Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 40 : บทที่38 ถอนคำสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่38 ถอนคำสาป

โซลริวตื่นมาตอนเช้าๆก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาเพราะแทนที่จะตื่นขึ้นในเตียงหลังใหญ่ ทำไมเขาถึงมาตื่นในรถม้าแทน เสียงคุยกันอย่างออกรส(น่าจะเรย์จินคนเดียว)กับเซรฟดังขึ้นข้างนอกในขณะที่รถม้ายังเคลื่อนตัวไปข้างจนได้ยินเสียงเกือกม้าดังกรุบกรับๆ

เด็กหนุ่มหรี่ตาลงก่อนจะส่งเสียงขึ้นจมูกพลางเอื้อมมือไปเปิดผ้าม่านที่กั้นโซนระหว่างเขากับคนนั่งด้านนอก พวกมันสองคนหันมามองก่อนเรย์จินจะยิ้มเจื้อนเมื่อเห็นว่าโซลริวทำหน้าบึ้งตึง

“คุณชายโดนต่อที่ไหนต่อยมาขอรับ” เสียงยอกเย้าดังขึ้นราวกับจะยั่งโมโหกัน

“ตื่นแล้วออกมาสูดอากาศข้างนอกมั้ยครับ” เซเรฟถามอย่างสุภาพก่อนจะยิ้มมาดคุณชาย พอมีความผิดทำเป็นห่วงเป็นใยผิดปกติเชียวนะ เจ้าพวกนี่นิ!

“ทำไมพวกแกไม่ปลุกฉัน” โซลริวถามเสียงขุ่นไม่น้อย

“ก็คุณโนอาร์บอกว่าคุณไม่ตื่นนี่นา เขาเลยแบกคุณมากนอนต่อที่รถ”

“เหอะ มันไม่ได้ปลุกเลยสักนิดเถอะ” เขาส่ายหน้าก่อนจะกวาดสายตาหาคนผมแดงที่หายหัวไป

“คิดถึงหรอ เพิ่งห่างกันแค่ตอนหลับอ่ะนะ” เสียงตัวปัญหาดังขึ้นจากด้านบน โซลริวลอกตาขึ้นไปมองก่อนจะถอนหายใจพลางตบตัวรถทีหนึ่ง

“เบื่อหน้าแกจะตายโนอาร์เอ้ย”

“ห๊ะ ให้มันจริงเถอะ นี่สินะเพื่อนกันอ่ะ ไม่เป็นไรฉันจะคิดซะว่าเต่าน้อยมันปากแข็ง” ว่าจบเด็กหนุ่มก็หัวเราะเยาะอย่างสะใจ หลังจากเถียงข้างๆคูๆเพื่อเอาชนะอีกคน

“ถ้าจะคิดถึงก็น่าจะเป็นเซเรฟมั้ย” โซลริวว่าพลางหันมองเซเรฟที่นั่งหัวเราะในลำคออยู่ด้านหน้าก่อนจะถาม “ว่าแต่พวกเราจะไปไหนกัน”

“ไปโอเทียร์ร่าครับ”

คำตอบของเซเรฟทำเอาโซลริวคิ้วกระตุกได้ยินเสียงโนอาร์กับเรย์จินหัวเราะเบาๆในขณะที่เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

“แก้คำสาปสินะ อะไรจะรีบขนาดนั้น” โซลริวบ่นอุบอิบหลังจากที่นอนเล่นบนเตียงมาสามสี่วัน มันน่าจะมีเป็นช่วงผ่อนคลายอิริยาบถอีกสองวันสักหน่อย เว้นแค่ตอนนี่ต้องมานั่งปวดตูดกลับโอเทียร์ร่า แถมยังถูกหิ้วมาโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย

คนหิ้วมาก็นั่งสบายใจอยู่บนหัวโน้น

“พอแก้คำสาปแล้วทำไงต่อ” เขาถามขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้เรย์จินบรรยายเรื่องอาณาจักรต่างๆของโฮลี่มาร์ค เกิดความเงียบขึ้นสักพักใหญ่ๆ

“ผมอาจจะกลับบ้านพักผ่อนอะไรเทือกนั้นน่ะเพราะดูเรื่องเรียนก็คงไม่ต่อไม่ได้นอกจากเข้าเรียนใหม่” เซเรฟตอบก่อนจะเอนตัวพิงที่กั้นพร้อมยิ้มที่มุมปาก

“ฉันจะรับภารกิจที่ใช้เวลาทำนานๆ ไม่ได้จะอู้เรื่องเรียนนะแต่เงินก็สำคัญ ฉันกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว” เรย์จินว่าอย่างตลกๆแต่มันคงทำจริงๆ

“ฉันไม่มีที่ให้ไป ถ้าไม่ไปทำภารกิจกับเรย์จินก็น่าจะอยู่กับแกนะโซลริว”

“ทำไมแกต้องอยู่กับฉันวะ”

“หาเรื่องอู้ไง แกมันตัวขี้เกียจนี่นะ” โนอาร์ว่าพร้อมหัวเราะแต่โซลริวไม่ขำกับมันหรอกนะ

“ฉันไม่ขี้เกียจแล้ว เพราะขี้เกียจถึงได้ถูกรุมสะกำจนซี้แหง๋แก๋”

“อ่า เพราะขี้เกียจทำให้ประสิทธิภาพต่างๆลดลงสินะ” เรย์จินดันมาวิเคาะห์ตอนนี้เพราะเมื่อก่อนโซลริวก็เอาแต่นอนนี่นะ ความจริงพวกเขาก็เปิดอกคุยกันหลายๆเรื่องราวกับเป็นการจัดแคมป์กระซับความสัมพันธ์อะไรเทือกนั้น และได้ผ่านเรื่องยากลำบากมาด้วยกันหลายอย่าง

ก็คงสนิทกันที่สุดแล้วมั้ง

“ไม่เป็นไรนะครับ มันผ่านมาแล้ว” เซเรฟว่าพลางลูบหัวโซลริวเบาๆพร้อมกับหยิบใยแมงมุมออกไปเส้นผมสีดำสลวย โซลริวยกมือลูบที่ตำแหน่งที่เซเรฟเพิ่งแตะผ่านอย่างแปลกใจแต่ถ้ามองดูรถม้าดีๆจะเห็นว่าหยากไย่เต็มไปหมด

“เซเรฟ แกเป็นเจ้าชายหรือเปล่าวะ” โซลริวถามพลางปีนออกมานั่งแทรกระหว่างเรย์จินกับเซเรฟ

“เปล่านี่ครับ” คนผมเงินตอบกลับพร้อมย่นคิ้วนิดๆ “ทำไมคุณถึงได้ถาม”

“อ้าว ก็แกดูสุภาพกว่าไอ้เรย์จินมันไง ทำอะไรก็ดูเจ้าชายไปหมด ดูเรย์จินดิมือแตกหมดแล้ว”

“โซลริวแกปากดีตั้งแต่เมื่อไร” คนถูกพาดพิงถามขึ้น

“ตั้งนานแล้วเถอะ ถ้าไม่ติดง่วงอ่ะ”

“ฉันมือแตกเพราะทำงาน ใครจะมือดึกด๋อยอย่างแกละฟาดอะไรก็แดงไปหมด นั่นมือหรือเกี๊ยวลวกกันแน่” องค์ชายแดนมนุษย์หันมาแยกเขี้ยวเรียกเสียงหัวเราะจากโนอาร์ที่นอนฟังอยู่ด้านบน

“เกี๊ยวลวก?..มือฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

“ฮ่าๆ เกี๊ยวลวกก็เหมาะนะโซลริว” เสียงโนอาร์ดังขึ้นอย่างเห็นด้วยก่อนเสียงหัวเราะครื้นจะดังกลบความเงียบตรงชายป่า โซลริวเถียงพวกมันไม่ทันเถอะเอาจริงๆ เขาถึงต้องยอมให้พวกมันพูดสนุกปากจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเซเรฟรายนั้นก็กลั้นหัวเราะเต็มที่ เดี๋ยวเถอะ

 พวกเขาไม่ได้ใช้เวทของโนอาร์เพราะเรย์จินบอกว่าไม่ต้องรีบกลับยังไงอาร์เทลก็ไม่ได้หนีไปไหน

กลิ่นไอของที่นี่แปลกไปนิดๆเพราะภัยธรรมชาติเข้าลุกล้ำความอุดมสมบูรณ์ราวกลับจะทวงคืน ต้นไม่เริ่มเหี่ยวเฉาดูน่าสงสารไม่น้อย โซลริวมองออกไปรอบๆก็เห็นความทุกข์ยากกลืนกินแผ่นดินนี้ไปหมด แตกต่างจากตอนที่เขามามากโข

“เป็นแบบนี้นานแล้วหรอ” โซลริวถามขึ้น

“ก็หลังจากที่แกตายไม่นานเท่าไร” เรย์จินตอบเสียงเบาเพราะพวกเขาเริ่มเข้าสู่เขตการค้าคนเยอะก็ไม่อยากเสี่ยง “ทุกอย่างดูแพงไปหมด ไหนจะข่าวเรื่องจี้ปล้น ที่นี่กำลังถอยหลังลงไปมาก”

“ขนาดนั้นเลยหรอ”

“อืม” เรย์จินพลักหน้าโซลริวกับเซเรฟถึงได้เห้นว่ามันไม่ได้แตกต่างจากที่องค์ชายพูดแม้แต่น้อย

“กรี๊ดดดดดดด”

เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากด้านหน้าท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายในตลาด เรย์จินลุกพรึบราวกับเป็นสัญชาติไม่ต่างจากโนอาร์ที่ลุกนั่ง เซเรฟชะโงกหน้าไปดูเหตุการณ์ที่เยื้องๆไปไม่ไกลก็เห็นว่ามีการทำร้ายร่างกายกันอยู่ ทั้งหมดมองหน้ากันโดยมิได้นัดหมายเพราะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นมันมักจบไม่สวยเสมอไป

โซลริวรู้ดีว่าพวกมันก็คิดเหมือนกัน ไม่มีใครอยากยุ่งเรื่องของคนอื่น...หรอก..

“อย่ายุ่งกับลูกสาวฉันไอ้พวกชั่ว อั่ก”

“ท่านพ่อ!

เด็กสาวกรีดร้องสุดเสียงเมื่ออีกฝ่ายเงื้อดาบขึ้นสูงหมายจะแทงบิดาของตนให้ตายในทันที หยดน้ำตาร่วงลงพื้นเมื่อนึกสภาพแต่ร่างกายของเธอถูกพันธนาการไว้แน่นจนได้แต่มองและร้องห้ามท่ากลางเสียงกรีดร้องของคนร่วมเหตุการณ์คนอื่น บางคนได้แต่เบือนหน้าหนีเพราะชายวัยกลางคนดันไปมีเรื่องกับเศรษฐีท่านหนึ่งเข้า

กึก

ความแปลกประหลาดวูบเข้ามาในอกหลังจากที่รู้สึกตัวอีกทีเขาก็ยืนขวางอยู่ตรงนี้ โซลริวรั้งมืออีกฝ่ายไว้ด้วยมือข้างเดียวในขณะที่โนอาร์ใช้มีดสั้นจ่อลำคอชายร่างผอมกร่อนหลังจากที่เรย์จินเตะขาพับให้ล้มลงข้างหนึ่งและกดไหล่ไว้แน่นและเซเรฟเป็นคนดึงร่างเด็กสาวให้ออกจากพันธนาการ

ความเงียบเกิดขึ้นในทันทีหลังจากผ่านวินาทีที่แทบจะทำให้หยุดหายใจ อีกมือหนึ่งของโซลริวจ่อคิลล์ไว้ที่ลำคอของเศรษฐีร่างท้วมที่ยืนอยู่นอกวงจนเลือดซึม

“ที่นี่มีกฎ” เรย์จินพูดขึ้นพร้อมกวาดสายตามองผู้คนอย่างหน่ายใจ ไม่มีใครจะยื่นมือช่วยเลยสักนิด น้ำเสียงขององค์ชายมีกระแสความกรุ่นโกรธไม่มากไม่น้อย “และที่นี่มีราชา อย่าทำอะไรที่มันไม่เข้าท่า”

“พวกแก” เสียงตะเบ่งดังขึ้นจากเศรษฐีร่างท้วม กลัวก็กลัวจนไม่กล้าขยับเพราะตอนนี้เจ้าของดาบที่จ่อคออยู่ตอนนี้ก็ดูอารมณ์ไม่ดี

“หุบปาก” โนอาร์พูดขึ้นก่อนจะกดคมมีดลงบนลำคอเหยื่อในมือจนได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างกลัวตาย

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านถึงทำแบบนี้” เรย์จินถามอย่างเป็นกลางที่สุดแม้จะไม่อยากทำก็เถอะ

“ก็พวกมันสองพ่อลูกยืมเงินข้าไปแล้วไม่ยอมคืน”

“โกหก ท่านเอาไปแล้ว” เด็กสาวแทรกขึ้นอย่างไม่ยอมแต่พอถูกชายร่างท้วมจ้องมองก็ต้องหดคอกลับ เซเรฟเลยใช้ตัวบังไว้แทน

“คืนที่ไหน พวกแกยังไม่ได้คืนข้าสักบาท!

“ไม่ ท่านเอาไปแล้วเมื่อวาน แต่วันนี้กลับจะมาเอาตัวลูกสาวข้าไปขัดดอก มันไม่ยุติธรรม ท่านชายได้โปรดพิจารณาด้วย” ชายวับกลางคนกุมท้องไว้พลางมองหน้าเรย์จิน องค์ชายแดนมนุษย์ขมวดคิ้วก่อนจะมองหน้าชายร่างท้วมที่หน้าตาไม่เป็นมิตรอยู่แล้วแต่กลับทำตัวไม่น่าคบหา

จะเอาเด็กสาวอายุไม่ถึง 15 ปีไปขัดดอก ตาแกตัณหากลับจริงๆ

“เท่าไรครับ” เซเรฟเป็นคนเอ่ยขึ้น “ครอบครัวนี้ติดเงินท่านเท่าไร ข้าจะชดใช้ให้”

“...ก็เยอะพอสมควร” ชายร่างท้วมเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางฟึดฟัดเหมือนถูกขัดใจเพราะถ้าเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ยื่นมือมาช่วยเด็กน้อยก็คงหลุดมือไปอีกแน่ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลัวจ้องมองพวกเขาไม่ละสายตาดังนั้นสิ่งที่เศรษฐีร่างท้วมทำได้ก็มีแค่ต้องถอยก่อน

หลังจากจัดการปัญหาต่างๆจนหมด ความสงบก็กลับมาสู่ตลาดการค้าอีกครั้ง พวกเขาสี่คนมองหน้ากันทันทีเมื่อชายวัยกลางคนคุกเข่าอยู่ต่อหน้าหลังจากแยกออกมาจากที่เกิดเหตุเมื่อครู่

“ต้องขอบคุณท่าน หากไม่สิ้นวาสนาก่อนข้าจะหาเงินไปคืนท่าน”

“ไม่เป็นไรหรอกลุง คนกันเอง” เรย์จินเอ่ยขึ้นพร้อมกลับมายิ้มเริงร่าเหมือนเดิมก่อนจะช่วยพยุงลุงให้ลุกเพราะยังไม่อยากอายุสั้นทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้นบ้าง

“แล้วลุงมีเงินเหลือรึเปล่า ลูกสาวของลุงยังต้องเรียนหนังสือต้องกินข้าวครบสามมื้อนะครับ” เซเรฟเอ่ยขึ้นพลางลูบหัวเด็กสาวเบา

“เซเรฟกำลังจะบอกให้ลุงรับเงินก้อนหนึ่งจากพวกเราไว้ดูแลลูกสาวของลุง” เรย์จินรวบรัดทันที

“เอ๋ แต่ลุงไม่มีเงินใช้คืนนะหรือให้ฟรีลุงก็รับไว้ไม่ได้หรอก” ชายวัยกลางคนพูดอย่างวางตัวไม่ถูก

“งั้นลุงก็เอาไว้ให้ลูกสาวใช้ร่ำเรียนแทนสิ” เรย์จินดึงถุงเงินก้อนหนึ่งออกมาจากช่องมิติ “เงินนี้ไว้ใช้ยามจำเป็นก็ได้”

“แต่ว่า...”

“บอกให้รับก็รับไปสิ” เสียงเย็นๆติดดุของโนอาร์ดังขึ้น เด็กหนุ่มผมแดงดูไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อยราวกับตั้งใจจะกดดันให้ลุงรับเงินไปให้ได้

“รับ ไว้ ซะ”

“ยะ..อย่างนั้น ก็ได้” ชายวัยกลางคนเสียงติดจัดเมื่อจ้องดวงตาสีแดงที่ว่ามีเพียงเทพชั้นสูงเท่านั้นที่มีแบบนี้ได้ คนของตระกูลอัลมักจะมีดวงตาสีแดงเลือดเสมอ ดังนั้นชายวัยกลางคนจึงรับเงินไว้พร้อมกับขอตัวแยกกลับบ้านไปโดยไม่ลืมคำขอบคุณส่งท้าย

โซลริวมองเด็กหญิงก่อนจะโบกมือส่งเมื่อเธอหันกลับมาครู่หนึ่ง พอได้เห็นแบบนี้ก็ทำให้เขาคิดว่าความแร้นแค้นที่สะสมมาหลายร้อยปีกำลังจะทำให้โลกใบนี้ตายลงช้าๆ หากว่ามันต้องเป้นแบบนั้นจริงๆหลายชีวิตคงทรมานเพราะแบบนี้นโซลริวก็ได้ตัดสินใจแล้ว ยังไงก็ต้องแก้คำสาปก่อน

 เขาหันไปมองโนอาร์บ้างปกติจะเงียบตลอดและคราวนี้ก็เล่นบทโหดกดดันลุงไปจนได้

“ว่าจะไม่ยุ่งแล้วเชียว” โนอาร์ว่าเสียงเย็นลงพลางมองตัวตนเหตุที่ยืนยิ้มแห้งๆอยู่ข้างๆ พอโซลริวหายไปจากรถม้าพวกเขาก็ขยับตามทันทีราวกับถูกกระชากให้ตามไป

“แฮ่ ๆ ตัวมันไปก่อนสมองจะคิดนะ” ตั้งแต่เขาถูกฆ่าตาย ตอนนั้นก็ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย มันคงเป็นความจำฝังใจไปแล้วพอมาเจอสถานการณ์คล้ายๆกันร่างกายก็ขยับไปเอง

“ถ้างั้นเรากลับกันเถอะครับ” เซเรฟพูดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะกลับไปที่รถม้าเพื่อดินทางกลับอาร์เทล และจุดหมายทั้งหมดของพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้ว

ตลาดยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา โซลริวมองเห็นความอดยากและความเจ็บป่วยไร้ทางรักษา ความยากจนกัดกินผู้คนเช่นเดียวกับสภาพอากาศที่แปรปรวน เมื่อสักครู่แดดสว่างจ้าแต่ตอนนี้กลับมีลมแรงคล้ายพายุใหญ่กำลังจะมา

พอเห็นว่าสายเข้าหน่อยพวกเขาก็แวะหาอะไรกินรองท้องก่อนเพราะเดินทางตั้งแต่เช้ามืดเพิ่งจะมาถึงโอเทียร์ร่าตอนสายๆ หากยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแน่นอนว่าพวกมันคงประท้วงไม่หยุด

ระหว่างที่ยืนรออาหารตามสั่งโซลริวที่ยืนรั้งท้ายก็ได้หันมองคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะผ่านเขาไปอย่างพอดิบพอดี ทั้งหมดใส่ผ้าคลุมสีดำทั้งตัวดูแปลกตาท่ามกลางความปกติของที่นี่ เพราะที่โอเทียร์ร่าคนส่วนใหญ่จะใส่ผ้าคลุมทับไว้ราวกับเป้นทำเนียบปฏิบัติ

เสียงพึมพำดังขึ้นในกลุ่มนั้นราวกับบทสวด แต่โซลริวกลับได้ยินเต็มสองหู

“มารอเลียน..” ชายหนุ่มพึมพำตามที่จับประโยคได้ โซลริวเคยได้ยินนะ มารอเลียน..เป็นชื่อเรียกของโลกทั้งห้า และรู้สึกว่าแบล็คนิสจะชอบสบถคำนี้บ่อยๆตอนโมโห

“จะกินมั้ยข้าว” เรย์จินเรียกครั้งที่สามก็เห็นว่าโซลริวกำลังพึมพำอะไรคนเดียวก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าอย่างไม่อิดออด พอเป็นเรื่องอาหารเชื่องดีนัก พอได้กินอิ่มท้องทุกคนก็แยกย้ายไปหาอะไรกินแก้คาว โซลริวอยู่ใกล้ๆรถม้าเพราะขี้เกียจเดินไกล เขานั่งมองคุณยายที่ขายเครื่องประดับอยู่พักหนึ่งก่อนคุณยายจะหันขึ้นมาสบตาพร้อมรอยยิ้ม

โซลริวหันมองรอบๆก็พบว่าไม่มีใครสบตากับยายเลยนอกจากโซลริวที่อยู่ใกล้สุด

“พ่อหนุ่มสนใจเครื่องประดับมั้ย” เสียงคุณยายถามขึ้นอย่างหยอกล้อแต่โซลริวก็บ้าจี้ตอบกลับ

“ไม่จ้ะยาย ผมมีแล้วเว้นแต่ยายจะลดให้สักครึ่งหนึ่ง”

“ฮึๆ ยายขายของมือสอง ลดกว่านี้ไม่ไหวแล้ว” คุณยายตอบกลับพร้อมหัวเราะเสียงสั่นเครือ “แหวนนั่นของพ่อหนุ่มหรือ สวยดีนะ”

“แปลกต่างหากละครับ” โซลริวว่าพลางคิดถึงตอนที่ได้มา พ่อ..เป็นคนมอบให้เขา

“ทำไมทำหน้าเศร้าแบบนั้นล่ะ” คุณยายถามขึ้นพร้อมมองเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้มอย่างมีเมตตา

“เปล่าหรอกยาย”

“เด็กๆนี่อารมณ์เปลี่ยนง่ายจังเลยนะ” คุณยายพึมพำก่อนจะกวักมือเรียกให้โซลริวเข้าไปหา

“ครับยาย”

“อ่ะนี่ยายให้”

!!?

“ขายไม่ออกแต่เห็นว่าเข้ากับแหวนของพ่อหนุ่มน่ะ” คุณยายว่าพลางวางแหวนลงบนฝ่ามือเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม มันเป็นแหวนสีดำเหมือนๆกันคล้ายกับของเลียนแบบ แต่ถ้าสังเกตดีๆดวงตาของแหวนที่ยายให้เขาจะฝั่งอัญมณีคนละสีไว้

“เหมือนกับพ่อหนุ่มเลยนะ ตาคนละสี” คุณยายทักขึ้นโซลริวถึงได้รู้ตัวว่าลืมสวมฮูดคลุมหัว เขาหัวเราะแห้งๆก่อนจะยิ้ม

“ยายว่ามันแปลกมั้ย”

“ไม่หรอก” คุณยายพูดราวกับเข้าใจในประโยคไม่สมบูรณ์นั่น “ทุกอย่างมันมีความงดงามของมันเสมอ”

ยังไม่ทันที่โซลริวจะได้ถามอะไรเพิ่มเติมเสียงของเรย์จินก็ดังขึ้นจากด้านหลังเขาพบว่าพวกมันพร้อมที่จะเดินทางแล้ว เด็กหนุ่มหันกลับมาลาคุณยายแต่ก็พบว่าตรงหน้าว่างเปล่า..!!?

โซลริวมองแหวนในมือก็พบว่ามันยังอยู่ คิ้วเด็กหนุ่มขมวดข้าหากันทันทีแต่พอเรย์จินเร่งเขาเลยรีบหมุนตัวเดินกลับไปโดยที่ไม่เห้นว่าคุณยายยืนมองอยู่อีกฝั่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

“ในที่สุดก็เจอแล้ว” เสียงพึมพำดังขึ้นก่อนที่คุณยายจะหายไปในฝูงชน

 

โซลริวนอนเล่นอยู่บนรถม้าระหว่างนั้นก็ปล่อยให้พวกเพื่อนๆนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ข้างนอก เสียงผู้คนเริ่มเบาบางลงหลังจากผ่านย้านการค้าออกมา แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความสนใจของโซลริวคือแหวนอีกวงที่เขาได้มาอย่างงงๆ

โซลริวนั่งคิดนอนคิดจนปวดหัว หรือต่อให้คิดจนสมองแตกตายก็คงจะหาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่ได้ เพราะแบบนั้นชายหนุ่มถึงได้ถึงได้ชะโงกหน้าออกไปข้างนอกเพราะเสียงพลุดังสนั่นฟ้า

“วันนี้มีงานอะไร”

“พิธีปิดทูวีคฮันเตอร์ในมหาลัยไง” เรย์จินเป็นคนตอบก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัว “แกอยากไปดูงานป่ะ”

“มันวุ่นวายมั้ย”

“แน่สิ แต่สนุกนะ”

“ถ้าพวกแกไปฉันก็ไป”

“เยี่ยม เดี๋ยวฉันเป็นไกด์ให้เอง”

เสียงของเรย์จินดูตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อต้องนำเที่ยวอย่างที่พูดไว้ พวกเขามาถึงแท่นเวทมนตร์ไม่กี่นาทีต่อมาก่อนจะขึ้นมาถึงอาร์เทลได้สำเร็จ โซลริวรู้สึกตื้นตันใจยังไม่ไม่รู้ ลองคิดภาพว่าเราได้กลับไปโรงเรียนเก่าดู กลิ่นมันจะอิ่มๆหน่อย

พอเดินตามไปทางโน้นความรู้สึกเขินก็พุ่งเข้ามาในความรู้สึก เป็นความรู้สึกเหมือนเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ

ไม่ว่าจะเป็นต้นซากุระที่เคยบานสะพรั้งตกมาปีนี้ก็ยังบานสะพรั้งเหมือนเดิม มารู้ทีหลังว่าซากุระในอาร์เทลไม่เคยหมดฤดู มันออกดอกเพิ่มเสมอจึงกลายเป้นสิ่งพิเศษในมหาลัยไปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นสนามที่เคยเรียนห้องเรียนที่เคยอยู่ โซลริวเดินสำรวจรั้งท้ายตามที่เรย์จินพาเดินทบทวนก่อนที่พวกเขาจะไปหาที่นั่งดีๆในอควาเรียมสามกษัตริย์ที่น่าจะใหญ่จนมองไปฝั่งตรงข้ามเห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆเพื่อดูพิธีปิดงานทูวีคฮันเตอร์และประกาศผลปราการที่ได้เข้าชิงจ้าวสี่ทิศ

คนเยอะไปหมดแต่โซลริวไม่รู้จะมองใคร ปีนี้ก็คงคึกคักเหมือนที่ผ่านๆมากละมั้ง

เจ้าหนุ่ม เสียงเรียกหนึ่งดังขึ้นโซลริวหันไปก็ไม่มีใครที่สำคัญเขานั่งอยู่แถวสุดท้าย โนอาร์นั่งข้างหน้าส่วนเซเรฟกับเรย์จินนั่งขนาบข้างเขา

“มีอะไรหรอครับคุณโซลริว”

“เปล่าๆ ดูต่อเถอะ” เขาหันมาตอบก่อนจขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งบ้างเพราะนั่งนานก็เมื่อยตัว

รีบถอนคำสาปเร็วเข้า

เร็วเข้ามันจะไม่ทันกาล

เสียงนั่นดังอยู่ในหัว รู้สึกว่าแหวนทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนนิ้วเริ่มร้อนวูบ โซลริวตัวชานิดๆราวกับไม่เป็นตัวของตัวเอง

ปล่อยให้ข้าสิงร่างเจ้า พวกเราต้องรีบถอนคำสาป

โซลริวได้ยินชัดแต่ปฏิเสธไม่ได้ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปเองโดนไร้การควบคุมจากเขาทั้งหมด เพียงวูบเดียวโซลริวก็ปรากฏอยู่กลางสนามกว้างใหญ่ทันที เสียงท้องฟ้าสั่นครืดหลังจากที่ตั้งเค้ามานานพร้อมกับเด็กหนุ่มผมดำที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น

จู่ๆในหัวของโซลริวก็รู้ขึ้นมาว่าที่นี่เป็นที่ที่จอมมารเมเทียสถูกหักหลังโดยสามกษัตริย์ที่สร้างอควาเรียมขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นอีก

เสียงฮือฮาดังขึ้นเมื่อวงเวทใต้เท้าของเด็กหนุ่มผมดำที่ยืนอยู่กลางสนามพร้อมกับร่างกายของทุกคนถูกมือที่มองไม่เห็นกดไว้ไม่ให้ขยับ อักขรเวทขนาดใหญ่ค่อยๆปรากฏขึ้นจนจนครบแปดตัวเรียงล้อมเป็นวงกลมในขณะที่ท้องห้าเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีดำ พื้นแผ่นดินสั่นไหวจนเกิดเสียงหวีดร้องอย่างตกใจดังระงมไปปทั่ว

เรย์จิน โนอาร์ เซเรฟที่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้อยู่แล้วจึงทำได้เพียงยืนให้กำลังใจอยู่ที่เดิมแต่ถ้าเกิดข้อผิดพลาดพวกเขาจะแทรกแซงการแก้คำสาปทันที

แน่นอนว่าคนอื่นไม่รู้ว่าวันนี้โซลริวจะแก้คำสาปให้โลกใบนี้กลับมาอุดมสมบูรณ์

โซลริวรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังสูบเรี่ยวแรงออกไปเมื่อวงเวทใต้ฝ่าเท้าเริ่มขยับ มือทั้งสองข้างของเขาประกบกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆแยกออก วงเวทเล็กๆแต่หมุนเป็นเกลียวปรากฏก่อนที่พลังเวทสีดำลูกใหญ่เท่าลูกบอกจะถูกดีดขึ้นฟ้าจนสนั่นไปทั่วโอเทียร์ร่า

โซลริวรู้แค่ว่าเขาเหนื่อยและเจ็บปวดร้าวกับถูกรีดเค้นเอาเลือดเนื้อรวมไปถึงพลังกำลังออกไปจากตัว เสียงของกระดูกที่ขาลั่นกร๊อบคล้ายกับว่าเป็นผมกระทบจากวงเวทที่ใต้เท้า

อดทนหน่อยเจ้าหนุ่ม ข้าต้องใช้พลังของเจ้าเท่านั้น

เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวแต่โซลริวรู้สึกว่าวงเวทที่ใต้ฝ่าเท้ามันรุนแรงจนรับไม่ไหว เขาเหมือจจถูกสูบพลังไปจนตายกระทั้งความทรงจำสุดท้ายคือโซลริวคล้ายจะทรุดลงไปแต่ร่างกายที่ถูกสิงอยู่จึงไม่ล้มลง

ร่างของเด็กหนุ่มกางฝ่ามือขึ้นบนฟ้าและท้ายที่สุดพลังเวทที่ถูกดึงออกมาสะสมไว้ในวงเวทขนาดใหญ่ก็พุ่งขึ้นสูงจนทะลุกลุ่มก้องเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้าในยามนี้ แผ่นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงส่งผลให้จิตอันชั่วร้ายที่กระจุกอยู่ตามที่ซ่อนสลายไป ไม่เว้นแม้กระทั่งป่ามือที่แผ่ไอเวทออกมาอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องธรรมชาติด้วยกันเอง

พลังเวทที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนแผ่ปกคลุมจนทั้งโอเทียร์ร่าแทบจะตกอยู่ในความมืดก่อนที่ไอเวทสีดำจะถูกถอนออกไปจนหมดสิ้น ทุกคนกลั้นเสียงหายใจอัตโนมัติกับภาพที่เห็นเพราะเด็กหนุ่มทรุดลงไปกองกับพื้นทันทีที่คำสาปถูกลบล้างพร้อมกับท้องฟ้าที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องทะลุลงมาและก่อนเมฆสีดำก็ค่อยๆสลายไป

“โซลริว!” โนอาร์พุ่งยังไปข้างล่างทันทีที่ได้รับอิสระก่อนจะใช้มืออังจมูกและตรวจชีพจร ดวงตาสีแดงเบิกกว้างอย่างตกใจพร้อมกบัวคมารู้สึกใจกระตุกวูบ

 “ไม่ๆ มันไม่หายใจ”

เรย์จินวิ่งตามมาพร้อมกับเซเรฟจึงได้ยินที่โนอาร์บอกด้วยเสียงร้อนรน พวกเขามองหน้ากันด้วยความตกใจ ใบหน้าเด็กหนุ่มทั้งสามซีดลงถนัดตาก่อนที่ใครบางคนจะสมทบเข้ามา

“ปล่อยให้ข้า..ให้ข้าดูอาการเขาหน่อย” หญิงสาวในชุดเดรสสีดำลายลูกไม้ดูงดงามเอ่ยขึ้นพร้อมจับชีพจรดู ความเคร่งเครียดปรากฏขึ้นบนใบหน้าหลายส่วนก่อนเข็มดอกหนึ่งจะถูกจิ้มลงบนร่างของเด็กหนุ่มที่ร่างกายซีดลงถนัดตา

หลายคนยังสับสน แต่พลังเวทเมื่อครู่ไม่ธรรมดาจริงๆกระทั่งได้เห็นมังกรหลายตัวบินโฉบไปมาบนท้องฟ้า

“คำสาป...คำสาปถูกถอนแล้ว” ใครบางคนพูดอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นมังกรบินว่อนอยู่เบื้องหน้าตั้งแต่พวกมันถูกสาปไม่ให้เข้าใกล้อาร์เทลมานานหลายร้อยปี ก่อนน้ำเสียงดีใจปนตกใจจะดังตามมา

“เด็กคนนั้น...เขาถอนคำสาปให้โอเทียร์ร่าแล้ว!!!

 

******* ขอบคุณที่ติดตามกันมานะคะ ตอนต่อไปบทส่งท้ายแล้วเน้อ

หากมีคำผิดก็ขออภัยไว้ที่นี่อีกครั้งนะคะทุกค๊นนนนน

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

115 ความคิดเห็น