Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 29 : บทที่27 แลกทุกอย่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่27 แลกทุกอย่าง

ดาริน เทพพยากรณ์ผู้ทายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแม่นยำ หญิงสาวนั่งสงบนิ่งอยู่ในห้องพักที่ถูกตกแต่งไปด้วยข้าวของหรูหราและอบอวลไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ มือบางเอื้อมไปหาที่ยึดเพื่อลุกเดินอย่างเคยชิน ท่านผู้เฒ่าชินจานั่งรออยู่ข้างนอกเมื่อมองเห็นว่าคนสำคัญของสภาเวทมนตร์เดินออกมาข้างนอก ซึ่งนานๆครั้งจะๆได้เห็นจึงรีบลุกไปประคอง

“ท่านชินจาเองรึ”

“ใช่ ข้าเอง”

หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาเมื่อได้ยินคำตอบดวงตาสีบอดสนิทพยายามหันมองต้นเสียงก่อนจะยิ้มบางๆ

“มีเรื่องอันใดทำให้ท่านไม่สบายใจ”

“ท่านรู้” ผู้เฒ่าชินจาบอกก่อนจะถอนหายใจ “อัลฟ่าบอกว่าเด็กในคำทำนายของเราถูกโทษประหาร ตระกูลเซอร์ฟีเลียค่อยๆแตกเป็นสองฝ่าย”

“ไม่ถึงขั้นเรียกสงครามในภพของเราหรอกนะ” ดารินบอกก่อนรอยยิ้มหวานจะจางหาย “แต่ทุกภพต้องย่ำแย่เป็นธรรมดา”

“..ทำไม”

“เพราะสูญเสียเสาหลัก..” นัยน์ตาบอกสนิทดูว่างเล่าเมื่อเอ่ยขึ้น “พูดถึงเด็กในคำทำนาย เขากำลังชดใช้กรรมที่เคยทำไว้ อีกนิดเดียวก็จะดีขึ้นแล้ว”

“แต่เขาตายไปแล้ว”

“ท่านรู้ได้อย่างไรหากไม่ดูกับตาตัวเอง”

“อัลฟ่าเป็นคนบอก” ผู้เฒ่าชินจาพึมพำก่อนจะเอ่ยขึ้น

ดารินหลับตาลงก่อนจะวางมือลงบนโต๊ะ รอบตัวยังคงเงียบสงบ “เช่นนั้นเราอาจจะต้องรออีกชาติ”

แม้ดารินจะพูดแบบนั้นแต่มุมปากของเทพยากรณ์กลับดูคล้ายกลั้นยิ้มเสียมากกว่า

“โลกสวรรค์ โอเทียร์ร่า โลกมืด และอีกโลกที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ...โลกยมทูต หากนับร่วมโลกมนุษย์อันเป็นโลกคู่ขนานด้วยแล้วจะเห็นว่าโลกทั้งห้าเชื่อมต่อกันไม่ขาด เช่นนั้นจุดที่เชื่อมกันอยู่อย่างเป็นนามธรรมคือโลกยมทูต” ดารินพูดก่อนจะลืมตาขึ้น คราวนี้ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ดูบอดสนิทเหมือนก่อนหน้า มันเต็มไปด้วยประกายแห่งชีวิต ดารินสบตากับชินจาก่อนจะเอ่ยขึ้น

คนรับใช้ที่ภักดีจะตามหานายหญิงจนสุดความสามารถ และจะไม่ลดละความพยายาม ต่อให้พวกเขากระจัดกระจายออกไปแต่ท้ายที่สุด พวกเขาจะกลับมารวมกันแม้ว่าจะใช้เวลาหลายร้อยปี แต่ถึงเวลานั้น...แม้แต่อาวุธของพระเจ้าก็ไม่อาจต่อต้านได้

“คนรับใช้...นายหญิง?”

จงระวังความมืดเข้าไว้...จงระวังภัยจากความมืด และจงระวังคนรับใช้ของนายหญิง” ดารินว่าเช่นนั้นก่อนจะตัดบทใหม่ “ข้าง่วงแล้ว”

“..ข้าไปส่ง”

ผู้เฒ่าชินจาขมวดคิ้วแน่นหลังจากพาเทพพยากรณ์เข้าไปพักผ่อน ร่างสูงในชุดสีเข้มคร่อมพื้นกวาดสายตามองทหารที่รายล้อมที่นี่ไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่คนสำคัญที่หลับไปเมื่อครู่ ในหัวเอาแต่ครุ่นคิดถึงคำบอกเล่าของดารินไม่หยุดหย่อน

นายหญิงกับคนรับใช้...

ชินจากลับเข้ามาในห้องทำงานก็มองเด็กหนุ่มที่ตนเคยสั่งให้เข้าไปสังเกตการณ์ในอาร์เทลกำลังนั่งมองเจ้าเครื่องประดิษฐ์เล็กๆกลางห้องอย่างใคร่รู้ เด็กหนุ่มหันมาสบตาก่อนจะยืดตัวขึ้น

“มีความผิดปกติอะไรงั้นหรือ” ท่านผู้เฒ่าเอ่ยพลางทิ้งตัวนั่ง

“ไม่มี มั้งขอรับ” เด็กหนุ่มพูดติดประชดเล็กน้อย

“ยังไง”

“มีคนเอาหนังสือต้องห้ามออกจากห้องลับในอาร์เทล” อัลฟ่าบอกเสียงเรียบเหมือนไม่ได้เดือดร้อนอะไรแต่ท่านผู้เฒ่าชินจาที่กำลังยกชาขึ้นมาจิบแทบพ่นพ้นมันออกมาจนกลายเป็นฝอยเล็กๆ

“ทำไมรีบบอก แล้วใครเป็นคนทำ ทำไมเจ้าไม่ขัดขวาง” น้ำเสียงเข้มๆถามขึ้นคล้ายจะหงุดหงิดอยู่หลายส่วน

“คำถามแรกเพราะว่าข้าหาท่านไม่เจอ คำถามที่สองคนลงมือคือโนอาร์ อัล เซโฟน่า และสุดท้ายเขาอยู่ในอารมณ์อันตรายหากข้าขัดขวางก็คงเกิดเรื่องขึ้น ข้ายังไม่อยากถูกทางมหาลัยตรวจสอบตัวตน”

“คนของตระกูลอัล” ท่านผู้เฒ่าชินจาพึมพำก่อนจะนึกถึงเรื่องที่คุยค้างไว้ในที่ประชุมครั้งล่าสุด อัล ตระกูลสำคัญจากแดนเทพ คนที่อันตรายต้องมีคนเดียวคือรัชทายาทของแดนเทพผู้ที่ถูกล่ำลือว่ายามโมโหจะร้ายเป็นร้อยเท่า

“เขาเอาหนังสือเล่มนั้นไปทำอะไร”

“...ในนั้นมีวิธีชุบชีวิต ข้าเดาว่าเขาคงอยากจะพาเพื่อนกลับมาแต่ร้อยแปดเรื่องอันตรายก็มีมากมายข้อเดาไม่ถูกหรอก” อัลฟ่ารู้ถึงสถานการณ์ย่ำแย่ในอาร์ โดยเฉพาะปราการสายลมที่ขาดประธานหลักไปอย่างกะทันหัน

หากนับตามความจริงเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็จะลืมเลือนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นทิ้งไว้เพียงคำบอกเล่าต่างๆนาๆ ผ่านมาหลายวันทุกคนก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ปราการสายลมมีคนตายไปหกคนแต่ถึงอย่างนั้นคนในปราการต่างก็ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไป ทุกคนหลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ปราการอื่นๆก็เช่นกัน

แต่ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆกว่าความเศร้าจะเลือนหายจากอาร์เทล

“อืม...นั่นสินะ มีวิธีนั้นอยู่” ชินจาพยักหน้ากับตัวเอง ตอนนี้เรื่องเหมือนจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาไปมากโข

“จริงสิ” อัลฟ่าพึมพำเบาๆเหมือนนึกขึ้นได้

“อะไร”

“...อลัน ผู้ชายคนนั้นจู่ๆปรากฏตัวขึ้น บรรยากาศรอบตัวก็ช่างแปลกประหลาดเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จะอยู่ที่นี่ตลอดหนึ่งเทอม เขาตามติดคนของตระกูลเซอร์ฟีเลียอยู่ช่วงหนึ่ง”

“ตามดู?เหมือนเจ้า”

“ขอรับ ข้าสืบแล้วเขาแฝงตัวเข้ามาเหมือนที่ข้าทำ”

“อาร์เทลคงขบเคี้ยวอยู่แน่หากรู้ว่าคนอื่นแทรกแซงอยู่ระวังตัวด้วย” ชินจาเอ่ยพลางนวดขมับนวดขมับ “ถ้างั้นก็รักษาหน้าที่ตัวเองไว้เถิด ส่วนเรื่องของหนังสือต้องห้ามคนข้างในคงรู้อยู่แล้วว่ามันหายไปจากห้อง ส่วนเรื่องผู้กล้า ตอนนี้เจ้าพวกนั้นทำอะไรอยู่”

อัลฟ่าขมวดคิ้วเล็กน้อย เด็กหนุ่มลังเลไม่รู้ว่าเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อน เอาเป็น...

“ท่านผู้กล้าไม่ยอมคุยกับพวกเรา พวกเขาขอลาพักร้อน ข้าคิดว่าพวกเขาคงหาทางออกจากป่ามืด ตอนนี้อาจจะกำลังร่วมมือกับท่านโลกิอยู่ก็ได้” เด็กหนุ่มอธิบาย “โซลริว เด็กคนนั้นมีอิทธิพลกับท่านผู้กล้ามากๆ ข้าลองสืบๆดูก็ไม่มีหลักฐานข้อไหนบอกว่าพวกเขาเป็นญาติกัน”

“แต่ไหนแต่ไรสองแฝดก็หวงของไม่น้อย โอเทียร์ร่าคงจะต้องรับศึกทางนี้ด้วยสินะ ส่งสาส์นไปยังโลกสวรรค์ ข้าอยากเจรจากับองค์หญิงมังกรฟ้า”

“ขอรับ แต่ท่านออกมาจากสภาเวทมนตร์มิได้” เด็กหนุ่มย้ำข้อนี้ทำเอาผู้เฒ่าชะงักดวงตาสีเปลือกไม้หรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง

“เจ้าไปแทนข้าสิ”

“...”

“ข้าจะส่งเจ้าเป็นตัวแทนเจรจา”

“ถึงข้าจะตัวสูงใหญ่ดูแก่กว่าวัยแต่ข้าอายุ 15 ไม่เหมาะไม่มีประสบการณ์ ไม่ถนัดเรื่องยุติสงคราม”

“เจ้าดูออกหรือว่าจะมีสงคราม”

“...”

“เจ้าฉลาดหลักแหลม สุขุมและใจเย็น เจ้าไม่ตามเกมใคร และทุกคนในสภาก็ยุ่งกันทั้งนั้น มีเพียงเจ้าแล้วล่ะที่จะทำงานนี้ได้” ท่านผู้เฒ่าชินจาสรุปก่อนจะลุกขึ้น อัลฟ่าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบรับในที่สุด

ทำไมถึงเป็นเขาคำถามนี้จะมีใครตอบเขาได้บ้าง...

แดนทับซ้อน

ในดินแดนของยมทูตมีเพียงที่แห่งเดียวที่อันตรายและลึกลับ มันถูกเรียกว่าแดนทับซ้อนเพราะเป็นที่เดียวที่เชื่อมทุกโลกไว้ด้วยกัน ภายในแดนทับซ้อนเท่าที่เห้นตอนนี้คล้ายไม่มีสิ่งมีชีวิตเติบโตได้เว้นแต่ต้นไม้เพียงต้นเดียว มันคือต้นไม้แห่งชีวิต ที่ทุกโลกต้องมีเพื่อรักษาสมดุลของพลังเวทในโลกนั้นๆ

แต่ต้นไม้แห่งชีวิตในโลกแห่งยมทูต อลิซคิดภาพไม่ค่อยออกด้วยซ้ำจนกระทั่งมาเจอมันเข้า ร่างบางอย่างก้าวเข้าไปในอาณาเขตของแดนทับซ้อนก่อนจะรู้สึกว่าร่างกายพลันหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย ในตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว

เป็นความกลัวที่เคยสัมผัสมาครั้งหนึ่ง

“เป็นเจ้า” เสียงเข้มๆเอ่ยขึ้น อลิซถอยหลังก้าวหนึ่งอย่างระวังพลางเรียกอาวุธเข้ามือ “ข้าไม่ทำอะไรในเวลานี้หรอก พาใครมา”

“ข้ามาคนเดียว”

“โกหกข้าไม่ดีนะ”

อลิซกลืนน้ำลายก่อนจะลดมือลงเล็กน้อย ครั้งหนึ่งเคยได้ยลฝีมือการต่อสู้ของคนคนนี้มาแล้ว เมื่อครั้งสงครามที่เขตรอบต่อของแต่ละอาณาจักรมีคนล้มตายมากมายไม่เว้นแม้แต่พวกเดียวกัน เธอไม่อยากปะทะกับคนตรงหน้าไม่ว่าจะเหตุผลหรือกำลัง

 “เจ้าเคยบอกว่ากำลังตามหาใครสักคน” อลิซเริ่มวางหมากตัวแรกด้วยเรื่องนี้ก่อน

“เรื่องนั้นจำได้ด้วยหรือ”

“เจ้าบอกส่งไปที่อาคาเนย์”

“ใช่”

“เด็กผู้ชาย”

“ใช่”

หญิงสาวทำตัวไม่ถูก เธอลดมือลงในที่สุดก่อนจะเพ่งมองคนที่หลบอยู่หลังเงามืดหลังต้นไม้ขนาดใหญ่ หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างตื่นเต้นราวกับว่าเรื่องที่เธอพูดคล้ายจะเป็นไปได้และไม่รู้ว่าทำไมเธอนึกถึงเขาที่อยู่ที่นี่ด้วย เวลาจะประจบเหมาะเกินไปหรือเปล่า

“ถ้าอย่างงั้นช่วยดูว่านี่ใช่คนที่เจ้าตามหาหรือไม่”

อลิซดึงขวดที่บรรจุลูกไฟออกมาจากช่องมิติแม้จะทำไปอย่างลังเลอยู่ครึ่งหนึ่งมือบางก็ไม่คิดจะหยุดการกระทำอันไร้เหตุผลของตัวเอง เธอเปิดฝาออกก่อนที่ดวงไฟสีดำจะล่องลอย มือเรียววาดผ่านก่อนที่ร่างกายของเด็กหนุ่มจะกลับมาเป็นปกติแต่เพราะยังไม่ตื่นทำให้ร่างนั้นแทบทรุดลงไป โชคดีที่อลิซเข้ามารับไว้ได้ทัน

“แกนวิญญาณสีดำงั้นหรือ”

“...เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้หรอก” อลิซบอกก่อนจะประคองศีรษะของโซลริวมาวางที่ตัก “ช่วยดูหน่อย ถ้าใช่เจ้าต้องช่วยข้าหาสระมรรตรัย ถ้าไม่ใช่ก็ถอยไป”

อลิซว่าง่ายๆเมื่อเรียกให้อีกคนเข้ามาพิสูจน์ ร่างสูงในชุดสีดำดูไม่ต่างจากเทพที่ลงมาจากสรวงสวรรค์แต่เธอทราบดีว่ารูปลักษณ์ที่งามล้ำของบุรุษตรงหน้าล้วนเป็นมายาทั้งนั้น เพราะคนตรงหน้านี้เป็นถึงจ้าวแห่งความมืด ที่เหนือราชาจอมมารขึ้นมาอีกทีหนึ่ง

ถึงจะรักษาการแทนแต่คนตรงหน้าก็บริสุทธิ์อย่างที่เห็น หมายถึงเลวบริสุทธิ์แบบฉุดไม่ค่อยอยู่

ร่างสูงขยับออกมาให้เห็นชัดๆก่อนจะเอามือไพร่หลังพลางพึมพำว่าเจ้าพูดแบบนี้กับข้าได้ยังไง ใบหน้าคมเข้มรับจมูกโด่งเป็นสันแต่ดวงตาคมกริบนั่นกลับจับจ้องร่างวิญญาณที่สงบนิ่งอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้กระทั่งทรุดนั่งในที่สุด

“ชื่ออะไร” ชายหนุ่มเอ่ยถามตามมารยาทแต่ดวงตาสีแดงเข้มกลับพราวระยับคล้ายมีบางอย่างเกิดขึ้น

“ซะ..โซลริว” หญิงสาวพูดตะกุกตะกักเมื่อได้ยลโฉมบุรุษตรงหน้าระยะใกล้ หัวใจเหมือนโดนเขย่าอย่างรุนแรง ช่างเป็นบุรุษที่มากด้วยพิษภัยจริงๆ

“แกนวิญญาณร้าว?”

“กะ..ตอนที่มีชีวิตถูกโดนมาเยอะเหมือนกัน ผลจากเวทมนตร์ที่ถูกยัดเข้ามาทำให้แกนวิญญาณร้าว”

“ถูกยัด?” ชายหนุ่มไล่ถามเหมือนไม่เข้าใจแต่น้ำเสียงนั่นก็เต็มไปด้วยความฉงน

“ก็เขาไม่มีพลังเวท เจ้าคิดภาพออกรึเปล่า”

“เจ้าหมายถึงถูกบังคับให้มีพลัง พวกมันรู้เรื่องแบบนั้นมาจากไหน” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มขึ้นนิดๆ ใช่ว่าทุกคนจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ซะที่ไหน แบบนี้ดวงวิญญาณแตกสลายแน่ๆหากว่าถูกโจมตีด้วยพลังเวทอีกเพียงครั้งเดียว

“ข้าคิดว่ามีพวกบฏแน่ๆ” ยมทูตเอ่ยขึ้นพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่มองใบหน้าอันเป็นมายา “ถามอะไรของเจ้า ข้าบอกให้ดูว่าใช่คนที่เจ้าหาหรือไม่”

“เจ้าขึ้นเสียงกับข้าอีกแล้วนะ” ชายหนุ่มเถียงกลับมาจนอลิซไปต่อไม่ถูกถึงอย่างนั้นดวงตาคมกริบก็ละสายตาจากเธอแล้วเพ่งมองเด็กหนุ่ม อลิซไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าตามหาใครแต่เซ้นส์ของอลิซบอกอย่างนั้น

บอกว่าผู้รักษาการแทนจ้าวแห่งความมืดน่าจะรู้จัก แต่ถ้าใช่ก็ดีสิ เธอก็อยากรู้ว่าจ้าวแห่งความมืดจะตอบแทนพวกที่ทำเช่นนี้กับเด็กหนุ่มจนแกนวิญญาณร้าวด้วยวิธีไหน

เอลิซเฝ้าลุ้นคำตอบด้วยหัวใจที่เริ่มเต้น ความจริงแล้วชายหนุ่มเฝ้าแดนทับซ้อนอยู่ ยอมรับว่าพาโซลริวมาที่นี่ก็คิดมาหนักเหมือนกันว่าจะอ้างเรื่องไหนจึงใช้เรื่องที่ชายหนุ่มตามหาใครสักคนมาอ้าง ดูเหมือนชุบมือเปิบไปบ้าง แต่ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป ถ้าใช่ก็ถือว่าโชคไม่ทิ้งเด็กหนุ่ม

“อลิซ”

“ยะ...ยังไง” ใช่หรือเปล่า ใช่คนที่หาจริงหรือไม่ ร่างบางจับเสื้อคลุมตัวเองไว้แน่น

“วันนี้เจ้าสวยมาก”

“?”

ยมทูตสาวนั่งอึ้งกับคำชมแสลงหูก่อนที่ชายหนุ่มจะช้อนร่างของโซลริวขึ้นแล้วเดินไป เดินไปทั้งๆที่ไม่พูดอะไรมากกว่านั้นอีก เดี๋ยวก่อน!

“เจ้าจะพาเขาไปที่ไหน”

อลิซไม่ได้โง่พอจะแปลความหมายโดยนับขอเจ้าแห่งความมืดไม่ออก คำตอบนี้แปลว่าโซลริวคือเด็กที่จ้าวแห่งความมืดตามหา...เยี่ยม โชคดีที่สุด!

“กลับบ้านไง”

“ไม่ได้!” นอกจากเธอจะพาโซลริวมาที่นี่โดยมีข้ออ้างมากพอที่จะไม่ให้เขาไล่ตะเพิดกลับไปแล้ว เธอจะต้องลบคำสาปนั่นออกไปเสียก่อน แต่ดีใจเหมือนกันที่โซลริวคือคนที่จ้าวแห่งความมืดตามหาอยู่ หลังความโชคร้ายก็มีความโชคดีอยู่จริงๆ นับว่าไม่เสียแรงที่ยอมเสียแต้มบุญเพื่อมาที่นี่

“ทำไม เจ้าพาเขามาเพื่อให้ข้าพากลับบ้านไม่ใช่หรือยังไง” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ใช่ๆ แต่ที่สำคัญกว่าคือคำสาป ข้าจะต้องลบมันออกไปก่อน”

“คำสาป” คิ้วหนาขมวดหนักกว่าเดิม “คำสาปอะไร”

“ท่านไม่รู้หรือ คำสาปที่ทำให้โซลริวต้องกลับไปเกิดใหม่แล้วเจอแต่เรื่องทุกข์มรมานใจไง” อลิซขมวดคิ้วยุ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน “อันที่จริงทำไมโซลริวถึงหลุดออกจากวงโคจรของแกนมอร์น่า เขาควรถูกส่งไปเกิดด้วยฝีมือของพวกเรา”

เพราะดูอย่างไรก็รู้ว่าโซลริวได้เกิดใหม่อาจจะมีคนแทรกแซงและข้อมูลส่วนหนึ่งกลับไม่ได้อยู่ในบันทึกของแกนมอร์น่า

“เรื่องมันซับซ้อน ต้องเชิญเจ้าไปนั่งเจรจาที่ปราสาทของข้าแล้วล่ะ” สีหน้าของผู้รักษาการแทนจ้าวแห่งความมืดตรึงขึ้นมาเล็กน้อย “ทำไมเจ้ารู้”

“ที่สวนแห่งความทรงจำ..” อลิซพูดก่อนจะมองคนที่หลับสนิทอยู่ “แกนวิญญาณของโซลริวเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะเรื่องเลวร้ายพวกนั้น”

“แปลว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อลบคำสาป ต้องการอะไร”

“เขาช่วยข้าไว้ตอนที่เคยมีชีวิต ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากมาย” อลิซยืนยันคำพูดด้วยสายตาที่แน่วแน่ ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะกระซับร่างคนในอ้อมกอดแน่นขึ้น

“เจ้า...รู้มั้ยว่าเขาเป็นใคร” น้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่รู้ว่าอลิซเห็นความทรงจำของเด็กหนุ่มแบบไหน เห็นไปถึงไหน

“ไม่ ที่ข้าเห็นแค่นั้นก็เกินพอแล้ว ข้าไม่อยากเสียเวลาก่อนอื่นข้าจะใช้แดนทับซ้อนเพื่อลบคำสาปนั่นออกไปก่อน เจ้าห้ามรบกวน”

“คำนั้นข้าต้องพูดต่างหาก”

ในดินแดนทับซ้อนมันก็ทับซ้อนสมชื่อ ที่นี่อันตรายอย่างมากไม่เหมาะที่คนอ่อนแอจะเข้ามาเพราะความอ่อนแอเหล่านั้นจะดึงเอาเศษเสี้ยวความแปลกประหลาดในดินแดนแห่งนี้ให้เข้าหา ทั้งสามเดินเข้าสู่ความลึกลับของดินแดน ความแห้งแล้งที่แสนร้อนรุ่มทำเอาอลิซเหงื่อซึมจนเหนื่อยเหนาะหนะไปหมด

ร่างบางมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มผู้ที่เป็นอันตรายที่สุดก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นมา

“เจ้าเรียกข้าว่า โอนิกส์ ก็ได้”

“เรียกแบบนั้นข้าคงเสียมารยาท”

“เจ้าเสียมารยาทมาตั้งนานแล้วเถอะ”

อลิซไหวไหล่ลับหลังโอนิกส์ผู้ที่มีความแข็งแกร่งเหนือความมืดทั้งป่วง แต่น่าแปลกที่คนระดับนี้กลับไม่ยอมขึ้นรับตำแหน่งจ้าวแห่งความมืดอย่างจริงๆจังๆ

เดิมทีโอนิกส์เป็นเพียงคนของโลกมืดที่ชอบเล่นสนุกไปวันๆ ในวัยเด็กไม่มีอะไรให้น่าจดจำเท่าไรนัก มีหลายคนที่ผ่านเข้ามาแล้วจากไป อย่างโซลริวก็เป็นหนึ่งสิ่งที่โอนิกส์ผู้นี้พยายามตามหาหลังจากที่ปล่อยออกไปจากชีวิต เมื่อหลายปีก่อนเขาเป็นคนส่งดวงวิญญาณของโซลริวให้ลงไปเกิดในตระกูลลอร์รอนและตระกูลอาคาเนย์

เพื่อมอบเป็นของขวัญแก่สายเลือดมังกรที่น่านับถือ

การมอบดวงวิญญาณของสิ่งสูงส่งเป็นของกำนัล ณ เวลานั้นโอนิกส์คิดว่าสมควรแล้วที่ดวงวิญญาณจะต้องไปเกิดใหม่ในที่ที่สมควร แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อพบว่ามีใครบางคนขโมยเด็กน้อยที่ลืมตาตื่นดูโลกได้เพียงไม่นานออกจากอ้อมอกของคุณหญิงตระกูลลอร์รอน

เพราะใครบางคนที่อิจฉาและขุ่นเคืองใจไม่น้อย

นางมีปัญหากับชีวิตของผู้อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

โอนิกส์สงสัยในตัวผู้หญิงคนนั้นที่สุด...ผู้หญิงที่ขัดขวางการเกิดการอยู่ของดวงวิญญาณในอ้อมแขนของเขาเสมอมา

“เจ้าอยากฟังมั้ย” โอนิกส์เอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้าสู่ส่วนที่เต็มไปด้วยหมอกหนา พื้นที่รอบๆเปลี่ยนไปราวกับก้าวเข้าสู่มิติอื่น แท้จริงแล้วแดนทับซ้อนมีส่วนที่ลึกลับอยู่มากมาย

“เรื่องอะไร”

“จุดเริ่มต้นของโซลริวไง” โอนิกส์เอ่ย พวกเขาเดินมาถึงสวนที่เขียวชอุ่ม

“ข้าไม่แน่ใจว่าควรรู้” อลิซพูดขึ้นก่อนจะสะบัดมือที่ติดเมือกบางอย่างออกอย่างรังเกียจ เธอขยะแขยงเจ้าเมือกพวกนี้พิกล “ที่นี่ที่ไหน”

“โอ้ว เจ้าพลาดที่นี่ได้ยังไง” โอนิกส์พูดสำทับก่อนจะเอี้ยวตัวมาเล็กน้อย “ข้าเรียกที่นี่ว่าครรภ์มังกร”

“จะลบคำสาปก็ต้องไปที่สระมันมรรตรัย” อลิซท้วงขึ้น เธอหยุดเดินเมื่อเมือกเริ่มหนาจนติดรองเท้าชวนร้องยี๋ออกมาดังๆ สระมรรตรับคือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ใครได้ดื่มกินหรือชำระล้างกายที่นั่นจะมีวิญญาณที่ใสสะอาดและบริสุทธิ์รวมถึงชำระล้างคำสาปที่คุกคามการใช้ชีวิตของโซลริวด้วย แน่นอนว่าเธอจะไปที่นั่นตอนนี้

“ให้ข้าเดา ร่างกายของโซลริวคงถูกฝังไปแล้ว ใช่หรือไม่” โอนิกส์เอ่ยพลางหันมองหญิงสาวที่ทำหน้าจะอ้วกออกมาทุกเมื่อจนชวนหัวเราะ

“แน่สิ ก็เขาตายแล้ว”

“เจ้าจะลบคำสาปแต่จะให้นำวิญญาณจุ่มลงไปมันก็ดับสลายพอดีสิ” ชายหนุ่มเอ็ดขึ้น “จะให้แน่ใจว่าไม่ตายต้องมีกายหยาบที่ทนต่ออำนาจวิเศษของสระนั่นด้วย เขาไม่ใช่ยมทูตนะอย่าเอาแต่ใจไปหน่อยเลย”

“...”

“ใช้วิธีข้า ขั้นแรกจะต้องสร้างกายหยาบก่อน”

“แล้วจะทำยังไงข้าไม่ส่งเขาไปเกิดใหม่แน่ๆ” อลิซเถียงจนชายหนุ่มกลอกตาไปมา

“นำวิญญาณของเขาไปไว้ที่ครรภ์มังกร อย่างน้อยอาจจะเสียเวลาสักเก้าปี” ความจริงแล้วครรภ์มังกรก็มีไว้ฟักไข่มังกร อันนี้เป็นคามบ้าดีเดือดของโอนิกส์เสียเอง ชายหนุ่มได้ฟังเรื่องที่อลิซเล่ามาแล้ว หากย้อนดูอดีตของโซลริวก็ยังคงเห็นทุกอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่ว่าเขามีพลังทำเรื่องอย่างนี้ได้ก็คงไม่รู้หรอกว่า

โซลริวใช่คนที่เขาตามหาหรือไม่

แต่แม้จะไม่มีคำตอบที่ตายตัวแต่โอนิกส์ก็ตัดสินใจแล้ว เดิมทีเขาตั้งใจส่งเด็กหนุ่มให้ไปเกิดที่ตระกูลอาคาเนย์แต่มีคนชั่วร้ายคิดขวางแผนการด้วยการนำเด็กขนาดแบเบาะไปจุ่มที่สระน้ำอันตรายแถวบ้านไอ้พวกจอมมาร

พลังเวทที่ควรจะยิ่งใหญ่กลับถูกลบหายไปอย่างนั้น

เขาตั้งใจส่งให้เด็กหนุ่มเกิดมากินดีอยู่ดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะมีคนเล่นแบบนี้กับเขาได้

“เอาไปที่ครรภ์มังกร เชื่อข้า” ชายหนุ่มย้ำอีกครั้ง อลิซที่เริ่มโดดโหย่งเหยงอย่างขยาดเมือกรอบตัวก็พยักหน้าเออออตามไปก่อนจะถามนิดๆหน่อยๆ

“คนจากโลกสวรรค์จะยอมหรือ”

“ที่นี่เป็นของข้า” โอนิกส์ไม่ว่าเปล่าชายหนุ่มยังยกยิ้มทะเล้นดูไม่เดือดร้อนอะไร ตัดมาที่อลิซผู้ที่ต้องมาทนเห็นความเลวร้ายที่เด็กหนุ่มได้เจอมา ไม่เห็นยุติธรรมเลยที่เธอเสียแต้มบุญมาที่นี่เพื่อให้คนตรงหน้าชิงไปง่ายๆเช่นนั้น

“เจ้าน่ะ ทำเช่นนี้ไม่ผิดกฎของยมทูตหรือ” ชายหนุ่มถามก่อนจะเดินต่อไป

“ข้าน่ะอยู่เหนือกฎขึ้นมาอีกทีหนึ่ง เข้าใจไว้ด้วย”

“หึๆ ถามเฉยๆ”

“...”

“ถ้าเกิดลำบากมาข้าจะได้ช่วยทัน”

แล้วมันเรื่องอะไรที่คนอย่างอลิซคนนี้ต้องลำบาก ไม่มีวัน!

ทั้งคู่เดินเข้ามาถึงส่วนที่เมือกหนาจนติดเสื้อผ้า อลิซแทบจะอ้วกออกมาแต่ไม่อยากหันกลับไปคนเดียวจึงต้องเดินต่อหน้าอีก เบื้องหน้าคือต้นไม้สีทองขนาดใหญ่ กิ่งก้านล้วนระยิบระยับคล้ายมีไอเทพแผ่ออกมาเรื่อยๆ มันคือต้นไม้ที่ถูกเรียกว่าครรภ์มังกร ส่วนลำต้นขนาดใหญ่และมีบางอย่างใสปนขุ่นเกือบกลมๆยื่นออกมาคล้ายรกใสที่ห่อตัวเด็ก มันใหญ่มากจนต้องเงยหน้าขึ้นสำรวจเต็มๆตา

แต่ขนาดของมันไม่ได้เล็กๆ มีเปลือกไข่ของมังกรแตกยับจนส่งกลิ่นประหลาดเต็มไปหมด

“นี่น่ะ ครรภ์มังกรที่ข้าจะนำเสนอ” โอนิกส์กล่าวพร้อมยิ้มก่อนที่อลิซจะเดินหน้าบูดอย่างอารมณ์ไม่ดีเข้ามาเพราะตอนนี้เธอกำลังจะคลั่งตายเพราะไอ้เมือกพวกนี้ มือบางแตะลงบนหน้าผากกลมมนของเด็กหนุ่มก่อนจะผละออก

ไม่นานนักดวงตาสีนิลก็เปิดออก โซลริวจ้องคนตรงหน้าสักพักก่อนจะขยับตัวเหมือนตกใจว่าอยู่ที่ไหน โอนิกส์จ้องมองปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มกลับรู้สึกจุกไปหมด เพราะว่าสภาพของโซลริวในตอนนี้เหมือนคนหลงทางไม่มีผิด กลิ่นไอของความเจ็บปวดแผ่ออกมาจนร่างสูงรับรู้ได้ด้วยตาเปล่า

อลิซเข้ามากอดเด็กหนุ่มไว้พลางๆก่อนจะพูดไร้เสียงกับชายหนุ่มตรงหน้าว่า

อย่าโกรธ

ยมทูตสาวลูบผมเด็กหนุ่มเบาๆเป็นการปลอบใจเธอไม่ได้สนใจเมือกแล้ว แต่โซลริวน่าสงสารกว่าเพราะตอนนี้ดวงตาที่เคยทำท่าว่าจะดีในครั้งแรกๆที่เจอกันกลับจมดิ่งกว่าครั้งไหนๆ โอนิกส์มีสีหน้าเรียบเฉยลงแต่บรรยากาศรอบตัวก็มีไอเวทที่รุนแรงแผ่ออกมา

มือบางวางลงบนไหล่หนาก่อนจะพูดไร้เสียงอีกว่า อันตรายกับวิญญาณตอนนั้นโอนิกส์ถึงได้เย็นลงครึ่งหนึ่งยามเก็บไอเวทเข้าที่ ชายหนุ่มทนมองความอ่อนแอที่กัดกินเด็กหนุ่มไม่ไหว เขาได้แต่เก็บความโกรธไว้ข้างใน

“เล่นแบบนี้สินะ พวกแก” เสียงพึมพำดังขึ้นแต่อลิซกลับรู้สึกขนลุกขนพอง ตอนแรกเธอไม่อยากรู้ว่าโซลริวเป็นใครมาก่อน แต่ตอนนี้เธออยากจะรู้แล้ว โชคไม่ดีหน่อยที่เธอดันอยากรู้อยากเห็นเสียแล้ว

“ไม่ ไม่ไปเกิด” เสียงพึมพำดังขึ้นซ้ำๆราวกับถูกสั่งมาให้พูดแค่นั้น สองมือที่เกาะเธอไว้แน่นสั่นไปหมด ยิ่งเห็นแบบนั้นอารมณ์ที่ถูกกดไว้ให้เย็นก็แทบจะประทุขึ้นมาอีกรอบหากไม่ถูกอลิซห้ามไว้เสียก่อน

“ข้าไม่ได้พูดว่าเจ้าต้องไปเกิดใหม่” โอนิกส์เอ่ยขึ้นแต่ความเย็นยะเยือกกับเผื่อแผ่ออกมาจนอลิซรู้สึกได้ถึงความโกรธแค้น มือหนาดึงให้เด็กหนุ่มลุกขึ้น โซลริวไม่ค่อยมีแรง เขาต่อต้านไม่ไหว

“ฟังข้า เจ้าจำข้าได้มั้ย”

ดวงตาสีนิลดูไม่วางใจมือยังคงเอื้อมไปเกี่ยวอลิซไว้แน่น โซลริวกระพริบตาก่อนจะเงียบลง ยิ่งเงียบแบบนั้นยิ่งทำให้โอนิกส์เข้าใจว่าโซลริวจำได้แน่ๆ เผลอๆอาจจะโกรธที่เขาส่งให้ไปเกิด...ต้องโกรธสิ ต้องโกรธแน่ๆ

“ไม่เอา” คนผมดำพูดขึ้น

“ไม่เอาอะไร”

“ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว”

คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจ ผู้รักษาการแทนจ้าวแห่งความมืดใช้ลิ้นกระทุ้งแก้มราวจะระบายความครุกครุ่นในใจก่อนตัวเองจะวางมือลงบนกลุ่มผมสีเข้มอย่างเบามือ แม้ว่าในใจจะร้อนปานไฟนรกก็ตาม

“ขอโทษ” ข้าขอโทษที่ทำงานจนลืมเรื่องของเจ้า เพราะข้าไม่คิดว่าเจ้าจะถูกลบพลังเวทด้วยวิธีนั้น

“...”

“แต่เจ้าจะแตกสลายไปตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน”

“...”

“วิธีของข้าเจ้าไม่ต้องเกิดใหม่ มาเถอะ มากับข้า”

โซลริวนิ่งไปเมื่อได้ฟัง ดวงตาสีนิลจับจ้องบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความทรงจำเก่าๆเริ่มผุดขึ้นมาชัดๆจนเขาต้องยกมือขึ้นมากุมด้วยความเจ็บปวด

“บรรยากาศที่ลึกลับของที่นี่คงมีผลต่อแกนวิญญาณที่ร้าว” ชายหนุ่มพึมพำก่อนจะดึงโซลริวเข้ามากอดด้วยท่าทีอ่อนโยนลงหลายส่วนก่อนที่อลิซจะเล่าส่วนที่โซลริวต้องรู้ให้ฟัง ไม่ว่าจะเรื่องแกนวิญญาณ คำสาป หรือการชี้แนะต่างๆที่เป็นผลดีต่อตัวเขาทั้งหมด

“เจ้าไม่เกิดใหม่ใช่มั้ย” คำถามนั้นจากชายตรงหน้า โซลริวพยักหน้าทันทีไม่มีลังเล

“งั้นข้าจะให้เจ้ามีกายหยาบขึ้นมาใหม่ คราวนี้จะได้ไม่ถูกใครรังแกได้อีก”

“...” โซลริวมองเห็นแค่อลิซที่พยักหน้าให้เขาราวกับส่งเสียงเชียร์ให้เขาตกลง เด็กหนุ่มนิ่งไปคล้ายมีบางอย่างในใจก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ เพราะโซลริวรู้สึกว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องตามหา หากไม่พึ่งพาการมีชีวิตก็คงไม่ได้เจอกันแน่ๆ

“แต่แลกกับความรู้สึกของเจ้าทั้งหมด”

“...”

“จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีก”

อาจจะเป็นเพราะโซลริวขาดที่พึ่ง ขาดกำลังใจ ขาดความเชื่อใจ ลิ้มรสความเจ็บปวดมามากมายในช่วงเวลาสั้นๆจนแทบเป็นบ้า เรื่องราวทั้งหมดได้เปลี่ยนใจเขา ความเจ็บปวดที่ถาโถมอย่างไม่ทันเตรียมใจ และเขารู้สึกอ่อนแอมาจากข้างใน ตราบใดที่ยังมีความรู้สึกโซลริวคงไม่สามารถยืนยัดต่อไปได้อีก

เพราะแบบนี้เด็กหนุ่มถึงได้เอ่ยประโยคหนึ่งซึ่งมันจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

“ตกลง”

 

 

**************************โปรดติดตามตอนต่อไป

กรี๊ดดด มันจะจบที่ตรงไหน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

115 ความคิดเห็น