Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 28 : บทที่26 ใต้คำสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่26 ใต้คำสาป

หลายคนเชื่อในโชคซะตา หลายคนถูกลิขิตด้วยโชคซะตา แล้วใครล่ะเป็นคนกำหนดโชคซะตาเหล่านั้น

หลายคนเชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนกำหนด

แล้วใครล่ะที่เป็นพระเจ้า

อลิซวางมือลูบกลุ่มผมลื่นมืออย่างแผ่วเบาราวกับว่ามันดูเปราะบางจนจะแตกได้ทุกเมื่อ เด็กหนุ่มหลับลึกไปแล้วเพราะอลิซทนเห็นผู้มีพระคุณร้องไห้จนตัวโยนไม่ไหวเลยทำให้หลับไป พวกเขายังอยู่ในสวนแห่งความทรงจำไม่ได้ออกไปจากที่นี่ในทันที

ร่างบางเม้มปากแน่นขึ้นก่อนจะใช้แต้มบุญที่สั่งสมเพื่อเปิดระบบเชื่อมเข้าสู่ แกนมอร์น่า

ในโลกการทำงานของยมทูตตอนนี้กำลังขาดแคลนคนอย่างหนักเพราะหลายคนเก็บแต้มสูงจนได้สิทธิไปเกิดใหม่กันหมด มีเพียงยมทูตไม่กี่คนสิบคนที่ยังทำงานอยู่ในโลกของยมทูต อาจจะดูน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนวิญญาณมากมายแต่เพราะแกนมอร์น่าที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อช่วยคัดแยกวิญญาณและยังทำหน้าที่คอยแนะนำ ควบคุมและช่วยเหลืองานของยมทูตในส่วนเล็กๆน้อยๆ

อย่างการส่งคนไปเกิดใหม่ แยกวิญญาณไปรับโทษ

หรือการลงทะเบียนเหล่ายมทูตฝึกหัด(ซึ่งพักหลังๆแทบไม่มีให้เห็น)

อลิซ หัวหน้ายมทูตระดับสูง ไม่ได้เจอกันนาน ไม่ทราบว่าวันนี้คุณสนใจเพิ่มสกิลแบบไหนครับ

เสียงพูดของดีเอสดังขึ้น อลิซยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มมองเด็กหนุ่มที่พริ้มหลับด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน คิ้วยังคงขมวดเล็กๆราวกับจมอยู่ในฝันร้าย

“เอาไว้ก่อน ตอนนี้ขอเบิกข้อมูลของดวงวิญญาณที่ชื่อโซลริว ลีโนเทียร์ ละเอียดเท่าไรยิ่งดี”

โซลริว ลีโนเทียร์ ตอนนี้ผมกำลังโหลดข้อมูลเข้าไปในหัวของคุณ เสร็จแล้วครับ

“ขอบใจ”

ผมบริการคุณคนสวยเต็มที่หากว่ามันรั้งให้คุณทำงานอยู่ที่นี่ไปได้อีกสักร้อยปี

“พูดดี” อลิซเบะปากเล็กน้อยก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลที่เพิ่งได้มา เธอพบว่าโซลริวผ่านการเกิดใหม่มานับครั้งได้แต่เหมือนว่าการเกิดใหม่ในชาตินี้ของเขาจะเกิดความบกพร่อง น้อยครั้งที่คนไปเกิดใหม่จะจำได้ว่าตัวเองเป็นใครหากว่าไม่ได้เกิดจากการะแทรกแซงของผู้มีอำนาจในโลกหลังความตาย

โซลริวไม่นับว่าจำได้อดีตชาติตั้งแต่ครั้งแรกที่ลืมตาตื่น แต่ในชาตินี้ร่างการถูกทดลองเวทอยู่หลายวิธีราวกับเป็นการลองผิดลองถูก ผลกระทบพวกนั้นตกค้างและยังส่งผลให้เมล็ดแห่งการเริ่มต้นที่วิญญาณกินก่อนไปเกิดใหม่ถูกทำลายเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้ความทรงจำในอดีตชาติกลับเข้ามา อาจจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความเสียหายที่กระทบมาถึงแกนวิญญาณ

ในโลกยมทูตและโลกสวรรค์พวกเราถือว่าแกนวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญ มันคือพื้นฐานง่ายๆไม่ต่างจากเสาเข็มที่ต้องมี เมล็ดแห่งการเริ่มต้นก็ไม่ต่างจากโครงสร้างที่ถูกออกแบบขึ้นคล้ายเป็นโครงของบ้านหลังใหม่ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร

เมื่อเมล็ดแห่งการเริ่มต้นถูกทำลายมันก็ไม่ต่างจากบ้านร้างที่ดูอ่อนแอทรุดโทรมจนสิ่งที่มองไม่เห็นสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ได้ง่ายๆ สิ่งชั่วร้ายนั่นคืออิลซาม่อน ปีศาจร้ายที่คอยกลืนกินจิตใจและดวงวิญญาณของผู้ที่มันอาศัยอยู่ด้วย

โลกของยมทูตผู้มีปัญญามากที่สุดในดินแดนหลังความตายก็ยังไม่อาจอธิบายได้ถึงเหตุผลของการจำเรื่องในอดีตชาติให้เป็นคำที่จำกัดความได้

แต่อลิซก็แน่ใจว่าข้อมูลที่โลกยมทูตบันทึกเหตุการณ์ต่างของมนุษย์แต่ละคนไว้ไม่มีทางโกหก

โซลริวในชาตินี้ผ่านความตายเป็นว่าเล่น

สาเหตุที่เมล็ดแห่งการเริ่มต้นถูกทำลายง่ายๆอยู่ตรงนี้

แต่ถึงอย่างนั้นในหลายๆชาติที่โซลริวได้ไปเกิดใหม่ล้วนถูกฆ่าตายก่อนจะได้เติบโตทั้งสิ้น มีเพียงชาตินี้และชาติหลักเท่านั้นที่ได้เติบโต อลิซพยายามมองหาว่าเพราะอะไรถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ในฐานะของยมทูตเธอต้องแก้ไขให้ถูกต้องก่อน

ชาติแรกที่ถูกบันทึกไว้ก่อนที่ข้อมูลอื่นๆจะหายไปคือถูกสาปจากความผิด แต่ความผิดนั้นก็หาได้กระจ่างชัด อาจจะเป็นเพราะอำนาจและการต่อสู้แย่งชิง คนที่ถูกกระทำจึงต้องวนเวียนอยู่จนน่าสงสารไม่เว้นแม้แต่ชาตินี้ก็ยังถูกรังแกจนถึงแก่ความตาย ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะผลจากคำสาปอันเป็นเหตุของความเจ็บปวดทั้งหลายทั้งปวง

อลิซหยุดมือที่ลูบกลุ่มผมไว้ก่อนจะเพ่งมองความว่างเปล่าตรงหน้าคล้ายจมลงในแม่น้ำแห่งความเงียบ ความเห็นอกเห็นใจก่อตัวขึ้นช้าๆจนในที่สุดยมทูตก็อยากจะช่วยเด็กหนุ่มขึ้นมา

เงียบไปเลย มีเรื่องสงสัยหรอ เสียงของดีเอสถามขึ้น ดวงตาของหญิงสาวเย็นชาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

“แต้มบุญของข้ามีเท่าไร”

สามารถจุติในโลกสวรรค์ได้แถมยังจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงอีกด้วย

“อย่างนั้นข้าขอใช้มันไปที่แดนทับซ้อนได้หรือไม่”

แดนทับซ้อน ไปทำไมครับ!’ ดีเอสเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงที่นั่นไม่ใช่ว่าใครจะเข้าออกได้ง่ายๆ

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้าก็แล้วกัน” เธอกล่าวตัดบท ดีเอสจึงเงียบก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นลง

ถ้าอย่างนั้นผมจะส่งคุณให้ถึงที่ ไปเลยมั้ยครับ

“อืม”

อลิซทำงานในโลกของยมทูตมานานเทียบกับโลกมนุษย์คงจะสักเจ็ดถึงแปดปีแต่เมื่อเทียบกับโลกของยมทูตแล้วเธอสามารถขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยได้ในเวลาสั้นๆ นั่นทำให้เธอได้ไปในที่ต่างๆและศึกษาทุกอย่างที่ได้เข้าไปทำงานด้วย

จนเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เธอไม่รู้

อลิซรู้วิธีลบคำสาปแต่มันจะเสี่ยงหน่อยเพราะถ้าดวงวิญญาณอ่อนแอเกินไปก็จะดับสลายทันที

และมันก็เป็นวิธีที่เอาแต่ใจไม่น้อย

แต่โซลริวในตอนนี้แม้จะกลายเป็นดวงวิญญาณแล้วแต่ก็ไม่ต่างไปจากคนที่จิตใจแหลกสลายจนยากจะประกอบขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าทางไหนผู้มีพระคุณของเธอก็เสี่ยงดับสลายอยู่ทุกเมื่อ

ผมไม่เกิดใหม่

เสียงนั้นยังคงดังอยู่ในหัวของหญิงสาว เธอเปลี่ยนให้โซลริวกลายเป็นดวงวิญญาณ ลูกไฟสีดำดูแปลกตาถูกเธอเก็บเข้าขวดแก้วพร้อมยัดลงช่องว่างมิติทันที อลิซจะช่วยไม่ว่าโซลริวจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

“ท่านไม่ได้เกิดใหม่แน่ ข้าสัญญาเลย”

 

 

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย (เวลาในโลกยมทูตจะช้ากว่ากับโอเทียร์ร่าหรือโลกมนุษย์)

โนอาร์เดินเข้ามาในห้องพักสี่เหลี่ยมคุ้นตา ร่างสูงกวาดสายตามองหาใครสักคนอย่างเคยชินก่อนจะพบว่าที่นี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรย์จินเดินตามเข้ามาด้วย เจ้าชายแดนมนุษย์มองเพื่อนแดนเทพก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ย้ายห้องมั้ย”

“ไม่”

แทบจะทันทีที่โนอาร์ตอบกลับไป ดวงตาสีแดงไร้ประกายชีวิตพวกเขาทั้งคู่ต่างจมอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แม้ว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้นตามลำดับแต่นั้นมันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นต่างหาก ความจริงแล้วพวกเขายังคงอ่อนแอ

โนอาร์ยังคงบ้าดีเดือดอยู่เงียบๆไม่ให้ใครรู้ คงมีเพียงเรย์จินที่รับรู้ว่ารัชทายาทแดนเทพตามลงไปถึงก้นเหวแต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างกลับสายเกินไป มันพังไปหมดจนไม่รู้ว่าจะดึงส่วนไหนขึ้นมาตั้งหลักก่อน ร่างของเพื่อนสนิทที่ไร้ซึ่งลมหายใจ น่าแปลกที่หมานรกไม่ได้กุมทึ้งรุมกัดเหมือนที่ใครๆบอกไว้

กลับกันพวกมันทำทุกอย่างเพื่อยื้อร่างที่บอบซ้ำให้มีชีวิตอยู่

แต่โซลริวเจ็บมากเกินไป

และเพราะโนอาร์ใช้พลังของเทพรักษามันมาก่อน พลังของเขาได้ทำลายความแข็งแกร่งบางอย่างลงไปแล้วเพราะแบบนั้นเองที่ทำให้โซลริวถึงแก่ความตายอย่างง่ายดายราวหายใจทิ้ง ชายหนุ่มมีดวงตาเศร้าลงเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงหลังใหญ่แต่ไม่ได้ร้องไห้ เรย์จินก็พอดูออก พวกเขาย่ำแย่ ในความรู้สึกมันแย่จนอธิบายไม่ถูก

เจ้าชายแดนมนุษย์วางดาบของโซลริวลงบนเตียงก่อนจะพันไว้ด้วยผ้าสีขาว

พวกเขาได้เจอน้องชายของโซลริวเมื่อไม่กี่วันก่อน เด็กคนนั้นแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ชอบพวกเขาและเหมือนว่าทางบ้านของโซลริวก็มีปัญหากันอยู่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเพราะอารมณ์มันพาไปกันแน่

เรย์จินรู้สึกว่าพระอาทิตย์ไม่สว่างไสวหรือแต่ก่อนแล้ว

นี่หรือความเศร้าห่วงหาและอาดูร การสูญเสียที่แสนจะเจ็บปวด

“พระราชามาร์ตินไม่ว่าอะไรแกหรอ” เรย์จินพูดขึ้นอย่างเป้นกันเองมากขึ้นเหมือนไม่อยากให้บรรยากาศมันเงียบจนเศร้าไปมากกว่านี้

“พ่อไม่ว่าหรอกน่า”

“หวังว่าคืนนี้นายจะไม่ออกไปกินเหล้าอีกนะ” เรย์จินไม่ว่าเปล่าจมูกยังบานเล็กน้อยเมื่อสูดกลิ่นเหล้าเข้าไป และกลิ่นนั้นมันก็มาจากโนอาร์ “ฉันไม่อยากเสียเพื่อนคนสุดท้ายไปอีกคน”

“...”

“...พูดจริงและจะไม่พูดอีก” เรย์จินว่าอย่างนั้นก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงตัวเองพลางพาดขาไปทางเตียงเก่าของเซเรฟ ถ้ามันอยู่ก็คงพูดว่า อย่ายกเท้าขึ้นมานะครับ

โนอาร์เลิกคิ้วนิดๆก่อนจะยอมพยักหน้ารับ รายงานสถานการณ์ตรงหน้าคืออาร์เทลเปิดเรียนตามปกติมากว่าสองอาทิตย์แล้ว พวกเขาไปเยี่ยมหลุมศพของเซเรฟกับโซลริวทุกวันแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้ไหว้หลุมศพคนรู้จักเร็วขนาดนี้

โนอาร์ย่ำเท้าลงบนดินสีดำเข้ม ที่นี่ถูกเขากับเรย์จินเลือกว่าจะฝังพวกมันไว้ที่นี่เวลาพระอาทิตย์ขึ้นพวกมันก็จะได้เห็นก่อนใคร โซลริวไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์ครั้งหนึ่งยังเคยชวนพวกเขามา เซเรฟก็เหมือนกันเพราะอาณาจักรน้ำแข็งไม่ค่อยมีพระอาทิตย์ส่องทะลุกเมฆลงไปถึงพื้นบ่อยๆนัก

คล้ายกับความฝัน

เขายังไม่เชื่อว่าเพื่อนทั้งสองจะจากไปแล้ว

ในบางคืนก็นอนไม่หลับ โนอาร์คงอาการหนักเกินไปแล้ว เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นความจริงแต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่เคยเชื่อ โนอาร์รู้ว่าจะตามหาพวกมันได้ที่โลกหลังความตาย แต่ที่นั่นมันก็กว้างเกินไป คนเป็นไม่สามารถไปถึงโลกคนตายได้หากไม่ผ่านความตายไปเสียก่อน

“นายมีสิ่งที่ค้างคาใจอะไรหรอโนอาร์” เรย์จินถามขึ้น เจ้าชายแดนมนุษย์ไม่ได้สดใสเหมือนแต่ก่อนการแสดงออกทุกอย่างดูระวังไปหมด พวกเขาจะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ แต่พอมาอยู่ด้วยกัน เหมือนขั้วลบมารวมกันอยู่นี้แล้ว

ความอ่อนแอต่างหากที่พวกเขาเผยให้กันและกันได้เห็น

โนอาร์มองเจ้าชายแดนมนุษย์ครู่เดียวก่อนจะทิ้งตัวพิงป้ายหลุมของโซลริวเอาไว้ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องมารยาทนักเพราะเขาไม่สนใจ

“มีสิ เยอะเลย แล้วนายหายดีแล้วหรอ”

“อือ ดีขึ้นมากแล้ว”

“...ถ้าฉันไปหามันฉันอาจจะไม่เสียใจทีหลัง” จู่ๆโนอาร์ก็พูดขึ้น “ถ้าฉันกล้าที่จะพูดมันออกมา เดาไม่ออกเลยว่าโซลริวจะทำหน้ายังไง”

“เรื่องที่แกพูดตอนเมาหรอ”

“อืม ฉันกว่าว่าจะเสียมันไป”

“...”

“ถ้าพูดออกไปแล้วอาจจะเสียมันไป ขนาดไม่พูดยังเสียมันไปจนได้”

“ทุกคนย่อมมีความกลัวเป็นของตน มีความผิดพลาดเป็นของตน” เรย์จินพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มจางๆ “หนึ่งในนั้น ฉันเห็นแกอ่านหนังสือต้องห้าม”

“...”

“ให้ฉันอ่านด้วยคนสิ”

“หึ อย่างบ้าตามฉันสิ แกควรห้ามไม่ใช่เล่นด้วย” โนอาร์จะหันไปด่าต่อแล้วหากไม่ได้ยินประโยคต่อมา

“บางทีฉันก็อยากรู้ว่าแกจะทำอะไรได้ มีอะไรให้ฉันช่วยมั้ย” เจ้าชายแดนมนุษย์เอ่ยพลางทั้งชันขาทั้งสองข้าง “ฉันเองก็ไม่อยากเสียใจทีหลังเหมือนกัน”

“ฉันกำลังวางแผน” โนอาร์พูดขึ้นก่อนจะค่อยๆหันมองหน้าเพื่อนอีกคน

“แผนนั้นเกี่ยวกับตัวตนของนายด้วยสินะ”

“ไม่ใช่แค่นั้น แต่ฉันจะทำลายทุกอย่าง” โนอาร์วางพร้อมหันไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า

“...”

“คนพวกนั้นต้องชดใช้ที่ทำให้ฉันโมโห”

“...”

“และตามหาโซลริว ฉันรู้มาว่าภายใน 49 วันมันจะกลับมาเกิดใหม่ ตอนนี้ผ่านไปเกือบสามอาทิตย์แล้ว” โนอาร์อธิบาย เด็กหนุ่มสายเลือดเทพรู้จักตัวตนของโซลริวมาตั้งแต่แรกแล้ว เขาวางแผนจะชิงอิลซาม่อนออกมาจากร่างของโซลริวก่อนแต่ทุกอย่างพังทุกทันทีด้วยเหตุไม่คาดฝัน

 “แล้วจะเลี้ยงมันเอง”

“แค่คิดว่าแกจะเลี้ยงเด็กฉันก็ขนลุกแล้ว”

“แล้วถ้าโซลริวไม่ยอมมาเกิดด้วยเหตุไม่คาดฝันล่ะ”

โนอาร์มุมปากกระตุกทีหนึ่ง “ฉันจะลงไปทำลายโลกยมทูตด้วยอีกที่หนึ่ง จากนั้นก็ทำลายโลกสวรรค์และจะไปขยี้พวกมันที่โลกมืดไม่หายสะใจฉันจะไม่หยุดตัวเองเด็ดขาด”

“ข้อหาอะไร” เรย์จินถามพร้อมรอยยิ้มที่ยกขึ้นมาสูงกว่ามุมปากนิดๆ

“ข้อหาทำให้ฉันเสียใจ”

“...”

“ฉันคิดไว้แล้วว่าพวกมันหักจะหลังฉัน ถึงเวลาที่ฉันจะหักหลังมันบ้าง”

“...”

“พวกมันต้องได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า”

“นี่แก...เป็นใครวะ” เจ้าชายแดนมนุษย์ถามพลางขมวดคิ้วแน่น ดวงตาสีมรกตสบเข้ากับดวงตาสีแดงเข้มอย่างสับสน ไม่ว่าอย่างไรก็เห็นแค่ว่าโนอาร์เป็นเพียงสายเลือดเทพคนหนึ่ง แม้จะมีพลังระดับสูงแต่ที่ผ่านมาไม่รู้มาก่อนเลยว่าโนอาร์จะอารมณ์แปรปรวนขนาดนี้

วันนี้มันเปลี่ยนกี่อารมณ์ก็นับไม่ไหวเหมือนกัน

“แกอยากรู้ใช่มั้ยละ..” น้ำเสียงของโนอาร์ดีขึ้นมาเล็กน้อยย้ำว่าเล็กน้อย สายตาไม่ได้ดุมากแต่ก็สามารถไล่คนอื่นออกไปจากรัศมีรอบตัวได้อย่างทุกที

“ไปคุยกันที่ห้องเถอะว่ะ ฉันไม่อยากให้ใครได้ยิน”

เด็กหนุ่มผมแดงว่าอย่างนั้นก่อนจะเผยรอยยิ้มชั่วๆจนเรย์จินเลิกคิ้วสูง ไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือเปล่าที่ถามไถ่ออกไปแบบนั้น พวกมันต้องตาย พวกมันต้องตาย

ไม่มีใครพูดแต่เรย์จินคิดไว้ก่อนเพราะสายตาของโนอาร์บอกอย่างนั้นจริงๆ

 

ในห้องมืดสลัว ผู้คนที่นั่งล้อมวงต่างจมอยู่ในห้วงความเครียดอย่างหาทางออกมิได้ บทสนทนาหลักๆคือมีราชาจอมมารตัวใหม่จุติแล้ว พวกมันกำลังสะสมกองกำลังและออกอาละวาดจนโลกมืดปั่นป่วนไปครึ่งซีก

ความโกลาหลภายในหมู่บ้านเล็กๆยังคงดำเนินต่อไป

เหล่าปีศาจร้ายเริ่มคุกคามชีวิตใครหลายคนจนงานยมทูตแทบล้นมือแต่ถึงอย่างนั้นผู้ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่บนต้นไม้เงียบๆกลับถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ

“ไม่มี” เสียงพึมพำดังขึ้นจากริมฝีปากหยักแม้ว่ารอบด้านจะเต็มไปด้วยเสียกรีดร้อง ใบหน้าคมคายติดเย็นชาปรายตามองร่างที่ถูกกัดขาขาดอย่างไม่ใส่ใจ

“เด็กคนนั้นอยู่ไหน”

“เรียนท่านราชาจอมมาร ยังไม่เจอขอรับ”

“หุบปาก ตามหามาหลายวันแล้ว ทำไมไม่เจอกันที” เสียงแห่งโทสะดังขึ้น เส้นเลือดที่ข้างขมับเต้นตุบๆอย่างโมโหร้าย ชายหนุ่มตบหน้าผู้ที่เขามารายงานรอบที่ห้าของวันอย่างเบื่อจัดในขณะที่คนถูกกระทำได้แต่ยกมือขึ้นกุมรอบซ้ำไว้

“โลกมืดไม่มี ต่อไปคงต้องเยี่ยมโลกสวรรค์สักหน่อยแล้วมั้ง” ชายหนุ่มพูดพลางกัดหันกรอดอย่างนึกแค้นในใจ “ถ้าไม่มีก็หาที่โอเทียร์ร่าต่อ หรือถ้าไม่มีฉันจะลงไปเยี่ยมโลกยมทูตดูบ้าง”

“...”

“ส่งสาส์นไปหาโลกิ บอกว่าแบล็คนิสต้องการเจรจา”

“ขอรับ”

แบล็คนิสกลายเป็นราชาจอมมารคนปัจจุบันหลังจากลงมือสู้กันกระทั่งกุมชัย ตำแหน่งราชาจอมมารถึงได้ตกมาอยู่ในกำมือ แต่ไม่นานชายหนุ่มเกือบจะอาละวาดเมื่อได้รับรายงานว่าเด็กที่เขาออกตามหาจนโลกมืดปั่นป่วนตายไปแล้ว..

“...ทำลายที่นี่ซะ ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด!

 

*********************โปรดติดตามตอนต่อไป

มานิดหน่อยสั้นมากๆ เกือบลืมคอนเซ็ปแฟนตาซีฟีลกู๊ดอ่ะ/555555555555 เบิกตัวจอมมารคนล่าสุด คนนี้แหละโคตรป่วน โนอาร์นี่ง้างปากอยากมากๆต้องเติมเพชรสักสามพันก่อนถึงจะยอมพูดใช่มั่ยใช่

ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

115 ความคิดเห็น