Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 41 : บทส่งท้าย ****

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทส่งท้าย

โอเทียร์ร่าใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อปรับความสมดุลและวางแผนการฟื้นฟูพร้อมกระจายความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนที่เดือนร้อนก่อนจะเริ่มการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมโดยที่ทุกส่วนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อาณาจักรทั้งหกเร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ต่างๆ ไอเวทที่ถูกคำสาปลบออกไปก็ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติโดยผู้มีเวทสายหลักตามธาตุทั้งสี่ออกสำรวจและแนะนำวิธีการดูแลสภาพแวดล้อม

มังกรและสัตว์เวทในตำนานหลายตัวต่างโผบินเต็มท้องฟ้าราวกับจะกอบโกยเอาอิสระภาพที่ถูกจองจำคืน หนึ่งปีไม่ใช่เวลาที่มากมายอะไรแต่ระบบต่างๆที่ทางสภาเวทมนตร์ประกาศใช้โดยทั่วกันก็ถูกกระจายจนถึงมือผู้นำกลุ่มต่างๆทำให้ความมั่นใจในการฟื้นฟูความสมบูรณ์ให้กับโอเทียร์ร่ากระเพื่อมขึ้นโดยกำหนดไว้ว่าน่าจะใช้เวลาสักสิบห้าปี

ผู้คนต่างส่งเสียงหัวเราะหลังจากประสบปัญหาความแห้งแล้งและอดยากตามที่สภาพของดาวดวงหนึ่งจะตายลง การแกร่งแย่งฆ่าชิงทรัพย์กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยตัวเองเพราะทางการก็ยื่นมือไปช่วยทุกกลุ่มไม่ไหวทำให้เกิดความเสี่ยงประจายเป็นย่อมๆ

แต่ปีนี้มันดีขึ้นแล้วแม้คดีการฆ่าชิงทรัพย์หรือการก่อเหตุเรียกค่าไถจากทางการจะไม่ได้ลดลงแต่มันก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นซึ่งก็นับว่าดีกว่า โนอาร์มองผู้คนที่ช่วยกันทำมาหากินด้วยรอยยิ้มประดับบนมุมปากจางๆ เขามองเห็นความเป็นไปของโลกที่กำลังตาย แม้ว่าในเมืองหลวงจะไม่น่าเลวร้ายขนาดนั้นแต่หากลองไปทำภารกิจที่นอกเมืองหรือที่ห่างไกลออกไปจะเห็นว่าความตายที่เกิดจากความหิวโหยกลายเป็นเรื่องน่าสลดใจไม่น้อย

เพราะได้เห็นความตายจนจะดูชินชาแต่โนอาร์ก็รู้ดีว่าการที่ต้องสูญเสียใครสักคนที่สำคัญมันเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การก้าวผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องวัดใจไม่น้อย

ทางด้านอาร์เทลก็ส่งพวกชั้นปีสูงๆลงทำภารกิจเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนตลอดการเริ่มการฟื้นฟู รูปแบบการเรียนปีสูงๆไม่เหมือนปีหนึ่งหรือปีสองแล้วปีหนึ่งก็เป็นพื้นฐานง่ายๆทั่วไปปีสองก็ลองขั้นสูงเลยส่วนปีสามขึ้นไปต้องออกไปทำภารกิจกันแล้ว

ดังนั้นปีนี้โนอาร์ก็กลายเป็นนักศึกษาปีสามอย่างเต็มตัว

เขาดูใจเย็นขึ้นแล้วเพราะหลายๆคนไม่ได้มองเขาอย่างหวาดๆเหมือนหลายปีก่อน นี่แหละนะที่เรียกว่าการปรับสภาพให้เข้ากับคนอื่นแต่คงเป็นเพราะสีแดงเช่นเดียวกับดวงตาทำให้โนอาร์ดูน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็ก

และรุ่นน้อง..ที่หลบตาทุกครั้งเวลาเขาเข้าประชุม แต่หลังๆมาก็ลดช่องว่างลงได้บ้าง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาโนอาร์ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างแต่ได้เติบโตท่ามกลางความเงียบสงบ โนอาร์ไม่ได้ชอบความสงบหรอกนะ แต่ระหว่างที่เคว้งอยู่คนเราก็ต้องลองหาเส้นทางของตัวเองกันทั้งนั้นแหละ

และเขาก็ได้รู้ว่าความเงียบมันน่าเบื่อ มันน่าเบื่อมากหากว่าเราอยู่คนเดียว..

ตลอดปีที่ผ่านมาเขาทำงานจนมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วราวกับลมที่พัดอยู่ตลอด โนอาร์จอมเวทระดับ A ถูกเลื่อนระดับเมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากทำงานจนลืมเวลาวันเวลา รู้สึกตัวอีกทีก็หนึ่งปีผ่านไป มันไม่ได้เร็วหรอกนะ

มันนานมากต่างหาก

เรย์จินก็เหมือนจะถูกดัดนิสัยให้สมกับที่เป็นเจ้าชายแต่รายนั้นชอบหนีไปทำภารกิจ ราชาเหมือนจะปลงแล้วเพราะรู้ทั้งรู้ว่าลูกชายไม่มีทางสนใจงานในวังแน่ๆ คนที่อยู่ไกลถึงแดนเทพกลับต้องมานั่งอ่านจดหมายลับๆของคุณลุงเพื่อระบายความอัดอั้นในใจ

เพราะลูกชายชอบหนีออกจากวัง

ทางด้านชีวิตของเขาหลังจากที่ถูกปลอดจากตำแหน่งรัชทายาทเมื่อสามอาทิตย์ก่อนพี่ชายต่างมารดาของเขา เดย์มอส ถูกแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งแทน สาเหตุหลักที่โนอาร์เลือกออกมาจากทางนั้นเพราะทุกคนรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่โนอาร์ตัวจริง

เอาเถอะ เรื่องแบบนี้ถึงจะมีคนบอกว่าเข้าใจแต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ก็ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดาหลังจากมารู้ว่าลูกชายตัวจริงได้ตายไปนานแล้ว ส่วนเขาก็ได้รับอิสระอย่างเต็มที่กลายเป็นคนไร้ที่ซุกหัวนอนไปโดยปริยาย

ส่วนเซเรฟรายนั้นเหมือนจะผันตัวไปเป็นพนักงานบริการในร้านขนมหวานเล็กๆในเมือง ดูเหมาะกับมันดี เด็กๆมอปลายติดกรี๊ดกันให้สนั่นเพราะความเจ้าชายของมันแถมยังเป็นคนที่ดูใจดีไม่น้อย มีครั้งหนึ่งเขากับเรย์จินไปช่วยมันเปิดร้านและอยู่ด้วยทั้งวัน ตอนนั้นร้านยังไม่ได้เป็นที่รู้จักนัก

แต่เรย์จินมันเป็นไอดอลที่วัยรุ่นลงไปรู้จักดีหลังจากนั้นคนก็เต็มร้านทุกวันจนเจ้าของร้านอนุญาตในพวกเขาไปหามันได้สะดวก ดูตลกดี

โนอาร์ก็เหมือนจะได้นิยามใหม่ๆหลายอย่างมันทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ทำให้สิ่งที่มันง่ายๆ สิ่งที่ชอบและต้องวงเล็บไว้ด้วยว่าต้องได้เงิน แน่ล่ะเขาต้องกินต้องใช้ ดีที่อาร์เทลไว้ในให้เขาภารกิจตลอดเพราะรู้ว่าไม่มีเงินใช้ อันนี้ก็ตลกถึงมันจะเป็นเรื่องที่จริงจังก็เถอะ

ว่าด้วยเรื่องเรียนท่านอธิการมาเลียมีคำสั่งให้เซเรฟกลับเข้าเรียนได้ตามปกติแล้ว ตอนที่พวกรู้พร้อมกันวันนั้นยังนั่งคุยกันจนดึกดื่น เพราะเซเรฟดีใจมากที่ได้เรียนต่อ ความจริงแล้วระบบของอาร์เทลก็ดูวัดผลไม่น้อยแต่ท่านอธิบายเป็นแบล็คหลังให้เพราะรู้ว่าเซเรฟไม่ใช่คนธรรมดา ให้เหตุผลว่าจะกลับเข้ามาเป้นกองกำลังเสริมในนามของอาร์เทล ถึงจะมีคนสงสัยแต่ท่านอธิการก็ไม่สน

หากปล่อยให้เซเรฟคาดสายตาก็ไม่ใช่อาร์เทลแล้ว

แต่เซเรฟก็เป็นสมาชิกคนเดียวที่กลับเข้าอาร์เทลแต่ไม่ได้รับภารกิจใดๆนอกจากเรียนเก็บวิชาที่พลาดไป เพราะทางอาร์เทลลงความเห็นว่าพลังของเซเรฟควรจะได้รับการฝึกฝนให้ดีกว่านี้ก่อนเพราะเป็นพลังที่อันตราย ดังนั้นเซเรฟเลยถูกคนในกลุ่มเกลียดเข้า

โนอาร์รู้ปัญหาดีแต่ตราบใดที่เซเรฟไม่ถือเขาก็จะพยายามปล่อยๆก็แล้วกัน

เหลือเพียงโซลริวที่ไม่มีอะไรให้อัพเดตอีกเลย

ครอบครัวของโซลริว ตระกูลเซอร์ฟีเลียแม้จะไม่ได้แสดงความดีใจให้คนอื่นแต่ทางนั้นดีใจมากที่โซลริวยังมีชีวิตอยู่เพราะเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นตอนนั้น ตระกูลเซอร์ฟีเลียยอมรับความผิดที่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาทำลายโซลริวได้จนต้องทนทรมานกับเรื่องที่ผ่านมาแต่พวกเขาก็รับผิดชอบตามวิถีของตระกูลปีศจชั้นสูง

ฆ่าทุกคนที่ทำลายคนของเซอร์ฟีเลีย โนอาร์พอรู้มาบ้างว่าคาเทียร์และปู่ของโซลริวไม่ชอบมันด้วยแต่เพราะเกิดเรื่องขึ้นเหมือนฟ้าเปิดตาพวกเขา แต่มันคงสายไปมากเพราะโซลริวคงไม่ได้กลับไปที่เซอร์ฟีเลียอีกแล้ว

เรื่องของมนุษย์ที่มีกลไกลที่ซับซ้อน บางสิ่งใช้สมองคิดก็คงเดาได้แต่บางสิ่งที่ต้องวัดใจ มันยากที่จะบอกเป็นคำตอบ โซลริวอาจจะเจ็บปวดเพียงแต่มันไม่กล้าบอกเขา คนเราน่ะต่อให้ไว้ใจกันแค่ไหนแต่ก็มีบางเรื่องที่ต้องเก็บไว้คนเดียว

ส่วนลุงไทกิที่เขาเรียกพ่อด้วยอีกคนน่ะ เขาเชื่อว่าท่านตั้งใจทำร้ายโซลริวแต่หลังๆก็คงกลับใจกลางทาง พ่อของโซลริวเริ่มต้นทุกอย่างเพราะความเห็นแก่ตัวของปีศาจแต่โซลริวที่เลี้ยงมากับมือก็มีความผูกพันไม่น้อยไปกว่าลูกในไส้เลย

เพราะความผิดพลาดเปิดเผย ทุกคนก็คงเจ็บปวดไม่ต่างกันหรอกรวมไปถึงตัวเขาด้วย

โนอาร์รู้ว่าทุกคนเปลี่ยนใจกันได้

อยู่ที่ว่าจะเลือกทางไหนมากกว่า

รู้มั้ย..เรื่องในอดีตลืมๆมันบ้างก็ได้ ไม่ต้องเอามาตอกย้ำความผิดพลาดให้บ่อยๆ ไม่งั้นคงซึมเศร้าจนไม่ได้ทำอะไรสักที ถ้าเรายังคงนั่งอยู่ที่เดิมเราก็ไปไหนไม่ได้ มันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็ยากที่จะทำหากว่าบนหลังยังแบกด้านแย่ๆเอาไว้

โนอาร์เห็นมังกรคู่หนึ่งบินผ่านท้องฟ้า แม้ว่ามังกรจะไม่ถูกกับฝ่ายไหนแต่ช่วงนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเห็นว่ามนุษย์พยายามรักษาโลกนี้ช่วยกันเลยจำต้องบินผ่านไม่ลงมาละลานหรือทำลายสัญญาระหว่างมนุษย์และมังกร

กึก

ร่างสูงเดินลงมาจากรถม้าก่อนจะเดินไปไปที่ทางแยกเล็กๆไม่นาก็เห็นเซเรฟกับร์จินยืนรออยู่ก่อนแล้ว

“ไง” เขาทักขึ้นพลางแท็กมือกับพวกมัน

“กว่าจะโผล่หัวมาได้นะโนอาร์ แกจะไปนอนโน้นเลยรึไงมาซะตะวันโพล้เพล้” เรย์จินงึมงำก่อนจะดึงกระเป๋าขึ้นบนหลัง

“อ่าห๊ะ ฉันจะไปนอนกับมัน” โนอาร์ตอบเรียบๆเรียกเสียงหัวเราะจากเซเรฟได้เป็นอย่างดีก่อนจะพยักหน้าตาม

“ผมก็ว่าจะค้างครับ”

“พวกแกว่าขนาดนี้แล้วฉันก็ต้องค้างสิวะ” เรย์จินว่าเสียงเซ็งแต่หน้ามันบานเป้นกระดงแล้วเถอะ ทำไมโนอาร์จะไม่รู้นิสัยเพื่อนละ อยากค้างแต่ไม่พูดเองนี่ปากหนักนักหรือยังไง

พวกเขาใช้เวทเดินทางของโนอาร์เพื่อไปยังคฤหาสน์หลังหนึ่ง ที่นี่เป็นคฤหาสน์ของอาคาเนย์จะเรียกว่าเป็นครอบครับจริงๆของโซลริวก็ได้ คนสวนที่เหลือบมาเห็นก็วิ่งเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นกันเองก่อนที่พวกเขาจะถูกเชิญเข้าด้านใน

บ้านของโซลริว

ตระกูลอาคาเนย์

ความจริงแล้วอาคาเนย์พยายามจะเข้าไปคุยกับตระกูลเซอร์ฟีเลียหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จจนกระทั่งวันที่โซลริวถอนคำสาป มันยังคงเป็นภาพติดตาที่คนสองตระกูลกำลังยื้อแย่งเด็กเพียงหนึ่งคน แต่ทางอาคาเนย์มีกำลังรักษามากกว่าเลยได้ตัวไป

แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาโซลริวก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

จนครบปีหนึ่ง โนอาร์ก็เคยคิดว่ามันนอนกินบ้านกินเมืองอะไรนักหนาแต่พอได้ฟังความจริงจากจ้าวแห่งความมืดอย่างโอนิกส์ที่ลงมาเจอกับโซลริวด้วยตัวเองก็กระจ่าง โซลริวออกมาจากครรภ์มังกรด้วยตัวเองทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลา มันเลยทำให้ร่างกายอาจจะเข้าช่วงหลับยาวไปเมื่อไรก็ได้

ครรภ์มังกรเป็นแบบไหนไม่มีใครรู้หรอก แต่ครอบครัวจริงๆอย่างน้าริน แม่ของโซลริวดูตกใจไม่น้อยที่โซลริวไปอยู่ในนั้นแต่เพราะมันเป็นความลับของตระกูลพวกเขาเลยไม่รู้อะไรเพิ่มอีก

เรย์จินกับเซเรฟตามน้ารินลงไปห้องครั้งเพื่อชิมอาหาร พวกเขารู้ว่าโซลริวมีน้องสาวแต่คงไม่สนิทกันเท่าไร เว้นแค่ช่วงวันหยุดน้องสาวของโซลริวจะชอบมานั่งฟังพวกเขาเล่าถึงอดีตที่เคยจดจำของเพื่อนรักที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียงอย่างสนใจ

เพราะความห่างเหินทำให้พี่น้องไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกันดูแปลกหน้าไป

แต่หลังๆน้องสาวของโซลริวก็มักจะแวะเข้ามาบ่อยๆ หวังว่าโซลริวตื่นขึ้นมาจะไม่ตกใจนะที่เห็นว่าไม่คุ้นหน้าใครมาก่อน แต่ถ้าเป็นไปได้โนอาร์อย่างให้โซลริวตื่นขึ้นมาวันนี้เลย

“วันนี้วันเกิดฉันนะ ฉันอยากให้แกฟื้นขึ้นมา..”

“ไอ้ขี้เซาเอ้ย”

เสียงพึมพำเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่ประดับตรงมุมปาก ใบหน้าคมเข้มดูจริงจังในท่าทีแฝงไว้เสมอ โนอาร์มองเพื่อนที่นอนนิ่งๆอยู่บนเตียงอยู่แบบนั้นก่อนจะลุกขึ้น หากเป็นนิยายเจ้าชายคงจูบเจ้าหญิงจนท้องป่องไปแล้วมั้ง แต่ไอ้หมอนี่มันคงไม่ตื่นมาเพราะจุมพิตหรอก

เขายังรอได้อีกตั้งหลายปี ต่อให้มันนอนไปอีกสิบปีเขาก็จะรอ

“ใกล้งานวันเกิดแกแล้วเหมือนกัน ไม่ลองตื่นมาฉลองหน่อยหรือไงนะ”

 

 

เสียงนั่นยังคงแผ่วเบาไม่ต่างจากเสียงลมกระซิบกระซาบ โซลริวนั่งกอดเข่าอยู่บนม้านั่งมานานมากแล้วเว้นแต่ครั้งนี้ที่เขารู้สึกตัวขึ้นมา รอบด้านเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวสดรับกับท้องฟ้าสีสันสดใส สายลมพัดเอื่อยๆแสงแดดไม่ได้ร้อนจนต้องอึดอัดอะไร เป็นภาพที่ทำให้ผ่อนคลายดีจริงๆ

“เจ้าอยู่ที่นี่นานแล้วนะ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ชายที่ใส่ชุดดำทั้งตัว ใบหน้าดูสะอาดเอี่ยมอ่องดูสุขภาพดีจนโซลริวรู้สึกอิจฉา โดยเฉพาะท่านั่งเหยียดขาลงจากม้านั่งแล้วเอนตัวพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ที่สำคัญนั่งอยู่ข้างๆเขามานานแล้วด้วย

“กลับไปได้แล้ว”

“คุณเป็นใคร”

“..ก่อนจะถามว่าข้าเป็นใคร เจ้าน่ะเป็นใคร” ชายหนุ่มถามกลับมา แต่ชั่วขณะหนึ่งที่โซลริวจำชื่อตัวเองไม่ได้เลยสักนิด กระทั่งได้ยินเสียงแว่วเข้ามาในหู

“ผมชื่อโซลริว”

“เยี่ยมเลย ข้า เมเทียส”

“เมเทียส..ชื่อคุ้นเนอะว่ามั้ย” โซลริวพึมพำก่อนจะหันมองคนพูด

“ชื่อข้าคงโหลน่ะ” เมเทียสตอบพลางขยิบตา

 “งั้นหรอ แต่ใครจะไปรู้ละ ชื่อเหมือนจอมมารเลย” โซลริวหลุดคำหนึ่งออกมาทั้งๆที่จำอะไรยังไม่ได้เรียกเสียงหัวเราะจากคนตรงหน้าได้ไม่น้อย “ขำอะไรครับ”

“ว้าว ในหัวเจ้านี่สุดยอดไปเลยนะเพิ่มรู้สึกตัวแท้ๆ”

“ขอบคุณครับ” ขาตอบกลับก่อนจะยินในสิ่งที่ไม่คาดฝัน

“แต่ข้าเองแหละ จอมมารเมเทียส ข้ารอให้เจ้ามาหาตั้งนานแหละ”

“...”

“มาตกใจอะไรตอนนี้ล่ะ” ว่าจบโซลริวก็โดนหัวเราะใส่อีกรอบ “ฟังนะ มันถึงเวลาแล้วโซลริว”

“เวลา? เวลาอะไรครับ”

“เวลากลับไปไงล่ะ เจ้าอยู่ที่นี่มานานเกินไปแล้ว กลับไปได้แล้ว”

“เอ๋...กลับ? ไปไหน”

“กลับไปวิ่งเล่นที่บ้านไงโถ่อายุยังน้อยๆไม่น่าโง่เลย”

ต่อยกันเถอะถ้าจะพูดแบบนี้น่ะ โซลริวรับไม่ได้จริงๆแต่ต่อให้โกรธยังไงความอยากเผือกต้องมาก่อนเสมอ “ว่าแต่จอมมารหรอ มาที่นี่ไงได้”

จอมมารยกมือขึ้นมาเกาะหัวเราะยามมองโซลริวที่จ้องไม่กระพริบตา “ก็ในอดีตเจ้าเป็นคนสำคัญของข้าน่ะเลยแวะมาเยี่ยม”

“สำคัญ”..?

“ใช่ หลายร้อยปีก่อนเจ้าเป็นน้องสาวต่างมารดาของข้าและก็เป็นควีนของข้าด้วย วันนี้ข้ามาเจอสักหน่อยก่อนจะไปที่อื่น”

โซลริวก็อยากรู้นะแต่สารภาพเลยว่ากลัวตาย ไหนจะมีปัญหากับคำว่าน้องสาวนั่นอีก หมายความว่าชาติก่อนเขาเป็นผู้หญิงหรือยังไง แต่ความกลัวของเขาก็ถูกตัดออกอย่างง่ายดานเมื่อเมเทียสเอ่ยขึ้นพร้อมดึงเขาให้ลุกติดมือไปด้วย

“ระวังหน่อยนะโซลริว ตอนนี้จอมมารมีทั้งหมด13 ตนแล้ว พวกมันจะตามหาจอมมารคนสุดท้ายที่กำเนิดขึ้น” เมเทียสย้ำหนักแน่นพลางบีบไหลโซลริวเบาๆ “เจ้าต้องระวังตัว”

“ทำไมต้องระวังผมไม่ใช่จอมมารสักหน่อยนะ” โซลริวเบอรก่อนจะหยิบมือที่วางแหมะบนไหลออกไป

“ก็เจ้าเป็นควีนของแบล็คนิส ควีนที่เป็นผู้ชายก็จะกลายเป็นแบบเดียวกันกับอิลซาม่อน ตอนนี้แบล็คนิสมันเป็นจอมมารไปแล้วส่วนตัวเจ้าก็คงไม่ต่างกัน จงระวังพลังตัวเองให้ดีๆโซลริว”

“...”

“ตอนนี้เจ้ากำลังทำให้มารอเลียนหวาดกลัว หากครบอายุ 20 ปีบริบูรณ์เมื่อไร พวกเขาจะหาทางทำลายเจ้า” ประโยคท้ายๆกลายเป็นเสียงกระซิบจนรู้สึกกลัวขึ้นมา

“...”

“ลาก่อน”

เสียงเมเทียสดังขึ้นในขณะที่โซลริวยังจับต้นชนปลายไม่ถูกจุด ก่อนที่จะรู้สึกว่าถูกผลักให้หล่นจากที่สูงมันวูบไปหมดกระทั้งทุกอย่างหยุดลง โซลริวรู้สึกเมื่อยตัวอย่างบอกไม่ถูก ร่างกายอ่อนแรงลงไปมากกระทั่งขยับตัวยังมึน

“อืม” โซลริวเทสเสียงในลำคอก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆ  แผ่นหลังที่คุ้นตาปรากฏ โนอาร์กำลังจะเดินออกโซลริวถึงได้เรียกไว้ก่อน “ฮึ่ม โนอาร์”

“...”

“โนอาร์ ฉันหิวน้ำ”

ดวงตาสีแดงหันหลับมามองตามเสียงด้วยความรู้สึกประหลาดในอกพอเห็นว่าโซลริวฟื้นโนอาร์ก็แทบจะวิ่งกลับมาที่เตียง รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าคมคายปรากฏขึ้นชัดเจนจนต้องหลบตาเพราะอิจฉาความดูดีแบบอีโก้สูงขอมันชะมัด

พอเขาได้กินน้ำเสร็จโนอาร์ก็ขยับจากท่าเดิม “ยินดีต้อนรับกลับมานะ”

“อืม แล้ว...ไหนของรับขวัญ” โซลริวทำเป็นทวงแต่ก็ลอบยิ้มจางๆ ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าเพื่อนคนสำคัญเอาไว้ราวกับไม่เชื่อสายตาเท่าไรนัก

เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมาโซลริวหลับมาตลอด วันนี้มันกลับตื่นขึ้นมาใจหนึ่งอยากวิ่งเขาไปกอดมันสักหน่อยแต่คงต้องตามหมอก่อนแล้วมั้ง

“ไม่มี มีแต่หมอ เดี๋ยวไปเรียกก่อน” โนอาร์ตอบก่อนจะขยี้กลุ่มผมสีดำลื่นมืออย่างเอ็นดูปนดีใจที่ได้เจอหน้ากันอีก โนอาร์เคยบอกไว้แล้วนะว่าตาของโซลริวสวย ยิ่งตอนนี้ยิ่งดูกระจ่างใสราวกับมีดวงดาวระยิบระยับอยู่ในนั้น

“อืม” โซลริวพยักหน้าก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นว่าโนอาร์เดินถอยหลังออกไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขาได้ยินเสียงมันตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้นจากนั้นเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็กรูเข้ามาอย่างน่ากลัว ที่แรกโซลริวก็กลัวจะคิดไปเองพอประตูเปิดออกเท่านั้นแหละ

เรย์จิน เซเรฟพุ่งเข้ามากอดรัดเขาทันทีจนเขาที่ดันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบากต้องล้มตึงลงไปอีก เจ้าพวกลูกหมาหนิ! ให้หมอตรวจก่อนไม่ได้หรือไง

“โห้ว ของจริงวะ หน้าแมวๆอย่างนี้โคตรใช่ อ้ากกก” แล้วเรย์จินก็ร้องขึ้นพลางกอดเขาไว้แน่ พวกมันจะดีใจอะไรนักหน้า นี่เขาหลับไปไม่กี่วันเองนะ

จนเซเรฟต้องดันเรย์จินออกมาแล้วมันเป็นคนกั้นเขาไว้ด้วยสองแขน “ห้ามรุนแรงนะครับเกิดบาดเจ้บขึ้นมา”

“มันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นเซเรฟ เชื่อฉัน”

“ว้อยย หยุดๆ ฉันจะให้หมอตรวจพวกแก่หนิ” โซลริวร้องขึ้นก่อนจะเอนไปหาเซเรฟมากกว่าเพราะอยู่กับเรย์จินมันไม่ปลอดภัยเท่าเซเรฟเลยให้ตายเถอะ เจ้าเรย์จินนี่มันศัตรูชีวิตจริงๆ เจอกันทีไรเหมือนจะกอดให้ตัวแตกตายไปข้าง

ว่าจบพวกมันก็ยอมออกไปให้หมอตรวจร่างกาย เขาไม่ได้เป็นอะไรมากแค่อ่อนแรงต้องขยับตัวให้มากๆเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ขยับนาน ที่น่าตกใจกว่าคือเขาไม่ได้หลับไปสองสามวันอย่างที่คิดสักหน่อย

มันปีหนึ่งเลยให้ตายเถอะทอดกล้วย!

“ไว้น้ารินกลับมา แกได้เซอร์ไพร์แน่โซลริว” เรย์จินเอ่ยขึ้นขณะที่มันนั่งอยู่ข้างเตียง

“น้าริน?” ใคร..โซลริวมองเจ้าชายแดนมนุษย์อย่างสงสัยก่อนมันจะไม่พูดอะไรต่อแล้วกระโจนเข้ามาทับเขาไว้เหมือนเด็กๆ “อ้ากกกกไอ้เรย์จิน”

“ฉันคิดถึงแกมากนะ” เจ้าชายว่าพลางจะกอดเขาอย่างมั่นเขี้ยวจนได้ยินเสียงกัดฟันพรวดๆเหมือนมั่นเขี้ยวจริงๆ

เซเรฟกับโนอาร์นั่งอยู่บนเตียงพลางมองเพื่อนสองคนกวนกันไปมาแต่โซลริวไม่ค่อยมีแรงเลยตอบโต้มากไม่ได้จนดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วจากที่ควรจะได้พักก็ดูเอาเถอะ โนอาร์ เรย์จินและเซเรฟ เล่นนอนเกยตื้นเป็นแมวน้ำอาบแดดโดนใช้ขาเขาเป็นหมอนไปโดยปริยาย

“นี่พวกแก ฉันไม่ใช่หมอน” โซลริวว่าพลางสะบัดขาออกแต่อนิจจา เขาไม่มีแรงขนาดนั้น

“หึๆ” เสียงหัวเราะในลำคอของโนอาร์ดังขึ้นจนเสียวสันหลัง

“อะไรวะ พวกแกออกไปก่อนดิ” เขาว่าพลางยกหัวเรย์จินออกไปก่อนตามด้วยโนอาร์ส่วนเซเรฟพ่อคนดีศรีสยามของกลุ่มเขาอัญเชิญหัวคนผมเงินไปไว้ที่หมอน คิดผิดรึเปล่านะที่ให้พวกมันเล่นแบบนี้เพราะทันทีที่โซลริวทำแบบนั้นสายตาสองคู่ก็หรี่ลงทันทีคล้ายลูกหมาขี้ดื้อทั้งหมดถูกแย่งขนม

กระทั้งพวกมันกระโจนเข้ามาก่อกวนอีกนั้นแหละ โซลริวถึงได้ด่าเมเทียสว่าส่งมาตอนนี้ทำไมฟะ

“พวกแกปล่อยให้ฉันนอนต่อเถอะ!!!!ฉันพึ่งฟื้นนะว้อยยยยยย” โซลริวตะโกนขึ้นสุดเสียงแต่ก็ต้องหัวเราะไปตามระเบียบเพราะถูกเซเรฟหน้ามึนเดินเข้ามาร่วมวงครบทีม

“ให้ฉันนอน ปล่อยให้ฉันได้นอนพักเดี๋ยวนี่” แล้วเสียงโว้ยวายดังขึ้นจากห้องนอนที่เงียบมานานนับปีเรียกให้ผู้มาใหม่เผยรอยยิ้มดีใจ เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าโซลริวฟื้นขึ้นมาแล้ว

“คุณรินครับ คุณชายฟื้นแล้ว”

“งั้นหรือ งั้นก็ปล่อยให้คุยกับเพื่อนไปก่อนก็แล้วกันนะ ขอบใจที่อยู่รอจนฉันกลับมานะ” หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามแม้จะมีอายุขึ้นแล้วก่อนรอยยิ้มใจดีจะปรากฏขึ้น ซึ่งรอยยิ้มนั้นไม่ได้ต่างจากโซลริวเลยสักนิด เธอแอบไปดูสักหน่อยเพราะตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เจอหน้าแบบสบตาลูกชายเป็นครั้งแรก พอเห็นว่าเด็กๆเล่นกันอยู่ก็ได้แต่หัวเราะกับภาพที่เห็นแล้วเดินลงไปทำกับข้าวพร้อมกับเสียงที่แว่วออกมาจากห้องจนคนฟังต้องส่งเสียงขำขันพร้อมรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าและความลำบากใจเคลือบไว้จางๆ

“ปล่อยให้ฉันไปนอนได้แล้ว ไอ้พวกทรยศ ไอ้พวกXXX

ดีเหลือเกินที่อย่างน้อยๆวันนี้ยังมีคนเคียงข้างเขา...

 

 

**********จบ**************

ขอบคุณทุกคนที่อ่านทันถึงตอนนี้นะ 55555 แต่จบแล้วไม่คิดว่าลงรวดเดียวมันจะเสียเวลาอีกนิดไปเรื่อยๆขนาดนี้ ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

115 ความคิดเห็น