุณที่ใช้บริการนะเด็กๆ”

เสียงไล่หลังตามมาก่อนจะค่อยหายไปเมื่อพวกเขาก้าวออกมาจากร้าน ในมือของพวกเขามีถุงเต็มมือเพราะซื้อหลายตัว คุณอีธานบอกว่าการเรียนที่อาร์เทลปัญหาหลักๆก็คือเสื้อผ้าชอบขาดเพราะใส่ลงไปสู้กันออกจะบ่อย

โซลริวได้ฟังก็ถอดใจเพราะไม่อยากมีเรื่องให้วุ่นวาย เขาคิดไว้แล้วว่ายิ่งเรียนสูงขึ้นการทดสอบต่างๆก็ย่อมเข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม แต่ไม่คิดว่าช่างตัดเสื้อจะเอ่ยปากบอกขนาดนี้ เขาได้แต่ภาวนาว่าอย่ามีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเลย

ขอเถอะ

แต่พระเจ้าก็ปฏิเสธ

“เขาว่าเด็กผมดำตัวสูงๆนะ”

“ผิวซีดๆ”

“เรียนที่นี่แหละ”

“จะใช่รึเปล่านะ”

“เรื่องอะไรหรอ”

“ก็เมื่อคืน...”

เสียงซุบซิบดังขึ้น โซลริวที่เดินตาจะปิดก็ค่อยๆรู้สึกตื่นเต็มตัวเมื่อมีสายตาหลายคู่จ้องมองมาจากทุกทิศทางแม้จะมีไม่มากแต่น่าแปลกที่ทุกคนกำลังจดจ้องมาทางนี้อย่างพร้อมเพรียง เสียงซุบซิบเริ่มมากขึ้นๆ เขารู้สึกเคอะเขินแต่เก็บไว้ในใจเพราะกลัวว่าจะกลายเป็นจุดสนใจมากขึ้นไปอีก

มันไม่ชิน

เท้ายาวก้าวไปหาเพื่อนที่เดินนำมากขึ้นแต่ผู้คนเหมือนทะลักเข้ามาเรื่อยๆการจะเดินออกไปจากที่นี่เลยดูเป็นเรื่องยากลำบากกว่าที่คิด โซลริวเอื้อมมืออีกข้างที่ว่างหมายจะรั้งเพื่อสักคนไว้ให้ทันแต่เพราะกลุ่มคนมากมายที่เบียดมาทำให้เขาคว้าใครไว้ไม่ได้ก่อนจะถูกแยกออกจากลุ่มแม้แต่เสียงก็ส่งไปไม่ถึง

เพียงคาดสายตาพวกมันก็หายไปจากจุดโฟกัสและเขากลายเป็นคนหลงทางขึ้นมาจริงๆ

โซลริวพยายามอย่างมากที่จะเดินออกมาจากตลาดแห่งนี้แต่เขาหลงทางและไม่ชอบความรู้สึกนี้เท่าไร่ เสียงซุบซิบและสายตาแปลกๆยังคงมองมาที่เขาในทุกการกระทำ เพราะว่าที่นี่ตอนนี้มีแค่เขาที่เข้าลักษณธตามที่เสียงรอบๆกำลังซุบซิบกัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนเหมือนทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องเมื่อคืน

ใบหน้าของเขายังฉายแววราบเรียบไร้อารมณ์ใดๆแต่ข้างในกลับเต้นระส่ำอย่างรุนแรงด้วยความตกใจที่ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ชอบถูกจับจ้องและไม่ชอบคำชมอย่างหลังพ่อบอกว่าเพราะเขาหัวแข็ง แต่โซลริวรู้ว่าเพราะมันไม่จริงใจต่างหาก

ภาพซ้อนบางอย่างวนลูบเข้ามาก็ยิ่งทำให้หัวรู้สึกเจ็บจี๊ดจนต้องยกมือขึ้นมากุมหัว พลางหลบผู้คนแปลกหน้าและมองทางเดิน เป็นสภาพที่ทุลักทุเลที่สุด

อึดอัดจริงๆ

จู่ๆความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นช้าๆมาอย่างยาวนานก็ดังขึ้นในหัว มันกำลังพยายามตะโกนถามเขาอย่างหงุดหงิดว่า นายเป็นใคร ตอนนี้ฟ้าครึมๆเหมือนกับสภาพจิตใจของโซลริว เด็กหนุ่มออกเดินไม่รู้ทิศทาง พยายามตัดเส้นทางที่ทะลุหากันราวกับใยแมงมุมออกให้หมดจนกระทั่งทะลุออกมาอีกด้านซึ่งเป็นส่วนที่โซลริวไม่เคยเดินมาก่อน ตรงนี้คนน้อยมากจนคล้ายทางออกแต่ไม่รู้ว่าเขามาโผล่ตรงไหน

ทุกคนค่อยๆหายไปเพราะฝนกำลังจะตก โซลริวยังคงแบกความรู้สึกที่ติดค้างในหัวเอาไว้แล้วเดินกุมหัวไปเรื่อยๆ เขาพยายามหนีตัวเองมาตลอด หนีคำถามที่น่าสงสัย หนีจากสิ่งที่ใจอยากรู้ เขากำลังหลอกตัวเองและยิ่งฝนกำลังจะตกกับตอนนี้ที่หลงทาง ก่อนที่เสียงฟ้าร้องเบาๆจะไปกระตุ้นเศษเสี้ยวความทรงจำหนึ่งให้กลับมาอีกครั้ง

จู่ๆก็รู้สึกว่าแย่ที่สุด

พอฝนลงเม็ดมันก็เหมือนน้ำที่คอยชะล้างความราบเรียบเหมือนหน้ากากของเขาออกไป หยดน้ำตาที่ปนออกไปไปสายฝนช่วยเขาไว้มาก ความหนาวเย็นรอบๆไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาเลย หัวใจของเขากลับปวดแสบราวกับว่ามีความจริงที่เขาไม่กล้าเชื่อ มือเอื้อมไปแตะรอยนูนเล็กๆที่หลังต้นคอ

รอยแผลเป็นจางๆ

ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่าใครทำ

คำว่าน้ำตาลูกผู้ชายเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้มีหรอก

“ฮึก ไอ้บ้าเอ่ย แสดงละครต่ออีกนิดก็ได้” เขาพึมพำแข่งกับสายฝน ความร้อนที่กระบอกตาไม่ได้ลดลง ความเย็นฉ่ำของสายฝนก็ไม่ได้ช่วยอะไร โซลริวเดินเหมือนลูกไก่หลงทาง

ไม่ทำอีกแล้วนะเสียงของปีศาจภายในใจดังขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โซลริวจำได้

 ทุกครั้งที่โซลริวจำค่ำคืนที่ห้องใต้ดินนั้นได้ มันจะต้องคอยลบความทรงจำนี้ออกไปเพื่อปรับสมดุลของสภาพจิตใจเพราะความรู้สึกแย่ๆต่อให้เป็นเทพเมื่อเสียสมดุลในจิตใจย่อมกลายเป็นมารร้ายได้ง่าย แม้ว่าจริงๆแล้วมันก็อยากควบคุมเด็กหนุ่มใจจะขาดแต่หากอารมณ์เหล่านั้นไม่ได้เกิดจากมันเป็นคนยุโยง

การกลืนกินวิญญาณของมันก็ไร้ความหมาย

และมันต่างหากที่จะสอนให้โซลริวร้ายกาจด้วยการย้อมดวงวิญญาณให้มืดมิดยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้

 แต่โซลริวน่าจะรู้ตัวเองดีแล้วว่าเป็นคนที่แค้นฝังหุ่นแค่ไหนเพราะปีศาจอย่างมันจะลบความทรงจำส่วนที่ฟื้นขึ้นมาจากความเกลียดที่เปื้อนอยู่ในใจให้ทุกวันก็คงไม่ไหว

ราวกับว่าร่างกายของโซลริวเรียนรู้ที่จะต่อต้านเวทมนตร์ที่ใช้ลบความทรงจำแล้ว จากที่จำได้ทุกๆหนึ่งเดือนเวลามันก็ค่อยลดลง จนกระทั่งมันต้องลบความทรงจำที่เจ็บปวดนี้ให้โซลริวทุกๆสี่ชั่วโมง

และล่าสุด เวทลบความทรงจำก็ไม่มีค่าอะไรแล้ว

มันไม่ได้ผลอีกต่อไป

สีดำจุดเล็กๆในดวงวิญญาณก็เริ่มชัดขึ้นเหมือนปานดำ ปีศาจร้ายยิ้มพอใจเมื่อเพิ่มความขุ่นข้องในใจได้สำเร็จ อย่างน้อยตอนนี้โซลริวก็น่าจะคล้อยตามมันได้ง่ายขึ้น...ต่อไปก็แค่ซื้อใจ

จะตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีนี้หรอ เลิกใช้วิธีงี่เง่านี้เถอะ

ข้าเป็นห่วงเจ้านะ

“อย่าพูดให้น้ำตาไหลดิ” โซลริวพูดขึ้นก่อนจะขยี้ตาแรงๆแต่น้ำตามันก็ไหลออกมากับสายฝนอยู่ดี ฝนยังคงตกให้เขาได้เป็นเด็กหลงเต็มที่รอบตัวมีแค่ป่ากับถนนยาว อีกด้านก็หน้าผาติดกับทะเล ที่นี่ก็ได้แต่กเมหน้าเดินร้องไห้เป็นเด็กๆแต่จู่ๆฝนก็ไม่ตกลงมาใส่อีก พอเห็นปลายเท้าใครสักคนโซลริวก็เงยหน้าขึ้นมอง

ใบหน้าคมเข้มติดดุๆเข้ากับผมสีแดงเลือดดูไม่ต่างจากยักษ์มารในคราบเทพบุตรที่พระเจ้าตั้งใจปั้นขึ้น คิ้วอีกฝ่ายขมวดยุ่งพร้อมจ้องมาเหมือนจะระเบิดใส่หน้าแต่จู่ๆอารมณ์ทั้งหมดก็ถูกแทนที่ด้วยสายตาเรียบเฉยและก็ดูสนใจในตัวเขาอยู่ แต่แป๊ปเดียวในดวงตาติดดุนั่นก็ฉายอารมณ์ที่หลากหลายอยู่เหมือนกัน โซลริวเลยสูดน้ำมูกทีหนึ่งก่อนจะสะอึก

ดีแล้วที่ปอยผมยังยาวปกตาเลยไม่ค่อยอายเท่าไร

“ทำไมยืนตากฝน” เสียงแข็งๆเจือไปด้วยความไม่พอใจดังขึ้น

“...”

“ร้องไห้ทำส้นตีนอะไร”

“...”

“ใครทำมึง”

เสียงเม็ดฝนกระทบร่มยังดังอยู่ในหัว โซลริวจ้องอีกคนผ่านม่านผมอย่างสะอึก เขาคิดว่าตัวเองหยาบคายกับคนอื่นแล้วนะ เจอคนตรงหน้าเข้าไปแทบพูดอะไรไม่ออก คำพูดคำจา!

“ไม่มี” อยากเถียงแต่เสียงมันไม่ออก ว่าแต่ทำไมมันหยาบคายขนาดนี้เนี่ย

“แล้วร้องไห้แบบนี้เพราะมดกัดตีนหรอ”

คนตรงหน้ายังพูดไปพลางมองหาว่าเจ็บปวดตรงไหน โซลริวอึกอักแต่ก็ยังยืนให้อีกคนจับหมุนไปมาอย่างไม่ต่อต้าน เขาปล่อยให้อีกคนสำรวจเต็มที่เพราะเขาเองก็จะได้มีเวลาระลึกด้วยว่า มันเป็นใคร

รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า?

“เปล่า” โซลริวเอ่ยเบาๆก่อนจะสูดน้ำมูกเข้าไปแรงๆ นายเป็นใครมาถึงก็สนใจตีนฉันแล้ว”

“อ้าว เชี่ยนี่”

“...” โซลริวเงียบปากเพราะสายตาเอาเรื่อง มาก

ดวงตาสีแดงเพลิงจับจ้องมาที่โซลริวเหมือนผิดหวังมากๆแต่ก็เก็บมันไว้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่นานเสียงถอนหายใจก็ดังขึ้นก่อนที่เจ้าของเรือนผมสีแดงยัดร่มใส่มือโซลริวไว้แล้วเดินไปฉับๆ

โซลริวมองร่มในมือสลับกับเม็ดฝนก่อนจะตัดสินใจ วิ่งตาม

“เรารู้จักกันมาก่อนหรอ”

“ไม่”

“แต่นายเหมือนรู้จัก” นี่ครั้งแรกป่ะที่ต้องเดินตามคนอื่น เสียภาพพจน์หมด

“ทักคนผิดเว้ย”

“จิ” โซลริวจิปากก่อนจะวิ่งไวข้างๆ จะเอามันเข้ามาในร่มยังไงไม่ให้โดนกัดวะ เขามองมันก่อนจะหาเรื่องคุย

“แต่ว่าเราเหมือนรู้จักกัน”

“บอกว่าไม่เคยเจอก็ไม่เคยสิ”

“แบบว่าฉันคิดไปเองฝ่ายเดียว”

“เพิ่งเข้าใจหรอ”

โซลริวอยากชะงักเท้าแล้วถลกแขนเสื้อขึ้นต่อยมันแต่อีกคนมันขายาวกว่าก็เลยต้องเดินสับขาตามไปยาวๆ เข้าใจอารมณ์คนเตี้ยก็วันนี้แหละวะ!

“นายรู้จักทางกลับมหาฯลัยมั้ย”

“...” คนผมแดงปรายตามองนิดเหมือนไม่พอใจที่เขายังส่งเสียงถาม แต่ว่าฝนยังไม่หยุดตกโซลริวจะอยู่ในร่มคนเดียวในยังไงถ้าเจ้าของร่มมันเปียก ใครจะหน้าด้านเอาร่มมาใช้เฉยๆกันวะ โซลริวหอบเล็กน้อยเพราะอากาศหนาวร่างกายของเขาไม่ทนกับสภาพแบบนี้เท่าไร

“ฉันหลงทาง”

“...”

“ง่วงแล้วด้วย ต้องกลับหอพักก่อนค่ำ” ตนผมแดงยืนทำหน้ามืดครึ้มเหมือนจะกินหัวเขาเข้าไปให้ได้แต่เกิดเปลี่ยนใจแล้วทำหน้ายุ่งๆแทน

“ตามมาสิ”

“งั้นฉันถือร่มเอง”

โซลริวพูดเสียงเบาลงก่อนจะเดินเว้นระยะเล็กน้อยเพราะกว่าว่าจะทำให้อีกฝ่ายเปียกไปด้วย ความเงียบเกิดขึ้นทันที โซลริวรู้สึกว่าหวัดกำลังจะถามหาเขาเร็วๆนี้แต่ไม่อยากร้องไห้อีกแล้วเพราะว่ามีอีกคนอยู่แถมอุตส่าห์นำทางให้เรื่องที่มันหยาบคายก่อนจะให้อภัยกันวันนี้ ตอนนี้เลย

กว่าจะมาถึงหอพักก็ยาวนานเหมือนกัน น่าแปลกที่มันไม่มีความอึดอัดอยู่เลย โซลริวหุบร่มแล้วพิงไว้ที่เสาก่อนจะเดินขึ้นหอเงียบๆ พอขึ้นมาถึงห้องเซเรฟกับเรย์จินกำลังยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่แต่พอเห็นว่าเขาอยู่ตรงนี้พวกมันก็ดิ่งเข้าหา

“ไอ้เจ้าบ้าหายไปไหนมา” เรย์จินว่าเสียงเข้มอย่างจริงจังจับพลิกซ้ายพลิกขวา

“พวกเราเป็นห่วงจนจะเกณฑ์คนออกตามหาแล้วให้ทั่วแล้ว” เซเรฟเสริมขึ้น คิ้วมันขมวดเป็นปมไม่ต่างจากเรย์จินเลยสักนิด โซลริวพูดไม่ออกว่าจะเล่ายังไงแต่ก็...หลงทาง

“บอกแล้วว่าจำทางกลับไม่ได้” เขาว่าเบาๆเสียงเหมือนจะหายไปแล้ว

“ขอโทษ ฉันไม่คิดว่าคนตรงนั้นมันจะเยอะจนไม่มีช่องว่าง” เรย์จินมันว่าเบาๆอย่างรู้สึกผิด โซลริวไม่โทษพวกมันหรอก เพราะว่าเขาช้าเองและไม่รอบคอบเอง ไม่มีแผนสำรองไม่เตรียมตัว...ทำให้ทุกคนเป็นห่วง

“ผมน่าจะเดินรั้งท้ายเหมือนตอนไป” เซเรฟเสริมขึ้นอีกยิ่งทำให้เขารู้สึกผิด

“อย่าโทษตัวเองเลย ฉันต่างหากที่ทำให้พวกนายลำบาก” เขาเอ่ยเสียงเบาก่อนจะโค้งหัวให้พวกมันทีหนึ่ง “ต่อไปก็จะระวังกว่านี้ อย่าห่วงเลย นะ ขอโทษพวกนายจริงๆ”

เขาว่าเสียงเบาอย่างเหนื่อยๆก่อนจะรับผ้าเช็ดตัวจากเซเรฟแล้วเดินเข้าห้องไปอาบน้ำ เสื้อผ้าที่เปียกเรย์จินก็ใช้เวททำให้มันแห้ง พอเขาเดินออกมาพวกมันก็จ้องเขาจากเตียงใครเตียงมัน ตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่ใจ

“เป็นหวัดสินะ” เรย์จินพูดขึ้นพลางมองตามเขาที่เดินขึ้นเตียง

“เออ”

“กลับมาพูดน้อยอีกแล้ว”

“อืม”

“มีเรื่องอะไรรึเปล่า” ใช่ว่าจะดูไม่ออก โซลริวมันไม่เคยนุ่มนวลเหมือนคนทั่วไปขนาดนี้ ถ้าเป็นปกติก็กลับห้องแล้วง่วงนอนกว่านี้สิ แต่นี่เรย์จินก็เห็นแค่มันเดินตาลอย ดูออกเลยว่ามีเรื่องอะไรในใจ

“ไม่รู้สิ วันหนึ่งก็มีหลายเรื่อง” โซลริวเอ่ยขึ้นก่อนจะดึงผ้าหมขึ้นมาถึงปลายจมูก หัวยังไม่แห้งดีหรอกแต่เขาง่วงแล้ว

“ถ้ามีเรื่องอะไรก็บอกพวกเราได้นะครับ” เซเรฟเอ่ยเสียงอ่อนโยนพร้อมยื่นยากับน้ำมาให้ “ตื่นมาจะได้ดีขึ้น-”

“-ฉันไม่หิวข้าว ขอบคุณนะ” โซลริวพูดดักทางเมื่อเห็นว่าเซเรฟกำลังพูดเรื่องข้าวเย็นก่อนกินยา

“ไม่เป็นไรครับ เพื่อนกันไม่ดูแลกันแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ” เสียงของเซเรฟดูอ่อนโยนเสมอ รอยยิ้มที่มุมปากปรากฏขึ้นก่อนมันจะส่งมือมาวัดความร้อนที่หน้าผาก โซลริวเลยขยับขึ้นมากินยาหลังจากที่เซเรฟผละออกไปจากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงนอน ความรู้สึกอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในตัวจนเคลิ้มแต่เรื่องเลวร้ายในใจนี่สิ

อีกกี่วันมันถึงจะหายดี

โซลริวไม่คิดไม่ฝันเลยว่า วันนี้เขาจะต้องจมอยู่กับค่ำคืนแห่งฝันร้ายนั่นอีกครั้ง เพราะเวทลบความทรงจำไม่มีประโยชน์ราวกับว่าตอนนี้เขากำลังกลายเป็นคนดื้อยา แต่เพราะง่วงมากเลยหลับตานอนแล้วปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ก่อนสติจะดับไปคล้ายกับว่าเขาได้ยินสองเพื่อนเกลอกำลังคุยกัน

“บ้านนายไม่ได้ใช้หน้าผากวัดไข้หรอ”

“บ้านผมใช้มือครับ”

“บ้านฉันใช้หน้าผาก... ดีกว่ากันนะ”

“คุณจะเอาไปใช้กับใคร”

เสียงของเซเรฟติดสงสัยไม่น้อย โซลริวแอบยกยิ้มที่มุมปากเพราะในกลุ่มเหมือนเรย์จินนี่เข้าข่ายคนเสื่อมที่สุดแล้วละ แต่จากนั้นก็ขอโบกมือลาพักเพราะร่างกายเขาไม่ไหวแล้ว

หลังจากที่โซลริวเงียบๆเหมือนจะหลับลึกไปแล้วไปเรย์จินกับเซเรฟก็หาไพ่มาเล่นคลายเครียดแม้ว่าลึกจะเป็นห่วงโซลริวไม่น้อย เพราะว่าคนผมดำเป็นคนเงียบๆเลยอ่านความรู้สึกในบางครั้งไม่ออก ยิ่งอ่านใจยิ่งแล้วใหญ่ ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกวันนี้จะนำพาโซลริวที่อ่อนแอกลับมาด้วย

ก๊อกๆๆ

ระหว่างที่รอสับไพ่เสียงประตูก็ดังขึ้น เรย์จินกับเซเรฟหันมองหน้ากัน หรือว่ารูมเมทอีกคนจะมาถึงแล้ว เซเรฟจึงเดินไปเปิดประตูให้

 

 

*****************************โปรดติดตามตอนต่อไป

มาทันนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

115 ความคิดเห็น