Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 36 : บทที่34 การต่อสู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่34 การต่อสู้

            พวกเขาคุกยันหลายเรื่อง และส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับช่วงเวลาต่างๆที่ไม่มีอีกฝ่ายคอยช่วยแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้โนอาร์หมดความสงสัยไปจากความสามารถของโซลริวเท่าไหร่นัก ความไม่กระจ่างยังมีอยู่ต่อไป แต่โนอาร์ไม่อยากรู้ เขาแค่อยากเจอมันก็พอ

แค่รู้ว่ามันยังไม่ตายก็พอ

“ไปกับฉัน” หลังจากที่ร้องไห้เป็นเด็กๆจบไปได้สักพัก โนอาร์ก็ปาดน้ำตาบนหน้าเพื่อนออกพร้อมดึงให้ไปด้วยกัน โซลริวอึกอักและรั้งไว้ก่อน

“จะไปได้ยังไง ฉัน..กลับไปไม่ได้หรอก”

เสียงอู้อี้นิดๆดังขึ้น โซลริวกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งก็เพราะพี่ชายอย่างโอนิกส์ที่ช่วยเอาไว้ หลังจากกลับมาสงบสติอารมณ์ได้สักพักเขาก็ค้นพบว่าติดพันหลายสิ่ง อีกอย่างให้กลับไปกับโนอาร์หรอ กลับไปแบบไหนกันล่ะ กลับไปเรียนต่อ กลับไปหาพ่อกับปู่ของเขาหรือว่าใคร

มันพังหมดแล้ว

“ทำไม”

“ก็..อีกไม่นานฉันจะต้องไปช่วยงานพี่โอนิกส์แล้ว เป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกหากว่าฉันหายดีหรือจนกว่าฉันจะพร้อม”

“แต่แกไม่มีพลังเวท” โนอาร์ขมวดคิ้วพลางมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างไม่เข้าใจ

“...”

“หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับแกอีก”

“นายรู้ได้ยังว่าฉันไม่มีพลังเวท” โซลริวขมวดคิ้ว เขาไม่ได้คิดมากหรอกแค่สงสัยว่าโนอาร์รู้ได้ยังไงเพราะเขาไม่ได้บอกใครนอกจากครอบครัวเท่านั้น

“เรื่องนั้นสำคัญหรือไง ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับแกต่างหาก”

“ฉันไม่รู้ คงต้องรออีกสักหน่อย”

“ทำไมต้องรอ”

“ก็ฉันจำไม่ได้นี่ แต่พี่โอนิกส์คงรู้”

“เขาพานายกลับมาสินะ”

เนื่องจากโนอาร์อ่านหนังสือต้องห้ามจบแล้ว เขาพบว่ามีหลายวิธีที่จะทำให้คนตายกลับมามีชีวิต แต่ระดับโอนิกส์ที่โซลริวพูดถึงคงเก่งพอตัวเลยนี่ ไม่อย่างงั้นก็คงพาโซลริวกลับมาตัวเป็นๆไม่ได้ เพราะโนอาร์เป็นคนฝั่งร่างของโซลริวกับมือทั้งสร้อยและแหวนที่ของโซลริวยังอยู่ที่เขาทั้งหมด

โซลริวพยักหน้าช้าๆก่อนจะพูดสิ่งหนึ่ง “ฉันตายอย่างทรมานที่ข้างล่างนั่น เจ็บปวดมาก และฉันไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก”

“....”

“ฉันจะไม่กลับไป”

“โซลริว” โนอาร์พึมพำเสียงแผ่วอย่างไม่เชื่อหู ร่างสูงยืนนิ่งอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะตบที่บ่าไหล่สองครั้ง “ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะอยู่กับแกที่นี่แหละ”

“พูดอะไรไม่เข้าท่า”

“ก็จะอยู่แกจะทำไม”

“นายเป็นเทพนะ อยู่ที่โลกมืดจะถูกพวกปีศาจฆ่าเอาง่ายๆ” โซลริวสวนกลับอย่างไม่เห็นด้วย แค่นี้โนอาร์ก็เดินเข้ามาเสี่ยงมากแล้ว ไม่รู้ว่ามันมาทำอะไรแต่เทพที่ใจหาญกล้ามาที่โลกมืดก็นับว่ากล้าพอแล้ว แต่เขาอยากให้มันกลับไป

“พวกเราไม่กลับหรอกนะ เรย์จินก็อยู่ที่นี่” โนอาร์ว่าเรียบๆใบหน้าคมเข้มกำลังกลับไปจริงจัง “รับเควสที่โลกมืดร่วมกับทีมสามจะทิ้งไปก็กากเกินไปสิ เสียศักดิ์ศรีเปล่าๆ”

“วางมันลงแล้วกลับไปซะ ตอนนี้ข้างนอกไม่ได้สงบเหมือนเมื่อก่อนนะ” โซลริวว่าอย่างไม่เห็นด้วย เด็กหนุ่มสองคนกำลังเริ่มต้นจะเถียงกันแล้ว แต่เขา..ไม่ได้ต้องการเถียงกันที่นี่สักหน่อย

“ฉันกำลังตามเควสที่มีคนขอให้หาทางเข้าปราสาทแมงมุมของแบล็คนิส” โนอาร์อธิบายด้วยท่าทีเย็นลง โซลริวก็ไม่ได้มีน้ำโมเหมือนเมื่อครู่แล้วจึงทำเพียงพยักหน้ารับพลางกอดอกไว้แน่น

“ปราสาทแมงมุมมีทางเข้าหกทางปิดตายสี่เหลือสอง” โซลริวอธิบาย เขาไม่เคยไปที่ปราสาทหลังนั้นหรอกแต่ได้ยินพลทหารในปราสาทพูดมาอีกที หากให้พูดถึงเรื่องของโลกมืดตอนนี้ก็ระส่ำได้ที่เพียงแต่โซลริวแค่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเดือดร้อน

เลยไม่สนใจนัก

“ทำไมแกรู้” โนอาร์มองคนตรงหน้าที่ดูเปลี่ยนไปนิดๆ จากที่เคยผอมไปหน่อยตอนนี้ก็ดูมีเนื้อมีหนังขึ้นมา แม้ว่าสายตาอาจจะดูเปลี่ยนไปบ้างอย่างแน่วแน่แฝงอยู่หลายส่วนคงเพราะเรื่องที่มันเผชิญมาทำให้ดวงตาคู่นั้นไม่ได้สดใสหรืองุ่นง่วงเหมือนแต่เก่า

โนอาร์มีส่วนทำให้เพื่อนตรงหน้าเป็นแบบนี้ เขาทำลายมันเองจนไม่รู้ว่าจะชดใช้ยังไง

“คนพูดกันทั่ว หมายถึงในปราสาทที่ฉันอาศัยเขาอยู่น่ะ ได้ข้อมูลแล้วก็กลับไปสิ” โซลริวอุตส่าห์บอกข้อมูลให้แล้วนะ เพียงแต่โนอาร์กลับส่ายหน้าจนคนมองขมวดคิ้วยุ่งเป็นปม

“ทีมสามต้องเข้าไปในปราสาทด้วย พวกเขารับเควสพิเศษมา”

“เกี่ยวกับอะไร”

“ไม่รู้สิ แต่ฉันกับเรย์จินทำหน้าที่ซับพอร์ต” พวกเขาจะต้องเป็นกำลังเสริมและยังเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูสภาพของเพื่อนในทีมให้กลับมาสู้ให้ได้ โนอาร์ไม่คิดจะบอกเรื่องนี้แต่เพราะว่าคนถามคือโซลริว เขาไม่สามารถโกหกมันได้อีก และจะไม่มีวันเป็นแบบนั้น

“งั้นสินะ” โซลริวพึมพำ “ถ้างั้น..ฉันไปด้วย” เขาไม่อยากให้พวกมันตายโดยที่เขาได้แค่นั่งมอง

“...” โนอาร์เป็นฝ่ายแปลกใจขึ้นมาบ้างคิ้วเข้มขมวดคยุ่งจนเป็นปม แต่เขาไม่อยากให้มันไป เขากลัวว่าจะเสียมันไปอีก

“เจอกันที่ปราสาทแมงมุม ฉันจะกลับไปเอาแผนที่” เด็กหนุ่มผมดำว่าก่อนจะมองหน้าโนอาร์ “แบบว่าเคยได้ยินมั้ยว่าใครที่เขาไปที่ปราสาทแมงมุมจะไม่ได้กลับออกมา”

“...”

“ฉันไม่อยากเสียใจทีหลัง ตกลงตามนี้นะ”

“เดี๋ยว แกจะไปไหน” โนอาร์รั้งแขนเพื่อนไว้ นี่พวกเขาเจอกันแทบนับนาทีได้แต่ว่าอีกฝ่ายก็จะไปซะแล้ว

“ไปเอาแผนที่เฉยๆ แล้วเรื่องวันเดินทางจะไปวันไหนเมื่อไหร่” โซลริวหันกลับมาถาม คราวนี้เป็นโนอาร์ที่เป็นฝ่ายแปลกใจอีกครั้ง โซลริวเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตอนนี้มันไม่ทำท่าเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา ไม่ได้อิดออดเวลาทำอะไรที่ผืนใจ คนตรงหน้าดูกระตือรือร้นขึ้นมามากจนเหมือนคนละคน

“พรุ่งนี้เลย พวกเราจะเจอกันที่ปราสาท” โนอาร์เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าติดเคร่งขรึม “ถ้านายไม่บาดเจ็บตรงไหน ฉันจะพูดความจริงเรื่องหนึ่งให้ฟัง”

“เฮ้..เรื่องแบบนั้น..ใครจะทำได้ฟะ” โซลริวค้อนให้เพื่อนวงใหญ่

“งั้นก็ไม่ได้รู้สินะ เสียดายเลย”

โซลริวมองคนตรงหน้าที่อมยิ้มยียวนเป็นกับเขาด้วยความตกใจแต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกเสียงหัวเราะเบาๆให้ดังขึ้น ก่อนเสียงตึงตังและแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่จะทำให้พวกเขาถึงกับต้องคว้ามือหาที่ยึดไม่ให้ล้มไปกองที่พื้น

“เกิดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย” โนอาร์เป็นพำพึมทั้งที่แรงสั่นยังไม่หยุดลง ร่างสูงทำหน้าไม่สบอารมณ์ก่อนจะเรียกชีคเข้ามือ

“กรี๊ดดด”

“อ้ากกก”

เสียงกรี๊ดร้องและฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยเริ่มวิ่งกรูออกจากต้นเสียง โชคดีที่ทั้งคู่อยู่ในซอกตึกเลยไม่ถูกเบียดจนล้มเหมือนที่หลายคนกำลังเป็น แต่โซลริวต้องรีบพรวดออกจากที่เดิมเพราะมีคนล้มตรงหน้าและเกือบจะโดนเหยียบหลายต่อหลายครั้งจนน่าหวาดเสียว

เด็กหนุ่มผมดำรีบฉุดร่างเล็กให้ลุกขึ้นก่อนจะโดนพลักให้พ้นทางจนแทบกระเด็นโชคดีที่โนอาร์มารับไว้ทันไท้งั้นคงโดนเหยียบเป็นรายต่อไป ร่างสูงของคนผมแดงตาขวางเมื่อมองดูการกระทำที่ไร้คำขอบคุณแถมตัวคนช่วยก็จะซวยไปด้วยหากเขาไม่ออกมารับ

“พวกเขาคงตกใจ”

“ต้องโดนเหยียบก่อนสินะถึงจะโกรธได้” คนจากแดนเทพพึมพำก่อนจะพาทั้งสองร่างไปยืนอยู่ที่สูงจนมองเห็นความโกลาหลเบื่องล่างอันเป็นภาพที่ไม่เคยอยู่ในจิตนาการของโนอาร์มาก่อน เขาไม่คิดว่าที่โลกมืดะปั่นป่วนแบบนี้ ขวันขโมงลอยลิ้วขึ้นสู่ชั้นฟ้าหลายจุดจนคล้ายกับภาพวันโลกแตกก็ไม่ป่าน

เพียงครู่เดียวก็เละเทะถึงปานนี้

ดวงตาสีแดงหรี่ลงก่อนจะปล่อยมือจากโซลริวแล้วกวาดสายตาหาผู้ก่อเหตุ

“โซลริว แกรออยู่นี่” เขาหันไปมองเพื่อนผมดำที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก่อนจะตอบกลับอย่างเอาแต่ใจ ซึ่งไม่รู้ว่าไปหัดมาจากใครกันแน่ ไอ้ท่าทางดื้อดึงแบบนั้น

“ไม่เอา เรย์จินยังอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรอ หามันก่อนเถอะ”

คนจากแดนเทพไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็มัความลังเลอยู่ในใจมากกว่าครึ่งส่วน เพราะจู่ๆโซลริวก็โผล่มา ถ้าเขาไม่บ้าจี้ตามมันจนประชิดตัวได้ไม่มีทางรู้แน่ว่ามันยังไม่ตาย ถึงการกลับมาของมันจะเป็นปริศนารวมไปถึงการกลับมาของมันดูจะมีอะไรๆเปลี่ยนไปมากมายจนไม่คุ้นตา

ตูมมม

แรงระเบิดที่ดังขึ้นจากอาคารร้างอีกหลังที่อยู่ข้างๆกันส่งผลให้ทั้งสองหนุ่มโดนความเสียหายกระแทกจนล้มไถลไปตามแรงลม ศีรษะของโนอาร์มีเลือดสีแดงไหลรินลงมาช้าๆเพราะถูกเศษอาอิฐกระแทกจังๆ ร่างสูงเอื้อมเตะความอุ่นที่ไหลพากตาลงมาถึงคางอย่างงุนงง

แรงระเบิดมันดังจนหูอื้อไปชั่วขณะ

ความเร็วของเวทเมื่อครู่คล้ายกับความฝัน พวกเขาแทบมองไม่ทันว่ามันยิงมาจากทางไหน

“โนอาร์ เลือดแก” โซลริวที่แผลถลอกเล็กน้อยพึมพำก่อนจะมองหาต้นตอของพลังเวทที่พุ่งมาทางพวกเขา แต่เพราะควันโขมงจากเปลวไฟใกล้ๆทำให้มองไม่เห็นอะไรไปมากกว่าควันสีดำที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่เป็นไร” ร่างสูงตอบกลับก่อนจะใช้ชีคค้ำพื้นแล้วยืนขึ้นพร้อมสะบัดหัวไล่ความมึน

“พลังเวทที่รุนแรงคือหนึ่งในพวกแกสินะ”

เสียงที่ดังขึ้นเหนือหัวทำให้ทั้งสองคนเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะเห็นว่ามีชายร่างเล็กในชุดไปรเวทกำลังจ้องลงมาอย่างสงสัย ผมสีดำยาวประบ่าตัดกับดวงตาสีเหลืองราวกับดวงตาของอรพิษหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะแสยะยิ้ม

“ถ้างั้นมาสู้กันเถอะ” ร่างเล็กพูดก่อนจะกางมือขึ้นกลางอากาศแล้วยิงเวทใส่ทันทีโดยไม่ร่ายเวท

ตูม

เสียงระเบิดเมื่อครู่กระจุยอาคารที่ทั้งสองยืนอยู่จนไม่เหลือซาก โนอาร์มองไม่เห็นว่าโซลริวหลบไปทางไหนแต่แน่ใจว่าหลบได้เขาก็เริ่มประจัญหน้ากับคนมาเยือนอย่างไม่เป็นทางการด้วยสายตาเย็นลงราวกับไม่ใช่ตัวตนของเด็กหนุ่มผมแดงเลยสักนิด

“แกบอกว่าอยากสู้กับใครนะ”

“หนึ่งในพวกแกสิ จะใครก็ได้” ร่างเล็กตอบกลับพลางเชิดหน้า ดวงตาอรพิษนั้นน่าขยะแขยงสิ้นดี

“ทั้งหมดนี่ฝีมือแกสินะ”

“แน่นอน” คนตรงหน้าตอบอย่างอารมณ์ดีไม่ได้สำนึกว่านี่กำลังทำให้คนอื่นล้มตายและเดือดร้อนไปด้วย ชายหนุ่มตวัดสายตากลับมาที่เดิม ดวงตาที่เย็นเฉียบเคลือบไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธเพียงวูบเดียวที่กระพริบตาโนอาร์ก็ยืนประจัญหน้าตวัดชีดใส่ลำคอขาวทันทีที่ได้จังหวะจนร่างเล็กเบิกตาโต

เคร้ง!

“ชิ” ชายหนุ่มส่งเสียงผ่านลำคออย่างไม่สบอารมณ์เมื่ออีกฝ่ายรับได้และมันดูออกมาตั้งแต่แรก

“ความเร็วของนายเป็นสิ่งที่น่าอิจฉานะ ข้า..ชื่ออัลเรีย รู้จักซะสิ”

บึมมม

เวทจู่โจมโดยไร้การร่ายกระแทกร่างของชายหนุ่มผมแดงให้หล่นวูบลงสู่พื้นล่าง บาดแผลที่แสนเจ็บปวดจากเวทโจมตีที่รุนแรงที่สุดเท่าที่โนอาร์เคยได้รับกำลังประกาศความสามารถด้วยการสร้างความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนกัดฟันต่อแทบไม่ไหว

“อึก”

วูบ~

โนอาร์ร่างเวทขึ้นกางอาการวงเวทสีแดงกางขึ้นพร้อมรอบรับร่างของชายหนุ่มไว้ได้ทันก่อนกระแทกพื้นอย่างจัง บาดแผลไหม้ที่ช่วงท้องคล้ายเนื้อสดโดนย่างทำเอาร่างสุงนิ่วหน้าก่อนจะเปิดเสื้อดู เวทนั่นยังคงส่งผลต่อสิ่งท่มันสัมผัส และตอนนี้ช่วงท้องของโนอาร์เต็มไปด้วยบาดแผลที่เริ่มลุกลาม

มือหนายกมือขึ้นร่ายเวทยังษาแต่แวบเดียวก็ถูกเหยียบเอาไว้ด้วยคนเดียวกับที่โจมตีเขาอย่างรวดเร็ว อัลเรียแสยะยิ้มดูสนุกไม่น้อยเมื่อมองดูคนตรงหน้ากำลังอดทนต่อความเจ็บปวด มันเป็นการกระที่โง่สิ้นดี เพราะใครที่ถูกเวทกลืนชีวิตบทนี้เข้าไป

ไม่มีทางรอดไปได้หรอก

มีแวบหนึ่งที่อัลเรียคิดว่าความแข็งแกร่งของชายตรงหน้าควรถูกทำลายก่อนที่จะจับเคล็ดได้ วิถีของการต่อสู้ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ใครจะปฏิเสธมั้ยว่านอกจากภาระกำลังที่สละออกไปทุกครั้งที่สู้ มันสมองก็คือตัวสำคัญของการควบคุมฉากการต่อสู้ให้มีผลแพ้หรือชนะคนตรงหน้ามีทุกอย่าง ตั้งแต่ที่อัลเรียมองเพียงวูบเดียว แต่..

ที่สำคัญที่สุดคือกลโกง

การโกงในเสี้ยววิก็ทำให้เกมพลิกได้เสมอ ร่างเล็กได้เปรียบจุดนี้ต่างหาก

“หึ เจ็บปวดสินะ” อัลเรียว่าก่อนจะเรียกอาวุธเข้ามือ ลักซ์ คืออาวุธสังหาร เป็นดาบคาตะนะธรรมดาแต่ภารานุภาพของมันสังหารเทพมานักต่อนักแล้ว ซึ่งลักซ์ก็กรีดร้องอย่างยินดีที่มันจะได้สังหารเทพอีกตนหนึ่ง เมื่อดาบรู้สึกอะไรทำไมเจ้าของจะไม่รู้

“นายเป็นเทพ? เยี่ยมไปเลยนะ”

พลั่ก!

ตุบ

ทุกอย่างเกิดขึเนอย่างรวดเร็วเสียงจนอัลเรียไม่ได้ป้องกัน เขาลืมไปเสียสนิทว่ามีใครอีกคนร่วมอย่ด้วย คนผมดำที่ทั้งยันและชกหน้าจนร่างไถลออกมาไกล

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแทรกการต่อสู้นะ มันมีอะไรนะ..ศักดิ์ศรีในการต่อสู้หรือเปล่า..ช่างเถอะ เอาเป็นว่าฉันไม่ยอมให้มันตาย ต่อไปก็มาสู้กับฉันซะ”

“ริว” โนอาร์เรียยกเพื่อนไว้อย่างยากลำบาก เขาจับขามันไว้แน่นไม่ยอมให้ทันขยับออกไป ถ้ามันตายล่ะ ความกลัวกำลังเกาะกุมหัวใจของเขาอย่างรวดเร็วราวกับว่ามันคือจุดอ่อนที่จะทำให้ร่างสูงสติแตกได้ง่ายๆ

“ถ้าแกตาย..ฉันทนไม่ได้หรอกนะ” โซลริวหันมาพูดด้วยท่าทีจริงจัง ชั่ววูบหนึ่งที่สบตาโนอาร์เห็นว่ามันพูดแบบนั้นมาจากใจจริง โซลริวทำให้เขาคิดถึงวันที่มันถูกประหาร ในวันนั้นเขาไม่มาช่วยมันเลยด้วยซ้ำ เพราะเอาแต่คิดถึงตัวเองมันคล้ายกับถูกค้อนทุบใจอีกครั้งหนึ่งและทำให้มือหนาคลายออก

“แล้วฉัน..อึก..ล่ะ ถ้าแกตาย..จะทำไง” โนอาร์ถามกระท่อนกระแท่นพลางมองเพื่อนผมดำที่ยิ้มกลับมาอย่างจริงใจ

“เรื่องของนายแล้วล่ะ” โซลริวพูดพลางมองเพื่อนผมแดงนิ่ง “แต่ฉันจะไปตายไกลๆ แกจะได้ไม่ทุเรศลูกตา”

ว่าจบก็หันไปสนใจคนที่ดันร่างให้ลุกขึ้นมาอย่างมีอารมณ์รุนแรง มุมปากที่มีเลือดย้อมนิดๆช่างดูดีขึ้นมาในสายตาของโซลริว และมันจะดีกว่านี้ถ้าคนตรงหน้าย้อมไปด้วยสีแดงทั้งตัว

“อะไรกัน ความสัมพันธ์คลุมเครือพวกนี่นะ” อัลเยลเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนจะมองคนตรงหน้าที่สงบนิ่งดูไม่มีพิษภัยไปมากกว่าคนผมแดงเลยสักนิด

“ปากแกเก็บไว้ร้องตอนรู้สึกเจ็บจะดีกว่านะ” โซลริวเอ่ยเสียงนิ่ง ดวงตาสองสีจ้องคนตรงหน้าไม่วางตา โซลริวไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะมาก่อความวุ่นวายที่นี่เพื่อจุดประสงค์อะไร แต่ถ้ามันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุแบบนี้

มันคงต้องรับผิดชอบแล้วล่ะ

“หึ ถ้าจะสู้กับฉันทำไมไม่รักษาหมอนั่นก่อนละ” อัลเรียว่าพลางขำในลำคอ “เดี๋ยวก็ตายไปก่อนหรอก หรือถ้ามันตายนายคงร้องไห้ตามเหมือนเด็กๆสินะ เป็นไอ้ลูกแหง่-อั่ก”

“เป็นอะไรไป พูดให้จบสิ” โซลริวเอ่ยขึ้นพลางจ้องมองคนตรงหน้าที่ยกมือขึ้นกุมลำคอราวกับมีอะไรติดอยู่อย่างนึกขัน “ก็ฉันมันไอ้ลูกแหง่..แล้วยังไงต่อนะ”

ความร้อนวูบในร่างกายทำให้อัลเรียแทบแข้งขาอ่อน คนผมดำยกยิ้มเย็นที่มุมปากจนคนมองรู้สึกขนลุกซู่ตามประดูกสันหลังราวกับว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนผู้นั้นไม่มีผิด เลือดกำเดาไหลออกมาทางโพลงจมูกทำให้อัลเรียเบิกตากว้างอย่างตกใจ

“แก” เสียงตวาดดังขึ้นอย่างโกรธจัด อัลเรียพุ่งใส่โซลริวอย่างโมโหด้วยความเร็วที่โซลริวไม่มีทางมองได้ทัน คมดาบนั้นตวัดใส่ลำตัวทันที

กึก

“เล่นอะไรมิทราบ” เสียงเย็นๆถามขึ้นหลังจากทุกอย่างหยุดชะงัก อัลเรียเบิดตาโตขึ้นอีกครั้งเมื่อได้จ้องตาสองสีของคนตรงหน้า มือเรียวกำรอบแขนไว้แน่นราวจนขยับไม่ได้ ความรู้สึกกลัวกำลังก่อตัวขึ้นทันทีที่ได้มองตาคู่นั้นใกล้

โซลริวจ้องดวงตาอรพิษอย่างไม่ลดละความโกรธในใจลงแม้แต่น้อย สายตาราบเรียบกดมองมือที่กุมอาวุธที่สั่นขึ้นมานิดๆก่อนใช้มือที่ว่างดึงดาบออกและตัดสินใจหักแขนนั่นทิ้งทันที

กร๊อบ~

“อ้ากกกกกก อึก แก” เสียงแห่งความเจ็บปวดต่างหากที่ช่วยบรรเทาความโกรธในใจของโซลริวลงได้ ชายหนุ่มผู้มีดวงตาสองสีกยิ้มที่มุมปากทันทีก่อนเวทในมืออีกข้างจะถูกเรียกขึ้น

บึม

กลุ่มควันเริ่มหนาหลังการโจมตีเมื่อครู่จบลง อัลเรียนที่ถูกปล่อยตัวแทบจะทรุดนั่งแต่เพราะกลัวก้ต้องเร่งขยับไปไกลกว่าเดิม ร่างเล็กกุมแขนที่ถูกหักอย่างง่ายดายราวกับเล่นหักไม้ มือที่สั่นระริกเร่งรักษาบาดแผลให้ตัวเอง

วูบ

ฉึก!

เสียงโลหะกรีดผ่านเนื้อดังขึ้นพร้อมกลุ่มควันที่สลายออกไป อัลเรียมองตัวเองอย่างงุนงงเมื่อเห็นว่ามีดาบเล่มหนึ่งแทลทะลุจากต้นขาซ้ายจนเลือดสีแดงฉายไหลไปรวมที่พื้นเป็นวงกว้าง ยังไม่ทันรักษาแขนที่หักความเจ็บปวดก็มากมายถาโถมเข้ามาเพิ่ม แต่เพราะมันรวดเร็วจนไม่ทันส่งเสียง โซลริวที่มายืนอยู่ด้านหลังด้วยสภาพสมบูรณ์ก็ลูบผมสีดำนั้นอย่างสนใจก่อนจะกระซากจนหน้าหงายแล้วหวี่ยงทั้งร่างไปกระแทกกับผนังตึกด้วยมือข้างเดียว

อั่ก!

“มองแบบนั้นคือกลัวตายหรอ แต่แกเป็นคนท้าเองนะ” โซลริวเอ่ยเป็นประโยคพลางมองร่างที่กระอีกเลือดออกมาอย่างสมเพชไม่น้อย

โซลริวมองไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำลายท่าเรือแม็กซ์นัมทำไมแต่เมื่อกล้าท้ามาก็ย่อมต้องเตรียมใจมาแล้วว่าอาจตายได้ง่ายๆ เขาดูออกหรอกว่าคนตรงหน้าแค่อยากสนุก เดี๋ยวโซลริวจะดัดนิสัยเสียๆนั่นให้เอง จะได้สำนึกว่าทีหลังอย่าไปท้าตีต่อยกับคนไม่เลือก

เมื่อเห็นว่าอีหฝ่ายกำลังจะรักษาตัวเองโซลริวก็นั่งลงตรงหน้าช้าๆพร้อมเอื้อมมือไปรั้งไว้ สัมผัสได้ว่าแรงกำลังของอีกฝ่ายไม่มีเหลือแม้ว่าพลังเวทจะไม่ได้เหลือมากไปหรือน้อยไป เขายิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะกางมือขึ้นตรงหน้า

“ยะ..อย่า”

เสียงพึมพำอย่างเจ็บปวดดังขึ้นโซลริวเอียงคอนิดๆก่อนจะฉีกยิ้มส่งให้อย่างยียวนในท่าที คนมองก็คงรู้ดีว่าเขาไม่คิดจะออมมือหรอกทันทีที่วงเวทสีดำอันแสนคุ้นเคยของโซลริวปรากฏ บนพื้นที่นั่งอยู่กลับปรากฏวงเวทขนาดใหญ่ขึ้นมา โซลริวรีบกระโดดออกทำให้อีกคนที่เขาจ้องจะเล่นให้น้วมถึงวงเวทนั่นดึงหายไป

โซลริวเงยหน้ามองบนฟ้าราวกับมีบางอย่างดึงดูดให้มองไป เขามองเห็นใครบางคนที่โอบอุ้มร่างที่เขาเกือบจะระเบิดทิ้งกำลังมองลงมาด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นสิ่งนั้นกับไม่น่าตกใจมากไปกว่า

คนที่อุ้มร่างนั้นไว้ช่างแสนคุ้นตา

เซเรฟ

เซเรฟ

“เซเรฟ!!!

ชายหนุ่มผมดำตัวแข็งค้างทันทีเมื่อเซเรฟกำลังมองกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับว่าร่างกายนั้นไม่มีชีวิตจิตใจอีกต่อไปแล้ว สายตาที่เคยอ่อนโยนแทบไม่มีให้ และดวงตาสีอำพันคู่นั้นก็ว่างเปล่าเสียจนใจหล่นวูบก่อนที่เซเรฟจะหายไปทันทีที่ได้ในสิ่งที่ต้องการมาไว้ในอ้อมแขน

โซลริวรู้สึกหัวหมุน เขาเดินกลับไปหาโนอาร์ที่แทบประคองสติไว้ไม่ไหว เหงื่อผุดขึ้นเต็มกรอบหน้าจนเขาอยากจะแบ่งเบาความเจ็บนั่นมาสักครึ่งแต่เขารักษาโนอาร์ไม่ได้อีกแล้วเพราะนั่นเป็นความสามรถที่อยู่ในร่างเดิมไม่ใช่ร่างใหม่ในตอนนี้

“อดทนนะโนอาร์ ฉันจะพานายกลับไปที่ปราสาท”

โซลริวเลือกช่วยโนอาร์ให้ปลอดภัยก่อน ต่อจากนี้ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไงแต่ว่าเขาตัดสินใจแล้ว เขาจะต้องตามหาเซเรฟให้เจอ เพื่อพิสูจน์ว่าคนเมื่อครู่...คือเซเรฟ...ไม่ใช่คนหน้าเหมือน

 

 

********โปรดติดตามตอนต่อไป

งึด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

115 ความคิดเห็น