Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 37 : บทที่35 แผนการ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่35 แผนการ

ความเสียหายโดยรอบทำให้ท่าเรื่อแม็กซ์นัมเกิดความวุ่นวายจนคนของจ้าวแห่งความมืดต้องเข้าให้ความช่วยเหลือโดยเร็ว ควันสีดำล่องลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศคล้ายกับมีคนเอาสีเทามาแปะไว้ตัดกับความสดใส่ของท้องฟ้าดูดื่นดาษสายตาจนคนมองต้องกัดฟันกรอดอย่างเคืองใจ

เรย์จินปรากฎตัวขึ้นพร้อมๆกับลู่เฟย เพราะโนอาร์ถือตราสัญญาลักษณ์ของกองกำลังพิเศษไว้ทำให้พวกเขาหากันเจอง่ายๆ มันทันเวลาพอดีเพราะโซลริวใช้เวทเคลื่อนย้ายไม่เป็นและถนัดเพียงเวททำลายเท่านั้น มันทำให้ชายหนุ่มผมดำที่พยุงร่างเพื่อนที่แทบจะหมดสติลงไปทุกทีอยากสูบเอาบทเวททั้งหมดในโลกนี้มาไว้ในหัว

และโซลริวคงได้ทำแน่หากกลับไปที่ปราสาท

เรย์จินดีใจปนตกใจไม่น้อยที่การเจอกันระหว่างเขากับโซลริวมาพร้อมกับเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับโนอาร์ เจ้าชายแดนมนุษย์ถลันเข้าไปดูอาการเพื่อนผมแดงทันทีก่อนจะมองหน้าโซลริวที่ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวจริงหรือเพราะว่าเขาตาฟาดไป

แต่เรื่องนั้นต้องตัดออกไปก่อนเพราะโนอาร์กำลังทนไม่ไหว องค์ชายแดนมนุษย์เร่งพลังเวทขึ้นเพื่อรักษา มือหนากางมือเหนือบาดแผลที่ถูกโจมตีด้วยเวทมนตร์ก่อนจะขมวดคิ้วเครียดเพราะว่าวงเวทที่กำลังกัดกินผิวเนื้อจนเหวอะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำลายชิ้นเนื้อเลยสักนิด

“เวทกลืนชีวิต” ลู่เฟยพูดขึ้นพลางมองเด็กหนุ่มทั้งสองทำหน้าเครียด หนึ่งในนั้นก็คือเจ้านายของเขาด้วย “รักษาแบบปกติไม่ได้ จะต้องให้จ้าวแห่งความมืดรักษา มาเถอะ เดี๋ยวข้านำไป”

ร่างสูงของมังกรแดงช้อนร่างเด็กหนุ่มขึ้นดูทุลักทุเลไม่น้อยแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

วูบ~

เพียงพริบตาทั้งหมดก็เข้ามาอยู่ในห้องโถงปราสาทที่โซลริวคุ้นตา สีหน้าตกใจของสาวใช้พร้อมเสียงหวีดเล็กๆเรียกความสนใจขึ้นทันที ลูซี่ที่อยู่ชั้นบนพลอยได้ยินเสียงที่ดังเกินเหตุ หญิงสาวชะโงกหน้าลงมาดูก็เห็นว่าลู่เฟยกับเจ้านายของเธอกลับมาแล้ว

“ลูซี่ โอนิกส์อยู่ไหน” โซลริวถามขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งจัดดูแปลกตาไม่น้อย

“เข้าประชุมตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ” ลูซี่ตอบขึ้นเมื่อเดินลงมาต้อนรับ หญิงสาวมองร่างที่ลู่เฟยพาเข้ามาพร้อมกับเด็กหนุ่มอีกคนที่ไม่คุ้นหน้า

“ให้มันได้ยังนี้ ไป” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนจะก้าวเท้าเดินอย่างหุนหัน ลู่เฟยเดินตามร่างของเจ้านายที่เดินนำขึ้นชั้นบนก่อนจะพาคนเจ็บเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของโซลริว เด็กหนุ่มดูหลุดจากท่าทีเย็นชาออกมามากจนเหมือนเป็นคนละคนจนลู่เฟยกับลูซี่แปลกใจไม่น้อย

“เวทกลืนชีวิต มันจะทำให้เขาตาย” ลู่เฟยเอ่ยขึ้นเมื่อแยกตัวออกมายืนรอทางออกประตูปล่อยให้เด็กหนุ่มผมสีทองร่ายเวทรักษา ถึงจะไม่ได้ผลแต่มันก็ช่วยยับยั้งความรุนแรงของเวทได้

ลูซี่พยักหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ที่ท่าเรือ เป็นฝีมือของใคร”

“คนของจอมมาร แบล็คนิส...เจ้านั่นไม่มีทางปล่อยให้โลกมืดกลับมาสงบสุขแน่”

ตั้งแต่แบล็คนิสขึ้นเป็นราชาจอมมารคนใหม่ได้ไม่นาน ทั่วทุกย่อมหญ้าของโลกมืดที่อ่อนกำลังเรื่องการป้องกันและการโจมตีก็ถูกกวาดล้างเสียหมด รอบๆเขตชนบทกลายเป็นสนามสงครามไปโดยปริยาย ไม่แปลกที่จ้าวแห่งความมืดอย่างโอนิกส์จะงานล้นมือและยมทูตระดับสูงก็แทบจะไม่มีเวลามาคุมโซลริว

ไม่มีใครรู้ว่าแบล็คนิสทำแบบนี้เพื่ออะไร แต่ความวุ่นวายนี้ไม่แน่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามันจะลุกลามไปโลกอื่นๆด้วย ไม่พ้นคืนนี้ท่านโอนิกส์อาจจะจัดกองทหารเพื่อหยุดจอมมารคนใหม่ มันเป็นเรื่องปกติที่สงครามจะต้องเกิดขึ้น ไม่มีราชาคนไหนหลีกเลี่ยงสงครามได้แน่

ไม่เว้นแม้แต่ราชินีหรือควีน

ลูซี่มองแผ่นหลังของเจ้านายที่ไม่ได้เหยียดตรงอย่างยิ่งทะนง ในเวลานี้มันกับให้ความรู้สึกหนักอึ้งจนหญิงสาวต้องเดินไปลูบแผ่นหลังนั่นเบาๆ

“เวทกลืนชีวิตนั่นไม่อาจรักษาได้ให้ทันท้วงที แต่ข้าจะพยายาม” หญิงสาวเอ่ยพร้อมยิ้มหวาน โซลริวชะงักก่อนจะมองสลับกับร่างที่เริ่มสติหลุด โนอาร์เริ่มเพ้อไม่รู้เรื่องแล้ว ถึงโซลริวจะแปลกใจว่าทำไมลูซี่ไม่รีบช่วยแต่แรกแต่เขาก็ไม่ได้คาดหวัง เด็กหนุ่มมองพี่เลี้ยงด้วยสายตาสับสน

“ถ้าคุณรักษามัน แล้วคุณจะเป็นอะไรมั้ย” เพราะโนอาร์เป็นเทพ พลังอาจจะปรปักษ์กันก็ได้ ถึงเขาจะดีใจแต่โซลริวก็ไม่อยากให้มีคนเจ็บเพิ่ม ความรุนแรงของเวทมนตร์มีหลายแบบคล้ายกับโรคร้ายที่เราไม่มีทางรู้อาการ ดังนั้นจอมเวทสายรักษาจึงเหลือน้อยเต็มที่ โดยเฉพาะในโลกมืดที่มีเพียงเหล่าปีศาจมารวมกัน

ถ้าลูซี่เป็นอะไรไปอีกคน เขาจะตามไปเก็บเจ้านั้นถึงถิ่นมัน

“ความจริงแล้วข้าคือปีศาจจิ้งจอกป่าเจ้าค่ะ” หญิงสาวอธิบายพร้อมระบายรอยยิ้ม เธออธิบายกับโซลริวก่อนจะหันไปพูดกับเด็กหนุ่มผู้มีเลือดของมนุษย์อยู่เข้มข้น “ข้าสามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดอันถึงแก่ชีวิตได้ครึ่งหนึ่ง ท่านอย่าลดระดับการรักษาเด็ดขาด”

ว่าจบลูซี่ก็เดินอ้อมไปข้างเตียงทิ้งตัวนั่งลงก่อนจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับคนเจ็บ กระแสสีดำไหลไปตามเส้นเลือดของโนอาร์และผ่านปลายนิ้วมาที่ร่างกายของหัวหน้าสาวใช้ ดวงตาสีเข้มแปลเป็นสีดำทั้งดวงก่อนมันจะกลับมาเป็นปกติ

โนอาร์เริ่มสงบลงและเวทกลืนชีวิตเหมือนจะถูกดูดออกไปด้วย เมื่อลมหายใจของคนเจ็บกลับมาสม่ำเสมอเพราะหลับไปจากความเหนื่อยอ่อน เวทนี้ไม่เพียงแต่ทำลายร่างกายแต่มันยังทำลายพลังเวทและสร้างความเสียหายไปถึงแกนเวท หากไม่รีบช่วยนอกจากจะตายแล้วดวงวิญญาณก็อาจจะดับสูญ

มีเวทมากมายที่ควรจัดเป็นเวทต้องห้าม และเวทกลืนชีวิตก็ควรเป็นหนึ่งในเวทต้องห้าม ความจริงเวทบทนี้เป็นของตระกูล โซลาน่า ตระกูลปีศาจชั้นสูงที่รับใช้จอมมารโดยตรง เธอได้ข่าวว่าเด็กๆรุ่นใหม่ของโซลาน่ามีแต่พวกแสบๆ ดูท่าแล้วก็คงจะจริง

“หากท่านเหนื่อยแล้วก็พักเถอะเจ้าค่ะ ต่อจากนี้ไปพลังเวทของเหล่าเทพจะฟื้นฟูกำลังด้วยตัวเอง” ลู่ซี่หันไปพูดกับคนผมทองที่ยืนเงียบมาตั้งนาน “ข้าขอตัว”

โซลริวมองหน้าลูซี่ก่อนจะเดินตามออกไป แม้จะมองหน้าเรย์จินสักพักแต่ความรู้สึกประหลาดก็ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา มันเป็นความรู้สึกที่แสนอึดอัด พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันมีเพียงมองหน้าเสี้ยววิก่อนโซลริวจะเดินออกมา

ไม่รู้เลยว่าความเป็นเพื่อนของพวกเขาจะเหมือนเดิมหรือเปล่า

“คุณไม่เป็นอะไรแน่นะครับ” โซลริวถามขึ้นเมื่อเดินพ้นประตูโดยที่ลู่เฟยเป็นคนปิดมัน

“เจ้าค่ะ พักสักเล็กน้อยก็ดีแล้ว ท่านเองก็ควรพักผ่อน เดี๋ยวข้าทำแผลให้ก่อนนะเจ้าคะ”

แม้ว่าโซลริวจะอยู่ในโลกมืดมาหลายเดือนแล้วเด็กหนุ่มเริ่มปรับตัวได้หลายอย่าง พวกเธอที่เพิ่งมาติดตามก็ไม่รู้ภูมิหลังมาก่อน แต่โซลริวไม่ยินยอมให้ใช้เวทรักษาให้เวลามีร่องรอยบาดแผลหรือรอยขีดข่วน เด็กหนุ่มชอบทายามากกว่า

เคยได้ยินว่าเมื่อก่อนเป็นมนุษย์ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้

เพราะข่าวลือเศร้าๆละมั้งที่ทำให้ลูซี่เอ็นดูโซลริวขึ้นมาถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะเย็นชาไปหน่อยก็เถอะ

ลู่เฟยยืนมองเงียบๆแต่เพราะเกิดเรื่องขึ้นเช่นนี้ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องทำ ร่างสูงหลีกตัวออกมาและติดต่อไปหาโอนิกส์ทันทีโดยที่โซลริวแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าเบ้ตลอดชีวิตของเขาควบงานสองเจ้า

เมื่อทำทุกอย่างเสร็จโซลริวไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณแต่เด็กหนุ่มเองก็เริ่มเห็นคุณค่าของคนรอบตัวขึ้นมาบ้างแล้ว แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะยากสักหน่อยแต่การเปลี่ยนจากมนุษย์มาอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนัก ยังมีคนที่รักและเป็นห่วงอยู่ตรงนี้แล้วทั้งคน

เมื่อลูซี่แยกไปพักผ่อนโซลริวก็วนกลับมาที่ห้องพัก เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตูสักพักระหว่างนั้นก็รู้สึกประหม่าไปหมดไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มพูดอะไรก่อน แต่เขามีความตั้งใจมากกว่านั้นเพราะว่าเขาจะต้องไปดูให้แน่ใจว่าไอ้คนที่ชิงตัดหน้าเค้กไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนคือเซเรฟหรือเปล่า

เรื่องมีให้ทำเยอะไปหมดแล้ว

แกร็ก~

เสียงประตูถูกปิดจากด้านในก่อนที่มือของโซลริวจะเอื้อมไปถึง เรย์จินมองเขาด้วยแววตาราบเรียบไม่ได้โกรธไม่ได้ยินดี มันอึดอัดไปหมด

“แก ยังไม่ตาย” เรย์จินว่าเสียงเบาคล้ายกับว่าหากพูดดังโลกมันจะถล่มลงมาอย่างงั้น

โซลริวนิ่งไปก่อนจะตอบเสียงเบาไม่แพ้กันนักก่อนจะเดินเข้าไปในห้องและปิดประตูไว้

“ฉันเอง”

“พระเจ้า” เรย์จินพึมพำก่อนจะเดินเข้ามาก่อนเขาไว้แน่นๆ “หนึ่งปี โซลริวแกตายจากพวกฉันไปปีหนึ่ง”

“ไม่คิดว่าฉันเป็นตัวหลอมหรอ” โซลริวยืนอึ้งอย่สักพักก็ถามกลับไปพร้อมกอดมันไว้เบาๆ

“สายตาของแกไม่เคยโกหก” ความรู้สึกของเรย์จินคือดีใจ ความหนาวเย็นที่เกาะกุมจิตใจเขาอยู่ทุกวันหลังจากเกิดเรื่องพลันสลายไปหมด “แกไม่ตาย..ทีแรกคิดว่าแกจะไปเกิดใหม่”

“เรื่องนั้นรู้ได้ยังไง”

“โนอาร์มันบอก มันตามหาแกให้ควักจนกระทั่งอธิการมาเลียบอกว่าแกไม่ได้กลับมาเกิด คิดว่าแกอาจจะเร่ร่อน คิดไปต่างๆนาๆ คำสาปนั่นพวกฉันก็รู้ว่าคนทำคือใคร” เรย์จินว่ายาวๆก่อนจะผละออกดวงตาสีมรกตดูสดใสขึ้นมาไม่น้อยและรอยยิ้มที่โซลริวคิดว่ามันแสบตามาตลอดก็เผยออก

คำสาป? โซลริวเลิกคิ้วนิดๆ เหมือนว่าเขาจะลืมเรื่องนี้ไปนะ

“เรเซล...ชื่อนี้รึเปล่า” โซลริวจำได้แค่ชื่อ

เรย์จินพยักหน้าพลางอธิบาย “ใช่ แต่พวกฉันไม่ได้รับอนุญาตให้รู้ไปมากกว่านี้”

เด็กหนุ่มผมดำขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้าขึ้นลงช้าๆ เขาเป็นประเภทลืมเร็วไปหรือเกิดอะไรขึ้นกับหัวของเขาหรือเปล่านะ ทำไมจำเรื่องที่ถูกกระทำด้วยฝีมือของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้

“เซเรฟ” เขาพูดขึ้นเรย์จินยิ้มเจื่อนไปนิดเพระคิดว่าจะไม่ได้คนผมเงินอีกแต่ดวงตาสีมรกตก็แวววับขึ้นทันทีเมื่อเขาพูดต่อ “ฉันเจอคนหน้าเหมือนเซเรฟ มันเอาคนที่ทำลายท่าเรือแมกซ์นัมไป”

“แล้ว..” เรย์จินรู้สึกหัวหมุนเมื่อได้ยินว่าเซเรฟอาจจะยังไม่ตาย ในใจก็แย้งกันไปหมดเพราะคิดว่าอาจจะเป็นคนหน้าเหมือนแต่อีกใจกลับลิงโลดอย่างยินดีเมื่อได้ยินเรื่องนี้ มันทำให้เจ้าชายแดนมนุษย์อยากเห็นคนที่โซลริวบอกว่าเหมือนเซเรฟกับเขาด้วย

“ฉันจะไปลากคอมันมาถามนะสิ” ดวงตาสลับสีที่เรย์จินเพิ่งสังเกตเจอทำเอาคนผมทองอร่างเบิกตากว้าง

“แกแน่ใจว่านั่นคือเซเรฟ”

“ไม่รู้สิ”

“แกรู้หรอว่ามันอยู่ที่ไหน”

“ไม่รู้”

“งั้นแกเอาอะไรมาแน่ใจว่าจะหามันเจอ”

“สืบสิ ไม่มีอะไรที่คนอย่างฉันอยากรู้แล้วไม่รู้” โซลริวพูดขึ้นเสียงโทนเดิม คนผมดำทำหน้านิ่งจนเรย์จินแทบคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก แค่โนอาร์ก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ไหงโซลริวถึงได้เข้าถึงยากกว่าเดิมอีกเนี่ย ไม่เข้าใจจริงๆ

“นี่ มานี่” เรย์จินกวักให้โซลริวไปนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่

“อะไร” โซลริวถามก่อนทุกอย่างจะเข้าสู่ความเงียบเมื่อเรย์จินทำสิ่งที่ไม่เข้าใจอย่างหนัก นั่นคือการนั่งจ้องหน้าเขา “อะไรของนายเรย์จิน”

“ก็เป็นแกทุกอย่างแต่ไอ้ตาข้างหนึ่งของแกทำไมถึง..”

“อ่อ...ตาข้างนี้หรอ” โซลริวชี้ตาซ้าย “ไม่รู้สิ ถ้าเป็นเมื่อก่อนโนอาร์ร่ายเวทปกปิดไว้ให้น่ะ”

“อ๋ออออ ก็ว่าทำไมไม่เห็นมาก่อน” เรยืจินลากเสียงก่อนจะยิ้ม “พวกแกนี่นะ...ทำแต่เรื่องให้ฉันปวดหัว”

“ขอโทษ” โซลริวเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ฉันต่างหาก ขอโทษนะ ถ้าเกิดว่าเชื่อใจแกมากกว่านี้คงไม่พุ่งใส่แบบนั้น” เรย์จินยังเคยเชื่อว่าโซลริวตั้งใจฆ่าเซเรฟ คนผมทองยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ความจริงแล้วมันก็พูดยากนะที่ว่าจะกลับมาเชื่อใจกัน ตอนนี้พวกเขาแค่อาศัยเศษเสี้ยวความใจดีของโซลริวต่างหาก จะว่ายังไงดีนะ...

พวกเขาเป็นคนทำลายมัน ไม่สิ..ทุกอย่างเหมือนรอจังหวะทำลายมันให้ย่อยยับ

คำสาปนั่น..

“มันผ่านมาแล้ว ฉันไม่ใส่ใจหรอก” โซลริวพูดก่อนจะหลบตา แน่นอนว่ามันอยู่ในสายตาของเรย์จินทั้งหมด ทำไมเจ้าชายแดนมนุษย์จะดูไม่ออกว่าโซลริวกำลังโกหก มือหนาเอื้อมไปดึงหน้าเพื่อนผมดำให้หันกลับมาสบตาพร้อมเอ่ยขึ้น

“แกโกรธที่พวกฉันไม่เชื่อใจ”

“จะโกรธได้ยังไงในเมื่อพวกเราพึ่งรู้จักกัน”

“แต่มันก็มีค่ากับนายสินะ เหมือนถูกหักหลัง”

“ตอนแกเห็นว่าฉันฆ่าเซเรฟก็คงคิดเหมือนๆกันแหละ ไม่ว่าจะแกหรือโนอาร์”

“เอางี้มะ..พวกเรายังเด็ก ฉันไม่อยากโทษความเด็กของคนเราของนะ แต่เพราะเราขาดประสบการณ์ เรายังอ่อนแอสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง พวกเราเลยพลาดกันทุกคน แต่สิ่งที่ฉันพลาดมากๆคือการทำลายความรู้สึกและตัวตนของแกไปด้วย” เรย์จินพูดพร้อมระบายยิ้มในอ่อนโยนแบบที่ไม่ค่อยทำ “ต่อไปนี้ฉันจะคิดให้มากกว่านี้ จะลองมองมุมอื่นดู ฉันจะไม่ใจร้อน แกยกโทษให้พวกฉันนะ”

โซลริวเม้มปากแน่น เขาไม่ได้โกรธพวกมันจริงๆเพราะรู้ดีว่ามันเป็นการจัดฉากหากอยู่ในร่างเดิมไม่ช้าหรือเร็วเขาก็ต้องตายแต่เขาจะไม่ขอกลับไปยุ่งกับเรื่องพังๆ เพราะเขาผ่านมันมาแล้ว

“ฉันไม่เคยโกรธพวกแกเลยสักนิดเรย์จิน”

“...”

“ถ้ามันคือความผิดพลาด แค่ขอให้พวกเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม”

“...”

“เป็นเพื่อนกัน”

“ได้สิ มันต้องได้อยู่แล้ว” เรย์จินว่าก่อนจะผละมือออกจากหน้าโซลริว “ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรมากกว่าการที่พวกเราจะกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ฉันดีใจที่แกไม่ตายนะ โคตรดีใจ โนอาร์คงรู้แล้วสิ”

“อืม”

“เกี่ยวก้อยมั้ยวะ” เรย์จินว่าขึ้น “แค่คำพูดมันไม่พอนะต้องมีสัญญาสิ เกี่ยวก้อยหน่อย”

“ปัญญาอ่อนแล้วเรย์จิน”

“ฮ่าๆ นายแคร์หรอ” เรย์จินไม่ว่าเปล่านิ้วก็เลื้อยมาเกี่ยวก้อยไว้ “ขอบใจนะ”

“เรื่องอะไร”

“...ก็..เรื่องที่แกยังไม่ตาย มันคงเจ็บปวดมากแต่พวกฉันก็เจ็บไม่แพ้กันนะ ต่อไปมีอะไรก็พูดออกมาได้ไม่ต้องอมไว้ เพราะพวกฉันไม่รู้ก็พลอยเป็นคนโง่ เห็นมั้ยว่าพวกฉันต้องเสียทั้งแกและเซเรฟในเวลาพร้อมๆกัน ไม่เอาแบบนั้นนะ”

“เออ”

“เอาไปทิ้งได้มั้ยคำนี้ เหมือนแกพูดปัดๆ”

“ครับผม”

“ค่อยลื่นหูหน่อย”

ทั้งสองพื่อนเกลอที่กลับมาพูดคุยกันอย่างออกรสชาติก็กลายเป็นว่าคุยเพลินจนบ่ายแกๆ ทางเรย์จินได้ติดต่อทีมสามแล้วทางนั้นก็บาดเจ็บเล็กๆน้อยเลยไม่ต้องรีบ พวกเขาตกลงกันว่าจะพักสามวัน ให้ทุกอย่างเขาที่เข้าทางเสียก่อน

“พวกแก” เสียงของโนอาร์ดังขึ้นทำให้ทั้งสองหนุ่มวิ่งกรูเข้าไปดูคนเจ็บที่เพิ่งฟื้น

“โนอาร์/ไง” เสียงของโซลริวกับเรย์จินดังขึ้นพร้อมกัน

คนพึงตื่นเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อร่างกายรู้สึกหนักอึ้ง ดวงตาสีแดงตวัดมองคนที่ล้อมข้างกายอย่างประหลาดใจก่อนจะพยายามลุกนั่งแต่โซลริวก็ต้องเข้าไปช่วยโดนมีเรย์จินดึงหมอนไปรองแผ่นหลังไว้ก่อนโนอาร์จะพิงตัวลง

“เจ็บตรงไหนมั้ย” โซลริวถามขึ้นก่อนจะมองอย่างสำรวจ

“ดีแล้ว”

โนอาร์มองทั้งสองคนที่นั่งยินอยู่คนละฝั่งร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปข้างหน้าโดยที่พวกมันก็จับไว้เบาๆ ไม่มีคำพูดใดๆดังขึ้นแต่พวกเขาทั้งสามคนต่างก็รู้ดีว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นในอดีตได้สนามกันแล้วแม้จะไม่สนิททั้งหมดแต่ทุกอย่างกผ่านไปได้ด้วยดี

พกเขากลับมานั่งๆนอนๆคุยกันไปมาหลายเรื่องโดยมีคุณหมอแวะมาดูเป็นระยะ จนกระทั่งโซลริวพูดขึ้นว่า

“ฉันจะตามไปดูให้เห็นกับว่าว่าไอ้หมอนั่นคือเซเรฟ” ดวงตาสองสีมีประกายมุ่งมั่นจนเพื่ออีกสองคนไม่กล้าจัด ในเมื่อมันอยากทำและพวกเขาก็อยากรู้ก่อนที่โนอาร์จะตอบ

“พวกฉันเอาด้วย”

 

 

ภายในปราสาทแมงมุมที่เป็นชื่อเรื่องลือในปัจจุบันกำลังกลายเป็นที่จับตามองของคนหลากหลายกลุ่ม ร่างสูงผมสีน้ำเงิเนเข้มทิ้งตัวนั่งบนบัลลังก์พร้อมเท้าแขนลงบนพนักปรายตามองคนผู้หนึ่งที่นิ่งเป็นรู้ปั้นมาเกือบปี

แบล็คนิสยกยิ้มที่มุมปากเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มที่มันตามหามาอยู่บนโลกนี้ แถมยังเห็นร่างสูงของคนผมเงินแล้วด้วย คิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าเด็กนั่นมาเจอจะทำหน้ายังไง ตอนที่ได้เห็นเพื่อนรักถูกจูงจมูกและเชื่อฟังคำพูดของจอมมารราวกับลูกหมาสุดเชื่อง

ยังจะโกรธง่ายหายเร็วมั้ยนะ...ตื่นเต้นสุดๆเลย

“เซเรฟ ถ้านายเจอโซลริว ..ฉันขอสั่งให้ฆ่ามันซะ..”

 

 

**********โปรดติดตามตอนต่อไป

งืม ไหน!สามสิบหกตอนแล้ว ยังไม่จบแล้ว ว้อยยย55555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

115 ความคิดเห็น