Secret DD ปล่อยให้ผมนอนต่อเถอะ [รีไรท์]

ตอนที่ 24 : บทที่22 ควบคุมไม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 342
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    2 ก.ย. 62

บทที่22 ควบคุมไม่ได้

ความจริงแล้วปีหนึ่งของปราการสายลมหาได้ปกติในสายตาคนอื่นไม่

โนอาร์ผู้เป็นดั่งมารในร่างเทพ

เรย์จินเจ้าชายสายไอดอลแต่เบื้องหลังรอยยิ้มสว่างไสวเช่นนั้นกับเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ประวัติด้านมืดกลับร้ายลึกสุดใจ เซเรฟภูติน้อยหลงทางแต่เป็นสายเลือดแห่งการทำลายล้างที่ลือกันหนาหูกระทั่งในอาร์เทลหรือที่อื่นๆ และโซลริว เด็กหนุ่มที่เข้าถึงยากภายใต้สีหน้าง่วงๆเช่นนั้นกับซุกซ่อนหลายสิ่งไว้อย่างแยบยล

พวกเขาไม่ได้สนใจว่าใครจะทำอะไรหรือกล่าวร้ายต่างๆนาๆ ดังนั้นแล้วไม่แปลกใจที่เด็กหนุ่มทั้งสี่จะไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขานั้นถูกตั้งสมยานามให้เป็น หมาดำแห่งปราการลม เพราะทั้งสี่คนต่างมีประวัติและข่าวไม่ค่อยดีเท่าไรจึงไม่มีใครกล้าท้าสู้และไม่มีใครคิด

หรือต่อให้คิดก็ไม่อยากเสี่ยงเพราะคนที่ท้าสู้หลายวันก่อนยังไม่หายดีเลยสักคน

ถึงอย่างนั้นเหล่ารุ่นพี่จากปราการอื่นๆก็มักจะกวาดสายตามองหาเด็กหนุ่มทั้งสี่ที่ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่มยกเว้นตอนเข้าเรียนที่จะแยกกันไป แต่หาตัวยากเสียจริง

เซท ยืดคอหาทั่วทิศจนเมื่อยล้าก็ไร้วี่แววเด็กทั้งสี่แม้จะมารอตั้งแต่เช้าแล้วก็ตาม วันนี้ตารางเรียนของเด็กพวกนี้ไม่มีเรียนเช้าบ่ายแต่เซทได้แจ้งไปแล้วว่านัดซ้อมเพื่อลงแข่งการชิงตำแหน่งประธานชั้นปีและงานชิงจ้าวสี่ทิศที่ถูกกำหนดออกมาแล้ว

แต่พวกนั้นก็ยังไม่มา

“พวกมันมารึยัง” เดย์มอสถามขึ้นแต่เพื่อนสนิทกลับส่ายหน้าเสียอย่างนั้น

“ยังๆ สงสัยลืมนัดแน่ๆเจ้าเด็กพวกนี้” เพราะเซทนัดไว้ตั้งแต่วันโน้นแล้วย้ำหนักหนาด้วยก่อนจะแยกเอาอุปกรณ์ไปเก็บ พูดถึงวันนั้นแล้วเหมือนว่าจะทำให้ปราการสายลมแทบแตก เพราะสาเหตุมาจากชิฟเฟอร์ที่คิดพิเรนอยากทดสอบความสามารถ

แต่ผลที่ได้มามันทำให้ปราการสายลมกับปราการปฐพีแทบแตกหัก เพราะชิฟดันไปยืมมือคนจากปราการนั้นมาโดยไม่บอกกล่าวแก่ประธานของปราการฝ่ายใดเลยสักนิด เมื่อมีการเจ็บตัวกันเกิดขึ้นแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร

เพราะถ้าฝ่ายนั้นเต็มใจจะทำตามก็คงไม่ขนาดนี้ หรืออาจจะเต็มใจทำแต่แรกพอเห็นว่าไม่คุ้นเสียเลยกลับคำ มันอ้างได้เพราะเดิมทีชิฟก็ใช้อำนาจข่มเห่งพวกนั้นมาเหมือนกัน ไม่แปลกที่ภัยจะเข้าตัว

เพราะเจ้าชิฟข่มขู่แบบนั้นเลยมีข้ออ้างหักหลังกันได้ มันหักหน้ารุ่นพี่คาเทียร์แถมยังทำลายศักดิ์ศรีของคนในปราการด้วยกันอีก แต่ทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจไปซะหมดเมื่อเจ้าชิฟไม่ยอมขอโทษแถมยังแสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่าจะทำลายเด็กในปราการตัวเอง

มันบ้าไปแล้ว

“แกคิดยังไงกับเรื่องชิฟ” เซทหันไปถามเดย์มอสที่ชอบยืนเงียบๆ ดวงตาสีเข้มจ้องกลับมาก่อนผินหน้าออกไปมองท้องฟ้าด้านบน

“เจ้านั่น...เหมือนว่าจะถูกอิลซาม่อนกลืนกินหมดแล้วน่ะสิ” ในโอเทียร์ร่าจะมีสิ่งที่เรียกว่าอิลซาม่อนแฝงอยู่ในจิตใจ มันคือสิ่งชั่วร้ายที่ชักจูงให้เราทำเรื่องเลวร้ายในบางครั้งเจ้าของร่างก็ไม่รู้สึกตัว

“จริงสินะ เหลือแค่รอให้อิลซาม่อนจุติ” เซทพึมพำก่อนจะเหลือบมองท้องฟ้าด้วยอีกคน ชีวิตจอมเวทในมหาลัยน่าปวดหัวกว่าตอนออกไปทำภารกิจเสียอีก อัตราการจุติของอิลซาม่อนมีไม่มากไม่น้อยแต่ก็เป็นภัยร้าย หากเป็นไปได้ให้ขัดขวางการจุติของมันให้ถึงที่สุด

นั่นคือความเชื่อที่ถูกบอกเล่าต่อๆกันมา

ตอนนี้ชิฟถูกคุมเข้มโดยประธานคนงามของปราการ รุ่นพี่คาเทียร์รู้วิธีที่จะทำให้อิลซาม่อนจุติเร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องมีใครตาย ความจริงแล้วเรื่องวุ่นวายมันอาจจะเริ่มตั้งแต่อยู่ในมหาลัย เพื่อฝึกให้พวกเขาได้จัดการกับปัญหาตรงหน้า ฝึกการเป็นผู้ใหญ่ก่อนจะออกไปสู่โลกจริง

“ท่านอธิการเรียกประชุมด่วนเมื่อวานเรื่องอะไร”

เดย์มอสเลิกคิ้วนิดๆใบหน้าคมเข้มสมเป็นเทพดูตึงขึ้นมา

“มีคนนอกลอบเข้ามาทำร้ายเด็กปีหนึ่งน่ะ”

“เกี่ยวกับชิฟ?”

ประธานปีสามพยักหน้าลงเบาๆ “ก่อนจะถูกจับกุมเจ้านั่นวางแผนอะไรไว้ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเป้าหมายน่าจะเป็นเซเรฟ”

“เด็กคนนั้นหรอ...ที่ลือว่าเป็นสายเลือด..” เรื่องนี้พวกเขาก็ไม่อยากพูดข้างนอกนัก แต่อิลซาม่อนเป็นตัวคุมเกมขั้นดี มันรู้ว่าฆ่าสิ่งมีชีวิตแบบไหนที่ฆ่าแล้วจะทำให้แข็งแกร่งขึ้น ไม่แปลกที่เมเทียร์จะถูกตามเจอ พวกมันจ้องเมเทียร์อยู่แล้วเพราะถ้าฆ่าได้สำเร็จ ถึงจะไม่ได้เป็นอมตะแต่พลังหลังจากจุติจะพุ่งสูงเกือบเทียบเคียงกับระดับราชาโลกมืดเลยก็ได้

“ใช่ อันที่จริงต้องบอกว่าอิลซาม่อนต่างหากที่ทำ ตอนนี้เราแค่ภาวนาให้ชิฟหลุดออกจากควบคุมโดยเร็ว” เดย์มอสเอ่ยขึ้นเบาๆ “แต่รุ่นพี่คาเทียร์บอกว่ามันพูดถึงอิลซาม่อนตัวอื่นด้วย”

“ตัวอื่น ใครกัน?” เซทเลิกคิ้วสูงเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีตัวอื่นอยู่

“ไม่รู้แต่อิลซาม่อนที่อยู่กับชิฟยังบอกอีกว่าเจ้านั่นแข็งแกร่งเกินไป เพราะมีตัวนั้นคอยกันท่าอยู่เซเรฟถึงรอดจนถึงตอนนี้”

“นี่แกจะบอกว่าอิลซาม่อนตัวนั้นพยายามปกป้องเซเรฟจากตัวอื่นๆงั้นหรอ”

“ใช่”

“ใครกัน”

เดย์มอสเงียบลงจนได้ยินเสียงสายลมที่พัดผ่านตอนนี้ทุกคนขึ้นเรียนกันแล้วทุกอย่างรอบๆจึงดูสงบๆแต่สนามฝั่งโน้นคงจะเรียนเวทกันอย่างหนักหน่วงถึงได้มีแต่เสียงระเบิดดังขึ้นรัวๆ

“ต้องเป็นหนึ่งกลุ่มนั้นแหละ” แต่ใครจะรู้ล่ะใน บางทีอิลซาม่อนที่ปกป้องเซเรฟอยู่อาจจะไม่ได้หวังปกป้องจริงๆ เดย์มอสกลัวว่ามันจะเก็บไว้ฆ่าเองนะสิ

“ฉันคิดว่าไม่ต้องเดาหรอก” เซทพูดขึ้นก่อนจะมองไปยังทิศทางตรงหน้าที่ปรากฏเด็กหนุ่มทั้งสี่ที่หาตัวยากเย็น แต่ถ้าถามว่าใครที่อิลซาม่อนสถิตอยู่ด้วย หนึ่งเดียวที่มีโอกาสเป็นไปได้สูงสุดกว่าใครก็คือ

โซลริว...คนที่ลึกลับที่สุดอาจจะเป็น

อิลซาม่อนที่แข็งแกร่ง

“ดูออกสินะ” เดย์มอสว่าก่อนจะเบิกเนตรสายฟ้าดูว่าอิลซาม่อนที่สถิตกับเด็กหนุ่มผมดำอยู่ระดับไหน ถ้าโชคเข้าข้างโซลริวอาจจะไม่กางบาเรียเพื่อป้องกันตัวเองจากสายตานักล่าเช่นเขา

และโชคก็เข้าข้างเขาจริงๆ

“ระดับมังกรดำ ขั้น 5” อีกสามขั้นจะเปลี่ยนเป็นราชามังกรดำแล้วจุติในฐานะซาตานในโลกมืด แต่ระดับพลังแบบนี้ไม่น่าจะจุติเป็นซาตานแล้วล่ะนะ..

เซทหันขวับอย่างอึ้งๆ “มังกรดำ ฉันไม่อยากคิดถึงตอนที่มันจุติ”

“มันฉลาดเลือกคนต่างหาก” เดย์มอสพึมพำก่อนจะลบเนตรสายฟ้าออกจากนัยน์ตา “แล้วนายคิดว่าเด็กนั้นระดับไหนถึงทำให้อิลซาม่อนมีระดับสูงได้ขนาดนั้น”

“ฉันเดาไม่ออก...พวกเราเจอตัวหายนะรึเปล่านะ” เซทว่ากึ่งไม่จริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นก็อดขนลุกไม่ได้ โซลริวที่ดูไม่จริงจังแบบนั้น ดูไม่มีอะไรเลยนอกจากดาบเล่มหนึ่งที่ติดตัวอยู่ “รุ่นพี่คาเทียร์รู้มั้ย”

“น่าจะรู้มั้ง เป็นลูกพี่ลูกน้องกันนี่”

 

โซลริวหันมองรุ่นพี่ทั้งสองที่ยืนอยู่ใต้ตึกเรียน พวกเขาเร่งสาวเท้าเข้าไปอย่างกลัวตายก่อนจะเห็นว่ารุ่นพี่เดย์มอสเลิกคิ้วนิดๆอย่างเอาเรื่อง

“มาสาย”

“พวกผมขอโทษครับ” โซลริวพูดอย่างสำนึกก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะจากทั้งสามที่ยืนเป็นแบล็คอยู่ด้านหลัง ยังจะมาหัวเราะเพราะพวกมันนี่แหละถึงได้ชักช้า

“งั้นก็ไปสำนึกผิดที่สนามซ้อม” คำสั่งเดียวแต่ทำเอาทั้งสี่คนสะดุ้งตามๆกัน เพราะเดย์มอสขึ้นชื่อเรื่องความโหดแม้ปีนี้จะไม่ลงมารับพวกเขาอย่างเป็นทางการแต่ด้วยสัญชาตญาณบางอย่างมันบอกพวกเขาแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เล่นๆ

โนอาร์มองตามแผ่นหลังของพี่ชายต่างมารดาก่อนจะไหวไหล่นิดๆ พร้อมกับก้าวขาออกก่อนใคร พวกเขาทั้งหมดเดินเข้ามาหยุดในห้องห้องโล่งกว้างภายในปราการ เดย์มอสร่ายวงเวทก่อนสภาพโดยรอบจะแปรเปลี่ยนเป็นสนามโล่งกว้างมีเพียงผืนดินท้องฟ้าและหุบเขาล้อมรอบ

“ที่นี่คือโลกเสมือน ใช้จำลองสภาพสนามเวลาสู้มันแข็งแรงพอสมควร ฉันอยากเห็นฝีมือจริงๆของพวกนาย จับคู่กันแล้วสู้จนกว่าจะมีคนแพ้ ไม่ต้องออมมือ” ประธานปีสามว่าจริงจังก่อนจะหมุนตัวกลับไปยืนอยู่อีกฟากโดยไม่ฟังเสียงโวยวายเลยสักนิด

“ซวยแล้ว สู้กับพวกแกสักคนฉันก็ตายแล้ว” ขณะที่โซลริวพึมพำเขาก็รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ เจ็บๆจนหลุดเสียงออกมาคำหนึ่งแต่ตอนนั้นเรย์จินก็เหยียบเท้าเขาด้วย เลยไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหนมากกว่ากัน เรย์จินหันมองขอโทษยิ้มๆทีหนึ่งอย่างไม่สำนึก แต่เขาไม่ได้ถือสา

“ผมไม่สู้ไม่ได้หรอ” เซเรฟเอ่ยขึ้น เขากินยามาก็จริงแต่ถ้าตกอยู่ในสภาวะกดดันทางเวทมนตร์ขึ้นมาจะทำยังไงละ เขายังควบคุมพลังของเมเทียร์ได้ไม่ดีเลย

“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” โนอาร์แทรกขึ้นก่อนจะมองไปยังร่างสูงที่ยืนกอดอกรออยู่ทางโน้นพร้อมกับเซท

“จับคู่ยังไงล่ะครับ”

“นั่นดิ”

“โอน้อยออก ขาวคู่ขาว ดำคู่ดำ” โซลริวเสนอก่อนที่พวกเขาจะล้อมวงก่อนจะให้ความรู้สึกและโชคซะตาจับคู่ให้เอง แม้จะเป็นวิธีที่เด็กไปหน่อยแต่มันก็เหมือนจะยุติธรรมที่สุดแล้ว

ผลออกมาว่า

โซลริวคู่กับเรย์จิน

โนอาร์กับเซเรฟ

“ใช้อาวุธจริง” เสียงของเดย์มอสย้ำขึ้น พวกเขามองหน้ากันอย่างลำบากใจ ก่อนจะเดินแยกไปคนละฝั่ง

“แบล็ค” เซเรฟเรียกอาวุธมาก่อนใครจนโซลริวอดจะแซวขึ้นไม่ได้

“ไม่อยากสู้เลยนะ”

“รีบๆจบครับ” คนผมเงินตอบเรียกเสียงผิวปากจากเรย์จินได้เป็นอย่างดี

“จะจบเร็วหรือเปล่าอันนี้ต้องลุ้นนะ ฟีนิกซ์”

“ชีค” โนอาร์เรียกดาบเล่มใหญ่ออกมา

“คิลล์” อาวุธของพวกเขาถูกเรียกเข้ามือเว้นแต่โซลริวที่ปลดออกจากหลังอีกทีหนึ่ง

“ใช้เวทมั้ยละ” เขาถามขึ้นพวกมันชะงักเล็กน้อยก่อนจะโนอาร์จะชิงร่ายเวทก่อนใคร

วงเวทปรากฏขึ้นใต้เท้าโซลริวอ้าปากค้างก่อนจะออกวิ่งเช่นเดียวกับเรย์จินที่แหกปากโวยวายไม่แพ้กัน วงเวทมีอยู่สองประเภทคือหนึ่งการร่ายเวทเพื่อให้มีเงื่อนไขและเป้าหมายชัดเจนขึ้น และประเภทที่สองคือเรียกวงเวทออกมาโดยโจมตีเพียงอย่างเดียว

พลังทำลายล้างจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับพลังเวทของแต่ละคน

โนอาร์ลดมือลงเพราะไม่อยากเปลืองพลังก่อนจะวาร์ปไปดักหน้าเพื่อแยกคู่หูออกจากกัน มือหนาดึงคอเสื้อโซลริวไว้แล้วเหวี่ยงออกไปอีกทางจนร่างคนผมดำกลิ้งคลุกๆไปโน้น

“ไอ้โนอาร์ ขาฉันหักขึ้นมาแกจะทำยังไง” โซลริวโว้ยวายพลางเก็บดาบเข้ามือเมื่อลุกขึ้นมาได้

“ไม่ยาก หักอีกข้างด้วยไง”

“โหดร้าย”

“หึ” โนอาร์เค้นยิ้มเยาะตาจ้องมาทางโซลริวก็จริงแต่มือขวากลับเหวี่ยงไปทางเรย์จินและยิงเวทโจมตีทันที

ตูม

“นี่เพื่อนเองจำไม่ได้หรอ” เรย์จินที่กางม่านเวทป้องกันได้ทันถึงกับตะโกนขึ้น ก่อนที่เซเรฟจะขยับมายืนด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบบาเรียป้องกันของเรย์จินถูกด้ามดาบกระเทาะเบาๆก็แตกละเอียด

“พวกแกมันไม่ใช่คน!” ทั้งโซลริวและเรย์จินต่างร้องขึ้น ฟังดูน้ำตาจะไหล พวกมันดูเหมือนไม่จริงจังในทีแรกแต่ทำไมตอนนี้ถึงสวมบทได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้

“มาสู้กันโซลริว” โนอาร์ดึงความสนใจด้วยการชี้ปลายดาบมาทางเขา สายตาของมันแน่วแน่และเอาจริงจนโซลริวต้องกลืนน้ำลายอย่างขนลุกขนพอง

“เรย์จินช่วยฉันด้วยย” โซลริวร้องจ้ากพลางวิ่งหลบคมดาบจ้าละวัน แต่โนอาร์ก็เคลื่อนตัวเร็วยิ่งขึ้นจนมองไม่ทัน เขาหลบจนแทบจะเสียหลักแล้วก่อนจะหันดาบมาตั้งรับในท้ายที่สุด

เคร้ง!

“นึกว่าจะสู้ไม่เป็นซะอีก”

“อย่ามาดูถูก”

“แล้วจะให้ดูผิดหรือไง”

เคร้งๆๆๆๆๆ

เสียงของชีคและคิลล์ปะทะกันตรงๆจนเกิดประกายไฟเล็กๆ โนอาร์เหยียดยิ้มอย่างสนุกก่อนมันจะเตะเข้าที่สีข้างจนโซลริวเสียหลักกลิ้งไปตามแรงส่ง เขากัดฟันลุกขึ้นมาเห็นว่าโนอาร์กำลังท้าทายเขาอยู่ มันกระดิกนิ้วก่อนจะเหยียดยิ้ม

โนอาร์มันเด็กนรกจริงๆ

โซลริวคิดอย่างแค้นใจก่อนจะพุ่งใส่คนจากแดนเทพด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ โนอาร์หายวับก่อนจะเห็นร่างนั้นลอยตัวอยู่บนฟ้าพร้อมวงเวทที่เล็งมาทางนี้

บึม

เด็กหนุ่มกระโดดหลบลำแสงอันตรายนั้นก่อนจะขยับอย่างต่อเนื่องด้วยการกระโดดขึ้นสูงกว่าทุกครั้งกระทั่งร่างของพวกเขาแทบจะเสมอกัน เขาม้วนตัวอาศัยแรงส่งที่ยังขึ้นต่อได้อีกเพื่อเตะโนอาร์ลงพื้นให้เร็วกว่าเดิม แต่รัชทายาทก็เร็วไม่แพ้กัน ร่างสูงยกแขนตั้งรับลูกเตะได้ทันก่อนที่จะใช้วงเคลื่อนย้ายพาตัวเองไปอยู่เหนือหัวของโซลริวอีกทีหนึ่ง

“ทางนี้”

ตูม

เสียงระเบิดดังกึกก้องจนเรย์จินกับเซเรฟจำต้องผละออกจากกันเพื่อมองว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของโซลริวที่ร่วงลงมาคล้ายไร้สติจนพวกเขาทั้งคู่ใจหล่นวูบแต่ไม่นานก็ม้วนตัวใช้สองขาลงพื้นได้ทันพร้อมไถลไปตามแรงเป็นทางยาว

“ชิ”

“จะไม่ใช่พลังเวทจริงหรอ” โนอาร์ถามขึ้นพร้อมตั้งท่าจะฉะต่อ

“ของดีใครเขาเอามาโชว์” โซลริว่าอวดๆแต่ความจริงก็คือความจริง พลังเวทของเขาแทบจะมีอยู่น้อยนิด เขามีแค่พลังกายกัยความเร็วเท่านั้นเอง อีกอย่างหนึ่งเขาไม่เคยมีความิดที่จะสู้กับมนุษย์

“งั้นฉันจะต้อนแกเอง”

หมับ

โนอาร์ว่าแบบนั้นก็ขยับวูบเดียวมายืนอยู่ตรงหน้าระยะประชิดก่อนจะบิดข้อมือของเขาจนเผลอปล่อยดาบลงพื้นดังเคร้ง รัชทายาทสวนหมัดเข้าที่ท้องอย่างรวดเร็วจนโซลริวตัวงอก่อนจะยิ้มเหี้ยมแล้วจัดเข่าศอกมือเท้าหนักๆให้เขาโดยไร้การยั้งมือจนมันพอใจ

“แค่กๆ ถุ้ย” โซลริวไอเล็กน้อยก่อนจะป้วนเลือดในปากออกพร้อมปาดเลือดที่มุมปากทิ้ง จังหวะนั้นหัวใจของเขาก็เจ็บจี๊ดจนตัวแข็งทื่อ เจ็บจนส่งเสียงร้องไม่ออก

“ไม่เอาน่าโซลริว แกอย่ามองฉันแบบนั้น ไม่น่ารักเลยว่ะ” โนอาร์ว่าขึ้นสายตาเย็นเฉียบเหมือนมีอะไรในใจด้วยก่อนจะยิงเวทใส่อีกชุดในระยะประชิดจนควันโขมง เซเรฟเห็นเช่นนั้นเลยคิดจะปิดเกมด้วยการจัดการเจ้าชายตรงหน้า

แบล็คกับฟีนิกซ์ครูดกันอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งก่อนเซเรฟจะร่ายเวทนำแข็งขึ้น มันกลายเป็นรูปร่างเหมือนคนที่เหมือนเซเรฟทุกระเบียบนิ้ว ทั้งสองร่างขยับเหมือนกันทุกอย่างก่อนที่เรย์จินจะกางเวทป้องกันไว้เมื่อมีอาวุธพุ่งมาจากด้านหลัง

กึก

เสียงอาวุธในรูปลักษณ์น้ำแข็งถูกหยุดไว้ เรย์จินร่ายเวทขึ้นมาหยุดยั้งด้วยความรู้สึกตรึงมือ เขาเคยสู้มามากแต่กับเซเรฟมันต่างออกไป เพราะอีกฝ่ายเหมือนอยู่เหนือความคิดเขาตลอดเวลา

ลอส

เรย์จินเอ่ยขึ้นวงเวทก็เริ่มปรากฏขึ้นมากมายจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เดย์มอสและเซทที่ยืนดูด้านนอกขยับตัวเล็กน้อยอย่างสนใจเพราะไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าชายแดนมนุษย์จะใช้รูนได้ด้วย นับว่าปราการสายลมได้ของดีมาไม่น้อยเลย

ดวงตาสีอำพันของเซเรฟหรี่ลงอย่างครุ่นคิดก่อนสองร่างที่เหมือนกันทุกระเบียบนิ้วจะฉีกยิ้มอย่างนึกสนุก

“ไม่ให้ทำหรอกนะ” เสียงกระซิบนั้น...

ตูม

เสียงระเบิดที่ดังขึ้นไม่ใช่ฝีมือของเซเรฟ แต่เป็นโนอาร์ที่วาร์ปมายืนในเขตป้องกันของเรย์จินอย่างประชิดตัวหลังจากที่โซลริวนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงโน้น วงเวทสีแดงที่ถูกร่ายขึ้นปลดพลังทั้งหมดใส่คนผมทองทันที ความรุนแรงของมันอาจจะฉีกรางของเรย์จินออกเป็นชิ้นๆเลยก็ได้แต่ไม่มีใครมองเห็นว่าคนในกลุ่มควันเป็นอย่างไรบ้าง

เซเรฟเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะแปะมือกับโนอาร์ที่มุมปากยกยิ้มค้างเหมือนความสนุกยังไม่จางหาย

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรแต่ความจริงมันก็ยังไม่ได้สนุกขนาดนั้น แต่เพื่อชนะแล้วไม่มีอะไรที่น่าสนุกไปมากกว่านี้อีกแล้ว

สองหนุ่มที่เหมือนจะคว้าชัยชนะได้อย่างไม่อยากเย็นเตรียมหันหลังกลับแล้วหากไม่ติดที่ความสงบรอบๆเริ่มแปรเปลี่ยนไป

วูบ

วงเวทสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นจนมาถึงปลายฝ่าเท้าของเดย์มอสกับเซทยืนมองอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร รุ่นพี่ปีสามขยับออกเล็กน้อยก่อนจะมองวงเวทที่แปลกประหลาดในสายตา ไม่เคยเห็นมาก่อนและเหมือนจะไม่จัดอยู่ในหมวดเวทของธาตุมืดด้วย

“เวทอะไรเนี่ย” เซทพึมพำก่อนจะขมวดคิ้วก่อนที่ท้องฟ้าอันแสนสดใสของโลกเสมือนจะแปรเปลี่ยนเป็นริ้วสีดำราวกับมีเมฆหมอกของพายุ

โซลริวยืนอยู่ใจกลางเวทมนตร์สีดำขนาดใหญ่พร้อมๆกับคลายมือออกจากแขนของเรย์จินที่สภาพดูไม่จืดให้นั่งลงกับพื้น ความจริงแล้วพวกเขาก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไรนักก่อนที่โซลริวจะฉีกยิ้มบ้าง แต่ยิ้มนั้นกลับลึกลับจนคนมองใจเต้นขึ้นมา

เหมือนว่าเกมจริงๆมันจะเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก

เพียงวางมือลงร่างของเรย์จินพลังรักษาของโซลริวก็ทำงานได้ดีจนเรย์จินไม่เหลือความเจ็บปวดตรงไหนอีกเลย พลังก็กลับมาเต็มร้อยแม้ว่าเมื่อครู่จะไม่ได้ใช้ไปมากแต่กลับรู้สึกว่าพลังกำลังเดือดปุดๆจนคันไม้คันมือ หรืออาจจะเป็นเพราะยืนอยู่ใต้บนวงเวทสีดำนี่กันนะ

“สุดยอด นี่แกซุบคนตายได้ด้วยรึเปล่า” เป็นคำถามที่เรย์จินไม่ได้ตั้งใจถามเท่าไร โซลริวยกมือขึ้นมาเตะปากเบาๆเชิงห้ามพูดเสียงดัง

“ความลับ”

แต่มันใช่คำตอบรึเปล่าละ?

เจ้าชายแดนมนุษย์มองคนยิ้มที่มุมปากอย่างสงสัยก่อนจะเรียกฟีนิกซ์กลับเข้ามืออีกรอบ

“โกงว่ะ แต่ก็ดี” เรย์จินว่ายิ้มๆอย่างชอบใจแต่ลึกๆกลับรู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลกจากเดิม “ไว้ว่างๆก็เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

“เป็นเด็กดีสิ เผื่อใจดีแล้วจะพูดให้ฟัง” โซลริวว่าแบบนั้น แถมยังไม่ยอมรักษาตัวเอง เด็กหนุ่มยิ้มกริ่มอยู่จางๆหวังจะยืมแรงของเรย์จินสักหน่อยหลังจากฟื้นฟูทั้งพละกำลังและเวทมนตร์ของเรย์จินได้ ต้องเชื่อว่ามันจะปกป้องเขาได้ นั่นสิ เกมนี่มันต้องน่าใจขึ้นมาหน่อย

“แต่ระหว่างนี้ฉันจะป้องกันตัวเองไม่ได้” โซลริวปักดาบลงบนพื้น “นายต้องปกป้องฉันด้วย และก็ล้มพวกมันซะ”

“เกร็ดความรู้เลยนะเนี่ย” เรย์จินว่าก่อนจะยิ้มที่มันคิดตัวเองหล่อนักหนา แม้งานจะตรึงมือแต่อย่างไรพวกเขาก็ต้องสู้เพื่อให้รุ่นพี่ประเมินฝีมือ

“ก็ได้ แต่อย่าออกจากเขตแดนของฉันละ” เจ้าชายแดนมนุษย์ว่ารีบๆก่อนจะร่ายเวทขึ้น วงเวทสีทองปรากฏขึ้นใต้ร่างของโซลริวพร้อมกับอักขระเวทที่ลอยล้อมรอบตัวโซลริวไว้ราวกับเกาะป้องกันชั้นดี

“นี่น่ะ เวทป้องกันที่โนอาร์หรือใครหน้าไหนก็เจาะไม่ได้ ฉันไม่เคยร่ายให้ใครมาก่อนเลยนะ” เรย์จินว่าก่อนไอเวทจะไหลออกมาโอบล้อมตัวตนของเรย์จินไว้บางๆ ฟีนิกซ์สั่นเบาๆก่อนมันจะแตกเป็นเสี่ยงๆแล้วก่อตัวเป็นเคียวสีทองอย่างที่เรย์จินไม่ได้ตั้งใจจะทำเลยสักนิด

อาวุธของเทพบูรพา

เดย์มอสยืนมองความเปลี่ยนแปลงภายในสนาม ดูเหมือนว่าเด็กพวกมันจะสนุกเกินไปหรือเปล่านะ? แถมยังมีของดีติดมือมาอีกหนึ่ง

“หึ” โนอาร์ส่งเสียงเหี้ยมจัดเช่นเดียวกับเซเรฟที่หัวเราะเบาๆดูเป็นคู่หูต่างขั่วที่ร้ายไม่เบา ไอเวทสีแดงไหลออกมาจากตัวของโนอาร์ไม่ต่างกัน เซเรฟก็ไม่อิดออดที่จะสู้แม้จะกลุ้มใจนิดหน่อยที่ความกดดันของเวทมนตร์ของพวกเขากำลังคุกคามพื้นที่กันอย่างเต็มที่

เซเรฟหายใจลำบากเล็กน้อยความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก โนอาร์หันมองเหมือนรู้แล้วว่าเป็นแบบนี้ต่อไปผนึกที่หนึ่งในสองแฝดทำไว้อาจจะแตกออก และหลังจากนั้นก็อาจจะแย่เอาได้

“เซเรฟ ไหวมั้ย”

“ได้นิดหน่อยครับ” เซเรฟเอ่ยก่อนจะมองเห็นว่าฝั่งตรงข้ามเตรียมพร้อมแล้ว โซลริวนั่งลงอย่างสบายใจในม่านเวทของเรย์จินแต่ก็ยังไม่ยอมปลดวงเวทสีดำนี่ออกไป พลังของพวกเขาเหมือนจะถูกกระตุ้นให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย

เป็นแบบนี้ผนึกแตกแน่ๆ

“เอาเลยดีกว่า” แต่โนอาร์ไม่ได้ห้าม..

พลังเวทของคนทั้งสามประทุขึ้นทีนที ไอเวทแต่ละคนพวยพุ่งออกมาเช่นเดียวกับอาวุธที่คำรามรับความปรารถนาของเจ้าของทั้งหลาย ดาบของโนอาร์คืนสภาพเป็นดาบเรียวเล็กเหมาะมือ ส่วนเซเรฟก็สลายแบล็คทิ้งไปก่อนจะเรียกวงเวทออกมานับไม่ถ้วน

เดย์มอสกับเซทยืนเหงื่อตกอยู่ด้านนอกเพราะพลังเวทที่รุนแรงของเด็กทั้งสี่กำลังทำให้ที่นี่ไม่น่าอยู่ ถึงจะบอกว่าสองต่อหนึ่งแต่โซลริวที่นั่งอยู่ในสนามก็เป็นคนคุมเกมอย่างดีเยี่ยม ไม่มีใครรู้ว่าทำไมโซลริวถึงได้ทำให้พลังของทุกคนพลุ่งพล่าน

แต่เด็กหนุ่มผมดำดูแปลกๆไป

“เด็กคนนั้น”

จู่ๆเสียงของรุ่นพี่คาเทียร์ดังขึ้น สีหน้าของเธอดูหงุดหงิดใช่ย่อยเหมือนมีเรื่องคอขาดบาดตายเมื่อมองลงไป ไม่เพียงแค่คาเทียร์ที่ปรากฏตัวในโลกเสมือนแห่งนี้แต่ยังมีเหล่าห้าอาชาทมิฬที่เป็นของต้องห้ามของปีห้าอีกสี่คนตามติดมาด้วย

“มีอะไรผิดปกติในนั้นสินะ” เดย์มอสพูดขึ้นอย่างดูออก

“อืม ปล่อยไว้นานไม่ได้” คาเทียร์พูดขึ้นโดยสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เด็กหนุ่มผมสีดำที่นั่งนิ่ง มุมปากยกยิ้มอย่างลึกลับแบบนั้น มันไม่ใช่..ไม่ใช่น้องชายของเธอ แต่มันก็ร้ายกาจ เดิมทีเธอก็ไม่ได้ชอบโซลริวอยู่แล้วยิ่งเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

ก็ยิ่งเกลียดมันเข้าไส้

“อิลซาม่อนกำลังจะเลือก..”

เดิมทีคาเทียร์เองก็มีส่วนพัวพันอยู่ในโลกมืดไม่ต่างจากโซลริว หรือจะเรียกได้ว่าโซลริวเป็นสายรองคนแรกที่คนจากโลกมืดยอมรับ ในตอนแรกเธอไม่เคยรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอมีอิลซาม่อนสถิตอยู่จนกระทั่งวันพิธีหมั่นหมายของรัชทายาทโลกมืดมาถึง

พวกเราถึงได้รู้ ว่าอิลซาม่อนตนนี้ไม่ธรรมดา

“เลือกอะไรครับ” เซทที่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเอ่ยถาม พวกเขาจดจ้องลงไปในสนามเพื่อดูการต่อสู้ที่เน้นสนุกจนดูออกแต่พลังที่คุกคามกันอยู่ตรงนี้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

“เลือกว่าจะเอาใครเป็นเครื่องสังเวยสุดท้าย”

“แต่ว่านั้นเพื่อนของโซลริวนะ” เซทเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ

“ถึงได้บอกว่าพวกมันอันตรายไงละ” คาเทียร์บอกเสียงเครียด “ตอนนี้โซลริวอาจจะหลับอยู่ข้างใน”

“...”

“เด็กคนนี้ไม่สมควรออกมาข้างนอกตั้งแต่แรกแล้ว”

“...”

“ไม่สมควรเลย”

“ทำไมรุ่นพี่ถึงพูดแบบนั้น ถ้าโซลริวได้ยินเข้า..” เซทไม่เหตุด้วยหรอกนะ ถึงรุ่นพี่จะมีเหตุผลมากกว่าแต่เขาก็ไม่อยากให้รุ่นน้องได้ยินคำพูดแบบนี้จากคนในครอบครัว มันไม่โหดร้ายไปหน่อยหรอที่จะตัดสินใครจากเหตุการณ์ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

คาเทียร์ถอนหายใจ “ได้ยินสิดี น้องชายที่น่ารักของฉัน ทำตัวไร้แกนสารไปวันๆ รู้แบบนี้ปู่คงส่งตัวไปเรียนที่โลกมืดมากกว่าจะมาที่นี่”

“หมายความว่ายังไงกัน” เดย์มอสเอ่ยขึ้น ดวงตาสีเข้มมองรุ่นพี่ที่พูดแบบนี้ออกมาง่ายๆ

“เพราะพลังของเด็กคนนี้ไม่ได้เหมาะจะเป็นจอมเวทยังไงละ อย่าลืมสิว่าจริงๆแล้วอาร์เทลคือสถาบันจอมเวทที่น่านับถือ แต่เด็กคนนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นจอมเวทสักหน่อย หมอนั้นไม่เคยสนใจอะไรในอาร์เทลอยู่แล้ว”

“เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่กับเด็กนั่นมาตั้งแต่แรก” คาเทียร์เอ่ยขึ้น ดวงตาทอประกายจริงจังก่อนเสียงระเบิดจะดังขึ้นจนต้องยกมือขึ้นมาป้องลมและเศษดินต่างๆ

ไม่มีใครรู้สักหน่อยว่าความจริงแล้วโซลริวมาเรียนที่นี่ทำไม แค่คำสั่งของคุณอาไทกิไม่มีผลมากมายขนาดนี้หรอก เด็กคนนั้นกำลังทำอะไรบางอย่าง

ราวกับเล่นเกมกับศัตรูที่มองไม่เห็น และใช้อาร์เทลเป็นที่มั่นพร้อมกับปกปิดทุกอย่างจากทุกคน

“เด็กนั่นไม่ตั้งใจจะเข้าเรียนที่นี่สักหน่อย ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าทำไมต้องเรียน ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าพลังของตัวเองเป็นยังไง ไม่ได้สนใจว่าตัวเองเป็นคนที่ถูกยอมรับ แถมเจ้านั่นยัง...ยอมรับอิลซาม่อนของตัวเอง”

“ห๊ะ”

“แล้ว..จะเกิดอะไรขึ้น” เซทเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล เรื่องของโลกมืดเขาไม่ไสนใจมากนักเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกันตรงๆเท่าไร แม้จะมีรู้จักข้อมูลอื่นๆแต่เรื่องของอิลซาม่อนเป็นความลับที่คนนอกโลกมืดไม่มีทางได้รู้ หากไม่ถามตรงๆแบบนี้ไม่มีทางได้รู้หรอก

“การถูกยอมรับ แน่นอนว่ามันก็เหมือนคำสัญญา เมื่ออิลซาม่อนจุติ..มันจะทำทุกอย่างเพื่อนำร่างสถิตกลับไปด้วย” คาเทียร์มองรุ่นน้องที่ดูจะไม่เข้าใจก่อนจะอธิบายต่อ

“ปกติแล้วอิลซาม่อนไม่มีทางถูกยอมรับหรอกนะมันถึงทำทุกอย่างเพื่อล่อลวงให้ร่างสถิตไหวตาม ใครเขาจะยอมรับด้านมืดของตัวเองละ เว้นเด็กคนนั้นสิที่เป็นแบบนั้นน่าจะเป็นเพราะปู่...คุณปู่ทำให้โซลริวยอมรับความร้ายกาจของตัวเอง”

อิลซาม่อนเดิมทีดูเปราะบางเพราะเกิดจากความเจ็บปวดและความเครียดแค้นอาฆาตแต่ขณะเดียวกันมันก็มีความเหงาและกลัวหล่อหลอมมาด้วย เมื่อถูกยอมรับแน่นอนว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้น จากที่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อจุติและกลืนกินวิญญาณ มันจะรู้จักวิธีการสำนึกบุญคุณในแบบของมัน

 

 

“เมื่อแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร โอกาสในการจุติในโลกมืดที่ค่าพลังสูงกว่าซาตานก็เพิ่มมากขึ้น พันธสัญญาที่ใช้ความเชื่อใจผูกกันไว้ก็จะยิ่งรุนแรง”

“ถ้าเป็นแบบนั้นแปลว่าโอกาสที่อิลซาม่อนจะจุติเป็นจอมมารก็ไม่เกินจริงหรืออาจจะสูงกว่าระดับนั้น” เดย์มอสคิดตาเพราะเขาก็รู้มาระดับหนึ่ง ยิ่งการกลืนร่างของเอิร์ธ(เอิร์ธคือชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของร่างที่ถูกสถิตแต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้)เป็นไปอย่างธรรมชาติโดยที่คนอื่นไม่สามารถสังเกตได้ว่าตอนนี้เป็นเจ้าของร่างหรือว่าอิลซาม่อนที่ปรากฏออกมา

ยิ่งเหมือนเป็นคนๆเดียวก็ยิ่งอันตราย

เพราะมันเป็นการผูกใจที่ลึกซึ้ง หากอิลซาม่อนจุติเป็นจอมมารอย่างที่คาดกันไว้ มันจะสามารถแทรกแซงร่างเอิร์ธได้ตามใจปรารถนา ค่าสถานะและพลังต่างๆจะถูกแบ่งมาให้ร่างเอิร์ธอย่างเท่าเทียม

“มันก็...ไม่ต่างจากการจุติจอมมารสองคนในครั้งเดียวหรอกนะ” คาเทียร์บอกข้อสรุปจริงๆให้ฟังก่อนวงเวทอักขระวงเวทขนาดใหญ่จะขยายใหญ่ล้อมพวกเขาเอาไว้ทั้งหมด ท้องฟ้าเริ่มคำราม

“จับได้หมดแล้ว” เสียงพึมพำของเด็กหนุ่มผมสีดำดังขึ้น เรย์จิน เซเรฟ และโนอาร์หยุดการต่อสู้ไว้เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทแปลกๆไป และพลังของพวกเขาก็ล้นทะลักจนคุมไม่ไหว

ดวงตาสีนิลไร้ประกายไปตั้งนานแล้วแต่ไม่มีใครสังเกตกัน ผมสีดำขลับเริ่มยาวสยายเมื่ออิลซาม่อนตัดสินใจกลืนวิญญาณของเด็กหนุ่มอย่างไร้สัญญาณเตือนและท่าทางการแสดงออกก็แตกต่างจากเดิมลิบลับ เสียงหัวเราะค่อยๆดังขึ้นอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นคนทั้งสิบอยู่ภายในกับดักอักขระของตน กลิ่นหอมของพลังที่เข้มข้นช่างเย้ายวนจนนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงกับเจ้าพวกนี้ดี

“ฆ่าให้หมดเลยดีมั้ยนะ”

โนอาร์จ้องมองเพื่อนผมดำที่เปลี่ยนไปแถมพลังของพวกเขาก็ไหลออกมาเรื่อยๆจนเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า เซเรฟก็ยกมือกุมอกอย่างเจ็บปวดจนเรย์จินต้องเข้าไปประคอง เหล่ารุ่นพี่ที่มาถึงตอนไหนก็ไม่ทราบต่างเรียกอาวุธเข้ามือ

พลังเวทของพวกเขาถูกดึงออกไปจากร่าง มันลอยหายเข้าไปในหลุมดำที่หมุนวนอยู่เหนือหัวก่อนที่การโจมตีจะถูกเปิดขึ้นจากหนึ่งในอาชาทมิฬ เดย์มอสใช้เวทเคลื่อนย้ายดึงเด็กทั้งสามออกมามาโผล่อยู่ไกลๆ ใบหน้าคมเข้มมีเหงื่อผุดขึ้นมาเพราะอากาศรอบๆเริ่มไม่น่าอยู่มากกว่าเดิม

ตูมมมมมม

แรงปะทะถูกเปิดโดยคาเทียร์แต่ร่างกายของโซลริวไร้รอยขีดข่วนใดๆเพราะวงเวทของเรย์จินป้องกันเอาไว้ ส่วนเซทก็กางม่านเวทขึ้นมาก่อนจะเข้าไปดูอาการของเซเรฟที่นอนตัวงออยู่

“เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

“พลังของเมเทียร์ครึ่งหนึ่ง..” เรย์จินอธิบายเมื่อมองดูรอบๆที่เต็มไปด้วยพลังเวทรุนแรง “ครึ่งหนึ่งที่ถูกผนึกจะถูกปลดถ้าอยู่ในที่ที่มีความกดดันทางเวทมนตร์เข้มข้นสูงแบบนี้”

“ถ้างั้นก็พาออกไป” เซทเสนอขึ้นก่อนเดย์มอสที่ยืนมองดูการต่อสู้ของห้าอาชาทมิฬที่เริ่มดุเดือด(รวมคาเทียร์) จะเอ่ยขัด

“ทำแบบนั้นไม่ได้”

“..ทำไม”

“ถ้ากลับออกไปข้างนอก อิลซาม่อนมันไม่ยอมหยุดอยู่ตรงนี้แน่ และฉันก็จะไม่เปิดให้มันออกไป”

“...คนในอาร์เทลจะต้องไม่รู้ด้วยว่าในนี้เกิดอะไรขึ้น ถ้าจะมีใครตายก็ต้องมีแค่พวกเรา” เดย์มอสเอ่ยก่อนจะมองหน้าน้องชายตัวเองด้วยแววตาเรียบเฉย

“...”

“แต่ปราการสายลมของพวกเราจะต้องเสียให้น้อยที่สุด...น้อยที่สุด”...และพี่จะไม่ปล่อยให้แกเป็นอะไรไปอีกเด็ดขาด...

สายตาของเดย์มอสที่มองมาแตกต่างออกไปกว่าทุกที โนอาร์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เดย์มอสมีเนตรสายฟ้า ดวงตาสามารถมองเห็นอนาคตที่เกิดขึ้นจริง มือหนากระซับดาบเข้ามาไว้ในมือแน่นก่อนจะมองไปยังเพื่อนรักที่ตั้งรับการปะทะอยู่บนท้องฟ้า มันแตกต่างออกไปจากเดิมจนใจวูบ

ดวงตาคู่นั้นไม่ได้สวยงามเหมือนแต่ก่อน...

 

******************โปรดติดตามตอนต่อไป

ตอนนี้ไรท์คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

115 ความคิดเห็น