Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 8 : บทที่ 6 ความซึนมันแค่เปลือกนอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 748
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่6- ความซึนมันแค่เปลือกนอก

โซลริวเดินรั้งท้ายหลังกลับไปเก็บของเพื่อย้ายเข้าหอในวันนั้นเลย ได้ยินมาว่าอาร์เทลมีระบบหอพักที่เปิดตลอดเวลาเพื่อให้นักศึกษาใหม่ติดต่อได้สะดวก แต่ส่วนใหญ่จะกลับบ้านกันหมดเพื่อไปเก็บของแล้วกลับมาพรุ่งนี้จะมีก็แต่พวกเขาที่มายืนรอกุญแจหลังจากติดต่อขอย้ายเข้า

“อีกคนทางเราจะสุ่มให้ก็แล้วกันนะ” เสียงของผู้ดูแลหอเอ่ยขึ้นหลังกระจกสีดำ มีเพียงช่องเล็กๆสำหรับยื่นมือเพื่อให้หรือรับเอกสารเท่านั้น โซลริวกวาดสายตามองก่อนจะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถาม ที่นี่มีเงาสีดำของวิญญาณที่ตายไม่สงบอยู่เต็มไปหมดเลยไม่อยากเข้าไปถาม

เซเรฟไม่กลับก็เพราะตั้งใจจะมาอยู่เพื่อสำรวจเส้นทางก่อนเปิดเรียนเรย์จินก็เหตุผลคล้ายๆกัน

ส่วนเขาก็เตรียมทุกอย่างมาแล้ว ที่เหลือค่อยไปเอาตอนกลับบ้านช่วงวันหยุดก็ได้

ถ้าจำไม่ผิดอาณาจักรโฮลี่มาร์คมีจุดเชื่อมต่อกับอาร์เทลที่เป็นเกาะลอยฟ้ามากที่สุดในโอเทียร์ร่า โซลริวจำได้ว่าเคยไปที่อาร์เทลแล้วนึกไม่ออกว่าไปตอนไหน ช่างมันเถอะ ยังไงซะวันนี้เขาก็จะขึ้นไปที่นั่นอีก ว่าแล้วก็ส่งจดหมายไปบอกที่บ้าน

เรย์จินมองตามนิ่งๆ คงสงสัยที่เห็นเขาส่งจดหมายแบบนี้ ปกติแล้วคนทั่วไปก็ส่งทางบุรุษไปรษณีย์หรือเวทออนไลน์มากกว่าแต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้น่ะสิ

ความจริงเวทมนตร์ก็มีหลากหลายแขนง บางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อสู้แต่อาจจะเกิดมาเพื่อเชื่อมถึงคนอื่นๆ

“กา?”

โซลริวมองคนผมทองซึ่งคงหมายถึงส่งจดหมายด้วยเจ้ากาดำนี่นะหรอ

“ไม่หรอก อะไรก็ส่งได้หมดนั่นแหละ”

“เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรอ”

“เออ”

“พูดก็ไม่เพราะ”

โซลริวนิ่งไปเพราะเรย์จินเหมือนใครสักคนที่เขารู้จักมาก่อน นิสัยคล้ายๆกันแต่เขาก็คิดไม่ออก พอคิดมากๆก็ปวดหัวเลยตอบตัดบท

“อืม”

“ได้มาแล้วครับ” เซเรฟเอ่ยขึ้นก่อนเรย์จินจะเดินนำไปยังแท่นเวทมนตร์ซึ่งใช้เคลื่อนย้ายหรือส่งคนไปอีกทีหนึ่งเพราะพวกเรากังจะขึ้นเกาะลอยฟ้า

โซลริวก็ไม่ใช่คนพูดคำหยาบได้ตลอดหรอกนะ เรย์จินมันไอดอลไม่แปลกที่จะมีนิสัยคงเส้นคงวาเรื่องคำพูดคำจาท่าทางทุกอย่างล้วนถูกฝึกมาให้เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของเยาวชน เรารู้จักกันแค่ผิวเผินก็มีบ้างที่แสดงท่าทางไม่ถูกใจกันแต่มันก็เมื่อก่อนหรอกนะ

“ต่อไป” ...จะพูดดีๆก็แล้วกัน ไอ้ประโยคหลังปากโซลริวมันหนักเกินกว่าจะพูดจบได้ เขาง่วงๆๆๆ อยากนอนแล้วแต่เรย์จินมันต้องรู้ว่าเขากำลังจะพูดอะไรเพราะทันทีที่เอ่ยออกมาเบาๆก็หันมาจ้องแล้ว

นิสัย

“จะพูดดีๆแล้วกัน”

“ได้ยินป่ะเซเรฟ โซลริวบอกจะพูดดีๆ” คนผมทองยิ้มร่าในขณะที่เซเรฟหลุดยิ้มออกมาเงียบๆและหันมาตอบ

“ครับ ผมได้ยิน”

แค่เขาบอกว่าจะพูดดีๆดูพวกมันทำสิ โซลริวชักคันปากอยากเถียงยิบๆแต่ก็ง่วงมากกว่า ไว้โอกาสหน้าตอนที่คึกๆกว่านี้เดี๋ยวเจอดีกันถ้วนหน้าแน่ แสงสว่างจากแท่นเวทมนตร์เจิดจ้าจนต้องหลับตาและมันก็มอดดับลงในไม่กี่วินาทีต่อมาพร้อมแรงผลักเบาๆจากด้านหลัง โซลริวรู้สึกจะอ้วกคล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่างเหมือนตอนอยู่ในห้องผ่าตัดอะไรสักอย่างก่อนจะข่มความรู้สึกเหล่านั้นไว้

ที่อาร์เทลเป็นเกาะลอยฟ้าขนาดใหญ่ หากจะบอกว่าไม่มีคนก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ที่นี่คนเยอะมากๆเพราะดูจากสภาพผังเมืองที่โอบรอบอาร์เทลอีกทีล้วนเป็นบ้านของชาวเมืองต่างๆ โซลริวตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง

เรย์จินกับเซเรฟเองก็คงไม่ต่างกันกับเขาสักเท่าไร

ตอนนั้นโซลริวไม่ทันระวัง เขาชนเข้ากับคนตัวสูงใหญ่ กลิ่นก็แปลกๆอีกฝ่ายเอื้อมมือมาฉุดเขาให้ลุกขึ้นก่อนจะมองนิ่งๆแล้วเดินจากไป โซลริวอยากรั้งไว้เพื่อขอบคุณและขอโทษแม้จะไม่รู้ว่าใครผิดแต่เขาก็ไม่ได้มองทางด้วย แต่คิดอีกที กลิ่นแบบนี้เขาไม่ควรเข้าไปคลุกคลีด้วยจะดีกว่า

“เดินชนได้ยังไงนะ” เรย์จินบ่นก่อนจะหันมองมองโซลริวที่มองตามอีกฝ่ายไปจนลับสายตา “หรือคนรู้จัก?”

“ไม่” โซลริวปฏิเสธก่อนจะพยักหน้าให้เซเรฟที่เดินมาดูว่าเขาไม่เจ็บปวดตรงไหน

“ก็ดีแล้ว นี่โซลริว” เรย์จินถามขึ้นพร้อมแรงสะกิด

“อะไร”

“ฉันเพิ่งเคยออกจากอกแม่ นายช่วยดูแลฉันหน่อยสิ”

เขาปรายตามองมันนิดๆ คนอย่างมันน่ะหรือเพิ่งเคยออกจากอกแม่ เขาอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ขี้เกียจพูดให้มากความ “เออ”

โซลริวตอบในลำคอ มันเป็นไอดอลแบบไหนของมันวะแค่ดูแลตัวเองก็ยังทำไม่ได้ เขาหันไปมองเซเรฟที่ยิ้มขำๆกับพวกเราที่เหมือนจะทะเลาะกันทางใจมากกว่า เพราะหลังจากที่เขาตอบรับพอผ่านๆไปเรย์จินก็เบะปากกึ่งยิ้มเหมือนปลื้มปิตินักหนา หรือจริงๆแล้วมันแค่พูดล้อเล่นกันแน่ พอคิดมากๆก็ง่วงอีกแล้ว

“มีความสุข?” เขาถาม พอฝืนๆอาการง่วงได้

“อือ จะได้บอกแม่ว่าไม่ต้องห่วงแล้ว” เรย์จินพูดออกมาพร้อมกับใช้บริการเวทออนไลน์ มีจอมอนิเตอร์เล็กๆปรากฏขึ้น เรย์จินพิมพ์ข้อความลงไปแล้วกดส่ง โซลริวก็ไม่คุ้นเคยกับบริการนี้เท่าไร จะว่าไปครอบครัวของเขาก็ค่อนข้างตัดขาดจากเทคโนโลยีของโอเทียร์ร่าพอสมควร

หรือจะพูดกันตรงนี้ก็คือโซลริวไม่เล่นเวทออนไลน์เพราะการสมัครยุ่งยากสำหรับเขาพอสมควร ต้องกรอกประวัติ ธาตุพลัง และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆซึ่งเขามองว่ามันไม่ปลอดภัยเพราะโครงข่ายทั้งหมดของเวทออนไลน์คือส่งตรงถึงสภาเวทมนตร์

ส่วนตัวเขาก็อยากจะเข้าระบบเหล่านี้ให้น้อยที่สุดเช่นกัน

พวกเราเดินเข้าหอพักก็ได้เลือกห้องดีๆก่อนใคร แต่โชคร้ายที่มันอยู่ชั้นบนสุดต้องเดินขึ้นลงทุกวัน เขาคิดว่ามันน่าจะเหนื่อยพอตัวเลยแต่ในเมื่ออีกสองคนไม่มีปัญหาก็ถือว่าเสียงเป็นเอกฉันท์

ภายในห้องสีขาวสะอาด ได้กลิ่นแป้งหอมๆในห้องเพราะก่อนหน้านี้ที่นี่เป็นหอพักหญิงแต่ตกมาปีนี้ทางอาร์เทลเหมือนจะสร้างหอพักหญิงที่น่าจะปลอดภัยกว่า ตึกนี้เลยกลายเป็นหอพักชายไปแล้ว คนเฝ้าหอก็ยังมีเล่าอีกว่าที่นี่มีคนตายด้วย

ไม่ต้องบอกโซลริวก็เห็น

แต่ไม่ขอบรรยายหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งใด

แค่ต้องปรับตัวกับเพื่อนร่วมห้องชีวิตเขาก็เหมือนจะพบกับภาระที่แสนหนักอึ้งแล้ว นี่ยังไม่รู้เลยว่าเรย์จินมันจะมาไม้ไหนอีก โซลริวไม่ได้อึดอัดเวลาถูกสกินชิพหรือแตะเนื้อต้องตัวแต่แค่สงสัยมากกว่าว่ามันจะอะไรขนาดนี้

“ทำไมต้องกอด” เขาหันไปถามเรย์จิที่ยืนกอดเขาแน่นปักจนจะ หาย ใจ ไม่ ออก

“กะ..ก็ตรงนั้นนะ นาย พวกนายไม่เห็นหรอ” เสียงของเรย์จินตะกุกตะกัก พร้อมคลายแรงออกเล็กน้อย โซลริวอยู่ใกล้มือเขาที่สุดไม่กระโดดกอดมันแล้วจะให้ทำยังไง!

 โซลริวมองตามทางที่เรย์จินมองอยู่ก็พอเข้าใจแต่ไม่แน่ใจว่าเซเรฟจะเห็นเหมือนกันมั้ย พอหันมองเซเรฟก็เฉยๆไม่น่าจะมองเห็นเพราะถ้าเห็นคนจะมีปฏิกิริยาอะไรสักนิดแล้ว หรือถ้าเห็นมันก็จะบังเอิญเกินไปหรือเปล่าที่พวกเขาจะเห็นมันพร้อมๆกัน

“ถ้าไล่ก็น่าจะไปนะครับ”

ผิดคาด...

เซเรฟก็เห็นวิญญาณ เขายืนส่ายหน้าเพราะไม่อยากให้มันบังเอิญเกินไป อย่างน้อยมีคนเห็นผีสักสองเว้นเขาไว้คนจะเป็นไรไป

“เห็นอะไร” เขาถามเรียบๆก่อนจะแกะมือมันออกก่อนถาม “ไป จะจองเตียงไหน”

“เตียงนี้” เรย์จินชี้เตียงถัดขึ้นมาจากเซเรฟอีกที นั่นแปลว่าเขาจะต้องไปนอนทับที่ผีอีกตัวที่อยู่ในห้องนี้หรอ บ้าน่า

“เรื่องมากจริงๆ ก็แค่เลือกเตียงทำเป็นกลัวไปได้” เขาว่ายาวก่อนจะถอนหายใจเพราะบ่นทีไรมันเหนื่อย

เซเรฟกระพริบตาเล็กน้อยเหมือนจะพยายามอธิบายเพราะคิดว่าโซลริวมองไม่เห็นแม้เรย์จินจะพยายามเล่าให้ฟังแต่คนผมดำกลับนิ่งเฉย “คุณโซลริวไม่กลัวหรอครับ”

ยามที่เงาสีดำทมึนขยับตัวคล้ายจะพลิกกลับมาหาโซลริวแล้วเกาะไว้ มันก็น่ากลัวจริงๆ ตอนนี้เรย์จินหมอบราบไปกับเตียงที่เลือกแล้ว สีหน้าดูตื่นตระหนกไม่น้อยคล้ายกับว่าไม่เคยชินกับเรื่องนี้มาก่อนในชีวิต

“กลัวอะไร” โซลริวถาม ความจริงก็รู้อยู่หรอกแต่จะให้เฉลยว่าเห็นเหมือนๆกันมันก็ไม่ใช่ เขาไม่ชอบอะไรที่มันบังเอิญแบบนี้จริงๆ เขาก็เห็นผี เรย์จินก็เห็นผี แล้วยังมีเซเรฟ

อืม

แก๊งค์เห็นผีมาอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียง

“โซลริวนายมานั่งตรงนี้เร็วๆ” เรย์จินเรียกขึ้นสีหน้าเหมือนจะสติแตกทุกเมื่อแต่ก็เห็นความพยายามในความเป็นห่วงเพื่อนอยู่ โซลริวหันมองข้างหลังก็พบว่าวิญญาณดวงนี้แพร่ไอสีดำออกมามากมายแต่เขาจะทำเป็นสนใจก็ไม่ได้เหมือนกัน เอายังไงดี มารูปนี้ไม่ได้ใจดีแล้วมั้ง

มาถึงตอนนี้ใจก็วูบเหมือนกัน โซลริวไม่อยากให้เรย์จินกับเซเรฟมันรู้ว่ามีเรื่องบังเอิญแบบนี้ด้วยและเขายอมรับว่าตัวเองหน้ามึน เขาเหมือนจะเป็นโรคจิตอ่อนๆที่เห็นอะไรเข้ากันไปหมดไม่ได้ เขาต้องหาความแตกต่าง ความจริงแล้วในโลกของเวทมนตร์ก็ยังมีเรื่องลึกลับเหมือนกัน คนตายส่วนใหญ่มักจะอาฆาตแค้นเพราะการต่อสู้ในโลกนี้มันโหดร้ายถึงตาย

พวกยมทูตก็เลยต้องทำงานหนักหน่อย

เขาเองก็พอได้ช่วยงานยมทูตมาไม่น้อยเลยได้ของดีมา

“เมื่อไรจะเลิกคร่ำครวญ” เขาหันไปมองเรย์จินที่ยกหมอนขึ้นมาผิดหน้า คือคนปกติอาจจะวิ่งป่าราบแล้วแต่พวกมันก็ยังอยู่นับถือน้ำใจพวกมัน เขาก็ทำอะไรมากไม่ได้เลยเอื้อมมือไปหยิบเอาของดีของยมทูตออกมาจากกระเป๋า

ผ้าเช็ดหน้า..สีชมพู

ไม่น่าเชื่อว่าเชาจะมีขงกะโหลกกะลาแบบนี้ติดตัว พอคว้าได้ก็จับถูกๆเช็ดๆเตียง โต๊ะ ลามไปทั้งห้องด้วยใบหน้าติดง่วง แสร้งทำความสะอาดเตียงไปเลยและได้ผลวิญญาณตนนี้ไปแล้ว ความจริงผ้าเช็ดดหน้าผืนนี้ก็เป็นของยมทูตของเจ๊ใหญ่ผู้ล่าวิญญาณมาตลอดสามพันปี ถ้าพกติดตัวกลิ่นของยมทูตก็จะไล่พวกวิญญาณไม่ดีออกไปด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมโซลริวไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องลึกลับพวกนี้

“เอ้า ไม่นอนแหกปากแล้วหรอ?” เขาถามขึ้นหลังจากที่เช็ดๆถูกๆอะไรเรื่อยเปลื่อยได้สักพัก ไม่ได้ยินเสียงตอบเลยหันกลับไป พบว่าทั้งเรย์จินและเซเรฟต่างก็นิ่งเงียบไปแล้ว ใจเขาหล่นวูบอีกทีเพราะนึกว่าพวกมันรู้แล้วว่าเขาก็เห็นแต่ก็ไม่ได้จะปิดบัง แค่คิดว่ามันจะบังเอิญแบบนี้ไม่ได้

“จิตใจทำด้วยอะไร” เรย์จินว่าขึ้นเสียงยังสั่นๆสิ้นลายไอดอลจนชวนหัวเราะ “ฉันให้นายดูแลฉันน่ะ มันดีแล้วล่ะ ดีแล้วจริงๆ”

เสียงพึมพำดังขึ้นจนเกือบไม่ได้ยิน เซเรฟหัวเราะเบาๆเหมือนทึ่งไม่น้อยที่โซลริวเฉยเมยขนาดนี้ ก็นะ...คนไม่เห็นผีทำไมต้องกลัวด้วยล่ะแต่ความจริงเขาง่วงมากกว่า อะไรที่ทำแล้วช่วยปิดปากเรย์จินมันได้ก็ถือว่าดีแล้ว เขาจะได้นอนหลับอย่างสบายใจ

“ดูเป็นคนที่แข็งแกร่งจริงๆ” เสียงของเซเรฟคล้ายดังอยู่ในลำคอ สายตาของมันดูชื่นชมและเทิดทูนเขาไม่น้อยหากว่าเขาไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป คาดว่าพวกมันก็คงจะสรรเสริญเรื่องนี้เขาไปจนกว่าจะเรียนจบ

โซลริวว่ามันดีแล้ว เขาก็อยากให้พวกมันค่อยๆรู้จักเขาไปทีละเรื่อง เขาเองก็จะคอยดูพวกมันเหมือนกัน แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะต้องมาทำความสะอาดห้องในขณะที่พวกมันนอนมองอยู่บนเตียงละ โว๊ะ!

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายแบบตัวใครตัวมัน โซลริวย่างเท้าออกจากที่พักหลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เขาสิงสถิตอยู่ในบาร์แห่งหนึ่งทิ้งตัวนั่งข้างๆสาวสวยที่นั่งดื่มอยู่ก่อนแล้ว ในร้านมีบอร์ดติดประกาศต่างๆไว้ความมืดครึมในบาร์มีแสงไฟพอสลัวทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ไม่นานก็เหลือแค่เขาที่นั่งอยู่ โซลริวมองกระดาษแผ่นเล็กๆที่ถูกสอดใส่มือก่อนที่เธอจะจากไป เขาคลี่อ่านแม้จะแสงไฟมืดอึมครึมแต่ก็เห็นทุกตัวอักษร ข้อความที่เขียนก็ไม่ได้แตกต่างจะทุกทีโซลริวจัดการเผามันทิ้งทันทีก่อนจะหันไปมองผู้คนมากมายที่นั่งคุยกันอย่างสนุกพร้อมกับเหล้าเบียร์รสชาติดีตรงหน้า

เขาเพิ่ง 18 ปีได้ไม่นาน บาร์แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นบาร์เปิดไม่มีใครคอยคุมเรื่องอายุผู้รับบริการ ดังนั้นน้ำทองแดงถึงแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของร่างกายไปแล้ว

มีบ้างที่เขาหยิบเบียร์ขึ้นมากิน แต่ยิ่งกินหัวก็ยิ่งโล่ง มันสะอาดเหมือนไม่มีอะไรเจือปน สะอาดจนน่าหงุดหงิด พอหันหลังไปสั่งบาร์เทนเดอร์ภาพตรงหน้าของเขาก็วูบวาบ คล้ายกับว่าไปนั่งอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นห้องที่บรรยากาศร้อนระอุ โซลริวสะอึกเล็กน้อยเพราะมันก็เป็นอีกหนึ่งความสามารถ แต่สเปะสะปะชอบเห็นโน้นนี่ไปทั่ว

บางทีเขาก็นึกอยากควักตาตัวเองออกมาเมื่อหลับตาหนีหูกลับได้ยิน

ฉันชอบกล้ามคุณจัง

ผมจูบคุณได้มั้ย

โซลริวลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าความสามารถของเขาหายไปแล้ว อดไม่ได้ที่จะเหลือบตาขึ้นมองข้างบนที่เป็นชั้นสอง เสียงชายหญิงเมื่อครู่นั่นเองแต่จะโทษใครในเมื่อความสามารถเหล่านี้เป็นของเขา ยิ่งเขาไม่ได้พักมันก็ยังเพิ่มขีดความสามารถเท่าทวีคูณ

เขารู้สึกอยากหลับไปตลอดชีวิตจริงๆ

“คุณหนู” เสียงหวานเอ่ยเรียก โซลริวรู้สึกคุ้นหูจึงหันไปมอง ดวงตาสีนิลวูบวาบก่อนจะฉาบเรียบเหมือนทุกที

“คุณมิเกลนี่เอง”

“ดื่มเป็นหรอคะ”

มิเกลเป็นคนรับใช้ของตระกูลเซอร์ฟีเลีย รู้สึกว่าจะอายุเท่าๆกันกับโซลริวเหมือนจะนับเป็นลูกพี่ลูกน้องกันก็ได้เพราะว่าพวกเราเป็นสายรอง ถูกเลี้ยงให้เป็นสุนัขรับใช้อะไรเทือกนั้น

“ของแบบนี้ไม่ต้องหัดหรอก คุณมิเกลมาอยู่ที่นี่เองหรอ”

“ค่ะ ฉันสมัครงานอยู่ที่นี่ สอบติดรึเปล่าคะ” มิเกลถามก่อนจะเดินอ้อมไปหลังบาร์พร้อมกับเปลี่ยนชุดออกมายืนตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มหยุดโลก โซลริวจ้องรูปหน้าสวยคมของมิเกลเสมือนของต้องห้ามเพราะตอนนี้เธอเป็นคู่หมั่นของตระกูลเรฟ่านอลก่อนจะตอบคำถาม

“ติด”

“คงได้เต็มเหมือนทุกที” มิเกลพูดก่อนจะหัวเราะก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆหายไป บรรยากาศเริ่มจริงจัง “คุณดูเงียบๆไป”

“ผมก็เป็นแบบนี้แหละ” เขาอยากบอกว่าช่วงนี้เบื่อๆไม่มีอะไรทำเท่าไร จริงๆก็ไม่มีอะไรให้มาตั้งนานแล้ว

“เมื่อก่อนคุณสดใสกว่านี้”

“ผมเคยหรอ” ความจริงเพราะเขาอยู่นอกบ้านต่างหาก เคยได้ยินหรือเปล่าในบ้านสงบเรียบร้อยเหมือนผ้าพับ นอกบ้านจะถ่อยยังไงก็ได้ห้ามพ่อแม่และคนอื่นเดือดร้อนก็พอ

“คะ ไม่ใช่แบบนี้” มิเกลจ้องมองมา ดวงตาคู่สวยท้อประกายท้ออยู่ในใจ โซลริวมองเห็นแค่ความเจ็บปวดหรือว่านั่นจะเป็นความรู้สึกของเขาที่สะท้อนผ่านตาของมิเกลอีกที

“แค่คุณมีความสุขก็ดีแล้ว” โซลริวพูดขึ้น ในหัวโล่งๆเหมือนไม่มีอะไรให้เสียแล้ว มิเกลเป็นคนเดียวที่เขาสนิท หมายถึงเมื่อก่อนน่ะ วันนี้เขาก็ยังทำให้ผู้หญิงใจดีคนหนึ่งร้องไห้อีกแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงวิ่งไปหาอย่างกับไฟรนก้นแต่ตอนนี้สถานะมันเปลี่ยนไปแล้ว

มิเกลปาดน้ำตาก่อนจะสูดลมหายใจ เธอเริ่มเดิมไปหยิบโน้นนี่นั่นมาชงให้เขาลองดูบ้างแต่น้ำตาก็ไม่หยุดไหล โซลริวก็อยากพูดอะไรบ้างแต่เหมือนยิ่งพูดก็เหมือนเป็นการตอกย้ำเรื่องจริงที่ว่า

ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของพวกเรามันจบแล้ว

“คุณ” สักพักมิเกลก็เรียก สีหน้าของเธอดีขึ้นแม้ตาจะบวมซ้ำอยู่จากการร้องไหก็ตาม “ฉันจะอยู่ข้างๆคุณตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

โซลริวไม่ค่อยเข้าใจนักอาจจะเป็นเพราะเหล้าที่เธอชงให้ลดประสาทการรับรู้และประมวลผลของเขาไปมาก

“เราจะเป็นพี่น้องกัน ตลอดไป” มิเกลเป็นคนล่ามโซ่เอง วันนี้เธอก็จะปลดโซ่ให้คนผมดำตรงหน้าที่เธอเคยสารภาพรักออกไปด้วยตัวเองเหมือนกัน เพื่อมอบอิสระให้ก่อนที่โซลริวจะยึดโซ่ไว้จนชิน เธอควรจะหยุดพันธะเหล่านี้ลง

 

โซลริวพาร่างเซๆกลับห้องด้วยความไม่เข้าใจหมุนวนอยู่ กลิ่นเหล้าคลุ้งวนอยู่ในจมูก ภาพตรงหน้าก็เบลอๆราวกับฝันร้ายที่ฝันถึงประจำ เหมือนว่าความพยายามของเขาที่ทำมาจะมาถึงแค่ซอยเล็กๆก่อนจะถึงมหาลัย

โซลริวทิ้งตัวพิงผนังเหม็นชื้นรู้สึกเจ็บจี้ดๆที่ใจจนปวดหนึบๆ ความจริงแล้วเขาน่าจะปกป้องเธอได้ดีกว่านี้ แต่ลำพังแค่ตัวเขาจะสู้คำสั่งของปู่ได้ยังไง ผู้หญิงต้องแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล โซลริวแอบสืบเรื่องราวของคู่หมั่นมิเกลอยู่ห่างๆพอรู้ว่าอีกฝ่ายเจ้าชู้มากๆก็ยิ่งเป็นห่วง

ปกติแล้วเขาไม่ได้คิดอะไรเยอะขนาดนี้สักหน่อย แค่สำหรับคนที่สำคัญไม่แปลกที่เขาเองก็อยากดูช่วยด้วย แต่มันคงจบแล้วเขามีสิทธิแค่เฝ้ามองอยู่ห่างๆเท่านั้นเอง

 

ค่ำคืนที่อากาศเย็นฉ่ำจนเกือบหนาว เสียงโวยวายดังแทรกเข้ามาในโลตประสาท โซลริวที่เผลอหลับเลยไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก เขารั้งเปลือกตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่ามีใครสักคนตั้งดาบรับแรงปะทะจากอสูรกายตรงหน้าราวกับฝันร้าย เขาแทบตื่นเต็มตา

?!!!!!

มันคำรามลั่นก่อนจะลงมือตะปบมนุษย์จนตัวปลิวไปตามแรงแล้วหันเขี้ยวมาหาโซลริว แต่คนเมาๆอย่างเขายังไม่ทันขยับ ดวงตาสีอำพันก่ำเลือดกลับจ้องมองมาและท้วงท่าของมันเหมือนจะตระครุบเขาได้ทุกเมื่อหากว่าตุกติก

โซลริวจ้องกลับเช่นกันในหัวคิดวิธีร้อยแปดก่อนจะตัดสินใจจ้องเขม็ง อสูรกายต้องหน้าชะงัก มันลู่หูลงราวกับหวาดกลัวก่อนจะกระโดดหนีไป โซลริวยังไม่ซ่างเมาดี เขาเดินเซๆไปหาร่างที่นอนจมกองเลือด บาดแผลบาดลึกจนถึงตาย ชะโงกหน้าดูก็ได้กลิ่นของชีวิตไหลเวียนอยู่อย่างเบาบาง

“อู้ว ยังไม่ถึงฆาตนะ” เสียงคุ้นหูดังขึ้น โซลริวหันไปมองก็พบหญิงสาวอายุนับพันปีนั่งห้อยขาอยู่บนเคียวเข้มอันเป็นอาวุธที่หาได้ทั่วไปของยมทูต

“แล้ว?” เขาทำหน้ามึนเป็นไม่รู้

“แล้วไง เจ้าโง่เอ้ย รักษาสิ เอาเลยๆ” เสียงเชียร์เหมือนเด็กๆดังขึ้นจากเรนเกลผู้เป็นยมทูตอายุอานามกว่าสามพันปี โซลริวถอนหายใจออกมา ยืนคิดสักพักก็เห็นเลือดไหลออกมามากมาย เขาไม่อยากได้กลิ่นเลือดก็เลยวางมือลง ไม่มีวงเวทปรากฏขึ้นแต่คนเจ็บก็ถูกรักษาจนหายดีในเวลาอันรวดเร็ว

ยมทูตในร่างสาวสวยปรบมือแปะๆพร้อมชมเปราะ

“เก่งจังเลยจ้า”

“ไปส่งหน่อย” โซลริวไม่สนใจคำเหล่านั้น เขาขอบ้างแต่อีกฝ่ายกลับเลิกคิ้วสูงก่อนจะกระโดดลงมายืนบนพื้น

“มาให้ข้าจุ๊บแก้มเจ้าทีหนึ่งซิ”

“แก่แล้วยังหื่นอีกหรอ” เขาว่าหน้านิ่งไม่รู้ว่าจะไปกระตุกความโมโหของเจ๊ใหญ่ได้มากแค่ไหนแต่คนแก่ก็ปรี๊ดเร็วตามคาด

“อี๋ อิเด็กเปรต!!!

“เออ”

“หยาบคาย”

“คนหื่น ไม่พูดด้วยหรอก”

เขาว่าจบก็เดินต่อได้ยินเสียงด่าทอตามมาอีกโขยงหนึ่งและเหมือนว่ายมทูตยังมีงานค้างอีกมาก โดยเฉพาะเจ้าอสูรกายนั่นที่กระโดดไปอีกทาง โซลริวไม่คิดจะสอดมือเพราะว่าเขาไม่อยากทำแต่เรื่องยุ่งยากก็เกิดขึ้นเมื่อคนที่เขารักษาเมื่อครู่ ลุกขึ้นมาเฉย

“เจ้า เจ้าเป็นใคร”เสียงตะกุกตะกักถามขึ้นสั่นๆ โซลริวหันไปมองคนถามก่อนจะทำหน้าซื่อๆอย่างแปลกใจกับท่าทีหวาดกลัวเกินเหตุนั้น พอมองหาเจ๊ใหม่รายนั้นก็ไปแล้ว

“ผม” เขาชี้ตัวเองก่อนอีกฝ่ายจะพยักหน้า “ผมเป็นนักเรียนของอาร์เทล”

“ละ..แล้วทำไมถึงรักษาข้าได้” ชายหนุ่มเอ่ยพลางมองตัวเองเพราะคิดว่าจะต้องตายเสียแล้ว

“หื้อ? นั่นสินะ” โซลริวก็ไม่รู้จะตอบยังไง เพราะเขาจำไม่ค่อยได้เหมือนกัน แต่อย่าให้พูดเลยเพราะมันมักจะสร้างความหงุดหงิดในใจเขาเรื่อยมา

และเป็นการเสียมารยาทกับอีกฝ่ายไปมากแต่โซลริวไม่รอให้ถูกจับได้หรอก เขาชิ่งหนีก่อนอีกฝ่ายจะได้สติรั้งไว้ โชคดีที่ซอยเล็กๆตรงนี้มืดพอจะทำให้ใบหน้าของเขาถูกปกปิดไปได้มาก สำหรับโซลริวการอยู่เงียบๆคือความปรารถนาที่เขาชื่นชอบและหมั่นสร้างเหมือนกินข้าว

พอกลับถึงห้องก็รีบไปอาบน้ำพร้อมล้างคราบเลือดบนฝ่ามือออก ตลอดทางเขาซุกมือไว้ในเสื้อเลยไม่มีใครเห็นแน่นอน ในห้องยังไม่มีใครกลับมาโซลริวเลยทิ้งตัวลงนอนก่อนจะพลิกตัวกลับมานอนหงายพร้อมมือที่ยกขึ้นมาก่ายหน้าผากราวกับกลุ้มใจ

มีหลายครั้งแล้วที่เขาสงสัยว่าเมื่อก่อนตัวเองทำอะไรอยู่ที่โลกมนุษย์กันแน่

แต่คิดๆแล้วก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ทั้งนั้น...

โซลริวหลับตาลงอย่างผ่อนคลายเพราะความมึนงงจากเหล้าที่กินไประดับหนึ่ง ลมหายใจค่อยๆผ่อนเข้าออกช้าๆอย่างสงบและจมเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันที่ฉุดให้ดำดิ่งสู่โลกแห่งความมืดมิดเหมือนทุกๆครั้ง

 

********************************โปรดติดตามตอนต่อไป

โหดร้ายมาก โซลริวจะตัดบทเจ๊ใหญ่แบบนี้ไม่ได้นะ เจ๊อุตส่าห์มีบททั้งทีทำไมหนูเดินหนีพี่เขามาแบบนี้ 555555 มาดูกันว่าเรื่องนี้จะมี Easter Egg มั้ยนะ ฮิฮิ เสิร์ฟมุมมองความรักแบบบริสุทธิ์(?)ของโซลริวที่สรุปได้ว่านกจ้า/หัวเราะในลำคอ/ ขอให้สนุกกับตอนนี้นะคะ

ปล. เราพยายามอัพให้ได้มากที่สุด และให้ได้ทุกวัน ขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ เป็นยังไงก็ร่วมเม้นสนุกๆกันได้นะ อิอิ ขอบคุณสำหรับเรื่องคำผิด มีคำตก หาย ด้วยและทุกกำลังใจ จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

115 ความคิดเห็น