Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 34 : บทที่32 ไร้มิตรไมตรี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 342
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่32 ไร้มิตรไมตรี

ไม่มีอะไรที่โอนิกส์อยากได้แล้วไม่ได้

ดังนั้นเรื่องที่ขอกับเสด็จพ่อไปก็ได้รับคำตอบที่เขาคาดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มกับคิดหนักเมื่อกลับเข้ามาในปราสาทหลังใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัดกลุ้มใจเท่าไรนักแต่มันก็อาจจะเป็นปัญหาสำหรับเด็กหนุ่มที่หลับไปนานกว่าหนึ่งวัน

จนกระทั่งเช้าวันใหม่ที่ลูกซี่เข้ามารายงานว่าโซลริวฟื้นแล้ว ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างดีใจลึกๆก่อนจะก้าวออกจากห้อง ครั้งนี้ไร้เงาอลิซเพราะทางนั้นต้องไปทำงานหลังจากพลัดวันประกันพรุ่งมาหลายชั่วโมง โลกยมทูตก็ไม่ได้มีทรัพยาการที่เรียกว่ายมทูตมากเท่าไรนักเพราะหนีไปเกิดกันหมด เพราะงั้นนางก็ทำงานหนักอยู่ตลอด

แต่เรื่องนั่นก็เป็นงานของอลิซ เขาคงก้าวก่ายมิได้

กลับมาที่เด็กหนุ่มที่เพิ่งฟื้นเถอะ โอนิกส์รู้ดีว่าการที่คนๆหนึ่งจะมีความทรงจำมากกว่าหนึ่งชาติมันเป็นเรื่องน่าปวดหัวจะตายไป ดังนั้นการลบความทรงจำชาติที่แล้วๆมาจึงแวบเข้ามาในหัวของคนเคยเป็นพี่ชายอย่างคาดไม่ถึงอยู่บ่อยครั้ง ใช่แล้ว การที่มนุษย์คนหนึ่งจำอดีตชาติของตนเองได้มากว่าหนึ่งชาตินั้นมันเป็นเรื่องอันตรายสำหรับดวงวิญญาณ

โซลริวต้องผ่านความเจ็บปวดราวกับแบกทั้งโลกไว้ก็ไม่ใช่เพราะจำอดีตได้หรือ ความรู้สึกในชาติก่อนย่อมล้นทะลักเข้ามาในชาตินี้ ถึงอย่างนั้นทางโลกยมทูตถึงได้ลบความทรงจำก่อนนำดวงวิญญาณไปเกิดในภพภูมิใหม่อยู่เรื่อยๆเพื่อมิให้เกิดความผูกพันหรือกระแสอารมณ์ที่ค้างคาในชาตินั้นส่งผลไปยังภพภูมิใหม่

ยาลบความทรงจำจากโลกยมทูตจึงถูกส่งให้เด็กหนุ่มกินตั้งแต่ยังไม่ฟื้น เรื่องนี้มีเพียงโอนิกส์ อลิซและลูซี่(ผู้ลงมือป้อนโดยมิรู้ว่ายานั่นคืออะไร) แต่ถึงอย่างนั้นความทรงจำให้ชาตินี้ก็มิได้หายไป พวกเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องไว้ก่อน เพราะการกลับไปยุ่งเกี่ยวกับอดีตชาตินั่นหาใช่เรื่องสนุกหรือเป็นสิ่งที่สมควร

ข่าวล่าสุดทางมารอเลียนได้สรุปออกมาแล้วว่าเวทลบความทรงจำจัดอยู่ในหมวดเวทต้องห้าม ผู้ใดใช้มีความผิดใหญ่หลวงต้องจำคุกครึ่งชีวิตเพราะแบบนั้นโอนิกส์ถึงได้พึ่งน้ำยาลบความทรงจำแทน

ถึงอย่างนั้นปัญหาก็ใช่ว่าจะหมดไป

ออกไป!

เสียงข้าวของแตกกระจายพร้อมกับลูกซี่ที่วิ่งหน้าตื่นออกมา ภาพลักษณ์หัวหน้าสาวใช้ถูกถอดทิ้งตั้งแต่เจ้านายคนใหม่ฟื้นขึ้นมาพร้อมดวงตาที่แข็งกร้าว และ..ข้าวของทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือกลายเป็นอาวุธประทุษร้ายทุกคนทันที หญิงสาวทำหน้าตื่นตระหนกเมื่อสบสายตากับเจ้าของปราสาทพร้อมเอ่ยเสียงแผ่ว

“ทะ..ท่านโอนิกส์”

“เกิดอะไรขึ้นละนั่น” ร่างสูงเอ่ยถามพร้อมคิ้วที่ขมวดเข้าหากันทันที แม้จะยืนอยู่ตรงนี้ยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่รุนแรง มิน่าละ สาวใช้ถึงวิ่งหน้าตั้ง

“งั้น ข้าจัดการเอง”

ร่างสูงรอพักหนึ่งเพื่อให้เด็กหนุ่มสงบลงก่อนจะเปิดประตูเข้าไปหา โซลริวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงท่าทางดูร้ายใช่ย่อย เด็กหนุ่มเพ่งมองมาที่ร่างสูงสง่าราวจะฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแน่หากเดินเข้าไปใกล้กว่านี้

นี่ไม่ใช่ว่าโนอนิกส์เห่ออะไรหรอกนะ แต่ดวงตาสีแดงข้างหนึ่งสลับกับดำอีกข้างชวนสะกดให้หยุดนิ่งเช่นนั้นก็ทำให้เจ้าของปราสาทอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ครรภ์มังกรคงไม่ได้สร้างเด็กหนุ่มให้เป็นปริศนาแน่ใช่หรือไม่ แต่เท่าที่มองเห็นก็พบว่ามีพลังเวทไม่มากไม่น้อย กำลังดีเชียว

โซลริวกำลังป้องกันตัวเอง คงเป็นความรู้สึกหวาดกลัวมันฝังอยู่ในจิตใจ เด็กหนุ่มตื่นมาถึงได้ไล่ทุกคนออกไปห่างๆ ร่างสูงยิ้มอย่างเป็นมิตรพร้อมชูมือทั้งสองข้างให้อีกฝ่ายเห็นว่าไม่มีอะไรติดมือมา ดวงตาสลับสีตรงหน้าตรึงโอนิกส์ไว้กับที่ราวจะสำรวจ

“ข้าเป็นพี่ชายห่างๆของเจ้านะ”

“ฉันไม่มีครอบครัว” น้ำเสียงแข็งกระด้างจนรู้สึกหงุดหงิด

โอ้ว..แน่ละ นี่คือผลของยาลบความทรงจำแน่ แต่โซลริวดูก้าวร้าวขึ้นมากต่างจากวันสุดท้ายที่เจอกันมากโขราวกับคนละคน เช่นนั้นงานหนักก็ตกอยู่ที่โอนิกส์เสียแล้ว เพราะเขารับปากกับเสด็จพ่อไว้ว่าจะดูแลให้อยู่ในโอวาท และจากที่ดูก็ใช่ย่อยซะทีไหน

ไหนจะท่าทีเอาชีวิตคนอื่นง่ายๆเช่นนั้นอีก

“เจ้ามี..ข้าไง อลิซ พวกข้าอยู่ข้างเจ้านะ”

ดวงตาของเด็กหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตอบหรือเถียงอะไรกลับมา โอนิกส์เดาว่ามันคือความลังเลที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเหมือนกัน เพราะปกติแล้วโซลริวดูไม่มีพิษภัยหรือคิดร้ายกับใครมาก่อน เว้นแค่ตอนนั้นแหละ นึกแล้วเจ้าของปราสาทหลังงามก็อดก่นด่าพวกมันที่ทำแบบนี้กับเด็กหนุ่มตรงหน้า

ฆ่าเพียงเพราะอยากฆ่า ไม่พิจารณาว่าสมควรหรือไม่สมควร เลวจริงๆ

มารอเลียนเองก็ร้ายใช้ย่อยเพราะเกรงว่าคนในโลกของตนจะมีเอี่ยวก็คัดค้านกันยกใหญ่จนน่าหัวเราะเยาะ นี่แหละเรียกว่าการปกป้องกลุ่มคนในองค์กรของตน แต่ผิดไปหน่อยที่มาเล่นกับโอนิกส์ผู้นี้ อย่างไรการเชือดไก่ให้ลิงดูไม่จำเป็นต้องให้โซลริวกลับมาจัดการเอง

โซลริวเพิ่งจะ 18 ไม่สิ ผ่านไปเป็นปีตกปีนี้ก็ 19 เข้าไปแล้ว ด้วยวัยขนาดนั้นโอนิกส์ไม่นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการเรื่องวุ่นวายต่างๆด้วยตนเองได้เพียงลำพังแน่นอน ดังนั้นด้วยความเป็นพี่ที่หวงน้องก็ไม่ต้องแปลกใจนักหากว่าเขาจะสามารถโหดเหี้ยมกับใครก็ตามที่ลงมือรังแกน้องน้อยของเขาได้ไม่ยากเย็น

ตอนนี้เรเซลคงเต้นเร้าๆวอนขอความเมตตาอยู่ที่ห้องขังแล้ว!

“หิวมั้ย”

“...”

“ข้าชื่อโอนิกส์ เป็นเจ้าที่นี่”

“...”

เมื่อไม่มีคำตอบกลบมาโอนนิกส์เริ่มขยับ โซลริวถลึงตาคล้ายตกใจที่จู่ๆชายหนุ่มตรงหน้าก็ขยับโดยไม่กลัวท่าทีคุกคามหมายเอาชีวิตของเขาแม้แต่น้อยแต่ขาของโซลริวไม่มีแรงเหลือมาพอจะลุกหนีไปห่างๆ

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น เจ้ายังไม่แข็งแรงดีเลยนะ” ร่างสูงถามไปเรื่อย “จำได้มั้ยชื่อของเจ้าน่ะ”

“โซลริว”

“ใช่ นั่นแหละ จำอย่างอื่นได้มั้ย”

“ฉันตายไปแล้ว”

พูดเพราะๆหน่อย” ผู้ที่นั่งรักษาตำแหน่งจ้าวแห่งความมืดเอ็ดเสียงเข้มคิ้วขมวดเล็กน้อยราวกับแสลงหู ปกติคนตรงหน้าจะแทนตัวเองว่าผม ฟังดูไพเราะกว่าเป็นไหนๆ

และวันนี้ไม่มีอลิซ...แปลว่าโอนิกส์จะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องเกรงใจ

“โชคร้ายที่เจ้าเลือกที่จะไม่ตายนะ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะก้าวเข้าไปยืนใกล้ปลายเตียง สบสายตากับดวงตาสลับสีที่ขึ้นชัดเจนไม่เหมือนเมื่อก่อนพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุมคล้ายสั่งสอน “นี่แหละคือการมีชีวิต เจ้าอาจจะแย่หน่อยที่ต้องมาเจอเรื่องแย่ๆแบบนั้น แต่เชื่อเถอะว่าเจ้าจะถึกทนกว่าคนทั่วไปหากเจอปัญหาอีกครั้ง เจ้าจะผ่านมันไปได้”

ถึงแม้ว่าปัญหาของเจ้าจะไม่ได้จบแบบคลี่คลายก็เถอะ

แต่อย่างน้อยเจ้าก็ได้เวลามากพอจะ และก็ได้เลือกแล้ว..นั่นคือการกลับมาอีกครั้ง

“เจ้ายังอยากกลับโลกมนุษย์มั้ย” โอนิกส์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่ยอมเปิดใจ เขาเองก็ไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายแล้ว คงเป็นนิสัยเสียๆที่พี่ชายอย่างเขาจะเอาของที่น้องอยากได้มาหลอกล่อให้ยอมเปิดปากพูดอะไรบ้าง หากว่าโซลริวอยากกลับไปที่โลกมนุษย์ พี่ชายอย่างเขาจะขัดขวางได้ยังไงล่ะ

โซลริวหรี่ตาลงอีกครั้งคราวนี้เหมือนจะได้ผลขึ้นมาเพราะสายตาที่แข็งกร้าวก็อ่อนลงถึงจะวูบเดียวก็หาได้หลุดพ้นจากสายตาของร่างสูงไม่ แต่ว่าจู่ๆเสี้ยวหนึ่งของดวงตาสลับสีคู่นั่นกลับวูบไหวเหมือนมีอะไรในใจ เพียงแต่ไม่ยอมแสดงออกมาให้ได้รับรู้

ปิดกลั้นตัวเองอย่างสมบูรณ์

“ถ้าเดินได้ล่ะ” เสียงเรียบนิ่งถามขึ้น โอนิกส์ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหัวเราะเบาๆกับท่าทีแข็งกระด้างตรงหน้า

“เจ้าอยากไปไหนพี่อนุญาตทั้งนั้น แต่มีลูซี่ติดตามไปด้วยนะ”

“ใคร”

“ลูกน้อง..คนดูแลมั้ง เอาเป็นว่าลูซี่จะคอยทำตามคำสั่งของเจ้าทุกอย่าง ยกเว้นไล่ไปพ้นๆหน้า” โอนิกส์ดักทางราวกับร่วงรู้ ดูท่าแล้วคงจะสงบลงแล้ว ดังนั้นร่างสูงจึงทเพียงยิ้มจางๆให้ไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะกลัวว่าโซลริวจะเลิกไว้ใจแต่ต้องชะงักเมื่อถูกรั้งด้วยหระโยคง่ายๆ

“เกิดอะไรขึ้น”

โซลริวเอ่ยถาม สิ่งนั้นทำให้โอนิกส์ขมวดคิ้ว มีบางสิ่งปรากฏในใจทันที นั่นคือ โซลริวอาจจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรืออาจะไม่ทั้งหมด มีเพียงสองทางนี้เท่านั้น ร่างสูงทำหน้าตรึงขึ้นมาเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่ามันเกิดจากการหลับไปนานถึงปีกว่าหรือเพราะยาลบความทรงจำ

หรืออาจจะเป็นเพราะจิตใต้สำนึกกำลังกดส่วนที่เลวร้ายนั่นให้จมลึกจนยากจะค้นเจอในความทรงจำกันแน่

“ถามทำไม” เจ้าของปราสาทหลังใหญ่ย้อนถาม

“ก็...ไม่รู้ว่า...ทำไมถึงตายนะสิ”

ดวงตาสองสีสะท้อนแสงแดดอ่อนๆดูเศร้าๆแต่ไม่นานก็กลับมาเรียบเฉย ทำไมจ้าวแห่งความมืดจะดูไม่ออกว่านั่นคือการแสดงเพียงแต่ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงได้กลบซ่อนความรู้สึกตัวเองเช่นนั้น หรือเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่ขาดหาย ความเศร้าและความเจ็บปวดที่หายไป บางอย่างที่เหล่ามนุษย์มักรู้สึกถึงเสมอเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึก

พวกมนุษย์เนี่ย พิเศษจริงๆเลยนะ

“เจ้าจำอะไรได้บ้าง อย่างเช่นเรื่องสุดท้ายที่จำได้น่ะ”

“เรื่อง สุดท้าย? เซเรฟ”

“เซเรฟ?” ใคร..โอนิกส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เป็นเพียงชื่อที่หลุดออกมาแต่กลับทำให้ดวงตาของโซลริวมีประกายบางอย่าง แค่แวบเดียวแต่ดวงตาคู่นั้นดูเจิดจรัสเอาจนมุมมปากแทบจะเผลอยกยิ้ม อันที่จริงตอนที่ขอความรู้สึกทั้งหมดของโซลริวไว้

คนเป็นพี่อย่างเขาคงทำไม่ได้หรอก

จ้าวแห่งความมืดไม่อาจทนมองน้องน้อยไร้ความรู้สึกได้ แต่..ใช่ว่าโซลริวจะกลับไปเป็นอย่างเดิมหรอกนะ แค่ยืนมองตรงหนี้ยังรู้เลยว่าบาดแผลพวกนั้นเปลี่ยนโซลริวไปมาก เด็กหนุ่มตรงหน้ามีความเย็นชามากกว่าที่คิดเสียอีก ต่อให้จำไม่ได้แต่จิตใจของมนุษย์นั่นลึกจนยากจะหยั่งถึง ไม่มีใครสามารถเข้าใจการกระทำของคนอื่นได้ในเวลาสั้นๆหรอกนะ

แต่โอนิกส์สามารถบอกได้เลยว่าตอนนี้ เด็กหนุ่มเย็นชาจนรู้สึกได้ถึงความห่างเหินจากทุกสิ่ง

เอาเถิด เวลาจะรักษาทุกอย่างเอง...

 

อลิซกลับมาพร้อมสีหน้าตื่นเต้นแม้ว่าตอนแรกที่เจอกับเด็กหนุ่มผู้มีพระคุณของเธอแต่ก็อดใจหายกับท่าทีเย็นชาไม่ได้ ถึงอย่างนั้นโซลริวก็ไม่ได้ผลักไสไล่ส่งเธอเหมือนที่ทำกับโอนิกส์ แต่ดูเหมือนลูซี่จะได้ความไว้วางใจมากกว่าทุกคนไปแล้ว

อลิซไม่คิดว่าโซลริวจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นแต่แน่ว่าจิตใต้สำนึกต่างหากที่พยายามกดความเลวร้ายพวกนั้นไว้ เพื่อลืมความเจ็บปวดแม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อยแต่เมื่อโซลริวกำลังพยายามเธอก็จะไม่พูดถึงเรื่องที่จะทำให้จดจำวันวานได้

จนกระทั่งผ่านไปสามเดือน โซลริวเริ่มเดินเหินได้สะดวกเด็กหนุ่มไม่เคยยิ้มให้ใครเลยสักนิด กลายเป็นคนเย็นชาอย่างสมบูรณ์แบบ ที่โลกมืดยังคงเป็นที่คับแคบสำหรับเด็กหนุ่มเพราะเจ้าตัวไม่เคยก้าวขาออกไปจากปราสาทเลยสักก้าว

นอกจากนั่งจิบชาอยู่ในห้องกับอ่านหนังสือก็เหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ทำอะไรมากกว่านั่นแล้ว ดีหน่อยที่โซลริวยังพอจะพูดคุยกับเธอหรือโอนิกส์บ้างแต่กับคนอื่นเด็กหนุ่มก็มองเป็นเพียงอากาศ มีเพียงลูซี่เท่านั้นก็ถูกเรียกหา แต่ก็ไม่นับว่าติดพี่เลี้ยงสักเท่าไร

วันก่อนเห็นลูกซี่สอนพวกวิธีใช้พลังเวทให้แต่โซลริวเรียนได้แป๊ปเดียวคงเบื่อและทำลายข้าวของไปตามระเบียบ

แน่นอนว่านอกจากจะเย็นชาแล้วความอดทนของเด็กหนุ่มก็พลอยลดต่ำลงไปด้วย ไม่พอใจนิดหน่อยก็ทำลายทุกอย่างทิ้งอย่างไร้ค่า เด็กหนุ่มจะต่อต้านเป็นพิเศษหากว่ามีใครพยายามเข้าหาจนน่ารำคาญ

และจุดที่ชวนกุมขมับเป็นที่สุดก็คือโซลริว...กลายเป็นจุดศูนย์ของคำว่าพังพินาศไปแล้ว เพราะวันนี้เด็กหนุ่มแผลงฤทธิ์ใส่ลูกสาวของท่านขุนนางตระกูลหนึ่งที่เข้ามาถามไถ่ตามมารยาท(เห็นคนอื่นว่าอย่างนั้น) แต่ดูจากสภาพแล้วอย่าเรียกว่าแปลงฤทธิ์เถอะ เรียกว่าจะฆ่าให้ตายเสียมากกว่า

พอถามความเป็นไปก็ไม่ตอบอะไรเลยสักอย่าง..โอนิกส์เลยสั่งกักบริเวณ

“ข้าปวดหัว” ร่างสูงพึมพำดวงตาดูแข็งค้างเหมือนคนไม่ได้หลับได้นอน เพราะคิดแต่เรื่องนี้

“เจ้าไม่ได้ทำอะไรแน่นะ” อลิซถามขึ้นเพราะจำได้ว่าวันนั้นคนตรงหน้าที่นั่งกุมขมับเอ่ยขอความรู้สึกทั้งหมดไว้ไม่ใช่หรือ

“ข้าทำไม่ลงหรอก เจ้าจะทนเห็นน้องตัวเล็กๆไร้ชีวิตชีวาไม่หัวเราะไม่ยิ้มได้หรอ ข้าทำใจไม่ได้หรอก”

“ตอนนี้มันต่างกันตรงหน้าล่ะ”

“แต่ไม่ใช่ฝีมือข้า” โอนิกส์ปฏิเสธชัดเจน

“เอาเถอะ เดี๋ยวก็คงดีขึ้น ว่าแต่ช่วงนี้ลูซี่ว่ายังไงบ้าง” อลิซหันไปถามไถ่

“ลู่ซี่บอกว่าโซลริวเข้าห้องหนังสือมากขึ้นน่ะ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบให้เธออยู่ใกล้เกินห้าเมตร”

“ขนาดนั้น”

“ใช่”

ยังไม่ทันได้บ่นอะไรเสียงวิ่งตึงตังอย่างไร้มารยาทจากสาวใช้คนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตูพร้อมเสียงเคาะดังถี่ๆราวกับมีเรื่องร้อนใจก็ไม่ปาน

“อะไรของเจ้า วาน่า” อลิซยืนเท้าสะเอวมองหญิงสาวตรงหน้าหลังเดินมาเปิดประตูห้อง

“แย่แล้วเจ้าค่ะ คุณหนู..” สีหน้าชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นทั่วใบหน้า

คุณหนู? คงหมายถึงโซลริวสินะ

“คุณหนูจะฆ่ามังกรในอุทยานเจ้าค่ะ!!!

“ห๊าาาา” สองเสียงอุทานขึ้นอย่างพร้อมเพียงก่อนจะเร่งรีบออกไปห้ามปรามเพราะมังกรในอุทยานใช่ว่าจะมีแต่ตัวเชื่องๆซะที่ไหน บอกแล้วใช้มั้ยละว่าโซลริวกลายเป็นศูนย์รวมของความพังพินาศไปแล้วในตอนนี้!

 

 

ปัจจุบัน โนอาร์ อัล เซโฟน่า และ เรย์จิน เมอทร์เรียส กำลังศึกษาชั้นปีที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยอาร์เทลที่กลับมามั่นคงอีกครั้งในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนกลายเป็นคู่หูที่เข้ากันได้ดีและทำผลงานให้ปราการสายลมจนตกมาปีนี้กลายเป็นที่จับตามองของหลายๆปราการ

นั่นเพราะปราการสายลมมีปี2 เพียง 2 คนและรุ่นน้องปีนี้ก็มีเกือบ10 เพราะมีเหลือเพียงสองคนทำให้ทุกคนจับตามองทิศทางของปราการสายลมว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน แต่สองคนนี้ก็แข็งแกร่งเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปหลายคน

และทั้งสองยังกลายเป็นกองกำลังพิเศษของอาร์เทลตั้งแต่ปีหนึ่งจะไม่ให้ใครสนใจได้ยังไงกัน ถึงปีที่แล้วปราการสายลมจะพลาดงานชิงจ้าวสี่ทิศแต่ปีนี้กลับกลายเป็นตัวเต็ง หมากตัวสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ และเพราะมีสองคนแถมยังหาตัวยากมาก ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าวันหนึ่งสองคนนี้หายไปไหน

พวกเขาพลางตัวได้แม้กระทั่งงานพิธีการที่ถูกจับจ้องจากทุกทิศ

เรย์จิน เมเทอร์เรียส

เขาไม่เคยคิดว่าจะผ่านเรื่องนั้นมาง่ายๆแต่พอเห็นโนอาร์แล้ว ตัวเขาที่ไม่ค่อยมีเป้าหมายกลับดูชัดขึ้นอย่างนั้นราวกับว่าโนอาร์เป็นคนจุดมันขึ้นมา เรย์จินชื่นชมในตัวโนอาร์ในบรรดาเพื่อนๆมากมายที่เรย์จินรู้จัก โนอาร์คิคนที่เป้าหมายชัดเจนเสมอ

มันเป็นคนที่ใช่ความพยายามและความอดทนมากคนหนึ่ง

ผ่านเรื่องร้ายๆมาด้วยกันก็อาจจะนับว่าโตมาด้วยกันก็ได้แต่ถึงจะคิดแบบนั้น พวกเขาก็ไม่ใช่พวกที่จะตลกได้เสมอ บางทีก็ไม่ตลกเลยด้วยซ้ำ พวกเขาชอบพูดคุยเรื่องจริงๆจังๆจนบางทีก็ปวดหัวอยู่บ่อยๆ อย่างวันนี้ก็มีภารกิจเข้ามา

พวกเขาอาจจะเป็นรุ่นน้องที่ดูหัวแข็งไม่น้อยสำหรับรุ่นพี่เพราะว่าพวกเขาทำงานด้วยกันโดยที่ไม่มีรุนพี่คอยช่วยอยู่เลย แต่กลับมีผลงานมากมายในปราการฟื้นจากความตายขึ้นมาได้ แถมยังลายเป็นกองกำลังพิเศษที่ได้สิทธิ์ออกนอกอาร์เทลอย่างง่ายดายด้วย

ภารกิจของวันนี้คือการตามรอยมังกรที่หลุดออกมาจากอาณาจักรมังกรและทำไร่ข้าวโพดชาวบ้านเสียหาย หน้าที่ของพวกเขาคือหาตัวมันและเรียกให้นักล่ามังกรเข้ามาจับ สาเหตุที่ภารกิจมันตกมาอยูในมือของพวกเขาก็เพราะนักล่ามังกรถูกทำร้ายไปหลายคน

อีกอย่างค่าคะแนนมันสูง ของรางวัลก็งาม

ไม่มีใครไม่อยากได้ ถึงแม้ว่าเรย์จินจะเป็นองค์ชาย แต่บอกว่ารวยเพราะพ่อแม่ก็คือรวยเพราะพ่อแม่อ่ะนะถูกถากถางดีนักล่ะเรื่องนี้ ไม่ได้รวยเพราะน้ำพักตร์น้ำแรงของตัวเองนี่นะ วันนี้ก็เลยจะออกไปหาเงินสักหน่อย

โนอาร์เปิดประตูเข้ามา ใบหน้าคมเข้มดูเบื่อไม่น้อย คงไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ร่างสูงถูกปลดจากการเป็นองค์รัชทายาทแล้วและยศศักดิ์ก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะเรียกว่าเป็นคนธรรมดาก็ยังได้

“น่าเบื่อจริงๆ” เสียงพึมพำดังขึ้น โนอาร์ถอดเสื้อที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อและร่องรอยของฝ่าเท้ามากมายประดับเต็มเสื้อเชิ้ตขาวพร้อมโยนไปที่ตระกร้าก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินกลับไปที่ห้องน้ำ ไม่นานก็มีเท็นมะที่โผล่พรวดเข้ามา

รายนั่นติดบ้านชอบไปๆกลับๆสรุปก็ม่ค่อยได้พักที่หอเท่าไรนัก

ปึกๆ

“พี่โนอาร์เปิดประตูก่อน” เสียงเด็กหนุ่มติดหงุดหงิดไม่น้อยแต่คนข้างในกลับไม่ตอบอะไรกลับมาเว้นแต่เสียงน้ำที่กระทบพื้น

“เป็นอะไรเท็น”

“เปล่าครับ แค่สงสัยน่ะ ลายด่างพร่อยตามตัวนั้นได้แต่ที่ใดมา”

“ฮ่าๆ แกเนี่ยนะ มันก็ชกกับคนไปทั่วนั่นแหละ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ” เรย์จินอธิบายพร้อมยิ้มสดใสเหมือนเคย “แต่วันนี้ไม่กลับบ้านหรอ”

“หึ ไม่กลับแล้ว” เมื่อเท็นเห้นว่าเขาทำหน้าแปลกใจเลยอธบายต่อ “ไม่มีสาวให้ตามดูแลแล้วไง”

“อู้ว อย่าบอกว่ากลับบ้านเพราะสาวสวย”

“มั่ง คนรู้จักน่ะ ปู่รั่งให้อยู่ตั้งหลายเดือน คงชอบใจไม่น้อย” เด็กหนุ่มว่าพลางเบะปาก “ลำบากผมเนี่ยต้องตามประคบประงม”

“ระวังนะ เผื่อกลายเป็นเจ้าสาวของนาย”

“โนเวย์ รายนี้น่ะมีคู่หมั้นแล้วอยู่ที่โลกมนุษย์โน้น” เท็นว่าก่อนเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงว่างในห้อง เรย์จินไม่ได้ถามต่อแต่ต้องเงี่ยหูฟังเพราะเท็นมะถามคนที่ปิดประตูห้องออกมาทันที

“พี่โนอาร์” เสียงติดสงสัยเรียกให้ชายหนุ่มปรายตามองแวบหนึ่ง

“อะไรของแก”

“พี่ไปรู้จักกับหยินได้ยังไง”

“นั่นคนที่เควินดูแล ฉันต้องรู้จักสิ”

“อ๋อหรอ” น้ำเสียงไม่เชื่อทำให้เรยืจินหันมองทั้งสองคนอย่างสนใจ

“ไม่เห็นต้องกอด”

“ทำไม ชอบเด็กนั่นหรอ”

“โน้” เสียงสูงก็มา

“ก็ตามทำเนียมเฉยๆ” โนอาร์โคลงหัวตอบปัดๆพร้อมยิ้มที่มุมปากก่อนเดินไปแต่งตัวพร้อมกับโยนกางเกงที่ถอดในห้องน้ำลงตระกร้า ดูก็รู้ว่าโนอาร์อารมณ์ดีทันทีที่เข้าเรื่องนี้ต่างจากเท็นมะที่หน้าบึ้งไปแล้ว

เรย์จินมองสองพี่น้องเถียงกันก็ส่ายหน้าหน่ายๆ ทะเลาะกันทุกวัน

“วันนี้เดินทางเลยมั้ยเรย์จิน” ขณะที่แต่งตัวอยู่โนอาร์ก็ถามขึ้นแต่เท็นมะไม่ได้สนใจเพราะชินว่าพวกเขาต้องออกไปทำภารกิจอยู่บ่อยๆ

“เอาสิ ฉันเก็บกระเป๋าไว้แล้ว” เขาตอบก่อนจะเห้นว่าวันนี้โนอาร์ยิ้ม คงไม่ได้ตาฟาดนะเพราะโนอาร์ยิ้ม แบบที่ยิ้มจนสองคนที่เห็นถึงหับหันมองหน้ากันอย่างงงๆ

“ขนลุกชิบ มีอะไรวะพี่” เท็นมะเป็นคนที่กล้าท้าลุยสมคำล่ำลือจริงๆ

“หึ เดี๋ยวเถอะมึง” โนอาร์ขู่ไว้เล็กน้อยก่อนจะหันมาพูดหลังจากใส่เสื้อผ้าจนครบแล้ว “วันนี้มีเควสไปทำงานที่โลกมืด ทีมสามชวนมาฉันจะไปแกไปด้วยมั้ยเรย์จิน”

“โลกมืดเชียวหรอ ไม่สนใจอ่ะ” เรย์จินว่าก่อนจะสะดุดกึก...

..ที่โลกมืด

เสียงใครบางคนดังขึ้น เรย์จินมองหาต้นเสียงคิดว่าหูคงฟาดอีกแล้วแต่มันก็ดังขึ้นอีก

ที่นั่นแหละ ไปสิ..

แล้วเสียงนั่นก็จางไป เรย์จินเห็นว่าอีกสองคนในห้องไม่ได้ยินจึงไม่ได้พูด แต่หลายครั้งแล้วที่เสียงนี่มักจะบอกหรือเตือนเขา คนอย่างองค์ชายน่ะ พูดแล้วจะคืนคำได้ยังไง

“ไม่สนใจก็บ้าแล้วอ่ะ”

“หืม” โนอาร์หันมองเพื่อผมทองที่วันนี้กวนตินไปอีกแบบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ

“งั้นจบเควสนี้แล้วจะเดินทางต่อเลยนะ ทีมสามจะไปรออยู่ที่ท่าเรือแม็กซ์นัม(เป็นท่าเรือที่โด่งดังของโลกมืด) โนอาร์ว่าอย่างนั้นก็นวดคอไปมา พอคลำไปเจอสร้อยที่คอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มจางๆ ก็ได้แต่พูดในใจว่าวันนี้จะไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาสักหน่อย อยู่แค่ในอาร์เทลขี้เกียจแจกหมัดกับชาวบ้านเขา

 

ในโลกนี้มันเป็นยังไงกันแน่ล่ะ?

โซลริวมองมือที่ชโลมไปด้วยเลือดของมังกรสีแดงตรงหน้าด้วยแววตาเฉยชา ว่ากันว่ามังกรเป็นสัตว์เวทในตำนานที่แข็งแกร่ง กรงเล็บ ปีก หาง ลำตัว เขี้ยว หรือเวทมนตร์อันทรงพลังของมันไม่ได้น้อยไปกว่าใครในโลกนี้เลยสักนิด มันมองเขาด้วยความหวาดกลัวแต่ไม่คิดจะอ้อนวอนชีวิตจากเขาเลยสักนิดเดียว

“บอกแล้วไงว่าอย่ามาท้าทายกัน” เสียงราบเรียบดังขึ้นแผ่วเบาแต่มังกรสีแดงกับได้ยินชัดเจน คนอื่นๆเข้ามามุงดูแต่ไม่กล้าเข้ามายุ่ง เพราะถ้าใครเข้ามาจะโดนดีไม่ใช่น้อยแน่ๆ

โซลริวน่ะ ไม่ได้คิดว่าจะต้องจดจำใครหรือต้องเชื่อใจใครเขาคิดว่าความเชื่อใจพวกนั้นน่าเบื่อจะตายไป

“คุณแพ้ ก็ต้องเป็นเบ้ให้ผม ตลอดชีวิต” เด็กหนุ่มว่าอย่างนั้นเรียกให้สองผู้มาใหม่ที่วิ่งกระหืดหระกอบเข้ามาหายใจสะดุดตามๆกัน เพราะว่าโซลริวดันไปรู้วิธีกางวงเวทแบบที่ลบพลังของคนอื่นที่เข้ามาในนี้ออกหมดนี่สิ โอนิกส์แทบจะเอาหัวโขกรูปปั้นเมื่อค้นหาว่าเด็กหนุ่มไปเรียนมาจากไหน

จะที่ไหนอีกล่ะ ต้องห้องสมุดแน่นอนสิ!

มังกรตรงหน้ากลายร่างเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผมสีทับทิม ที่ท้องมีร่องรอยของบาดแผลและเลือดที่ไหลทะลักออกมาไม่น้อยสายตาสีทองจับจ้องเด็กหนุ่มตาสองสีตรงหน้าด้วยความรู้สึกเคารพและยำเกรงใจความสามารถขึ้นมาทันที

เพราะขนาดไม่มีอาวุธยังสร้างบาดแผลให้เขาได้ นับว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีดีแค่เดินเชิดหน้าเงียบๆไปวันๆเท่านั้น

“รักษาบาดแผลซะสิ” โซลริวสั่งเสียงเรียบพลางเอียงคอเล็กน้อยราวกับสงสัยในความสามารถของมังกร ดวงตาสีดำสลับแดงอีกข้างทอประกายนิดๆอย่างใคร่รู้พลางผมที่ยาวสยายบนแผ่นหลังร่วงลงมาด้านหน้า เด็กหนุ่มเปลี่ยนไปหงุดหงิดเจ้าผมยาวๆแทนไม่ได้สนว่ามือที่แดงเถือกจะทำให้ผมติดกลิ่นคาวของเลือดสดๆเลยสักนิด

“ลูซี่” คนถูกเรียกรีบเข้ามาหา

“เจ้าค่ะ”

“ตัดผมเดี๋ยวนี้!” นั่นแหละลูซี่ถึงได้วิ่งไปหาอุปกรณ์ตัดผมทันที  “ส่วนคุณ ต่อจากนี้ไปห้ามขัดคำสั่งผมเด็ดขาด”

“ขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมพร้อมกับก้มหัว โซลริวยิ้มอย่างคนเลือดเย็นเขายิ้มกันพร้อมให้รางวัลสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ด้วยการรักษาบาดแผลให้ก่อนจะปรายตาไปมองพี่ชายที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออก

คนพวกนี้ตลกจริงๆเลย หาเรื่องแกล้งอีกหลายๆรอบจะเป็นไงนะ...

นั่นคือความคิดของโซลริวแต่ใครจะไปรู้กันละว่าเด็กหนุ่มคิดอะไรอยู่ นอกจากใบหน้าเรียบๆที่แสดงออกมาก็ไม่มีใครเดาอะไรได้เลยสักนิด เอาเป็นว่าโซลริวอยู่นี่ก็เริ่มเบื่อๆแล้ว เขาคงต้องไปหาคนที่ชื่อว่าเซเรฟดูหน่อยแล้วมั้ง

เพราะคิดแบบนั้นโซลริวถึงได้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ข้างในเขียนแค่ว่า ที่นี่คือคำตอบเท่านั้น

หลังปลดวงเวท เด็กหนุ่มไม่ได้ยิ้มหรือแสดงอาการอะไร นอกจากใช้เวทไฟเผากระดาษทิ้งด้วยแววตาโหดจัดที่ข่มขู่ทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า พอเห็นหน้าพี่ชายชัดๆก็ได้แต่ยกยิ้มพอเป็นพิธีแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ

มันถึงเวลาแล้วรึเปล่านะที่จะหาว่าชีวิตนี้ขาดอะไรไป...พอคิดแบบนั้นก็หันไปกระซิบกับร่างสูงของเจ้ามังกรผมสีทับทิมที่ก้มหัวลงมาฟังเล็กน้อย ก่อนเปล่งเสียงเย็นชาอย่างเอาแต่ใจ

“อีกสามวันหนีไปเล่นข้างนอกกันเถอะ”

 

*************โปรดติดตามตอนต่อไป

ขอบคุณทุกคนนะคะ วันนี้ดีขึ้นมากเลยเหลือตึงนิดๆแต่เดินนั่งได้สะดวกแล้ว

เอาบทนี้ไปโล้ย อ่านให้สนุกนะคะทุกคน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

115 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 กันยายน 2562 / 22:12
    สนุกกกเเต่คิดถึงหยางอ่ะ
    #113
    0
  2. #79 snow_crystal (@j_snow) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 06:44

    กำลังจะได้เจอคนอื่นๆ แล้วใช่ไหม

    #79
    0