Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 31 : บทที่29 ถูกลิขิต 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่29 ถูกลิขิต 1

           

อธิการมาเลียเดินทอดน่องไปยังทางเดินสวนหลักของปราสาทหลังใหญ่ในมหาลัยอาร์เทลพร้อมกับรรยากาศมาคุอ่อนๆ ร่างบางเชิดหน้าเล็กน้อยชวนให้หลายคนที่ลอบมองรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา รอยยิ้มหวานเคลือบพิษชอบทิ่มแทงคนไม่เลือกหน้าบัดนี้กลับไม่ปรากฏให้ผู้ใดพบเห็น

จะไม้ให้หงุดหงิดได้อย่างไรในเมื่อเกิดเรื่องขึ้นอันใดขึ้นบ้างระหว่างที่เธอไม่อยู่ ความวุ่นวายพร้อมใจจู่โจมเธอราวกับรอเวลานี้มานาน ใบหน้าหวานดูไม่เดือดร้อนอะไรนั้นทว่าบัดนี้ท่านอธิการที่ดูจะว่างสุดในอาร์ฌทลรู้สึกได้ว่าความมืดได้คืบคลานเข้ามาใกล้เสียแล้ว

ระยะนี้เท่ากับความเป็นความตายของผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ ไม่น่าเชื่อว่าการที่เธอเข้าประชุมที่โลกสวรรค์กลับมาก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเสียยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ใดส่งข่าวที่เกิดขึ้นในอาร์เทลในส่วนของประการสามลมให้ท่านอธิการทราบเลย สักเล็กน้อยก็ไม่มี

ใบหน้านิ่งเฉยของท่านอธิการจึงราบเรียบจนน่ากลัว

เมื่อกลับมาถึงห้องทำงานแขกไม่ได้รับเชิญก็นั่งทำหน้าบูดอยู่ก่อนแล้ว

“เรนเกล?”

เจ้าของชื่อตื่นจากภวังค์ก่อนจะหันมาสบสายตา ยมทูตอายุนับพันปีเลิกคิ้วก่อนจะหมุนเก้าอี้มาให้เห็นหน้าเต็มๆตา บัดนี้ท่าทีที่เคยเริ่งร่าไม่มีให้เห็นเลยสักนิดเดียว

“มาเลีย”

มีคนแทรกแซงเรา” อธิการมาเลียพูดอย่างฉุดขาด ใบหน้าหวานบึ้งตรึงดูเอาเรื่องไม่น้อย ว่ากันว่าตามประสาผู้หญิงมักจะพูดตรงๆและมีอารมณ์เจือปนบ้าง อาจจะดูดุเดือดจนห้องแทบลุกเป็นไฟ

“ข้ารู้แล้ว เราจะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนละ” เรนเกลเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นแม้ข้างในจะขุ่นมัวไม่ต่างกันก็ตาม

“ก็มีหลายเรื่อง อย่างแรกเลย ทำไมทางเราไม่สอบสวนเรื่องนี้ก่อนส่งเด็กของเราไปรับโทษประหาร บ้าหรือไง!

อธิการโมโหขึ้นมาจริงๆราวกับจะหาที่ระบายความร้อนรุ่มในใจ เรนเกลส่ายหน้าทันทีก่อนจะวางซองจดหมายสีขาวลงบนโต๊ะของท่านอธิการ

“จดหมายที่ฝ่ายกิจการส่งด่วนถึงเจ้าโดยตรงเพื่อให้ทราบเรื่อง” เรนเกลว่าพร้อมประสานมือที่หน้าตัก “ถูกส่งให้เจ้าหลังจากเกิดเรื่องที่โซลริวอาละวาดสี่สิบหานาที..แต่มีคนขัดขวางจดหมายถึงถูกตีหลับระหว่างทาง”

เรนเกลทำการตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าหลังเรื่องเกิดที่โซลริวอาละวาดฆ่ารุ่นพี่และเพื่อนรวมหกชีวิต เครื่อข่ายบริการเวทออนไลน์ขนาดใหญ่เกิดปัญหาพอดิบพอดีราวราวกับเป็นเวลาประจวบเหมาะ ถึงแม้ว่าจะมีบริการรองรับการส่งจดหมายแบบเร่งด่วนแต่บุรุษไปราณีษ์เวทออนไลน์กลับสลบอยู่ระหว่างทางและจดหมายถูกนำกลับมาใส่ไว้ที่ล็อกเกอร์ส่วนตัวของพนักงานคนดังกล่าว

ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างในโอเทียร์ร่าจะเปราะบางราวกับแก้วใสที่ใครๆก็สามารถมองทะลุออกอย่างง่ายดาย ตอนนี้ศัตรูกำลังลงมือทำบางอย่างที่ไม่รู้เป้าหมายอย่างแน่ชัด แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มที่เรนเกลแสนจะเอ็นดูทุกทีที่เจอกันในตอนนี้ถูกพบว่าได้ตายไปแล้ว

ตอนนี้จึงเหลือเพียงความสงสัยแคลงใจของท่านอธิการและเรนเกลที่ไม่ยอมให้เรื่องจบง่ายๆ

“มาเลีย พวกเรารู้จักกันมานานสู้กันมาก็มาก คราวนี้ข้าจะขอเจรจา แลกเปลี่ยนข้อมูลกันสักหน่อยได้หรือไม่” เรนเกลเอ่ยขึ้น ถึงจะเพิ่งรู้จักกับโซลริวแต่เด็กคนนั้นไม่น่าฆ่าใครได้ง่ายๆ ทำไมถึงไม่มีใครคัดค้าน หรือมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใต้การตายของโซลริว

มันจะมีใครได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้บ้างล่ะ?

“เพราะข้าเป็นยมทูต สามารถสืบเรื่องผ่านข้อมูลในแกนมอร์น่าได้ เพียงแต่ข้าช้ากว่าอลิซอยู่ก้าวหนึ่งอีกอย่าง ข้าได้สืบเสาะความเป็นมาอย่างละเอียดของโซลริวแล้ว มีข้อมูลบางส่วนไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในแกนมอร์น่าแต่คิดว่ามันคงจะสมบูรณ์พอ”

ท่านอธิการเลิกคิ้วนิดๆดูใจเย็นลงเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งและประจัญหน้ากับเรนเกลผู้เป็นปรปักษ์กันมาโดยตลอด คราวนี้จะยอมมองข้ามไปก่อนก็แล้วกัน

“เล่าส่วนของเจ้าหน่อยสิ” อธิการในร่างเด็กสาวเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเย็นลงเรื่อยๆ

เรนเกลยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนจะเรื่องเท้าความ

ครั้งล่าสุดที่เธอเจอโซลริวคือวันที่อสูรในป่ามือหลุดออกมาทำร้ายชาวบ้าน จากภารกิจ..แกนมอร์น่าออกคำสั่งถึงเธอให้กำจัดพวกมันก่อนจะมีภัยกับเหล่ามนุษย์จนถึงแก่ชีวิต (ความจริงแล้วโลกยมทูตก็ถูกปั่นป่วนจนเสียสมดุลนั่นทำให้อัตราการตายของมนุษย์กลายเป็นงานตรึงมือ แกนมอร์น่าจึงปรับสมดุลให้ลดจำนวนคนตายลง เรนเกลจึงต้องมาร่วมมือกับมนุษย์อย่างที่เห็น) และเธอยังมีโอกาสได้รวมเดินทางไปกับคณะทูตของสภาเวทมนตร์หลังจากกำจัดอสูรตนนั้นเพียงสองวัน

เมื่อเริ่มเดินทางไปก็พบว่าพวกอสูรมีหัวหน้าบัญชาการที่หลบออกมาได้อยู่ตนหนึ่ง คณะทูตที่เธอติดตามไปด้วยจึงเปลี่ยนเส้นทางไปหาหัวหน้าอสูรตนนั้นเพื่อเข้าเจรจา ทุกอย่างผ่านได้ด้วยความตรึงมึนเล็กน้อยแต่หัวหน้าอสูรตนนั้นก็รับปากว่าจะไม่ทำร้ายผู้คน

เป้าหมายของคณะทูตกับเหล่าอสูรที่หลบหนีออกมาจากป่ามืดจึงหันไปเพ่งเล็งไปที่จอมมารโลกิที่ตื่นจากนิทรา

หลังจากนั้นไม่นานเรนเกลก็ได้รับคำสั่งให้ไปตรวจสอบคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ในส่วนของโลกมนุษย์ มันเป็นพื้นที่สีแดงที่แกนมอร์น่าตรวจเจอ ปกติแล้วที่โลกมนุษย์ไม่เหลือต้นไม้แห้งชีวิตอยู่แล้ว พลังเวทจึงแทบหายากมากๆจนแทบจะหลายชนกลุ่มน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก

แต่พื้นที่สีแดงที่คฤหาสน์หลังนั้นกลับเต็มไปด้วยพลังเวทมหาศาลจนแม้แต่พวกมนุษย์ก็ไม่กล้าย่างกายเข้าไปเพราะรู้สึกได้ว่าที่นั่นไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ทันทีที่เข้าตรวจสอบเรนเกลก็พบว่าที่นั่นมีคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

ไทกิ พ่อของโซลริวถูกพลังเวทสะกดไว้ในบ้านหลังนั้น ไม่เพียงแต่ไทกิ เฮเดม ก็อยู่ที่นั่น รวมถึงหมอประจำตระกูลอย่างเซนอล คาเทียร์ลูกพี่ลูกน้องของโซลริวก็อยู่ที่นั่นด้วยอีกคน พวกเขาถูกสะกดไว้ที่โลกมนุษย์ อันเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลอัศวิภูรวัตน์

 เรนเกลยังไม่สามารถคลายผนึกนั่นออกได้ด้วยตนเองจึงเร่งกลับมาที่โอเทียร์ร่าเพื่อแจ้งให้โซลริวทราบแต่ก็เสียเวลาไปมากเมื่อต้องปะทะกับบุคคลปริศนา มันสวมหน้ากากสีดำปิดหน้าและฝีมือร้ายกาจเกินมนุษย์ ตอนที่เรนเกลกำลังจะพลาดท่า เควินซาตานประจำตระกูลอัศวิภูรวัฒน์ก็เช้ามาช่วยไว้ก่อน

“ท่านยมทูตไม่ควรปะทะกับมันตรงๆ” ชายหนุ่มเตือนก่อนจะมองดูบาดแผลบนร่างกายของเรนเกลที่ถูกพลังโจมตีใส่ก่อนหน้า

“มันเป็นใคร แล้วทำไมตฤหาสน์หลังนี้ถึงรกร้างเช่นนี้”

ยมทูตอายุนับพันปีเอ่ยถามอย่างใคร่รู้เนื่องจากเรนเกลไม่ใช่ยมทูตที่ลงมาทำงานที่โลกมนุษย์โดยตรง นานๆถึงมาครั้ง

“มันเรียกตัวเองว่า เงาเทวะ” เควินบอกด้วยสีหน้าตายด้าน “มันกำลังจะเขี่ยข้าออกจากการเป็นซาตานตระกูลอัศวิภูรวัฒน์ และนายน้อยของข้าก็อาการโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล”

เรนเกลจึงลองสืบเรื่องจากเควินและได้คำตอบว่าพวกมันบุกเข้ามาเพื่อแทรกแซงองค์กรระว่างโอเทียร์ร่ากับโลกมนุษย์ ตอนนี้ระบบของเหล่ามาเฟียที่มากอำนาจถูกสั่นคลอน แม้ว่าเควินจะปกป้องคนในตระกูลอัศวิฯได้เต็มความสามารถแต่นายน้อยกลับเป็นคนเดียวที่ซาตานประจำตระกูลช่วยไม่ทัน

ดังนั้นเรนเกลกับเควินจึงเดินทางกลับมาที่โอเทียร์ร่าพร้อมกัน เพราะเควินมีเรื่องต้องสะสางและมีความจำเป็นที่เธอเองก็ไม่มีสิทธิถามต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ก็ได้ข่าวแว่วๆว่าซาตานหนุ่มกำลังตามหาเพื่อนของเขาเพื่อช่วยกันสะสางเรื่องที่โลกมนุษย์

และน่าแปลกที่เรนเกลเพิ่มมารู้ว่าโนอาร์..รัชทายทาแดนเทพติดต่องานกับพวกซาตาน แม้จะสงสัยว่าทำไมท่านเทพตัวน้อยๆจึงคิดสั้นฆ่าตัวตายด้วยวิธีนั้นแต่เรนเกลก็ไม่ทราบเหตุผลนัก ตอนนี้เรื่องที่เธอควรจัดการคือเรื่องของโซลริว จึงไม่เล่าเรื่องของโนอาร์ให้มาเลียฟังเพราะเกรงว่าตัวแทนพระเจ้าอาจจะกริ้วโกรธ

ตระกูลเซอร์ฟีเลียถูกคนอื่นสวมรอยต่างหากที่สำคัญ

และขณะนี้เรนเกลก็ตามหาดวงวิญญาณของโซลริวไม่เจอ เรนเกลคาดว่าอลิซคงรู้แน่เพราะดีเอสส่งยมทูตระดับสูงไปที่แดนทับซ้อนแล้ว เรนเกลอยากตามไปแต่แดนทับซ้อนใช่ว่าจะเข้าแล้วออกมาง่ายๆหากไม่ชำนาญทางจะติดอยู่ที่นั่นตลอดกาล

“เรื่องทั้งหมดที่ข้ารู้ก็มีเท่านี้ หากมีคนบอกว่าเห็นผู้นำตระกูลเซอร์ฟีเลียมาหาโซลริวก่อนวันประหาร นั่นแปลว่าตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลปีศาจชั่นสูงกำลังแย่มากๆ” เรนเกลอธิบาย อธิการตัวเล็กหรี่ตาลงพร้อมกำปั้นที่กำแน่นพร้อมเอ่ยเสียงสั่นอย่างกรุ่นโกรธ

“หากว่าคาเทียร์ที่ตายไปไม่ใช่ตัวจริง แปลว่ามีคนจงใจใส่ร้ายโซลริว? หืม เอาใจคิดนี่”

มาเลียเก็บความแค้นเคืองไว้ในใจ กว่าเธอจะตามหาเด็กหนุ่มเจอ หาได้ใช้เวลาสองสามวันเสียเมื่อไหร่ พวกเธอรอมาหลายร้อยปีแล้ว

“หากว่าเราไม่ได้เล่นยู่กับคนธรรมดาสามัญละ เจ้าคิดว่าใครที่จะได้ประโยชน์” เรนเกลถามขึ้น “ถ้าโซลริวตาย ใครคือคนที่ได้ผลพลอยได้เช่นนี้”

“เจ้าสืบเรื่องอดีตชาติของโซลริวมาหรือไม่เรนเกล” มาเลียถามขึ้นพลางกัดปากแน่นอย่างลุ้นคำตอบเธอรู้เพียงว่าโซลริวรู้จักกับพระเจ้าแต่แค่รู้จักกันน่ะ เธอจำชื่ออีกฝ่ายในชาตินั้นไม่ได้เพราะมันก็นานมากแล้ว ครั้งก่อนที่เด็กหนุ่มห้ามเรียกชื่อเธอก็แค่แกล้งตามน้ำไปงั้นแหละ มันผ่านมาหลายร้อยปีจำได้ก็แปลกแล้ว

 อันที่จริงมาเลียก็สามารถค้นได้ว่าโซลริวเป็นใครแต่เธอต้องกลับร่างเทพเสียก่อน ซึ่งมันไม่คุ้มค่าและเปลืองพลังเวทมากโข

“แน่นอนว่าลองแล้ว”

“แล้วว่าอย่างไร”

“ไม่รู้ ระดับแต้มบุญของข้าไม่ได้มีมากมายเพราะข้าไม่ได้ทำงานเก็บแต้มบุญมาหลายร้อยปีแล้ว” การจะเปิดข้อมูลของดวงวิญญาณต้องใช้แต้มบุญมากระดับหนึ่ง ซึ่งเรนเกลใช้มันจนเหลือไม่ถึงการปลดล็อก..ก็ใครจะคิดว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกันล่ะ ไม่ก็ต้องตามหาอลิซให้เจอเสียก่อนเพราะรายนั้นคงเปิดข้อมูลได้สบายไปถึงชาติหน้า

มาเลียถอนหายใจพรืดใหญ่ก่อนจะเอ่ย “...ถ้าโซลริวคือคนที่จะลบคำสาปที่กัดกินโอเทียร์ร่ามาหลายร้อยถึงเกือบพันปี แล้วใครล่ะคือคนที่ไม่ต้องการให้คำสาปถูกลบล้าง มีจอมมาร 5 ตนอยู่ในดันเจี้ยนหมื่นวิถีมาร อีกสองตนที่หลับใหลอยู่ในป่ามืด และ 3 ตนที่ตื่นขึ้นจากนิทราและหนึ่งตนที่จุติขึ้นมาและแทนที่จอมมารที่อยู่ในโลกมืด..เรนเกล เจ้าพอจำได้หรือไม่ว่าทำไมจอมมารเมเทียสถึงสาปโอเทียร์ร่า”

“จำได้สิ ตอนนั้นข้าเป็นยมทูตฝึกหัด..”

กว่าพันปีก่อนจอมมารเมเทียสได้ลงมาโอเทียร์ร่าและปกปิดฐานะของตนด้วยการปลอมเป็นคนสามัญทั่วไป พระองค์ในเวลานั้นเป็นบุรุษรูปงามจนหญิงทั้งหลายแทบสยบแทบเท้า แต่พระองค์ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง เธอชื่อว่า โอลิเวียร์

โอลิเวียร์เป็นหญิงสาวธรรมดา ดูแก่นแก้วเหมือนม้าดีดกะโหลกแต่พระองค์กลับชื่นชมตัวตนของเธอด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ในเวลานั้นจอมมารเมเทียสมีคู่หมั้นอยู่แล้วชื่อว่า เรเซล

เรเซล เป็นบุธิดาของกษัตริย์ เรมันต์ ผู้ที่ปกครองดินแดนซีกซ้าย (ดินแดนซีกซ้ายคือชื่อเรียกแผ่นดินที่ปัจจุบันแยกออกมาเป็น อาณาจักรน้ำแข็ง อาณาจักมังกรและอาณาจักรแห่งแสง) เรเซลเสน่หาในตัวของเมเทียสมากจนริษยาคนอื่นที่เข้าใกล้พระองค์ออกนอกหน้า

โอลิเวียร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกเรเซลกลั่นแกล้งเสมอมา

กระทั่งความเลวร้ายได้มาเยือน วันที่เรเซลพลั้งมือฆ่าโอวิเลียร์ในงานชิงจ้าวสี่ทิศของอาร์เทล และในตอนนั้นพระบิดาขององค์หญิงก็ลงมือทำลาย ฮาร์น อาณาเขตของจอมมารเมเทียส

ฮาร์นเป็นหมู่บ้านที่แสนสงบสุขติดกับป่ามืดในเวลานั้น พระองค์พาเด็กลูกครึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ดินแดนทั้งสองซีกเกิดความไม่สงบทางการเมืองมาเลี้ยงดูไว้ที่ฮาร์น(เวลานั้นลูกครึ่งไม่ถูกยอมรับและมีการต่อต้านหนักมาก ปัจจุบันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแต่ก็ยังถูกกดขี่ข่มเหงอยู่)

และมารดาของจอมมารเมเทียสก็ถูกลบหายไปพร้อมกับฮาร์น ในขณะที่จอมมารถูกพระองคง์ถูกเพื่อสนิทหักหลัง เพราะความเจ็บปวดสิ้นหวัง จอมมารถึงได้เอ่ยวาจาสาปแช่งโอเทียร์ร่าให้สิ้นหายไปจากวงเวียน มารอเลียน (มารอเลียนคือชื่อเรียกรวมของ โลกสวรรค์ โลกมืด โลกยมทูต โอเทียร์ร่า และโลกมนุษย์)

จอมมารใช้เลือดของพระองค์เขียนลงบนพื้น  ผู้ลบล้าง ครึ่งหนึ่งคือข้าแต่มิใช่ข้า หลอมรวมหรือแบ่งแยกก็คือข้า กลางวันกลางคืน พระอาทิตย์ พระจันทร์ กระจกและเงาสะท้อน นรกสวรรค์ ขาวหรือดำ ยังเมตตาเขียนคำใบ้แก้คำสาปให้เพราะลึกๆพระองค์ก็มิใช่คนเลวร้ายมาตั้งแต่แรก

“ท่านดารินเสียดวงตาในศึกคำสาปครั้งนั้นแต่เพราะมีความสามารถของเทพยากรณ์อีกสามปีต่อมา ในเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนมากมาย โลกมืดถูกสั่นคลอนด้วยความแค้นจากเหล่าพี่น้องของจอมมาร ผู้มีมากความสามารถถูกสาปกันถ้วนหน้า ทุกชีวิตในโอเทียร์ร่าไม่มีทางหลุดพ้นจากคำสาป…”

มาเลียพยักหน้าเข้าใจขึ้นมาหลายส่วน เพราะพวกยมทูตย่อมรู้ดีเพราะทำงานเกี่ยวข้องกับวิญญาณโดยตรง “เรเซล หลังจากนั้นไปไหน”

เรนเกลยิ้มแห้ง “ได้ยินว่าถูกสาปให้เป็นอมตะแต่ห้ามถูกแสงแดดหรือแสงจันทร์ ไม่เช่นนั้นจะต้องกลายเป็นปีศาจที่..อัปลักษณ์”

“ข้าเพิ่งรู้ก็วันนี้”

“นี่ข้าเอาความลับของนรกมาเปิดเผยช่วยเก็บไว้เป็นความลับหน่อยนะ”

“แล้วดารินรู้ความหมายของการแก้คำสาปหรือยังไง” อธิการถามอย่างใจเย็นเหมือนจะเพลินกับการนั่งฟังความหลังอันเกิดจากความรัก แรงแค้นและแรงริษยาล้วนๆ

“เขียนแบบนั้นเจ้าแปลความหมายออกหรือยังไง”

“ไม่” มาเลียส่ายหน้า “แล้วใครจะได้ประโยชน์ล่ะ เรเซล?”

“ไม่รู้สิ เรเซลเป็นเพียงองค์หญิงถูกสาป ไม่มีอำนาจแทรกแซงใครแน่ เว้นแต่จะมีใครช่วยนางอีกแรงหนึ่ง” เรนเกลเอ่ยขึ้นแม้จะเป็นเพียงการคาดเดาแต่มันก็มีความเป็นไปได้สูง “นั่นสิ ทำไมข้านึกไม่ถึงมาก่อน”

“เจ้าจะบอกว่าเรเซลคือผู้ที่ได้ประโยชน์หรือยังไง ทำให้โอเทียร์ร่าถูกทำลายเร็วขึ้นเพื่ออะไร” มาเลียขมวดคิ้วยุ่ง ในส่วนนี้ไม่ค่อยได้รู้ละเอียดเท่าไร เพราะพระเจ้าที่ส่งเธอลงมาที่โอเทียร์ร่าหนีไปเที่ยวที่โลกมนุษย์โน้นป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย

“เรเซลอาจจะกำลังหวาดกลัวและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เมเทียสกลับมาอีกก็ได้ ข้ายังไม่ได้บอกหรือไงว่าจอมมารสลายไป ไม่มีใครรู้ว่าเป็นหรือตายเท่านั้นเอง แต่เรเซลอาจจะรู้”

“จริงสิ” มาเลียพึมพำในสิ่งที่พวกเธอต่างรู้จักกันดี เมเทียสคือราชันที่อยู่เหนือราชา มีพลังเทียบเท่าจ้าวแห่งความมืด และจ้าวแห่งความมืดก็มีพลังที่เหนือกว่าราชาของทุกโลกรวมกันเสียอีก ดังนั้นคนจากโลกมืดถึงเป็นตัวอันตรายในสายตาคนอื่น

“มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าเรเซลอาจจะอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ที่สำคัญกว่าคือเงาเทวะคือคนของใคร” เรนเกลเริ่มจับประเด็นให้คิด “มีตัวปลอมอยู่ในตระกูลเซอร์ฟีเลียตั้งสามคน”

“ไปจับมันมาง้างปากสินะ” มาเลียหรี่ตาลงจนดูเจ้าเล่ห์ อธิการตัวเล็กดัดมือจนดังกร็อบแม้ไม่สามารถออกตัวปกป้องใครได้เนื่องจากยศตำแหน่งที่คล้องคอแต่เธอก็สามารถหาคนที่เหมาะกับงานนี้ได้

“แล้วเรื่องที่ถูกแทรกแซงล่ะ” ยมทูตถามขึ้น

“ไม่ต้องห่วง ข้าสั่งให้เด็กๆจัดการแล้ว อีกไม่นานก็คงกวาดพวกที่เกี่ยวข้องมาได้หมด ในอาร์เทลมีเพชรล้ำค่าหลายร้อยก้อนอยู่แล้ว.. อยากรู้จริงๆว่าอำนาจในมือข้าจะลากคนเลวมาได้กี่หัว”

“อืม เจ้าคิดเจ้าแค้นสินะ”

“แน่นอน ใครที่ทำข้าคนนี้อารมณ์ไม่ดี..” มาเลียพูดยังไม่จบความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา นอกจากเรื่องของโซลริวแล้ว โนอาร์ก็ยังทำตัวน่าสงสัย เด็กหนุ่มสายเลือดเทพเข้มข้นกำลังอ่านหนังสือต้องห้ามและแน่นอนว่าเมื่ออ่านจบต้องเอากลับมาไว้ที่เดิม

สงสัยคืนนี้มาเลียจะลงไปจับเจ้าแมวขโมยด้วยตัวเอง

ไม่นานอาจารย์โลแกนหมอประจำแผนกรักษาของมหาลัยก็เดินเข้ามาโดยไม่ลืมเคาะประตู เรนเกลรีบหายตัวไปแทบไม่ทัน

“ท่านอธิการคุยกับใครหรือครับ”

“ข้ากำลังคิดว่าใครอนุญาตให้ส่งเด็กไปรับโทษประหารโดยที่ไม่ปรึกษาข้า ไม่มีการสอบสวนผู้ต้องหา..”

“...”

“เจ้ารู้มั้ย โลแกน”

“ข้ากำลังจะพูดเรื่องนี้ เมื่อวานตอนเย็นผู้ต้องสงสัยฆ่าตัวตายไปสองคน ทั้งคู่กินยาพิษในขวดพวกนี้” หมอโลแกนวางขวดใบจิ๋วสองใบลงตรงหน้าอธิการด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “อวัยวะถูกย่อยสลายทันที ข้าช่วยไม่ทัน”

“มันเตรียมแผนมาดีจริงๆ”

“ถ้าอย่างนั้นมีอะไรที่บอกว่าพวกมันทำเป็นกลุ่มหรืออะไรที่พอจะสืบไปหาต้นเรื่องได้มั้ย”

“มีครับ รอยสักวงกลมงูกินหางที่หลังคอ” โลแกนเห็นว่าท่านอธิการเปิดโอกาสให้พูดต่อเลยเสริมขึ้น “สัญลักษณ์นี้เคยถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์การก่อการร้ายเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่กลับเรียกตัวเองว่าเงาเทวะ ทั้งนี้คนที่มีรอยสักจะทำหน้าที่ที่ได้รับและจะกินยาพิษเมื่อถูกจับได้ครับ”

ร่างเล็กหรี่ตาลงก่อนจะประสามือไว้ใต้คาง อืม...เกี่ยวข้อกับทางโลกมนุษย์จริงๆด้วย

“พวกมันบอกมั้ยว่าทำไปเพื่ออะไร”

“เพื่อสมดุล เห็นบอกว่าเพื่อรักษาสมดุล” โลแกนกล่าวก่อนจะดึงแว่นออกพร้อมนวดขมับสองสามทีแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่อีกรอบก่อนที่อธิการพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าไปธุระกับข้านะโลแกน”

“ไปไหนครับ”

“ไปสภาเวทมนตร์ เราจะไปหาผู้อาวุโสทั้งสิบ” เพราะคนเหล่านั้นน่าจะรู้จักสัญลักษณ์นี้ดี

“ก็ได้ครับ”

“เยี่ยม คนที่ข้าขอให้เตรียมไว้ พอจะได้มั้ย” ร่างเล็กเอ่ยพร้อมยิ้มแย้ม

“ได้ครับ พวกเขาจะเริ่มงานคืนนี้เป็นต้นไป”

“น่ารักที่สุด” มาเลียกล่าวด้วยใบหน้าอิ่มเอิบเคลือบความร้ายกาจเอาไว้หลายส่วน นานๆที่เธอจะใช้อำนาจที่มีอย่างจริงๆจังๆ แล้วจะได้รู้กันสักทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันจริงหรือจัดฉากกันแน่

“ฝากบอกอาเธอร์ด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้อาจารย์ทุกคนเข้าเวรอย่างเข้มงวด ตรวจดูความปลอดภัยในมหาลัย เซ็กสถานะและพลังของนักศึกษาให้อยู่ในระดับที่ประกาศใช้ตลอดเวลา ใช้มาตรการฉุกเฉินเป็นเวลา 30 วัน ดูจะงานหนักไปหน่อยแต่ข้าจะเร่งพิสูจน์ความจริงที่เกิดขึ้นเสียก่อน”

“ครับ แล้วข้าจะแจ้งอาจารย์อาเธอร์ให้” โลกแกนบอกก่อนจะหมุนตัวออกจากห้อง มาเลียจ้องมองขวดใบจิ๋วก่อนจะหยิบมาเก็บไว้ในช่องมิติขวดหนึ่ง อย่างน้อยถ้าเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูคงจะได้เห็นว่ามันทำมาจากอะไรบ้าง

“เงาเทวะงั้นหรือ สามารถแทรกแซงขั้นตอนสอบสวนได้ขนาดนี้แสดว่าบอสคงตัวใหญ่น่าดู” มาเลียพึมพำก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “เรนเกล ข้ารู้ว่าเจ้ายังอยู่”

“อะไรล่ะ” ร่างสูงปรากฏขึ้นทันที

“ถ้าพูดถึงขั้นตอนการลงโทษ แปลว่าพวกมันคงจะอยู่ในกระบวนการสอบสวน เจ้าคิดเหมือนข้ามั้ย” นั่นน่ะ พวกเราควรคิดให้ออกเร็วกว่านี้มั้ยล่ะ

“จริงของเจ้า ข้าลืมนึกไปเลย”

“ถ้าอย่างงั้น ข้าจะจัดการพวกมันเอง” อธิการรร่างเล็กกดยิ้มเหี้ยมขึ้นมาเล็กน้อย มือบางหยิบเอาข้อมูลส่วนหนึ่งที่บอกให้ทางการส่งมาอ่านตั้งแต่หลายวันก่อน รายชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้อง... “ไหนดูซิว่าเจ้าพวกหนอนมันหลบอยู่ที่ไหน ฮาร์น..”

เพียงเอ่ยปากเรียก ฮาร์น ชายหนุ่มปีสามผู้เป็นเพื่อนสนิทของเดย์มอสก็ปรากฏตัวขึ้นทันทีราวกับวนเวียนอยู่แถวๆนี้ตลอดเวลา

“ครับแม่” เสียงติดทะเล้นขานรับ

“ลูกช่วยไปเชิญคนพวกนี้มาให้แม่หน่อยนะ..” ร่างบางว่าพลางยื่นรายชื่อที่เหลือให้ลูกชายรับไป “เอาไปที่บ้านเลยเดี๋ยวแม่กลับไปคุยที่นั่น”

“ครับ”

“ฮาร์น?” เรนเกลเอ่ยขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มหายไปแล้ว “เธอไปมีลูกตั้งแต่เมื่อไร”

“ฮ่าๆ ชื่อจริงๆคือ ฮาร์โล แต่ข้าชอบเรียกฮาร์น ลูกเลี้ยงฉันเอง น่ารักใช่มะ”

“เหอะๆ”

“เห็นน่ารักๆแบบนี้ เขาแข็งแกร่งมากๆเลยนะ คิกๆ” มาเลียหัวเราะเบาๆเจือไปด้วยความเอ็นดูในน้ำเสียง ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นทำเป็นเคร่งขรึมจะตายไปก่อนร่างบางจะเสริมขึ้นยิ้มๆจนชวนขนลุกแปลกๆ “คืนนี้ข้าจะเค้นเอาความลับทั้งหมดออกมาให้หมด โซลริวจะต้องไม่ตายฟรีๆคอยดูเถอะ”

ด้วยความเจ็บใจที่โซลริวถูกลงโทษโดยที่เธอไม่รู้เรื่องด้วยแบบนี้จนถึงแก่ความตายอย่างไม่อาจแก้ไขได้ คืนนี้ต้องมีคนได้รับบทเรียน จะได้รู้ว่าอย่ามาล้อเล่นกับเรื่องที่มาเลียจริงจัง แน่นอนว่าการแก้คำสาปเป็นเรื่องจริงจังที่สุด กว่าจะหาเจอเขา กว่าจะเกลี่ยกล่อม มันไม่ได้ทำง่ายๆนะ!

 

 

ในค่ำคืนที่แสงจันทร์สาดส่องลงสู่ผิวน้ำจนสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับภาพมายา หญิงสาวร่างงามระหงส์ในชุดสีแดงจัดกลับทำได้เพียงนั่งมองไกลๆในความมืด ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาหลายร้อยปีจนดวงตาแทบจะไร้ประโยชน์แต่ความเหน็บหนาวและพายุในใจไม่มีวันมอดดับลง ไม่ว่าอย่างไร เรเซลก็จะหาทางฆ่ามันให้จงได้ เด็กที่อยู่ในคำทำนาย

ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ

มันจะต้องลิ้มรสความเจ็บปวดจากการถูกคนที่รักหักหลังทุกชาติไป

“โอลิเวียร์...เป็นเจ้าสินะที่พระองค์มอบหน้าที่ลบล้างคำสาป ข้าจะตามราวีเจ้าทุกชาติ ถ้าเจ้าเกิดมาในชาติตระกูลสูงส่ง ข้านี่แหละจะฉุดเจ้าสู่โคลนตม ถ้าเจ้ามีพลังยิ่งใหญ่ ข้านี่แหละจะลบล้างมัน ถ้ามีความรักข้าจะทำลายมันเหมือนที่เจ้ากับข้าทำไว้ ถ้าเจ้าเกิดมาได้ทั้งทุกอย่างข้านี่แหละจะฆ่าเจ้าก่อนได้เติบใหญ่..ดูอย่างชาตินี้สิ...สะใจจริงๆ หึๆ”

เสียงหัวเราะเบาๆชวนคนฟังชวนขยะแขยงดังขึ้นในความมืดก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนจะปรากฏขึ้นพร้อมกับย่อตัวลงทำความเคารพ

“องค์หญิงขอรับ จะทำอย่างไรกับตระกูลเซอร์ฟีเลียดีขอรับ”

“นั่นสินะ เราย้ายไปอยู่ที่นั่นดีมั้ย ลู่เฟย” เสียงเล็กเสียงน้อยดังขึ้นอย่างเปรมปรีดิ์ในใจ “ไหนๆเราก็ยึดตำแหน่งผู้นำมานานหลายเดือนแล้ว สูบเลือดสูบเนื้อพวกมันจนล่มสลายไปเลยยิ่งดี ใครที่เลี้ยงดูมันจนเติบใหญ่ได้ขนาดนี้ ควรได้รับการตอบแทนจากข้าอย่างสาสม”

“ขอรับ อีกสองวันคืนเดือนดับจะมาถึง เราจะเดินทางวันนั้นขอรับ” ลู่เฟยตอบรับความต้องการขององค์หญิงอย่างภักดีก่อนจะถอยหลังแล้วเดินยืนเฝ้าอยู่ข้างนอกเหมือนทุกวัน

นัยน์ตาทับทิมกรอบดูฉ่ำชื้นขึ้นมาไม่น้อยเมื่อได้เห็นว่าคู่แค้นของนางได้ตายลงอย่างทรมาน ด้วยความเข้าใจผิดและโง่ของมันเอง มือบางเอื้อมไปหยิบกระจกแห่งปรารถนาขึ้นมาส่องในความมืด มันคืออาวุธของเทพแห่งท้องทะเล เมื่อปรารถนาจะเห็นสิ่งใดนางก็จะได้เห็น

แต่จงระวังให้ดี เพราะกระจกแห่งปรารถนาก็ไม่ต่างจากดาบสองคม...

 

ค่ำคืนที่บรรยากาศรอบๆตัวเย็นจัดเพราะความผันผวนของแดนทับซ้อน อลิซนอนเอนตัวอยู่บนต้นไม้ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังถุงขาวใสที่สะท้อนแสงจันทร์ดวงใหญ่ในดินแดนแห่งนี้จนดูคล้ายกับพระจันทร์ร่วงหล่นลงบนพื้น แสงสีนวลจากถุงกลมขับให้ที่นี่ดูงดงาม

ภายในมีบางอย่างขดอยู่เหมือนกำลังนั่งดูเจ้าตัวเล็กในท้องแม่กำลังเติบใหญ่เพื่อเป็นรูปร่าง แม้โอนิกส์จะบอกว่าอาจจะใช้เวลาสักเก้าปีแต่นี่เพิ่งผ่านมาสิบวันในแดนทับซ้อนแห่งนี้ ไม่รู้ว่าข้างนอกจะเป็นเวลาเท่าใดแล้ว แต่โซลริวมีแขนขาแล้ว

นับตั้งแต่วันที่โอนิกส์นำเด็กหนุ่มเข้าไปไว้ข้างในที่นี่ก็ไม่มีตอนกลางวันอีกเลย อลิซต้องพึ่งนาฬิกาของยมทูตเพื่อตรวจเวลาอยู่เสมอ ทุกๆเที่ยงคืนพระจันทร์จะถูกเงามือทาบทับคล้ายราหูอมจันทร์เมื่อเลยเวลาไปมันก็กลับมากระจ่างใส

อลิซไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนสาปให้โซลริวเป็นเช่นนี้ไปได้แต่โอนิกส์อาจจะรู้ ชายหนุ่มดูเดือดดาลและหัวเหวี่ยงพอสมควรหลังจากที่พาโซลริวเข้าไปในนั้น(ที่ดูโกรธเพราะต้องไปทำงานงานต่อมากกว่าไปสะสางความรู้สึกเดือดดาลเป็นแน่) ทั้งยังกำชับหนักแน่นว่าเธอต้องเฝ้าที่นี่ห้ามไปไหน แต่ถึงอย่างนั้นรอบตัวกลับมีไอเวทมากมายลอยขึ้นมาจนกลายเป็นกระจุกไอเวทเป็นย่อมๆ

ก่อนจะลอยหายเข้าไปในเจ้าถุงกลมใสอันใหญ่ที่ยื่นออกมาจากต้นไม้ อลิซเห็นมันทุกวันแต่เหมือนว่ามันจะมากขึ้นทุกวัน แถมต้นไม้สีทองก็เริ่มใบร่วงแล้ว หญิงสาวไม่แน่ใจว่ามันจะตายหรือเปล่า เพราะฟังจากที่โอนิกส์เล่า

ต้นไม้ต้นนี้ไม่เคยสลัดใบ...

“จะเป็นอะไรมั้ยนะ..” ยมทูตพึมพำพลางทึ้งหัวตัวเอง กลัวว่ามันจะล้มเหลวนี่สิ อย่านะ ห้ามตายนะเจ้าต้นไม้!

 

*******โปรดติดตามตอนต่อไป

อ่านทันไม่ทันก็ขอบคุณที่อ่านถึงจุดนี้กัน ///กอด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

115 ความคิดเห็น