Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 35 : บทที่33 ความรู้สึก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่33 ความรู้สึก

โซลริวใส่ชุดดำอยู่ตลอด ร่างสูงผิวขาวจัดโผล่พ้นขอบเสื้อยิ่งทำให้หลายคนที่มองเห็นอดชื่นชมกับรูปลักษณ์ที่นับว่างดงามเช่นนั้นมิได้ แม้ใบหน้าราบเรียบจะดูไร้อารมณ์ไม่น้อยยามที่ดูจับจ้องแต่ผู้ติดตามอย่าง ลู่เฟย มังกรที่โซลริวรับมาไว้ข้างกายกลับรู้สึกได้ถึงความแปรปรวนของห้วงอารมณ์

ลูซี่เองก็เดินตามอย่างสงบเสงี่ยมเพียงแต่ยามใดที่เด็กหนุ่มเอ่ยปากเธอจะต้องทำตาม เว้นแต่ตอนนี้ที่ผมยาวสยายที่ถูกรวบสูงยังไม่ได้ถูกตัดออกเพราะเมื่อวานโอนิกส์เรียกเด็กหนุ่มเข้าไปอบรมยกใหญ่ ความเสียหายในอุทยานเกินครึ่งเพราะลู่เฟยกับโซลริวซัดกันอย่างรุนแรง

แต่ความผิดทั้งหมดกลับกลายเป็นโซลริวที่ต้อแบกรับ เพราะว่าตอนนี้ลู่เฟยกลายเป็นคนของเขา เจ้านาย..ก็ต้องรับผิดชอบอย่างถึงที่สุดสิ

เขาถูกกักบริเวณอีกครั้งหนึ่งทั้งๆที่รอบแรกยังไม่หมดโปรเสียด้วยซ้ำ

พอกลับถึงห้องลูซี่ที่เก็บกรรไกลตัดผมอยู่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะว่าน้ำเสียงของเจ้านายดังขึ้นอย่างหงุดหงิดกว่าทุกครั้ง

“ตัดผมซะ”

หญิงสาวทำหน้าเหยเพราะไม่รู้จะตามเกมอารมณ์อย่างไร ท้ายที่สุดคนตัดกลับหลายเป็นลู่เฟยเสียอย่างนั้น ผมสีดำยาวถูกตัดจนสั้นระคอดูแปลกตาในทันที ทั้งนี้ทั้งนั้นโซลริวกลับจ้องหน้าตัวเองนิ่ง

แน่นอนว่าเขาจำได้ว่าตัวเองเป็นมนุษย์..

แต่พวกพลังเวทที่จู่ๆงอกขึ้นมาแม้จะสับสนแต่ก็ไม่คิดจะตามค้นให้เสียเวลา มีก็มีไปยังไงซะวันนี้เขาก็จะหนีออก ไม่รอให้ถึงสามวันหรอ!

“ลูซี่” หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเด็กหนุ่มเรียกเสียงเรียบแต่เจือด้วยอารมณ์บางอย่างที่ชวนขนลุก

“เจ้าค่ะ”

“เลิกไปรายงานพี่เขาได้แล้ว ผมไม่ไว้ใจคุณแน่ถ้ายังทำอีก”

“...”

“ถ้าเชื่อฟังผม ไม่ว่าจะไปที่ไหนคุณจะรู้เป็นคนแรกเลย”

“เจ้าค่ะ”

“ดี!” โซลริวยกยิ้มพอเป็นพิธี แต่ไอ้พอเป็นพิธีที่ว่าอย่างคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มเลยเถอะ เรียกว่ามองหน้าเฉยๆก็ได้ ลู่เฟยมองเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบหลังจากมองหน้าตัวเองในกระจกเต็มๆตาเป็นจังหวะที่โซลริวจ้องกลับมา

ใบหน้าที่ดูธรรมดาแบบคุ้นเคยตาของโซลริวกลับมาในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง

“ผมชอบ”

คงหมายถึงชอบผมทรงนี้สินะ...ลู่เฟยตอบคำถามของตัวเองก่อนจะก้มหัวเล็กน้อย นับจากนี้ไปเขาจะทำหน้าที่ปกป้องคนผู้นี้ให้ถึงที่สุด ถึงตนจะเป็นมังกรเมื่อแพ้ก็คือแพ้แค่เป็นเบ้ให้ตลอดชีวิตก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเสียหน่อย

กลับกันมันน่าสนใจมากกว่า

โซลริว...เด็กคนนี้มีบางอย่างเหมือนที่ลู่เฟยมี..เพียงแต่ชายหนุ่มยังไม่รู้ว่าคืออะไร

“ไปพักซะ ลูซี่ก็จัดห้องให้พี่เขาหน่อย เอาในห้องผมก็ได้”

“เอ๋..ในห้องของเจ้านายหรือคะ” หญิงสาวเบิกตาโตขึ้นมานิดๆดูหน้ารักไม่น้อย

“ใช่ ลำบากก็ให้มานอนที่เตียงกับผม” โซลริวเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีท่าทีถือตัว เพียงแต่ท่าทางสงบเกินนั่นแหละที่ทำให้คนฟังเกร็งตาม

“เกรงว่า..”

“ไม่ต้อง นอนเตียงเดียวกันก็ได้ ไม่ถือ ลู่ซี่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเปล่า” สุดท้ายโซลริวก็สรุปง่ายๆก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป หรือวันนี้เด็กหนุ่มแผลงฤทธิ์ไว้เยอะเลยเบื่อแล้ว

ชายหนุ่มร่างสูงลอบมองหน้าผู้รับใช้อีกคนที่ยืนประสานมือไว้ที่หน้าท้องพอระดับสวยงาม ลู่ซี่พยักพร้อมยิ้มอ่อน ปกติโซลริวก็จัดการเองทุกอย่างเธอมีหน้าที่แค่รับฟังเท่านั้น ดีหน่อยแม้เด็กหนุ่มจะหงุดหงิดโมโหง่ายแต่ก็ไม่เคยทำร้ายร่ากายหรือตะคอกใส่ให้รู้สึกหวาดกลัว

“เอาเป็นว่าท่านก็นอนเตียงกับเจ้านายตามที่ท่านต้องการนะคะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

ลู่เฟยพยักหน้าอย่างหนักแน่นและพูดคุยกับลูซี่เกี่ยวกับการวางตัวที่นี่ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้องน้ำเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ยอมออกมาจากห้องน้ำสักที พอเห็นประตูไม่ได้ล็อกก็ลองเคาะดู ลู่ซี่ออกไปจัดการเรื่องอาหารเย็นแล้วในนี้จึงเหลือแค่พวกเขา

เมื่อไม่มีเสียงอะไรออกาจากห้องน้ำลู่เฟยก็ร้อนรนขึ้นมาคิดว่าเจ้านายจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า เพราะวันนี้ก็สู้กันมาหนักหนาพอสมควรหากหมดแรงแล้วล้มหัวฟาดพื้นขึ้นมาจะทำยังไง..

แกร็ก

“เจ้านาย”

ลู่เฟยส่งเสียงเรียกก่อนจะเห็นว่าโซลริวนั่งแช่น้ำอยู่ในอ่างทั้งหันหลังให้ประตูแต่ไม่ใช่ไม่รู้ว่าลู่เฟยเข้ามา ดวงตาข้างสีแดงปรายตามองร่างสูงวูบเดียวก่อนจะขยับตัวจนเกิดเสียงระรอกน้ำจ๊อกแจ๊กในนั้น

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นเมื่อลู่เฟยเบือนหน้าหนีฉากเรทตรงหน้าไปมองกระจกก็ได้เห็นว่าใบหน้าตัวเองแดงเถือกจนน่าอับอาย เกิดเป็นมังกรมาหลายร้อยปีจะมาจบตรงนี้จริงหรือ...

“ไม่ต้องเรียกเจ้านายหรอกครับ เรียกโซลริวสิ เรียกริวก็ได้ พวกเราน่ะ..” เด็กหนุ่มเงียบเสียงลง ลู่เฟยที่ยืนฟังไม่ได้หันมองหน้าก็เลยเสียงจังหวะเพราะนิสัยการจ้องมองคนเวลาพูดนั่นเอง

“อ่า..ข้าขออภัย”

“ไม่เป็นไร ผู้ชายด้วยกันน่ะ เว้นแต่มันดึงดูดเกินไป” โซลริวไม่ว่าเปล่าก็กวักมือขึ้นมาลูบแก้มที่ขึ้นสีแดงจางๆเพราะน้ำที่อุ่นพอดีแต่แช่นานมันก็เริ่มร้อนนิดๆแล้ว

“คุณ..อยู่ในอุทยานแบบนี้ก็พูดถากถางทุกคนสินะ” โซลริวนึกถึงสาเหตุที่พวกเขาสู้กันในอุทยาน

“เปล่า ข้าเพิ่งต่อปากต่อคำกับเจ้า..เจ้าริว กับริวครั้งแรก ข้าเพิ่งตื่นจากการจำศีล” ชายหนุ่มคิดหนักไม่รู้ว่าจะเรียกคำนำหน้าเด็กหนุ่มว่ายังไง

“เรียกเจ้าริวหรอ ผมดูเป็นเด็กแสบไปเลยนะ”

“ไม่ชอบหรือ”

“ไม่มีใครเรียก เรียกแบบไหนก็ได้” โซลริวไม่ได้วุ่นวายกับการที่ใครจะเรียกเขาเท่าไร เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจู่ๆก็ลุกพรวดขึ้นจากอ่างแล้วเดินไปหยิบชุดคลุมใส่ ลู่เฟยมองเด็กหนุ่มอย่างฉงนก่อนจะได้ยินเพียงว่า

“มีเรื่องให้ช่วย”

นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มมีแววตาขอร้องนอกจากเฉยเมยกับทุกสิ่ง

ลู่เฟยเลยตั้งใจตอบแทนกลับบ้าง

หลังจากออกมาจากห้องน้ำโซลริวก็ทำเหมือนว่าไม่ได้พูดอะไร เพราะลู่ซี่กลับเข้ามาในห้องแล้ว หญิงสาวทำหน้าที่เฝ้าดูเจ้านายกินข้าวและเก็บจาน โซลริวเลยสั่งให้เธอไปพักผ่อนเพราะมันเป็นเวลาที่โซลริวไม่ได้ทำอะไรนอกจากอยู่ในห้อง

เมื่อไร้เงาหญิงสาวโซลริวก็ปีนขึ้นเตียงนอนก่อนจะหันหลังให้ลู่เฟย มังกรแดงไม่ค่อยเข้าใจมนุษย์เท่าไรนักโดยเฉพาะกับมนุษย์ที่ชื่อโซลริวที่อ่านใจยากราวกับจ้องกำแพงเฉยๆ

“อันที่จริงก็จำๆได้เกือบหมดแล้ว แต่ไม่รูว่าต้องทำยังไง”

นั่งไง โซลริวนี่แหละเป็นคนที่เข้าใจยากที่สุดแล้ว จู่ๆเด็กหนุ่มก็พูดบางอย่างขึ้นมา ถึงอย่างนั้นลู่เฟยก็พอเดาได้ว่าโซลริวแค่อยากพูดเท่านั้น เขามีหน้าที่รับฟังก่อนจะเดินไปดับไปในห้องพร้อมทิ้งกายลงบนปลายเตียงเพื่อรอฟังตาเด็กหนุ่มไม่ได้พูดมากกว่านี้อีก

“ขอโทษที่วันนี้ทำให้เจ็บตัวนะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงเบาลงราวกับว่ากำลังเริ่มง่วงได้ที่ ความจริงจะว่าปล่อยวางแล้วก็ได้ เขารู้อยู่แล้วว่าโทษตัวเองไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นหรอก

“เป็นมนุษย์ที่ชอบทำให้คนอื่นปวดหัวนะ” ชายหนุ่มพึมพำเมื่อเห็นว่าเด็กดื้อได้เงียบสงบลงแล้ว สืบเนื่องจากลู่เฟยที่เพิ่งเข้ามาเขาไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้นบ้างวันนี้จึงได้แต่นั่งเฝ้าเด็กหนุ่มจนถึงเช้าเท่านั้น

ภายในห้องคุกชั้นใต้ดิน ร่างหนึ่งถูกพันธนาการหนักล่ามไว้ไม่ให้ขยับหนี ในขณะที่ร่างหนึ่งกำลังดิ้นหนีอย่างทรมานในสถานที่แสนอึดอัดตรงนี้ เป็นเวลาเดียวกับที่โอนิกส์ย่างกายลงมาที่นี่หลังจากจัดการกับน้องชายตัวดีอยู่พักใหญ่

“ไง”

แต่แค่เสียงของชายหนุ่มองค์หญิงวิปลาศก็ถอยร้นกลับไปมุมห้อง เบื้องหลังของโอนิกส์คือแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเมื่อประตูเปิดออก ใบหน้างดงามทว่ายามนี้กลับซีดเผือกจนน่าสงสาร

ความจริงโอนิกส์ไม่ยากลงมา เขาอยากฆ่านางให้ตายไปซะแต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาจำต้องพูดด้วยตัวเองนั่นคือการที่เรเซลเข้าใจผิดไปใหญ่ว่าโซลริวคือโอลิเวียร์กลับชาติมาเกิด...มันไม่ใช่ความจริง!

“แกโกหก กระจกแห่งปรารถนาบอกว่ามันคือโอลิเวียร์” เรเซลเถียงอย่างดื้อดึง

“กระจกแห่งปรารถนากำลังควบคุมเจ้าต่างหากเรเซล มันต้องการทำลายผู้ครอบครองมัน หรือเจ้าไม่รู้เรื่องนี้”

“...”

“หากมีความชิงชังมันจะสะท้อนสิ่งนั้นเพื่อให้เจ้าหลงเชื่อ”

“...”

“ดังนั้นความผิดของเจ้าที่สมควรตายคือการทำลายความหวังสุดท้ายของโอเทียร์ร่า และการใส่ร้ายน้องชายของข้าจนถึงแก่ความตาย เจ้าทำลายหัวใจของเขา”

ร่างสูงว่าก่อนจะถอยออกมาจากห้อง ดวงตาสีเข้มฉายแววเย็นชาจับใจจนคนมองรู้สึกตัวแข็ง เรเซลเริ่มสัมผัสถึงความหวาดกลัวเป็นครั้งแรกแม่ว่าชายหนุ่มที่ตามติดนางมาตลอดจะอยู่ด้วยแต่ตอนนี้เจ้านั่นปกป้องนางไม่ได้ มันถูกพันธนาการหนักๆล่ามไว้ไม่ต่างกัน

แต่หญิงสาวไม่ยอมเอ่ยปากขอความเมตตา..

หึ ยังมีคนอื่นที่หนุนหลังสินะ

เพราะอย่างนี้ไง...โอนิกส์ถึงยังปล่อยให้เรเซลมีชีวิตต่อไปในคุกใต้ดินแห่งนี้ และแน่นอนว่าโซลริวต้องไม่รู้ว่านางมีตัวตนอยู่...ไม่มีวันที่เขาจะปล่อยให้นางแตะต้องใครได้อีก

 

 

ที่ตลาดในท่าเรือแม็กซ์มัน

ผู้คนมากหน้าหลายตา โซลริวสวมฮูดสีเข้มขนาบข้างด้วยลู่เฟยแต่ลู่ซี่ถูกสั่งให้คอยอยู่ที่ปราสาทเพราะเธอขัดคสั่งมิได้โซลริวถึงได้มาถึงที่นี่ เขายังคงเป็นมนุษย์ที่อยากจะรู้สึกขึ้นมาแต่ช่วยไม่ได้เมื่อรอบตัวกลับไม่น่าอภิรมย์ใจเท่าไร

ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขารู้สึกว่าหัวใจแทบเต้นเมื่อสบตา

ทุกอย่างยังคงว่างเปล่าและน่าเบื่อ

หนึ่งร่างสูงกับอีกหนึ่งร่างที่เตี้ยประบ่าเดินขนาบข้างกันมาในตลาดขนาดใหญ่ อันที่จริงไม่มีใครรู้ว่าโซลริวใครเพราะการมาแบบไม่เป็นทางการก็รู้สึกสงบไม่น้อย ดีแล้วที่โอนิกส์ไม่เว่อร์จัดงานต้อนรับอะไรเทือกนั้น

ถึงจะบอกว่าพวกเราเป็นพี่น้องกันแต่มันไม่แปลกไปหน่อยหรือไงที่จู่ๆโซลริวก็มีพี่ชายโผล่มา ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจนักก็เขาต้องระวังตัวขึ้นมานิดหนึ่งเพราะตกดึก คนพรรนั้นชอบย่องึ้นมาที่เตียง เพราะแบบนั้นถึงได้เอาลู่เฟยมากันไว้ไง

แต่ช่างเถอะ..เรื่องมันไม่ได้ถึงขั้นต้องเปลืองตัวมากนัก กลับมาเข้าเรื่อง

เขาบอกว่าตัวเองจำได้แล้วว่าทำไมถึงตาย...

แต่สิ่งหนึ่งที่ติดใจโซลริวจนถึงวันนี้คือเรื่องของเซเรฟ

ในสวนแห่งความทรงจำโซลริวมองเห็นความทรงจำของเซเรฟ ที่นี่หากว่าใครที่ตายไปแล้วจะไม่มีความทรงจำปรากฏให้เห็นแต่เวลาของเขาหมดก่อนจึงไม่รู้ว่าเซเรฟอยู่ที่ไหน โซลริวทบทวนมาอย่างดีแล้วในห้องสมุดก็ได้อ่านเรื่องของมารอเลียนอยู่บ้าง

หนังสือที่เกี่ยวข้องกับหลายๆโลก เขาอ่านมันทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพบเจอในคราวนั้นเป็นเรื่องจริง

เรื่องจริงที่ว่าเซเรฟอาจจะยังไม่ตาย

เด็กหนุ่มได้แต่เก็บความสับสนไว้ข้างในไม่ได้บอกใครก่อนจะเดินเลือกสินค้าไปเรื่อยกระทั่งมีเรือเข้ามาเทียบท่า เสียงผู้คนดูวุ่นวายมากนักจนเขาต้องขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ ถึงได้หันไปบอกกับมังกรแดงอย่างลู่เฟยว่าออกจากที่นี่กันเถอะ

ลู่เฟยพยักหน้าก่อนจะโอบไหล่เจ้านายไว้ไม่ให้คนอื่นเข้ามาเบียดมากกว่านี้ อย่างน้อยก็ช่วยไม่ให้โซลริวหงุดหงิดจนอาละวาดกลางตลาดอีกรอบ ไม่อย่างนั้นโอนิกส์คงรู้แน่ว่าเด็กหนุ่มไม่ยอมอยู่ในบริเวณที่โดนสั่งกัก

อีกฟากฝั่งเรย์จินบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยขบเมื่อนั่งเรือมาหลายชั่วโมง โนอาร์ปรายตามองครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินนำลงจากเรือ ผู้คนมากมายสวนกระแสกันไปมา เมื่อลงมาถึงเสียงพ่อค้าแม่ก็แข่งกันายของฟังดูเป็นสีสันไม่น้อยแต่อยู่นานๆก็ปวดหู

โนอาร์ไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น เขาเพียงเดินนำเพื่อนผมทองเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่จ้องไว้ใกล้ๆกับท่าน้ำตามที่เวทออนไลน์ถูกส่งมาให้ ร่างสูงเบียดผ่านผู้คนพลางก้าวขายาวๆเช่นเดียวกับเรย์จินที่ทำแบบนั้นจนชำนาญแล้ว พวกเขาแทรกกลุ่มใหม่ไปเรื่อยๆจนกระทั่งมองเห็นว่ามีคนผมสีทับทิมกำลังโอบร่างหนึ่งไว้หลวมๆพร้อมเร่งเดินขึ้นไปตรงหน้า

โนอาร์คงไม่คิดอะไรถ้าหากร่างที่ถูกโอบไว้หันมาสยตาพอดี

ราวกับโลกของเขาถูกเขย่าร่างกายชาวาบจนต้องหยุดเท้า จำได้ว่าหัวใจเต้นรัวครั้งสุดท้ายตอนที่เขาแน่ใจว่าเสียมันไปแล้ว

“..ริว”

 

โซลริวหันไปสบตากับใครบางคนอย่างพอดิบพอดี หัวใจที่เต้นเบาจนแทบไม่รู้สึกถึงการสูบฉีดเลือดกลับเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมา เพียงเพราะสบตาและเพราะคนตรงหน้าคือคนที่โซลริวนึกถึงอยู่ตลอด ใจที่เต้นรัวทำเอาทั้งรางคลายถูกสาปแต่บางอย่างกลับบอกให้เขาวิ่งเต็มกำลัง

ให้หนีไปให้ไกล..

“เจ้าริว!” ลู่เฟยตะโกนขึ้นอย่างตกใจที่จู่ๆเจ้านายก็วิ่งพรวดออกไปก่อนที่ใครบางคนจะออกวิ่งตาม เรย์จินที่มัวแต่มองทางอื่นก็เลยไม่ได้เห็นว่าโนอาร์ตามใครไปไหน พวกเขาทั้งคู่มองหน้ากันเล็กน้อยก่อนถูกเบียดให้ไหลไปตามคลื่นมนุษย์จนออกวิ่งตามก็ไม่ได้

ความร้อนใจของลู่เฟยก็คือกลัวว่าโซลริวจะไปก่อเรื่องแล้วโดนลงโทษอีก แต่เรย์จินกับนึกแปลกใจ กลิ่นไอพลังเวทที่แสนประหลาดของคนของเรือนผมสีทับทิมทำให้องค์ชายแดนมนุษย์แทบจะเสียมารยาทต่อหน้าคนแปลกหน้า

“อะ..โว้ย! เลิกเบียดสักที จะตายแล้วว้อยยยย” ชายหนุ่มผมสีทองหัวไปวโวยวายพักใหญ่ นั่นแหละพวกเขาทั้งคู่ถึงได้หลุดออกจากวงจรการเบียดอย่างสมบูรณ์ หมายถึงโดนเบียดให้ออกนอกเส้นทางหลักอย่างสมบูรณ์ด้วย

โซลริววิ่งจนรู้สึกว่าร่างกายเหนื่อยจัด เขาแทรกตัวเข้าไปนั่งหลบที่ซอกตึก ไร้ผู้คนผ่านไปมา มือเรียวสวยขยุ้มเสื้อบนอกแน่นราวกับมันเกิดความรู้สึกที่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ทัน แต่เพราะยิ่งคิดทบทวนไปมาว่าวิ่งหนีทำไมหัวใจกลับเต้นแรงขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่แยกไม่ออกว่าหนีเพราะเขาฆ่าเซเรฟต่อหน้ามันหรือเพราะเขาทำให้มันทอดสายตาผิดหวังกลับมาตอนนั้น

หรือเพราะว่าลึกๆแล้วก็คิดถึง..

แม่ง อยากกลับไปโลกมนุษย์ตอนนี้เลย

ตุบๆๆๆ

เสียงฝีเท้าวิ่งผานไปโซลริวหลับตาปี๋แล้วเบือนหน้าหนีเข้าไปด้านในเพราะไม่อยากให้โนอาร์มาเห็นเขาในสภาพแบบนี้ เขารู้สึกเป๋มากทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกยังไงดีเพราะที่ผ่านมาหัวใจมันไม่ได้เต้นแรงขนาดนี้ และโซลริวก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกมานาน...มันบอกไม่ถูก

จนแน่ใจว่าโนอาร์จะไม่ย้อนกลับมาหัวใจของเขาถึงค่อยๆกลับมาสงบอีกครั้งหนึ่ง

ร่างสูงเพรียวลดมือที่กำแน่นลงก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งอก แน่ใจว่าโนอาร์จะหาเขาไม่เจอแน่ๆจึงทิ้งตัวพิงผนังอย่างหมดรูป หากต้องไปเจอหน้ากันโซลริวก็ขอทำใจก่อน เขาขอพิสูจน์ก่อนสักหน่อยว่าเซเรฟยังมีชีวิตอยู่มั้ย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีหน้าไปเจอมันหรือเรย์จินหรอกนะ เมื่อแน่ใจจึงเตรียมเดินออกไปจากที่นี่

หมับ!

!!!

กลิ่นนี่มัน...

“ใช่แกจริงๆด้วย”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังโซลริวตัวชาวาบเมื่อถูกกอดไว้จนดิ้นไม่หลุด แผ่นหลังที่แนบไปกับหน้าอกของอีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงจนหายในที่เป่าเฉียดหูไปแถมหัวใจของมันก็เต้นแรงราวกับวิ่งมาเป็นร้อยๆเมตร ความหวาดหวั่นที่สะสมมานานปรากฏขึ้นในแววตาสองสี

“เป็นแก โซลริว”

เสียงสั่นๆหอบนิดๆดังขึ้น โนอาร์รัดแน่นไม่ยอมให้หลุดไปอีกครั้งแน่ๆ ร่างสูงกว่าของเขาได้เปรียบ พละกำลังของเขาก็ได้เปรียบกว่าดังนั้นโซลริวไม่มีวันดิ้นหลุดไปหรอก เขาจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องพรรนี้ขึ้นอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมเสียมันไปอีกครั้ง

“ไม่ คุณจำคนผิดแล้-”

“ไม่ใช่”

เสียงแข็งๆแบบที่โซลริวไม่มีวันทำได้ดังขึ้นเหนือหัวร่างของเขาถูกดันไปจนหลังติดกำแพงจนต้องร้องอั่กขึ้นเบาๆพร้อมใบหน้าที่เหบเก โนอาร์กักแขนไว้แล้วไม่ให้หนี ดวงตาสีแดงที่ไม่ได้เจอมานานนับปีจ้องลงมาจนโซลริวต้องหลบหน้าแทน

“ไม่ จำผิดแล้ว” เขาเถียงก่อนจะหมุดออกแต่โนอาร์ไวกว่า เจ้าหมอนี่ตัวใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรฟะ!

“อย่าพูดแบบนี้โซลริว” เสียงของโนอาร์ดังขึ้นเหมือนตัดพ้อก่อนที่โซลริวจะถูกดึงเข้าไปกอดเต็มไป เขารู้สึกได้ว่ามันสั่นไปหมดก่อนที่แรงกอดจะเพิ่มขึ้นต้องส่งเสียงประท้วงมันถึงคล้ายออกเล็กน้อย

“ฉันขอโทษ”

“...”

“ฉันทำให้แกต้องตาย”

“...”

“อย่าทิ้งฉันไว้ที่นี่”

“...”

“อย่าบอกว่าฉันจำคนผิด”

“...”

“ในเมื่อคนที่อยู่ตรงนี้คือแก ขอร้องล่ะ”

เสียงนั่นแผ่วเบาอยู่ข้างหูมันบาดลึกจนโซลริวรู้สึกแย่ เสียงลมหายใจของโนอาร์เริ่มขัดราวกับว่ามันกำลังร้องไห้จนอ้อมกอดของมันสั่นไปหมด โซลริวพูดไม่ออก เขารู้สึกผิดมาตลอดที่ฆ่าเซเรฟต่อหน้ามัน ถึงจะไม่ตั้งใจแต่คิดว่ามันหรือเรย์จินก็อาจจะเกลียดเขาไปชั่วชีวิต

แต่แบบนี้มันก็ดีแบบเกินความคาดหมาย แบบที่ไม่รู้ว่าพวกเราจะได้เจอกันและไม่ได้เจอในแบบที่โซลริวกลัวมาตลอด กลัวว่าจะต้องอยู่คนละฝั่ง..

พอมันร้องไห้เขาน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาเหมือนกันดูจะไหลออกมามากด้วยซ้ำเพราะเจ็บตาไปหมด กระทั่งยกมือกอดมันกลับไปบ้าง โซลริวถึงได้รู้ว่ามันอบอุ่นเหมือนกัน คล้ายยกภูเขาออกไปจากอก คล้ายกับว่าพระอาทิตย์กลับมาส่องแสงที่โลกของเขาอีกครั้งหนึ่ง

“โนอาร์ ฮึก.. แกไม่ได้โกรธฉันสินะ ไม่ได้เกลียดฉันใช่มั้ย” เสียงอู้อี้ถามขึ้นโนอาร์ไม่ได้ร้องไห้ขนาดโซลริวเท่าไหร่แต่เขารู้สึกว่าไหล่เปียกชื้นเพราะมันคนเดียว อดส่งมือไปลูบหัวมันเบาๆไม่ได้ สางเล่นอยู่พักหนึ่งก็กลับไปกอดคนตรงหน้าไว้แน่นๆ ขอบคุณที่ตัวเองไม่ฆ่าตัวตายไปซะก่อน ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

“ไม่โกรธ” พอตอบแบบนั้นก็เหมือนเร่งโหมดน้ำตาแตกให้โซลริวอีกครั้งหนึ่ง มันร้องไห้เหมือนเด็กๆสั่นไปหมดทั้งตัว แต่โนอาร์ไม่เอาไปล้อหรอกนะ ให้มีแค่เขาที่ได้เห็นส่วนนี้ก็พอแล้ว

“ทำไม ฮือ ทำไมไม่โกรธวะ”

“ก็ไม่โกรธอ่ะ โอ๋ มึงอย่าร้องมากเสื้อเปื้อนหมดแล้ว” คนผมแดงว่าพลางโยกเพื่อนในอ้อมกอดไปมาเบาๆ ลูบหลังบ้างลูบหัวบ้างเพลินดีแต่ร้องไห้ขนาดนี้เดี๋ยวตาก็บวม ลำบากใครให้ทาย

“ก็ที่ผ่านมา.. ฮึก” เสียงสั่นๆเหมือนกลั้นน้ำตาทำเอาโนอาร์ยกยิ้มอย่างเอ็นดู มันนี่นะ จะกี่ปีก็ไม่เปลี่ยน “พวกแกต้องโกรธที่ฉันทำให้เซเรฟตายไง เพราะความผิดของฉัน”

“...จำได้น่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ เพราะงั้นอย่าร้องไห้เลยนะ”

“เกลียดฉันมั้ย”

“ไม่..แค่โกรธ” โนอาร์ว่าพลางสงสารคนในอ้อมกอด มันผ่านจุดนั้นมาได้ยังไงกัน มันจะต้องเจ็บปวดแค่ไหน และร่างกายนี้กลับมามีชีวิตได้ยังไงในเมื่อโนอาร์เป็นคนฝังมันกับมือ ถึงจะคิดว่าตัวปลอมแต่นิสัยของมันไม่ใช่เรื่องที่จะปลอมกันได้

“ไหนบอกไม่โกรธไง”

“ก็มีโกรธกับเกลียดก็เลือกโกรธไง”

“แล้วสรุปว่าทั้งโกรธทั้งเกลียดหรอ” เสียงนั่นถามย้ำคล้ายไปกระตุกต่อมน้ำตาเข้าอีกรอบ โซลริวเหมือนอ่อนแอกะทันหัน โนอาร์ว่าอะไรมาน้ำตาร่วงหมดอ่ะ จุดนี้มันที่สุดแล้วจริงๆ เขาไม่คิดว่าจะได้เจอมัน คิดไปต่างๆนาๆว่าถ้าเจอกันคงต้องยืนคนละฝั่ง กลายเป็นเกลียดขี้หน้ากัน ถ้าเป็นแบบนั้น..

“ไม่..คิดถึง..คิดถึงมากกว่า”

เสียงของโนอาร์แผ่วเบาๆอยู่ข้างหู ราวกับมีกระแสธารบางอย่างหลั่งไหลเข้ามาในใจ มันอุ่นวาบจนรู้สึกสงบขึ้นมาเขาก็เลยร้องไห้ขี้มูกแตกอีกรอบโดยมีไหล่โนอาร์รองไว้กลายๆ

 

 

******************โปร ดติด ตาม ต่อ ไป


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

115 ความคิดเห็น